Masuk“กระสุนฉันก็เป็นคนผ่าออกให้ คุณควรที่จะขอบคุณมากกว่าที่จะมาบุกรุกห้องตรวจของฉันแบบนี้นะคะ”
“ครับ...ผมรู้ดี” อันดาตอบพร้อมกับมองเธอนิ่ง ๆ “เพราะแบบนั้นผมถึงมาที่นี่” “มีอะไรก็รีบ ๆ พูดมาเถอะค่ะ คนไข้คนอื่น ๆ รอหมออยู่” “ผมต้องการที่จะจ้างคุณหมอเพื่อไปดูแลผมที่บ้าน” “อะไรนะคะ” มินตราแทบคิดว่าตัวเองฟังผิด “ครับ...คุณหมอฟังไม่ผิดหรอกครับ” อันดาพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ก่อนจะหยิบแก้วชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง “ผมต้องการให้คุณไปอยู่ดูแลแผลผมที่บ้าน” “แค่เรื่องแผลนี่งั้นเหรอคะ” “ครับ ผมต้องการหมอฝีมือดีแบบคุณไปดูแล” “ไม่ค่ะ” มินตราตอบกลับทันทีแบบไม่ต้องคิด “ฉันเป็นหมอผ่าตัด ฉันมีหน้าที่ผ่าตัดคนไข้ที่โรงพยาบาล ฉันไม่สะดวกที่จะไปดูแลคนไข้ที่มีแต่เรื่องอันตรายแบบคุณ” อันดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ใช่” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะวางแก้วชาลง “เพราะแบบนั้นผมถึงต้องการที่จะให้คุณไปดูแลผม” “ไม่ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีว่าหมอไม่สะดวก” “คุณได้เงินจากที่นี่เท่าไหร่ ผมให้คุณอีกสองเท่า” “ไม่ค่ะ” “สามเท่า” คำตอบสั้น ๆ ของอันดาทำให้มินตราที่กำลังจะเดินไปหยิบแฟ้มถึงกับชะงัก 'สามเท่างั้นหรอ' หญิงสาวพยายามเก็บสีหน้าเอาไว้ แต่ในใจกลับอดไม่ได้ที่จะคิดถึงจำนวนเงินที่เขาเพิ่งเสนอขึ้นมา ‘บ้าจริง ให้สามเท่าเลยเหรอ ถ้าเราได้เงินสามเท่าจากที่เคยได้จากที่นี่ ก็เท่ากับว่าเราได้เงินเดือนหลายแสนเลยสิ แบบนี้ก็เท่ากับว่าเราจะสามารถเปิดคลีนิคของตัวเองได้แบบสบาย ๆ เลยสิ แถมเราก็จะได้มีเงินให้พ่อกับแม่เดือนละเป็นแสนเลยด้วย’ มินตราแอบคิดถึงจำนวนเงินที่เธออาจจะได้รับด้วยความลังเล ด้วยความที่ครอบครัวของเธอเป็นชนชั้นกลาง การมีเงินเดือนจากการดูแลคนไข้เพียงแค่คนเดียวในจำนวนที่สูงขนาดนั้น ยอมรับเลยว่ามันเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่อยากให้อันดาคิดว่าเธอเห็นแก่เงิน “คุณคิดว่าฉันเห็นแก่เงินขนาดนั้นเลยเหรอ” มินตราถามพร้อมกับปรายตามองเขา อันดาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “ก็ถ้าไม่เอา ก็น่าเสียดายเหมือนกันนะครับ” เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ “เพราะว่าเงินเดือนที่นี่มันก็ไม่ได้เยอะมากมายอะไรขนาดนั้น” คำพูดนั้นทำให้มินตรานิ่งไป เธอรู้ดีว่าเขาพูดถูก เงินเดือนที่โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ถ้าเธออยากได้เงินเป็นแสน เธอก็ต้องรับเคสผ่าตัดหลายเคสและทำงานหนักแทบทุกวัน แต่ข้อเสนอของผู้ชายคนนี้กลับให้เงินมากกว่านั้นหลายเท่า “แล้วทำไมต้องเป็นฉัน” มินตราถามออกไปในที่สุด คราวนี้อันดาไม่ได้ตอบทันที เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่แววตาจะจริงจังขึ้นกว่าเดิม “เพราะยังไงคุณหมอก็ตกอยู่ในอันตรายอยู่แล้ว” “หมายความว่าไงคะ” “ลองคิดดูดี ๆ นะ” อันดาพูดช้า ๆ “วันนั้นที่คุณหมอช่วยผมไว้ ไอ้พวกนั้นมันก็เห็นว่าเป็นรถของคุณ” มินตรานิ่งฟัง “แล้วถ้ามันคิดจะตามสืบ มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก” “หมายความว่าไงคะ” เธอถามซ้ำ คราวนี้สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด อันดามองเธอตรง ๆ “ก็หมายความว่าคุณช่วยผม” เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “ผมเองก็แค่อยากจะตอบแทนคุณ โดยการให้คุณไปเป็นหมอประจำตัวผม” “...” “และที่สำคัญ คุณเองก็จะปลอดภัย” มินตราหรี่ตามองเขาอย่างไม่เข้าใจ “แล้วทำไมฉันต้องเข้าไปยุ่งกับเรื่องพวกนั้นด้วย” “เพราะคุณเข้าไปยุ่งแล้วครับ” “อะไรนะคะ” อันดาลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้า ๆ ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้มินตราต้องเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ท่าทีของเขาไม่ได้เร่งรีบ แต่กลับทำให้บรรยากาศภายในห้องเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด “คุณหมอ” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มติดอยู่บนใบหน้าอีกแล้ว “คุณก้าวขาเข้ามายุ่งแล้ว” อันดาสบตากับเธอโดยไม่หลบ “มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะก้าวออกไปได้ง่าย ๆ แบบที่คุณคิด” มินตรานิ่งค้างไป คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตามแผ่นหลัง เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาเธอพยายามคิดว่าเรื่องทั้งหมดจบไปแล้ว เธอช่วยคนเจ็บหนึ่งคน โดยการผ่ากระสุนออกจากร่างกายของเขา จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันไป แต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิดตั้งแต่แรก เพราะตอนนี้ผู้ชายที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ และกำลังบอกว่าตั้งแต่วินาทีที่เธอตัดสินใจช่วยเขาในวันนั้น ชีวิตของเธอก็อาจไม่ได้เป็นของเธอเองอีกต่อไปแล้วหลายวันต่อมา ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านอันดา บรรยากาศในช่วงสายค่อนข้างเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่เบา ๆ และเสียงของอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ถูกวางเรียงเอาไว้บนโต๊ะเล็กด้านหน้าโซฟา มินตรานั่งอยู่ข้างชายหนุ่มด้วยสีหน้าจริงจังขณะที่มือเล็กสวมถุงมือแพทย์อย่างเรียบร้อย หลายวันที่ผ่านมาอาการของอันดาดีขึ้นมาก แผลบริเวณหน้าท้องเริ่มสมานตัว และวันนี้ถึงกำหนดที่เธอต้องมาตัดไหมให้เขา หลังจากคอยทำแผลและตรวจอาการให้เขาทุกวัน อันดานั่งพิงโซฟา เสื้อเชิ้ตถูกเปิดออกบริเวณหน้าท้องเพื่อให้เธอทำงานได้สะดวก เขามองอุปกรณ์ในมือของหญิงสาวด้วยสายตาระแวงเล็กน้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเคยผ่านสถานการณ์ที่อันตรายกว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่พอเป็นเข็มกับกรรไกรผ่าตัดที่กำลังจะถูกใช้กับตัวเองขึ้นมา เขากลับรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่เลย มินตราขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้อุปกรณ์ตัดไหมอย่างระมัดระวัง พรึบ... "โอ๊ย...!! คุณ!!" เสียงร้องของอันดาดังขึ้นจนมินตราถึงกับชะงักมือ เธอเงยหน้าขึ้นมองคนไข้ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย "นี่คุณจะร้องอะไรขนา
