Masukบ่ายแก่ ๆ หลังฝนซา เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง ลุงชื่นก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสบาย ๆ กับ เสื้อคลุมฝนตัวเก่า
เขาทิ้งตัวลงที่โต๊ะประจำ พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่เจือด้วยความขี้เล่นตามแบบฉบับ ชายวัยเกษียณก้าวเข้ามาพร้อมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ทิ้งตัวลงที่โต๊ะประจำใกล้เคาน์เตอร์ พลางถอดแว่นเช็ดอย่างเบามือ ก่อนวางมันลงบนโต๊ะ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มขี้เล่นที่เป็นเอกลักษณ์
“กาแฟดำเหมือนเดิมนะเจ้ารัณ ฝนตกแบบนี้ ดื่มอะไรขม ๆ ตัดบรรยากาศเหงา ๆ คงจะดี”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น รัณที่กำลังจัดเครื่องชงกาแฟเงยหน้าขึ้นและพยักหน้า
“ได้เลยครับ กาแฟดำหนึ่งแก้ว วันนี้ผมใช้เมล็ดอาราบิก้าจากเชียงใหม่ คั่วระดับกลาง รสชาติจะเปรี้ยวหวานแบบผลไม้ ตัดด้วยโทนช็อกโกแลตขมนิด ๆ ลุงต้องลองดูครับ” รัณพูดขณะบดเมล็ดกาแฟอย่างคล่องแคล่ว
ลุงชื่นเลิกคิ้ว
“อาราบิก้าเชียงใหม่เหรอ? แล้วรสชาติสู้ของเมืองนอกได้มั้ย?”
รัณหัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบ
“สู้ได้ครับ เมล็ดกาแฟจากพื้นที่สูงอย่างเชียงใหม่ได้แร่ธาตุดีจากดินและอากาศเย็น ทำให้กลิ่นและรสชาติโดดเด่นไม่แพ้เมืองนอกเลยครับ”
“แล้วการคั่วล่ะ สำคัญขนาดไหน? ลุงเคยไปกอนบางร้าน เปรี้ยวจนกินไม่ได้”
ลุงชื่นถาม พลางมองรัณที่กำลังชงกาแฟด้วยความสนใจ
“สำคัญมากเลยครับ การคั่วเหมือนการปรุงรส ถ้าคั่วอ่อน รสจะออกเปรี้ยวหวาน ถ้าคั่วเข้มก็จะหนักแน่นและขมลึก” รัณอธิบายขณะจัดการเครื่องชง ก่อนจะส่งแก้วกาแฟดำให้ลุงชื่น
ลุงชื่นยกแก้วขึ้นจิบ รสขมแต่แฝงด้วยกลิ่นผลไม้สดชื่นทำให้เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้
“อืม... ขม แต่มีมิติ เหมือนชีวิตของแกเลยนะ”
รัณหัวเราะเบา ๆ ขณะเก็บถ้วยชามที่เคาน์เตอร์
“กาแฟที่ดีต้องมีกลิ่นและรสที่ซับซ้อน เหมือนชีวิตที่มีเรื่องราวนั่นแหละครับ”
ลุงชื่นหัวเราะพร้อมพยักหน้า
“จริงของแก ฉันเสียดายนะเจ้าเด็กคนนี้ ชงกาแฟได้ดีแบบนี้ ไม่น่ามาเหนื่อยทำอยู่คนเดียวเลย พับผ่าสิ”
“ร้านนี้เป็นเหมือนบ้านของผมครับลุงชื่น ต่อให้เหนื่อยยังไง ก็อยากดูแลให้ดีที่สุด”
รัณตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ในดวงตาฉายแววแห่งความมุ่งมั่น ก่อนจะเดินไปจัดเรียงของหน้าร้าน ทิ้งให้ลุงชื่นนั่งละเลียดกาแฟอย่างสบายใจท่ามกลางบรรยากาศอุ่น ๆ ของร้านที่ยังอบอวลด้วยกลิ่นกาแฟสดใหม่และสายลมเย็น ๆ หลังฝนตก
บทสนทนาธรรมดาที่แฝงด้วยความอบอุ่นและเรื่องราว กาแฟในร้านนี้ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือความทรงจำที่ผูกโยงผู้คนไว้ด้วยกัน
