Masukบทที่ 2
ฮันนีมูน
หลังจากเปลี่ยนชุดสำหรับปาร์ตีตามคำสั่งของผู้เป็นปู่ซึ่งเป็นผู้จัดการชุดให้ปิ่นอนงค์กับเตโซอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งที่หญิงสาวไม่อยากจะลงไปเสียเท่าไร มิหนำซ้ำยังจะต้องลงไปดูหน้าผู้หญิงที่ทำให้สามีในนามของเธอหลงรักจนตัดความรู้สึกนั้นออกไปไม่ได้ทั้งที่สาวเจ้าคนนั้นแต่งงานไปกับน้องชายของเขาไปแล้ว
หญิงสาวมองชายหนุ่มซึ่งกำลังเดินออกมาจากห้องแต่งตัวก่อนจะเริ่มบทสนทนาขึ้นเมื่อระหว่างที่นั่งรอเขานั้นทางภูเก็ตก็ค่อสายมาหาเธอเพื่อแจ้งเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอให้ทราบ
“คุณ พรุ่งนี้ฉันต้องบินไปภูเก็ตและจะต้องอยู่ที่นั้นหลายวันหน่อย ถ้าคุณรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบที่ฉันมีอิสระล่ะก็ คุณจะไปทำงานไปทำเที่ยวหรือจะไปไหนก็ได้ที่คุณชอบ อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าจะให้อิสระกันระหว่างนี้” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นทันทีอย่างเกรงใจเตโซ
เพราะหลังจากทำข้อตกลงกันเรื่องหย่าระหว่างเธอกับเขาก็ตกลงกันอีกเรื่องว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันระหว่างที่ยังแต่งงานกันในนาม ระดับน้ำเสียงและความสนิทที่ถูกเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าเป็นคนกันเองในเวลาไม่กี่ชั่วโมง รวมไปถึงการให้เกียรติกันและกันจนเธอรู้สึกเกรงใจจนเขินเสียมากกว่าที่จะต้องบอกทุกเรื่องให้กับเขาได้รับรู้ทั้งที่เมื่อก่อนคนโลกส่วนตัวสูงอย่างเธอไม่เคยจะต้องพูดมันออกไป แม้ว่าจะไม่ได้พูดรายละเอียดออกไปทั้งหมดก็ตาม
“เจ้าสัวจัดทริปฮันนีมูนให้เราที่ฮ่องกง” เตโซไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่าคำสั่งของเจ้าสัวที่บอกกับเขาหลังจดทะเบียนสมรสเสร็จสิ้น
“ฮ่องกง! ปู่นะปู่ รู้ทั้งรู้ว่าน้องนายจะบินกลับไทย” ปิ่นอนงค์อุทานออกไปด้วยความตกใจยกกำลังสองกับสิ่งที่คนเป็นปู่จัดการให้และแสนจะเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์จนน่าโกรธเคือง
สำหรับเธอเรื่องของ ‘น้องนาย’ สำคัญยิ่งกว่างานหรือชีวิตส่วนตัวของตัวเองเสียอีก รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนตัวน้อยคนนี้จะเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้วตรงไปภูเก็ตในวันพรุ่งนี้แท้ๆ ทำไมถึงจัดฮันนีมูนให้เธอกับเขาต้องไปฮ่องกงด้วยนะ
“น้องนาย? ผมไม่รู้เลยว่าคุณมีน้องด้วย คิดว่ามีแค่พี่ชาย” เตโซขมวดคิ้วเอ่ยถามกลับไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“เปล่า น้องนายคือลูกของฉันน่ะ” ปิ่นอนงค์ตอบอย่างไม่ยี่หระพลางลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นเวลาว่าใกล้ถึงเวลาปาร์ตี
