Masuk“เอ่อ คุณเบนครับ คือผม...”
“อะไร!” เบนจามินหันมาตะคอกเสียงดังจนแสงศรสะดุ้ง และเด็กหญิงที่กำลังจะวิ่งมาหาชายหนุ่มถึงกับร้องไห้จ้าเพราะตกใจ ทำให้คนที่กำลังโกรธหน้าดำหน้าแดงนั้นรีบเข้ามากอดร่างผอมบางของน้องแองจี้ แองเจลิก้า บราวส์ หลานสาววัยหกขวบแล้วปลอบโยน
“โอ๋ๆ อย่างร้องนะคะคนดีของลุงเบน โอ๋ๆ” เสียงนุ่มทุ้มอ่อนโยนผิดกับเสียงที่แผดลั่นเมื่อครู่นั้นนัก
“คุณลุงเบนโกรธน้องแองจี้เหรอค้า คุณลุงไม่รักน้องแองจี้เหรอค้าถึงได้เสียงดัง”
“รักสิคะเด็กดี คุณลุงสัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่เสียงดัง” เบนจามินชูนิ้วก้อยให้หลานสาวใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยน แต่เด็กหญิงยังไม่ยอมเกี่ยวก้อยด้วย
“น้องแองจี้ไม่เชื่อหรอก”
“เชื่อสิจ๊ะคนดีคุณลุงเบนจะทำตามสัญญา ไม่ผิดสัญญาเลย” ชายหนุ่มกล่าวอ่อนโยน มือหนาลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยหมวกไหมพรมนุ่มด้วยความรักสุดแสน
“ก็ได้ค่ะ แต่คุณลุงเบนต้องทำตามสัญญาอีกข้อให้น้องแองจี้ด้วยนะคะ” เด็กหญิงยิ้มตาวาว แก้มซีดเซียวนั้นดูมีสีสันขึ้น ดวงตากลมโตสีเดียวกับผู้เป็นลุงกระจ่างจ้า ริมฝีปากแห้งผากนั้นแย้มยิ้มอวดไรฟันที่หลุดหลอไปหลายซี่ แต่โดยรวมแล้วเด็กน้อยนามว่าน้องแองจี้นั้นดูสดใสและแข็งแรงแต่ใครจะรู้บ้างว่าเด็กตัวเล็กๆ คนนี้กำลังถูกโรคร้ายรุมเร้า และเด็กหญิงก็อาจจะเหลือเวลาบนโลกนี้ไม่มากนัก
“อะไรจ๊ะ”
“พี่เลี้ยงคนสวยของน้องแองจี้ ตามสัญญาไงค้า” หนูน้อยหยิบโทรศัพท์เครื่องบางหากหน้าจอใหญ่ให้ภาพคมชัดเจนรุ่นทันสมัยขึ้นมาแล้วเปิดหน้าจอซึ่งมีรูปดาราสาวเป็นรูปหน้าจอหลักออกมาให้คุณลุงเบนดูด้วยรอยยิ้มพราย
“เอ่อ... คือ” เบนจามินอึกอักจนเด็กหญิงเริ่มหน้าเสีย
“โอเคจ้ะ คุณลุงเบนให้แสงศรไปขอร้องให้เธอมาเป็นพี่เลี้ยงให้แองจี้แล้ว ใช่มั้ยแสงศร”
“เอ่อ ครับๆ คุณหนูแองจี้” แสงศรซึ่งยืนอยู่ห่างๆ รับคำแทบไม่ทันเมื่อนายหนุ่มเล่นโยนหน้าที่ตอบคำถามเจ้านายน้อยตัวเล็ก
“จริงนะคะคุณลุงศรสุดหล่อ”
“จริงครับคุณหนูแองจี้คนสวย..” เมื่อถูกยอแบบนี้แสงศรก็ต้องรีบรับคำด้วยความยินดี
“เย้ๆ ดีใจจังเลย น้องแองจี้จะมีพี่พี่พราวเป็นพี่เลี้ยงไปเกาะดาหวัน” หนูน้อยวิ่งวนรอบคุณลุงเบนและคุณลุงศรด้วยความยินดี จึงไม่ได้เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนใจของคุณลุงทั้งสอง…