ในช่วงบ่ายแก่นั้น เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นชายหนุ่มในชุดสูทสะอาดตาเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาประดับรอยยิ้มอบอุ่น ทว่าดวงตากลับแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น
“สวัสดีครับ ร้านนี้น่านั่งมากเลย” เสียงทุ้มที่ฟังดูสุภาพและมีเสน่ห์ดึงดูดใจดังขึ้น ขณะเขากวาดตามองไปรอบร้าน
รัณเงยหน้าขึ้นจากเคาน์เตอร์ พยักหน้าเล็กน้อย
“สวัสดีครับ เชิญนั่งก่อนนะครับ”
ชายหนุ่มเดินสำรวจร้านอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะ
นั่งลงใกล้เคาน์เตอร์ เขาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ผมชื่อเอกภพ เป็นบล็อกเกอร์สายรีวิวร้านอาหารและร้านกาแฟครับ เห็นร้านนี้ดูน่าสนใจเลยอยากมาลอง”
คำว่า “บล็อกเกอร์” ทำให้รัณชะงักไปชั่วครู่ คำพูดของป้าสมรและชายปริศนาคนนั้นผุดขึ้นมาในหัว บางทีนี่อาจเป็นโอกาสที่เขาค้นหามาตลอด?
“ถ้าคุณสนใจ ผมช่วยรีวิวร้านให้ได้นะครับ”
เอกภพเอ่ยด้วยรอยยิ้มมั่นใจ
“ผมมีผู้ติดตามเยอะ ถ้าคุณอยากให้ร้านเป็นที่รู้จัก ผมจัดแพ็กเกจโปรโมตให้ได้ รับรองลูกค้าแน่นร้านแน่”
น้ำเสียงและท่าทีมั่นใจของเอกภพดูมีพลังชวนให้เชื่อถือ รัณพยักหน้าเบา ๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความลังเล แต่เขาเริ่มคิดถึงความหวังที่ชายคนนี้อาจช่วยจุดประกายให้ร้าน “บ้านกาแฟอุ่นไอรัก” กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ในเช้าวันรุ่งขึ้น มิวออกเดินทางจากภูเก็ตโดยทิ้งงานกองโตไว้ข้างหลัง เธอลากกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่องบิน พร้อมเปิดดูวิดีโอของช่อง “แชะชิม” ซ้ำไปมาในระหว่างการเดินทาง มิวมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดถึงแผนการที่จะเผชิญหน้าธันวา“ฉันจะคุยกับเจ้าของร้านนั้น ถ้าเขารู้จักพี่ ฉันจะไม่ยอมให้พี่หลบหน้าฉันอีก”เสียงประกาศเตรียมลงจอดดังขึ้น มิวเตรียมตัวให้พร้อมด้วยแววตามุ่งมั่นเมื่อเครื่องบินลงจอด มิวลากกระเป๋าเดินทางออกจากสนามบิน พร้อมเช่ารถมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟทันที“ถึงเวลาที่พี่ธันวาจะต้องกลับมารับผิดชอบทุกอย่างเสียที” เธอพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่น พร้อมก้าวสู่การเผชิญหน้าที่เธอรอคอยรัณนั่งมองภาพธันวาที่กำลังเก็บโต๊ะอยู่ ท่าทางเรียบง่าย แต่ทุกการเคลื่อนไหวดูมีระเบียบและตั้งใจ ธันวาเป็นคนที่มักเข้าร้านตรงเวลา พอเลิกงานก็กลับไปโดยไม่พูดอะไรมาก ความเงียบของเขาช่างขัดกับคำพูดกวนประสาทที่หลุดออกมาบ่อย ๆ"นายเป็นคนยังไงกันแน่..." รัณพึมพำกับตัวเองธันวาไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวให้ฟังเลย ไม่เคยเล่าถึงครอบครัว หรือสิ่งที่เขาทำก่อนจะมาทำงานที่ร้าน ทุกครั้งที่รัณพยายามถามคำถามเกี่ยวกับอดีตของเขา ธันวาก็เพี