“ลูก? คุณ…” เตโซอุทานออกไปด้วยความตกใจแกมฉงน เพราะเขาไม่รู้เลยว่าเธอมีลูกชายมาก่อน อีกทั้งเจ้าสัวธรรมรงค์ก็ไม่เคนยอกมาก่อน แต่ทว่าคำถามที่อยากจะถามออกไปก็ถูกขัดจังหวะด้วยเด็กในบ้านขึ้นมาตามพวกเขาทั้งสองคน
“คุณหนึ่งคะ เจ้าสัวให้ขึ้นมาตามคะ” เด็กในบ้านเคาะประตูสองสามทีก่อนจะตะโกนแจ้งคนภายในห้อง
“คุณหนึ่ง?” เตโซมองปิ่นอนงค์พลางขมวดคิดมากกว่าเดิม
“โอเค ฉันจะบอกคร่าวๆ แล้วกันนะ ที่นี่จะเรียกพี่ชายฉันว่าคุณใหญ่ เรียกฉันว่าคุณหนึ่งเพราะเป็นหลานสาวคนโต เดี๋ยวลงไปฉันจะบอกว่าใครคือคุณสองคุณสามกับบรรดาคุณเล็กและคุณๆ ทั้งหลาย” เธอหันกลับไปตอบความสงสัยของเตโซด้วยน้ำเสียงปกติ ยกเว้นก็แต่ตอนท้ายประโยคที่มีน้ำเสียงติดรำคาญแกมเบื่อหน่ายเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยืนข้างเขาแล้วควงแขนอย่างลังเลเล็กน้อย
“ญาติเยอะกว่าที่คิด” เตโซพยักหน้าอย่างเข้าใจพลางบ่นอย่างไม่จริงจัง
“เยอะจนฉันอยากจะบริจาคเลยล่ะ” ปิ่นอนงค์พูดเสียงหัวเราะแห้งอย่างขบขันออกไป ทว่าเรียกเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซที่ขบขันในความเป็นตัวเองของหญิงสาว
เมื่อจบบทสนทนาทั้งสองก็เดินควงแขนกันออกจากห้องลงไปชั้นล่างของบ้านทันทีตามเด็กในบ้านที่ยังยืนรออยู่หน้าห้องและจะไม่ไปไหนถ้าเธอกับเขายังไม่ยอมลงไปงานปาร์ตี้สังสรรค์กับแขกเหรื่อที่มางานวิวาห์ฟ้าแลบของเธอกับเขา
ทันทีที่ทั้งสองลงมาชั้นล่างเตโซก็พาปิ่นอนงค์ไปแนะนำแขกทางฝั่งของตัวเองก่อนเพื่อให้เกียรติหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจที่เขาเพิ่งทราบข้อมูลของเธอมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนว่าถือเป็นหลานสาวที่เจ้าสัวหวงแหนและรักมากที่สุดจนญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวยังต้องมีท่าทีระมัดระวังกับปิ่นอนงค์ในแต่ละครั้งที่พบปะพูดคุยกัน
“เตกับน้องดาล่ะ” เตโซเอ่ยถามกับเคนเมื่อลงมาร่วมงานปาร์ตีแล้วไม่พบกับเตชินและดาริกา
“คุณหนูมีอาการแพ้ท้องหนักครับ คุณเตเลยพากลับบ้านไปก่อน” เคนเอ่ยตอบตามปกติ
“งั้นเหรอ” เตโซรับคำเพียงแค่นั้นก่อนจะเอี้ยวตัวไปด้านหลังเล็กน้อยเมื่อถูกปิ่นอนงค์กระตุกแขนเสื้อเบาๆ พร้อมกับกระซิบพูดให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น
“ท้องแล้วด้วย คุณนี่สุดยอดจริงๆ เลยนะคะ แอบรักคนท้องแล้วด้วย” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นด้วยความตกใจเมื่อได้เข้าใจว่าผู้หญิงที่ชายหนุ่มหลงรักแต่งงานไม่พอยังมีลูกแล้วด้วย
“น้องดาท้องลูกคนที่สองแล้ว ฉันถึงบอกว่าถ้าเธอทำให้ฉันหวั่นไหวได้ ฉันถึงจะยอมหย่าอย่างไม่มีข้อแม้” เตโซเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มอย่างอ่อนโยนยามที่พูดถึงดาริกา
“แล้วคุณไม่คิดจะลองคุยลองคบกับคนอื่นก่อนบ้างหรือไง ทำไมต้องเป็นฉันด้วย” ปิ่นอนงค์ยังคงกระซิบพูดอย่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาตัดสินใจเลือกที่จะแต่งงานกับเธอ