“นายไปจัดการซะให้เรียบร้อย ฉันจะพาน้องแองจี้ไปที่เกาะดาหวันก่อน..” เมื่อลับหลังหลานสาว เบนจามินก็หันมาพูดกับแสงศรด้วยใบหน้าเครียดเคร่ง
“แล้วจะให้ผมทำแบบไหนครับ”
“นี่แกถามแบบไม่ได้ใช่สมองคิดเลยใช่มั้ยไอ้ศร..” ชายหนุ่มตวาดอีกครั้งเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ในวันนี้ จนแสงศรชักอยากจะหนีหน้าไปไกลๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั้นยังไม่สำเร็จ
“ครับ ผมจะพาคุณศรัญภัทราไปเกาะดาหวันในวันพรุ่งนี้ให้ได้” ชายหนุ่มหน้าเข้มตอบอย่างหนักแน่นแล้วเดินออกไปจากห้องทำงานโอ่โถงด้วยความหนักใจ
ชายหนุ่มมองตามหลังลูกน้องคนสนิทไปด้วยความคาดหวังว่างานง่ายๆ เช่นนี้จะสิ้นสุดด้วยดี เบนจามินเดินไปยังห้องนอนของหลานสาวซึ่งตอนนี้เด็กหญิงหลับพริ้มพร้อมกับกอดโปสเตอร์รูปดาราสาวคนดังไว้แน่น ชายหนุ่มลูบศีรษะไร้เรือนผมหยิกขอดซึ่งยาวสลวยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือนที่เด็กหญิงเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด..
(เคมีบำบัดChemotherapy คือ การใช้ยาเพื่อรักษาโรค ซึ่งมาจากคำ 2 คำมารวมกันคือ คำว่าเคมี (Chemical) และบำบัด (Therapy) หรือรักษา (Treatment) ปัจจุบันเคมีบำบัดใช้สำหรับ ยารักษาโรคมะเร็ง เคมีบำบัด หมายถึง การรักษาโดยยา เพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์ มะเร็ง โดยการออกฤทธิ์ยับยั้ง การเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และทำลาย เซลล์มะเร็งโดยตรง บางครั้งอาจมีผล ข้างเคียง เช่น คลื่นไส้อาเจียน ผมร่วง)
เรือนผมสลวยของน้องแองจี้ก็ค่อยๆ ร่วงหลุดไป จนเหลือเพียงศีรษะโล้นทุยสวยใช่แล้ว... น้องแองจี้เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในเด็ก ซึ่งเขาเองเพิ่งรู้ว่าหลานตัวน้อยเป็นโรคนี้เมื่อสองปีก่อนและร่างกายเล็กๆ นี้ก็อ่อนแอลงทุกวัน ที่สำคัญน้องแองจี้ก็มีโรคแทรกซ้อนเข้ามาอีก ตอนนี้เขาหวังเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้น...
เบนจามินถอนใจอีกครั้งแล้วมองรูปหญิงสาวแสนสวยที่ยิ้มกระจ่างให้คนมอง ด้วยความขุ่นเคืองในใจ ศรัญภัทรา... เธอคือความหวังเดียวสุดท้ายของแองจี้ และเขาก็จะต้องทำให้ความฝันของเด็กหญิงเป็นจริง...