“ทำงาน?” พ่อเลิกคิ้ว มองไปที่โต๊ะทำงานที่แทบไม่มีแฟ้มเอกสารถูกเปิดออกด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนพูดเสียงแข็ง “แค่เซ็นเอกสารง่าย ๆ แล้วโยนไปให้เลขาฯ ทำแทนแบบนี้เรียกว่าทำงานเหรอ?”มิวสะดุ้งเล็กน้อย เธออาจจะเคยชินกับชีวิตที่ไม่ต้องเหนื่อยยากเท่าพี่ชาย แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่อยากเป็น “ลูกสาวที่ไม่มีความสามารถ” อย่างที่พ่อพูด“พ่อเคยคิดว่าาธันวาต้องกลับมา เขาทิ้งบริษัทนี้ไปไม่ได้ แต่นี่มันนานเกินไป หมดเวลาสนุกได้แล้ว” คณินพูดหนักแน่น “ลูกต้องไปตามเขากลับมา มิว ถ้าธันวาไม่กลับมา ลูกต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดแทน”“อะไรนะคะ?” มิวเบิกตากว้าง “ให้หนูทำงาน แล้วรับผิดชอบทุกอย่างแบบที่พี่ธันทำ...หนูไม่เคยทำงานแบบนั้นมาก่อนเลยนะ”พ่อจ้องเธอด้วยสายตานิ่ง “งั้นก็เลือกเอาว่าจะเรียนรู้ที่จะเป็นมืออาชีพ หรือไปตามพี่ชายของลูกกลับมา”มิวเม้มริมฝีปากแน่น สองตัวเลือกที่พ่อมอบให้ไม่มีทางไหนที่เธออยากเลือกเลยสักทางคืนนั้น มิวนั่งอยู่ในห้องนอนส่วนตัว เปิดโทรศัพท์ไถฟีดโซเชียลอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะสะดุดกับคลิปหนึ่งในช่องรีวิวอาหารยอดนิยม“แชะชิม”เธอไม่ใช่คนที่ติดตามช่องนี้เป็นพิเศษ แต่มีบางอย่างในคลิปดึงดูด
เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุดในห้องทำงานหรูของมิว โต๊ะทำงานที่ดูสะอาดสะอ้านเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารที่ถูกวางกระจัดกระจายราวกับถูกนำมาโยนทิ้งไว้เฉย ๆ ผู้ช่วยของเธอส่งเสียงผ่านอินเตอร์คอมเป็นครั้งที่สามในรอบเช้า"คุณมิวคะ ลูกค้าเพิ่งส่งอีเมลมาเรื่องสัญญาเช่าใหม่ค่ะ พวกเขาถามว่าเมื่อไหร่จะได้รับการยืนยัน?"มิวที่กำลังนั่งไถโทรศัพท์เล่นอยู่เงยหน้าขึ้นจากจอ ก่อนจะถอนหายใจเสียงดังราวกับแสดงความเบื่อหน่ายเต็มที่"ก็บอกให้พวกเขารอไปก่อนสิ! จะรีบอะไรนักหนา"น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูหงุดหงิดแต่ไร้ความจริงจัง ผู้ช่วยที่อยู่อีกฝั่งของสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับอย่างระมัดระวัง"แต่นี่เป็นอีเมลฉบับที่สามแล้วค่ะ คุณคณินสั่งให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด..."ทันทีที่ได้ยินชื่อพ่อ มิวเบ้ปากอย่างไม่พอใจ"โอเค เดี๋ยวฉันดูให้ก็ได้"เธอปิดอินเตอร์คอมอย่างหัวเสีย ก่อนจะกวาดตามองโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารสำคัญที่เธอไม่เคยคิดจะอ่านอย่างจริงจัง"ทำไมต้องเป็นฉันด้วยนะ? พี่ธันวาน่าจะกลับมาทำงานได้แล้ว"เธอบ่นพึมพำกับตัวเองพลางเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยความขี้เกียจมิวไม่เคยต้องรับผิดชอบงานในบริษัทจริงจังมาก่อน นับตั้งแต่