“ลองแล้ว แต่ไม่เวิร์ก” เตโซตอบออกไปตามตรง
“กรรมก็เลยมาตกอยู่ที่ฉันว่างั้นสิ” ปิ่นอนงค์อ้าปากเล้กน้อยกับคำตอบที่ได้พลางมองเขาอย่างเหลือเชื่อได้ว่าผู้ชายคนนี้มีความคิดที่แปลกประหลาดมาก
“เรียกว่าลักกี้จะดีกว่า” เตโซตอบกลับหน้าตาเฉยก่อนจะเดินจากไปเพื่อเข้าไปทักทายญาติผู้ใหญ่ของหญิงสาวที่กำลังมองมา
“ลักกี้เนี่ยนะ!? จะบอกว่าฉันลักกี้อินเลิฟลักกี้อินเกมงั้นสิ ประหลาดคน!” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเหยเกอย่างไม่เข้าใจตรรกะของเตโซก่อนจะหันไปมองเคนที่มองมาพร้อมรอยยิ้มอย่างนอบน้อม เธอจึงส่งยิ้มบางกลับไปให้ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามเตโซไปทันที
“ผมอยากแนะนำคุณกับคนสำคัญให้รู้จัก ไม่เยอะหรอก ครอบครัวผมก็เหลือแค่ผมกับน้อง ยังโชคดีที่มีน้องดาเข้ามาอยู่เพิ่มอีกคน” เตโซหันกลับมาพูดกับปิ่นอนงค์เมื่อหญิงสาวเดินมาอยู่ข้างๆ
“ไม่ต้องจริงจังก็ได้คะ เราแค่แต่งงานกันในนามที่ถูกปู่จับให้เรามาแต่งงานกันเท่านั้น” ปิ่นอนงค์พูดตอบโทนเสียงปกติ
“แต่ผมจะต้องจริงจัง” เตโซตอบก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้กับคนที่กำลังเดินเข้ามา
“สวัสดีเตโซ ลุงยินดีด้วยนะที่เตโซได้แต่งงานสักที” ศรศักดิ์ผู้เป็นเพื่อนสนิทพ่อและผู้อาวุโสบอร์ดบริหารเอ่ยทักทาย
“ขอบคุณครับ ลุงศร เพื่อนพ่อผมและยังมีตำแหน่งเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารผู้อาวุโสบริษัทของที่บ้านผม ลุงครับ นี่คุณปิ่น ภรรยาของผมครับ” เตโซยิ้มรับคำยินดีก่อนจะเริ่มแนะนำตัวหญิงสาวให้ศรศักดิ์ได้รู้จัก
ทว่า คำพูดในท้ายประโยคของเขาที่แสนเรียบง่ายและธรรมดาช่างส่งผลไปถึงหัวใจดวงน้อยที่เงียบสงบมานานสามสิบหกปีส่งสัญญาณสั่นไหวเล็กน้อยอยู่ลึกๆ ข้างใน
เล็กน้อยจนไม่อาจรู้สึกอย่างชัดเจนได้
หลังทักทายญาติฝ่ายชายจบก็ถึงหน้าที่ของปิ่นอนงค์ที่จะพาเตโซไปแนะนำกับบรรดาญาติที่หญิงสาวไม่มคร่จะอยากให้มางานแต่งงานของเธอเลยสักนิด หากเลือกได้เธอก็คงจะเลือกอยู่ไม่กี่คนให้มาร่วมงาน แต่นั่นแหละ สาวเจ้าได้แต่คิดเมื่อเจ้าสัวธรรมรงค์ส่งข้อความเด็ดขาดเพื่อให้ทุกคนมาด้วยข้อความที่ทำให้เธอมองบน
‘ถ้าใครไม่มางานแต่งของปิ่น ฉันจะตัดเงินเดือนและตัดออกจากกองมรดก ฉันพูดจริง!’
ตัดเงินเดือน!
ตัดออกจากกองมรดก!
จะมีใครกล้าไม่มาล่ะ เจอข้อความนั้นไปผลลัพธ์ที่ได้ของวันนี้ก็คือมาเยอะกว่าญาติฝ่ายชายเสียอีก ไม่ว่าจะอยู่เหนือ ใต้ อีสานก็รีบบึ่งกันมาแทบจะทันที โดยเฉพาะญาติที่ติดต่อกันมากที่สุดอย่างทางฝั่งภูเก็ตที่พากันยกโขยงมากันหมดบ้าน ยังดีที่เหลือพี่เลี้ยงคอยรอรับเจ้านายที่จะกลับมาจากต่างประเทศในวันพรุ่งนี้
นึกแล้วก็อยากจะหายตัวไปภูเก็ตเสียตอนนี้เลยสินะ
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