"คนอย่างผมไม่ตายง่าย ๆ หรอก" อันดาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิมราวกับคำถามเมื่อครู่ไม่ได้มีอะไรน่ากังวลเลยสักนิด เขาไม่ได้พูดเพื่อปลอบใจเธอด้วยซ้ำ แต่พูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องที่เขามั่นใจอยู่แล้วว่าตัวเองจะไม่มีวันปล่อยให้เกิดขึ้นง่าย ๆ มินตรามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ เหมือนกำลังใช้คำตอบของเขาเป็นข้อมูลสุดท้ายในการตัดสินใจ ส่วนอันดากลับมองใบหน้าคนตัวเล็กตรงหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้ช่างมีคำถามเยอะกว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก ตั้งแต่เรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องรถ เรื่องความปลอดภัย ไปจนถึงเรื่องถ้าเขาตายก่อนเธอเกษียณแล้วใครจะเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้ เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่สามารถคิดเรื่องพวกนี้ได้เป็นขั้นเป็นตอนขนาดนี้มาก่อน คนทั่วไปถ้าได้ยินว่าเขาจะจ่ายเงินเดือนให้สามเท่า แถมยังจ่ายต่อไปจนเกษียณก็คงดีใจจนแทบไม่ถามอะไรแล้ว แต่มินตรากลับนั่งถามเขาจนแทบจะครบทุกข้อเหมือนกำลังอ่านสัญญาจ้างงานทีละบรรทัด ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าขำ สงสัยเขาน่าจะเจอตัวซีเคร็ตเข้าให้แล้วจริง ๆ อันดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะเห็นว
"แต่สีหน้าคุณมันฟ้องค่ะ" อันดาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วไม่พูดอะไรต่อ ทำให้มินตราต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าการคุยกับผู้ชายคนนี้บางครั้งเหมือนกำลังเดินอยู่ในสนามที่อีกฝ่ายรู้กติกาทุกอย่างอยู่คนเดียว และเธอก็ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะถูกเขาหลอกให้พูดอะไรออกมาอีก เธอกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง แต่จู่ ๆ ก็มีบางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจมาตั้งแต่แรกผุดขึ้นมา มินตราจึงมองเขาอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม "อ้อ... มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังสงสัย" "ว่ามาสิ" "ถ้านายจัดการกับพวกศัตรูของนายได้ แล้วเรื่องทั้งหมดจบลง ฉันก็หยุดหน้าที่ของฉันทันทีใช่ไหม" อันดานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า "ใช่ ชีวิตของคุณจะเป็นอิสระเหมือนเดิมทันทีหลังจากที่ผมจัดการกับไอ้พวกนั้นได้" คำตอบนั้นน่าจะทำให้เธอดีใจ แต่กลับทำให้มินตรานิ่งคิด เพราะจู่ ๆ เธอก็เห็นปัญหาอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน "แล้วถ้าคุณจัดการได้ภายในเดือนหนึ่งหรือสองเดือน ฉันก็ตกงานน่ะสิ" คราวนี้อันดาหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่คิดเลยว่าหลังจากพูดเรื่องความปลอดภัย ความเป็นความตายและศัตรูที่กำลังตามล่าตัวเองมาท
มินตรามองใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองกำลังนั่งคุยเรื่องบ้า ๆ อยู่กับคนไข้ที่เพิ่งช่วยชีวิตเอาไว้ไม่กี่วันก่อน จากเดิมที่เธอคิดเพียงว่าเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่บังเอิญได้รับบาดเจ็บ และเธอก็ทำหน้าที่ของหมอด้วยการช่วยเขาเอาไว้ แต่ตอนนี้ชีวิตของเธอกลับถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องอันตรายโดยไม่ทันตั้งตัว แถมคนที่เป็นต้นเหตุกลับนั่งอยู่ตรงหน้าอย่างสบายใจ ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย เธอถอนหายใจออกมาแรง ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังซวยแบบที่ไม่ควรจะซวยขนาดนี้ "ถ้าฉันรู้ว่าการเป็นหมอ แล้วเข้าไปช่วยคนแล้วฉันเองจะต้องซวยไปด้วย ฉันคงปล่อยให้คุณตายไปตั้งแต่ตรงนั้นแล้วค่ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวอยู่แบบนี้" อันดาที่นั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่เงียบ ๆ มองเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับไม่ได้รู้สึกโกรธกับคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับดูเหมือนกำลังพอใจกับความตรงไปตรงมาของผู้หญิงตรงหน้าด้วยซ้ำ "หึ... มันก็คงจะเป็นไปได้ยากหน่อยครับ เพราะจรรยาบรรณของหมอเขาไม่ได้สอนมาแบบนั้น ต่อให้
“ไม่มารบกวนเพื่อนร่วมงานฉัน” “ไม่มี” “แล้วถ้าเลิกงาน” “ผมจะให้คนไปรับ” “จำเป็นต้องมีคนไปรับด้วยเหรอคะ” “จำเป็น” “ทำไม” “เพราะคุณไม่รู้ว่าพวกมันกำลังจับตาดูคุณอยู่หรือเปล่า” คำตอบนั้นทำให้มินตราเงียบลง เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่อันดาต้องการไม่ได้หมายความว่าเขาจะขังเธอเอาไว้ แต่เขาต้องการควบคุมความปลอดภัยของเธอในช่วงเวลาที่อยู่นอกโรงพยาบาลมากกว่า “แล้วที่บอกว่าดูแลคุณ ฉันต้องดูแลอะไรบ้าง” “ก็แค่ทำแผล” “แค่นั้น” “แค่นั้น” “ต้องอยู่ดูอาการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไหม” คำถามนั้นทำให้อันดาถึงกับขำในลำคอ ไม่รู้ว่าเธอจะขี้สงสัยอะไรขนาดนั้น “หึ... ไม่ถึงขนาดนั้น” “ต้องตรวจร่างกายทุกวันไหม” “ถ้าคุณเห็นว่าจำเป็น” “ต้องจัดยา” “ครับ” “ต้องอยู่ดูว่าคุณกินยาหรือเปล่า” “ถ้าคุณอยากดู” “แล้วต้องทำอาหารให้ไหม” อันดานิ่งไป มินตราหรี่ตามองเขา “อะไรคะ” “คุณถามเหมือนจะไปเป็นแม่บ้านมากกว่าเป็นหมอ” “ก็ฉันต้องรู้ขอบเขตงานของตัวเองสิคะ” “เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับหน้าที่คุณ” “ก็ดีค่ะ” มินตราพยักหน้าอย่างพอใจ “เพราะฉันไม่ทำอะไรพวกนั้นอยู่แล้ว” อันดาหลุดหัวเร
“ตะ...แต่ฉันต้องทำงานที่นี่นะคะ” มินตราพยายามรวบรวมสติหลังจากได้ฟังคำพูดของอันดามาตลอดหลายนาที เธอเหลือบมองไปรอบห้องตรวจของตัวเองราวกับกำลังหาทางออกให้กับสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะหันกลับมามองชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้า “ฉันเป็นหมอผ่าตัดนะคะ ถ้าจะให้ฉันเป็นหมอประจำคนไข้แค่คุณคนเดียว มันไม่ชิน” “คุณอยากจะส่งเวรที่นี่ก็ได้นี่ครับ” อันดาตอบกลับอย่างง่ายดายราวกับเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่นั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย “ผมไม่ได้ห้าม แต่แค่ต้องอยู่ในความดูแลของผม” มินตราขมวดคิ้วทันที ได้ไงละ ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำถาม ถ้าเธอยังมาทำงานที่นี่แล้วจะมีคนคอยตามประกบหรือคอยคุ้มกันเธอตลอดเวลา มันจะสะดวกได้ยังไงกัน เธอเป็นหมอผ่าตัด ต้องเข้าห้องผ่าตัด ต้องทำงานกับทีมแพทย์และพยาบาล ต้องมีสมาธิกับคนไข้ จะให้มีผู้ชายชุดดำยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องผ่าตัดตลอดเวลาไม่ได้ แค่คิดก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาแล้ว “แต่งานของฉันมันต้องอยู่ในห้องผ่าตัดนะคะ” มินตรารีบอธิบาย “คุณจะมาคอยคุ้มกันฉันตลอดมันก็ไม่ได้หรอกนะ” อันดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ผมบอกเหรอว่าจะคุ้มกันคุณแม้กระทั่งในห้องผ่าตัด”