“อะไรนะ ตัวว่าจะไปส่งขนมที่ไหนนะ” ศรัญภัทราร้องเสียงหลงเมื่อชนกวนันท์ โทร. มาบอกเธอว่าจะไปส่งขนมที่บ้านทวีวัฒน์ภิรมย์ ตระกูลไฮโซดัง ซึ่งใครๆ ต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะทายาทคนเดียวของตระกูลนั้นเป็นหนุ่มโสดเสน่ห์แรงและได้รับฉายาไฮโซคาสโนว่า เปรม ทวีวัฒน์ภิรมย์
ให้ตายสิ เขารู้สึกตื่นเต้นร้อนผ่าวไปทั้งกายได้อย่างไรเพียงแค่มองเธอ ผู้หญิงมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นใช่จะสวยน้อยกว่าหญิงสาวตรงหน้าแต่ไม่ได้ทำให้เขาใจเต้นแบบนี้ เบนจิมินคิดอย่างขุ่นเคืองตัวเองและพาลโทษหญิงสาวผู้เป็นต้นเหตุเสียเลย...“พี่พราวขา นี่ค่ะน้องแองจี้ตั้งใจวาดให้พี่พราวเลยนะคะ” เด็กหญิงวิ่งไปหาหญิงสาวแล้วยื่นภาพวาดให้พี่เลี้ยงสาวคนสวยด้วยความตื่นเต้น “สวัสดีตอนเย็นจ้ะ น้องแองจี้ให้พี่แพร เอ้ยพี่พราวหรือคะ สวยมากเลยค่ะ เก่งที่สุดเลย” ชนกวนันท์เอ่ยชมจากใจจริงเมื่อมองภาพในมือ “ขอบคุณค่ะ น้องแองจี้ดีใจที่พี่พราวชอบ” “เอาเป็นว่าน้องแองจี้อยู่กับพี่พราวก่อนนะคะ คุณลุงเบนจะต้องไปดูคนงานที่ผาดาหวัน... ฝากด้วยนะคุณพราว ขอบคุณมากที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้แองจี้” ชายหนุ่มกล่าว มองใบหน้าหวานละมุนในกรอบเรือนผมบ๊อบหน้าม้านิ่งจนหญิงสาวรู้สึกหวิวๆ ชอบกลในใจ “เอ่อ ค่ะ คุณเบนจามินไม่ต้องห่วงนะคะ” ชนกวนันท์ตอบรับด้วยรอยยิ้มจริงใจ ซึ่งรอยยิ้มของเธอทำให้ใจแกร่งกระด้างไหววูบโดยไม่ตั้งใจ ชายหนุ่มเดินตึงๆ จากไปเหมือนโกรธเธอ ซึ่งมันทำให้ชนกวนันท์ขมวดคิ้วอย่
“แล้วใครที่สำคัญกับเธอมากจนต้องพยายามจะติดต่อเขา หรือว่าเธอคิดไม่ซื่อจะโทร. หาตำรวจ” เขาพาลหาเรื่องด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก“ฉันไม่มีแฟนค่ะ” เธอตอบเสียงหนักแน่น ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตไร้กรอบแว่นหนาวาววับ“นึกว่าดาราดังอย่างเธอจะมีแฟนเยอะ หรือเปลี่ยนบ่อยๆ จนจำไม่ได้ว่าใครเป็นแฟนเสียอีก”“นั่นมันคนอื่นค่ะไม่ใช่ฉัน..” หญิงสาวพยายามปกป้องชื่อเสียงของน้องสาวเมื่อชายหนุ่มทำเสียงเหยียดหยัน“เอาเป็นว่าเธออยากติดต่อใครเรื่องอะไรก็บอกฉันเดี๋ยวฉันจัดการเอง เอาล่ะในเมื่อเธอตกลงจะอยู่ที่นี่ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปหาน้องแองจี้ที่ห้อง เดี๋ยวฉันจะให้คนพาไปส่วนของใช้ทุกอย่างของเธอฉันเตรียมไว้ให้แล้วแบบที่เธอใช้ประจำไม่ต้องห่วงว่าทำงานกับฉันแล้วจะซอมซ่อหรอก”เขาพูดเองเออเองเสร็จสรรพโดยที่ชนกวนันท์ไม่มีโอกาสแย้ง หรือถ้าแย้งเธอคิดว่ามันก็เหมือนพูดกับลม ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดกับเขาสิ่งที่เธอควรทำตอนนี้คือ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและหาอะไรรับประทานดีกว่าเป็นไหนๆ เพราะตอนนี้เธอหิวเหลือเกิน กองทัพต้องเดินด้วยท้องชนกวนันท์คิดอย่างมีสติ...ชนกวนันท์เดินตามคนของเขาซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนผิวดำคล้ำเข้าม
“แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดแน่นอน ไม่อย่างนั้นคุณไม่ให้คนลักพาตัวฉันมาแบบนี้แน่ เพราะอะไรการมาเป็นพี่เลี้ยงน้องแองจี้ถึงได้สำคัญมากจนต้องลักพาดาราดังมาเป็นพี่เลี้ยงหลานของคุณ หากคุณไม่ให้เหตุผลที่แท้จริงฉันจะบอกน้องแองจี้ว่าคุณลักพาตัวฉันมาโดยที่ฉันไม่เต็มใจมา” มันเป็นคำพูดที่ยาวที่สุด เท่าที่ชนกวนันท์เคยพูดกับคนอื่นนอกจากน้องสาวฝาแฝด หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเมื่อเขาหันมามองเธอเขม็งและนึกแปลกใจตัวเองที่สามารถพูดออกไปได้แบบนั้น“ถ้าเธอบอกน้องแองจี้แบบนั้น เธอตายแน่ศรัญภัทรา”“ถ้าฉันตาย หลานสาวคุณแย่แน่ ดูก็รู้ว่าเธอป่วย คุณให้คนลักพาตัวฉันมาเพื่ออะไร ทำไมคุณไม่เจรจาดีๆ กับฉัน” ชนกวนันท์สวมรอยเป็นน้องสาวทันที ถึงเธอจะเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง แต่ก็ไม่โง่จนมองสถานการณ์ตรงหน้าไม่ออก เพียงแต่อยากรู้ความจริงเท่านั้น เธออยากรู้ว่าน้องแองจี้เป็นอะไรและเธอสามารถช่วยได้มากน้อยแค่ไหนสำหรับเธอแล้วการได้ช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นสิ่งที่เธอจะไม่ลังเลเลยหากทำได้“โอเค.. เธอฉลาดมากศรัญภัทรา แต่ถ้าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมคงจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่วันฉันให้คนไปเสนองานนี้ให้เธอด้วยค่าจ้างท
“ได้เลยค่ะ น้องแองจี้ยินดีค่ะ” เด็กหญิงกล่าวอย่างยินดีและชี้นิ้วมาที่ตัวพร้อมกับบอกพี่สาวคนสวยที่เธอใฝ่ฝันอยากพบอย่างน่ารักจนคนที่คิดหวาดหวั่นนั้นคลายความกลัวลงแล้วรับแก้วน้ำขึ้นดื่มคลายความกระหาย หญิงสาวหันมามองเด็กหญิงแองจี้อย่างพินิจพิจารณา แล้วเธอก็พบว่า หนูน้อยสวมหมวกไหมพรมสีสดใสและสวมเครื่องช่วยฟังแบบแขวนหลังหูขนาดเล็กบางแนบไปกับใบหูเล็กๆ นั้น(เครื่องช่วยฟัง คือ อุปกรณ์สำหรับผู้ที่มีความผิดปรกติทางการได้ยินตั้งแต่หูตึงจนถึงหูหนวก เครื่องช่วยฟังเป็นเครื่องขยายเสียงให้ดังขึ้น ประกอบด้วย ไมโครโฟนเป็นตัวรับเสียง ตัวขยายเสียงให้ดังขึ้นคือเอมปริไฟร์มีทั้งแบบแบบดิจิทอลล์ แบบอนาลอกซึ่งมีอยู่สามแบบคือ แบบกล่องแบบแขวนหลังหูแบบใส่ในช่องหู)ซึ่งมันบ่งบอกว่าเด็กหญิงมีความพกพร่องทางการได้ยิน ใบหน้าที่ดูซีดเซียวของเด็กน้อยทำให้ชนกวนันท์มีความรู้สึกว่าน้องแองจี้ป่วยและอาจจะป่วยมากด้วย หญิงสาวยิ้มให้เด็กหญิงบางๆ ด้วยความรู้สึกที่เป็นมิตรมากขึ้น“ทีนี้จะตอบพี่พราวได้รึยังคะ ว่าพี่พราวอยู่ที่ไหน” เธอตัดสินใจเป็นศรัญภัทราด้วยความรู้สึกสงสารน้องแองจี้อย่างบอกไม่ถูก“ที่นี่คือเกาะดาหวันค่ะพี่พราวขา