ในคอนโดมิเนียมชั้นสูงใจกลางกรุงเทพฯ ห้องของธันวาถูกจัดเรียบง่าย แต่แฝงด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผนังห้องสีเทาอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ มีแสงธรรมชาติส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์เมืองหลวงด้านนอกมุมหนึ่งของห้องถูกจัดเป็นสตูดิโอขนาดเล็ก มีโต๊ะทำงานที่วางคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ พร้อมไมโครโฟน กล้องถ่ายวิดีโอ และไฟวงแหวนขนาดเล็ก ธันวามักใช้เวลาช่วงดึกที่นี่ ทำงานตัดต่อคลิปและวางแผนเนื้อหาสำหรับช่อง “แชะชิม” ของเขาธันวานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มือหนึ่งถือเมาส์ลากคลิปวิดีโอในโปรแกรมตัดต่อ ขณะที่อีกมือหนึ่งเลื่อนไปแตะหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้าง ๆ โทรศัพท์มือถือของเขามีชื่อ "มิว" ปรากฏบนหน้าจอพร้อมกับการสั่นเบา ๆ แต่เขาไม่ยอมกดรับสายเขามองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว “อีกแล้ว... เรื่องเดิมอีกแน่”เสียงโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่นอีกครั้ง ธันวาเอื้อมไปปิดเสียง พลางพึมพำกับตัวเอง “มิว... พี่รู้ว่าเธอจะพูดอะไร”ธันวาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นแสงไฟระยิบระยับของเมือง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและความลังเล เขารู้
ธันวานั่งลงข้างเตียง มองลุงชื่นด้วยความตั้งใจ “แล้วตอนนี้ล่ะครับ? ทำไมลุงยังไม่ยอมพัก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นแล้ว”ลุงชื่นหัวเราะเบา ๆ แต่แฝงไปด้วยความขมขื่น “มันติดเป็นนิสัยแล้วมั้ง ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันไม่ทำอะไรเลย วันเวลามันจะผ่านไปเปล่า ๆ ฉันอยากมีคุณค่า ถึงจะไม่มีลูก ๆ อยู่ให้ดูแลแล้วก็ตาม...ฉันอยากทำอะไรที่ยังมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ช่วยร้านของรัณได้บ้าง”ธันวาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบ “แต่บางที การพักก็เป็นการให้คุณค่ากับตัวเองนะครับ ลุงทำมามากพอแล้ว ผมว่าไม่เป็นไรหรอกถ้าจะปล่อยให้คนอื่นช่วยดูแลบ้าง”ลุงชื่นมองธันวานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “แกพูดเหมือนฉันยังเป็นหนุ่มที่ไม่รู้จักโลกเลยนะ...แต่เอาเถอะ บางทีแกอาจจะพูดถูก”หมอวัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าสุขุม เขาตรวจร่างกายลุงชื่นอย่างละเอียด“ลุงมีอาการความดันต่ำ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าหักโหมงานหนักเกินไป” หมอกล่าวพลางจดบันทึกในสมุดเวชระเบียนป้าสมรฟังคำหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ลุงชื่นไม่ค่อยฟังใครหรอกค่ะหมอ ชอบทำงานจนลืมดูแลตัวเอง”ลุงชื่นที่นอนบนเตียงพยายามยิ้ม “ฉันยังไหวอยู่...แค่พักหน่อ
