LOGIN“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต
“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี
“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ
“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป
“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้ว่าเธอมีแผนจะทำอย่างไรบ้าง
“ก็ได้ ผมมีประชุมก่อนจะพาคุณเข้าบ้านที่วราไดมอนด์ แล้วแต่คุณจะจัดการยังไงก็ได้ ขอแค่อย่าทำให้น้องดาลำบากใจก็พอ” เตโซเอ่ยขึ้นดสียงเรียบขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยพลางดันให้สาวเจ้ากลับมาเดินทางฝั่งขวาเขาอีกครั้งเมื่อมีพนักงานขนกระเป๋าเดินถือกระเป๋าลูกค้ารีสอร์ตเดินสวนออกมา
“ห่วงขนาดนี้เชียว ฉันอยากจะเห็นหน้าน้องดาของคุณแล้วสิ แต่อย่างที่คุณรู้ ฉันไม่ใช่พวกชอบหาเรื่องคนอื่นก่อนอยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะเอ็นดูเหมือนน้องคนหนึ่งก็ได้ เอาเถอะ อย่ากลัวว่าฉันจะทำอะไรน้องดาของคุณเลย” ปิ่นอนงค์ยิ้มขันตอบโต้หยอกล้อกับเขา
หากทว่าภายในใจรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจอย่างไรไม่ถูกที่รู้ว่าเตโซทั้งหวงทั้งห่วงดาริกา ทั้งที่รู้แล้วว่าเขามีใจปันไปให้น้องสะใภ้คนนี้ แต่พอตอนนี้กลับรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเสียได้
แปลกจนหงุดหงิดน่ารำคาญ
แต่เธอก็ไม่ได้มีท่าทีกระฟัดกระเฟียดออกไปเมื่อเป็นเธอเองที่เป็นฝ่ายเริ่มพูดถึงดาริกาก่อนให้เขาได้พูดถึงสาวเจ้าเอง จะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเธอเอง แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงดาริกาอย่างไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าเพราะอะไรจะต้องพูดถึงให้เคืองใจตัวเองด้วยนะ
หงุดหงิดใครไม่ได้ก็ตัวเองนี่แหละ
“ผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น คือผมแค่จะบอกว่าไม่ต้องรีบทำข้อ…” เตโซคิดจะอธิบายให้ปิ่นอนงค์ได้เข้าใจความคิดของเขาแต่แล้วก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกของพนักงานของรีสอร์ตที่วิ่งเข้ามาหาอย่างไม่คิดระวัง เขาจึงหันไปมองก้วยสายตาดุพลางยื่นมือไปขวางเอาไว้หากอีกฝ่ายหยุดเท้าตัวเองไม่ทันจนถลาเข้าหาปิ่นอนงค์ก็เป็นได้
“คุณปิ่น!”
“มีอะไร”
ปิ่นอนงค์แอบชำเลืองมองเตโซก่อนจะหันไปตอบพนักงานของรีสอร์ตที่วิ่งหน้าตาตื่นตรงมาหาเธออย่างไม่ควบคุมสติและภาพลักษณ์ต่อหน้าลูกค้าให้ดี
“พอดีมีแขกท่านหนึ่งมาโวยวายหน้าบาร์เครื่องดื่มที่สระว่ายน้ำค่ะ ทางคุณสายพิณพยายามหาทางแก้ไขแล้วเหมือนลูกค้าจะไม่ยอมจนกว่าจะได้เจอกับจีเอ็มของที่นี่ค่ะ หรือไม่ก็เจ้าของรีสอร์ตค่ะคุณปิ่น” นุชจรีแจ้งออกไปให้ปิ่นอนงค์รับทราบ
“หนักขนาดพี่สายรับมือไม่ได้เลยเหรอ” ปิ่นอนงค์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินไปยังที่เกิดเหตุพางบ่นอุบอิบ ซึ่งมีเตโซรีบเดินตามไปด้วยไม่ห่าง
เพล้ง!
“คุณปิ่น!”
“ปิ่น!”