ชนกวนันท์ขับรถออกมาจากคฤหาสน์หลังงามก็แวะซื้อแป้งและส่วนผสมอื่นๆ ที่เธอจะใช้ทำขนมเย็นนี้ด้วยความสุข เพราะตอนนี้เท่ากับว่าเธอมีออเดอร์ขนมเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องออกไปติดต่อร้านค้าเพื่อส่งขนมแล้ว แต่เธอไม่มีโอกาสรู้เลยว่าบัดนี้เธอจะไม่มีโอกาสได้ทำขนมที่เธอรักอีกแล้ว เพราะใครบางคนกำลังจะพาเธอไปยังที่ไกลแสนไกล และที่นั่นจะทำให้ชีวิตอันสงบสุขของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล...ร่างบางเดินถือข้าวของพะรุงพะรังมายังรถยนต์คันเล็กโดยไม่สังเกตว่ามีใครอีกคนเดินตามเธอมาตั้งแต่เธอออกมาจากบ้านทวีวัฒน์ภิรมย์ด้วยความหมายมาด หญิงสาวถอนหายใจเมื่อข้าวของทุกอย่างไปนอนอยู่ในเบาหลังรถยนต์คันเล็ก แล้วทันใดนั้นเองก็มีรถยนต์คันหรูติดฟิล์มหนามาจอดเทียบข้างๆ รถของเธอและผู้ชายในชุดดำ สวมแว่นสีดำก็เข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วหลังจากนั้นเธอก็ได้กลิ่นฉุนๆ ของอะไรสักอย่างและความรู้สึกสุดท้ายของเธอก็คือ ความมืดมิด...แสงศรมองร่างบางของหญิงสาวที่ไม่ได้สติอยู่เบาะหลังอย่างโล่งใจที่การปฏิบัติการในครั้งนี้ผ่านไปด้วยดีเพราะหญิงสาวมาทำธุระในห้างสรรพสินค้าของเจ้านายของเขาเองการลักพาตัวหญิงสาวจึงเป็นเรื่องง่าย กล้องวงจรปิดไม่ทำงานในขณะที
“อะไรกันทำไมต้องเสียงดังเหมือนตะคอกเลย แพรแค่จะไปส่งขนมนะ ไม่ได้ไปรบที่ชายแดนใต้ ตัวก็ทำเสียงดัง ไปได้ แพรตกใจนะ”“ก็จะไม่ให้เสียงดังได้ไง นั่นมันไม่ใช่ตลาดหรือร้านค้าที่ตัวเคยไปส่งขนมนะแพร นั่นมันคฤหาสน์เลยนะ บ้านคนดังระเบิดเลยนะ แล้วคนดังขนาดนั้นเขาจะมาสั่งขนมของตัวทำไม อีกอย่างเราก็ไม่ได้เปิดหน้าร้านเสียหรูหราชื่อเสียงก็ไม่มี”ศรัญภัทราโวยมาตามสายเมื่อเธอพักระหว่างถ่ายแบบ ซึ่งยกกองมาทำงานกันที่หัวหิน หญิงสาวในชุดไทยสมัยรัชการที่เจ็ดหน้ามุ่ย ในขณะที่คนกำลังจะไปส่งขนมยิ้มร่าเพราะคราวนี้เธอได้เงินเกือบๆ หลักหมื่นเลยทีเดียว“ไม่เอาแล้วคุยกับพราวแล้วปวดหัวเสียงแหลมๆ แบบนี้หากแฟนละครได้ยินคงคิดว่าเป็นเสียงนางร้ายไม่ใช่นางเอกแน่ๆ เลย แค่นี้นะถึงบ้านลูกค้าแล้ว” ชนกวนันท์วางสายจากน้องสาวเมื่อขับรถยนต์คันเล็กของศรัญภัทราซึ่งเอามาให้เธอไว้ใช้ระหว่างที่ตนเองไปถ่ายแบบที่หัวหินมาถึงหน้าคฤหาสน์ทวีวัฒน์ภิรมย์พอดีประตูอัลลอยด์ลวดลางดงามก็เปิดออกช้าๆ พร้อมกับมีคนมาโบกรถให้เธอเข้าไปจอดในโรงรถกว้างใหญ่ซึ่งมีรถหรูหลายสัญชาติจอดเรียงกันราวกับโชว์รูมรถหรูราคาแพง“เชิญด้านนี้เลยค่ะคุณแพร คุณท่านรออยู่” หญิ