รัณหันมามอง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ“ใช่…เพราะที่นี่ คือบ้านหลังที่สองของพ่อ”ในความเงียบสงบของค่ำคืน ความสัมพันธ์ของทุกคนในศาลาดูเหมือนจะถักทอเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ต่างจากเมล็ดกาแฟที่ต้องผ่านการดูแลอย่างใส่ใจจนได้เป็นกาแฟคุณภาพดี ความสัมพันธ์ของรัณและธันวาเองก็ค่อย ๆ เติบโตอย่างเรียบง่าย แต่มั่นคงในไร่แห่งนี้หลังจากกลับจากไร่กาแฟของลุงก้อง ความทรงจำในไร่ยังติดค้างอยู่ในหัวใจของรัณ เขาเห็นภาพธันวาเดินเคียงข้างไปตามแถวต้นกาแฟ ท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ เมื่อมองย้อนกลับไป ทุกอย่างในวันนั้นดูเรียบง่ายแต่กลับพิเศษอย่างบอกไม่ถูกรัณนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ในร้านกาแฟที่เงียบสงบ เขามองภาพในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายไว้ตอนอยู่ที่ไร่ ภาพของธันวาที่กำลังช่วยลุงก้องตรวจเมล็ดกาแฟ แววตาของธันวาเต็มไปด้วยความตั้งใจ ความอบอุ่นในแววตานั้นทำให้รัณเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป“ทำไมตอนนั้นเราถึงไม่เห็นว่าธันวา…เขาดูจริงจังกับรื่องพวกนี้ขนาดไหน” รัณพึมพำกับตัวเอง เขานึกถึงบทสนทนาที่ธันวาพูดอย่างเป็นกันเองกับลุงก้อง ความอบอุ่นและความเอาใจใส่ที่ธันวาแสดงออกมา ทำให้รัณเริ่มมองเขาในมุมใหม
รัณเบ้ปากเล็กน้อย“ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ป้าสมรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตบบ่าธันวา“เอาน่า อย่างน้อยหลานก็ช่วยร้านได้เยอะขึ้น เดี๋ยวป้าจะไปเตรียมขนมเพิ่ม ขากลับจะเอาลูกชุบมาให้ลองจัดอีกนะธันวา”“โอเคครับป้า ผมจะตั้งใจมากขึ้น” ธันวายิ้มกว้างก่อนจะหันมาทางรัณ“ว่าแต่... เมื่อกี้นายชมฉันว่าเก่งใช่มั้ย?
รัณที่ยืนฟังอยู่ใกล้ ๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกใจและชื่นชมชายหนุ่มคนนี้มากขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะดูเป็นคนพูดกวนประสาทในบางครั้ง แต่การทำงานของเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ธันวาไม่ได้มาเล่น ๆ“เอาเถอะ… ถ้าจะช่วยให้ร้านง่ายขึ้นแบบนี้ ก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่เหมือนกัน” รัณพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง พลางหัน
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง รัณตัดสินใจรับธันวาเข้าทำงาน แม้จะไม่รู้ว่าชายคนนี้เป็นใครกันแน่ แต่ความตั้งใจและคำพูดของเขาก็ดูจริงใจพอในใจลึก ๆ ธันวามีแผนซ่อนอยู่ เขาตั้งใจเข้ามาใกล้ชิดทำงานที่นี่เพื่อจับตาดูเอกภพ และหาหลักฐานที่ชัดเจนว่าเอกภพกำลังแอบอ้างชื่อช่องรีวิวของเขาป้าสมรยืนอยู่ใกล้เคาน์เตอ
เอกภพยิ้มกว้าง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง“ใช่แล้วครับ ผมทำรีวิวมาแล้วหลายร้าน ร้านไหนที่ผมรีวิวก็ได้ผลตอบรับดีทุกครั้ง ลูกค้าทะลักกันจนเจ้าของร้านต้องขยายพื้นที่เลยล่ะครับ”“โห อย่างนั้นเลยเหรอ?” ลุงชื่นพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“ถ้าร้านนี้เป็นแบบนั้นตลอดไป ก็ดีสิ ร้านเจ้ารัณจะได้ดังไปทั่ว”เอก