เตโซรีบดึงแขนข้างที่ไม่ได้ใส่เฝือกอ่อนของปิ่นอนงค์ให้หลบมาอยู่ด้านหลังเมื่อเห็นแขกของรีสอร์ตปาแก้วคอกเทลอย่างไม่รู้ทิศทางโวยวายใส่พนักงานชงเครื่องดื่มมาทางหญิงสาวก่อนจะตกลงแตก โชคดีที่เธอไม่ถูกแก้วปาใส่หน้าผากได้รับบาดเจ็บเมื่อถูกชายหนุ่มหูตาไวกว่าช่วยเอาไว้ได้ทัน
“คุณไม่บาดเจ็บตรงไหนนะคะ” ปิ่นอนงค์รีบตรวจร่างกายของเตโซทันทีด้วยความตกใจเมื่อสถานการณ์สงบลงเมื่อสิ้นคำพูดของสายพิณ
“ไม่ คุณล่ะ” เตโซส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนถามกลับ
“ไม่ค่ะ…เกิดอะไรขึ้นค่ะ ทางเราปฏิบัติกับลูกค้าไม่ดีต้องขออภัยด้วยนะคะ อยากให้เราชดใช้อย่างไรดีคะ” ปิ่นอนงค์ตอบก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะพรูออกมาเพื่อเรียกสติก่อนจะคลี่ยิ้มหวานเดินเข้าไปหาลูกค้าที่ยืนกอดอกมองมาอย่างไม่สบอารมณ์และเย่อหยิ่ง
“ชดใช้เหรอ ก็ควรชดใช้ให้ดีตั้งแต่แรกไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องแบบนี้ซะก่อน ตอนนี้ฉันต้องการให้ชดใช้มากกว่าแค่ทำกระเป๋าแบรนด์เนมฉันเลอะ ทั้งค่าเสียเวลาทั้งค่าทำขวัญ” ลูกค้าหญิงวัยกลางคนเริ่มโวยวายอีกครั้ง
“ยินดีค่ะ ทางรีสอร์ตจะชดใช้ค่าเสียหายให้ตามความเหมาะสมและเป็นไปได้ ขอเชิญคุณ…” ปิ่นอนงค์ยิ้มรับด้วยท่าทีใจเย็นมากที่สุดเมื่อตอนนี้เธออยู่ในฐานะจีเอ็มที่จะต้องบริการลูกค้าให้ดีที่สุด แต่ทว่าก็ถูกอีกฝ่ายขัดจังหวะโวยวายกลับมาอีกครั้ง
“ฉันไม่สน ยังไงทางรีสอร์ตจะต้องชดใช้ค่าเสียหายมาห้าหมื่นบาท ค่าทำความสะอาดกระเป๋าสามหมื่นค่าทำขวัญและค่าเสียเวลา ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะจ่ายมา” เจ้าหล่อนโวยวายไม่ยอมไปไหนพลางชูกระเป๋าขึ้นมาให้แขกเหรื่อของรีสอร์ตที่มามุงดูได้เห็นว่าทางรีสอร์ตไม่คิดรับผิดชอบ
“ยินดีค่ะ ทางเราจะชดใช้ให้และขอให้คุณลูกค้าตามไปที่ห้องรับรองลูกค้าเพื่อทำการเจรจาและชดใช้ค่าเสียหายให้นะคะ” ปิ่นอนงค์แจงลูกค้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้มยิ้มหวาน แต่แล้วก็ถูกเตโซขัดเอาไว้เสียก่อนที่ทุกคนจะเดินตามปิ่นอนงค์ไป
“เดี๋ยวก่อนครับ” เตโซมองลูกค้าหญิงวัยกลางคนก่อนจะหันมามองปิ่นอนงค์
“อะไรอีก ฉันต้องรีบไปขึ้นเครื่องให้ทันเที่ยงนะยะ” พูดพลางเขิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างถือตัวและเย่อหยิ่ง
“แค่เช็ดออกก็ได้นะครับ กระเป๋าของคุณน่ะ” เตโซพูดพลางดึงสายตากลับไปมองกระเป๋าของลูกค้าอีกครั้ง
“พูดแบบนี้ได้ยังไง กระเป๋าของฉันซื้อมาเป็นแสนนะยะ รู้ไหมว่าฉันรักษาประคบประหงมอย่างดีจนมาเจอพนักงานชงเครื่องดื่มของคุณทำไวน์หกใส่แบบนี้” โวยวายกลับด้วยความโกรธเมื่อได้ยินสิ่งที่เตโซพูดออกมา
“แน่ใจนะครับ” เตโซเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
“หมายความว่ายังไง จะบอกว่าฉันโกหกงั้นเหรอ” ลูกค้าวัยกลางคนขึ้นเสียงถามกลับอย่างโมโหและไม่พอใจที่สุดเมื่อทางรีสอร์ตให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามายุ่งวุ่นวาย
“หรือไม่จริงล่ะครับ…ดูผ่านๆ อาจจะเหมือนของแท้ แต่คือของเลียนแบบเกรดเอ ตราแบรนด์เอียงเล็กน้อยจากตำแหน่งจริงๆ ที่ตะเข็บก็เย็บไม่เนี้ยบเหมือนใช้เครื่องมากกว่าฝีมือคน ที่สายมีรอยเย็บเบี้ยว ของแท้ราคาเป็นแสนคงไม่ทำออกมามีตำหนิขนาดนี้หรอกนะครับ” เตโซพูดพลางใช้นิ้วขี้ไปตามจุดต่างๆ ตามที่พูดออกมา
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







