Masukแสงแดดจ้าสาดผ่านกระจกใสเข้ามากระทบใบหน้าเนียนใส ทว่าคนหลับลึกกลับไม่รู้ตัว เตย์มีเดินเข้ามาใกล้แล้วใช้มือยกป้องแดดร่างอ้วนเอนหลังพงกับแท่นบัลลังก์จำลอง มือข้างหนึ่งยังคงถือชีตสรุปย่อของมาตรากฎหมาย สองขาป้อมเหยียดตรงในท่านั่ง กระโปรงทรงพีชเลิกขึ้นเหนือเข่าเล็กน้อยชายหนุ่มจึงถือวิสาสะดึงลงให้
เมื่อช่วงกลางวันเผอิญเดินผ่านณาราแล้วไม่เห็นเพื่อนสนิทที่ตัวติดกันยิ่งกว่าปลาท่องโก๋จึงเอ่ยถามว่าไปไหน เขาจึงรู้ว่าเธอมาแอบหลับอยู่ที่นี่เอง
ลมหายใจของคนหลับผ่อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอไม่นานศีรษะก็เอนมาพิงไหล่ ชายหนุ่มจึงขยับท่านั่งให้สมดุลเพื่อที่เธอจะได้หนุนหัวไหล่ได้อย่างสะดวก
...ไม่นานเตย์มีก็หลับตามไปอีกคน
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
เสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ตโฟนเครื่องสวยดังเข้ามาในโซนประสาท ช้องนางอยากจะหยุดเวลาพักผ่อนเอาไว้สักสองวันเสียจริงทว่าก็ทำไม่ได้
ใบหน้าซุกเข้ากับอะไรบางอย่างจะว่าแข็งก็ไม่แข็งจะว่านุ่มก็ไม่นุ่มแต่ที่แน่ ๆ มันทำให้เธอหลับสบายตลอดสามชั่วโมงที่ผ่านมา ดวงตากลมค่อยๆ ลืมขึ้นแล้วปรับโฟกัสสายตาตัวเองให้เข้ากับแสดงที่ส่องเข้ามา
คราแรกเมื่อลืมตาตื่นมือของเธอถูกกุมไว้จากเรียวนิ้วของมือใครก็ไม่รู้ หญิงสาวตั้งสติแล้วขยับศีรษะตัวเองออกจากหัวไหล่ของใครสักคน เมื่อเห็นว่าคนนั้นเป็นใครเธอถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ
“เฮ้ย!”
คนตัวโตสะดุ้งตื่นปรือตามองก็เห็นสีหน้าของคนหนุนหัวไหล่ไม่สู้ดีจึงรีบถามว่าเป็นอะไร พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
“เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไร ใครทำอะไรหรือเปล่า”
“ยังจะมาถาม ก็นายไง” ร่างอ้วนลุกขึ้นสำรวจตัวเอง ว่ามีตรงไหนบุบสลายหรือเปล่า กระดุมเสื้อทุกเม็ดยังอยู่ดี
“เราเหรอ” ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง หัวคิ้วเคลื่อนมาชิดกันว่าไปทำแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร
“ก็ใช่นะสิ นายมานอนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร แล้วเป็นบ้าอะไรมาจับมือเรา” หญิงสาวเริ่มขึ้นเสียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โวยวายจนเสียงดังเพราะกลัวคนผ่านไปผ่านมาจะได้ยินแล้วเข้าใจผิดกันไปใหญ่
“มาตอนเที่ยง เราเห็นเธอหลับอยู่เลยไม่อยากปลุกส่วนเรื่องจับมือเราคงนอนละเมอ ไม่ได้ตั้งใจ เอาเป็นว่าเราขอโทษ” ชายหนุ่มทำหน้าทะเล้น
ช้องนางตวัดดวงตามองด้วยความขุนมัวต่อให้อ้าปากต่อว่าไป เขาก็หาข้ออ้าเอาตัวรอดไปได้ทุกที ลื่นกว่าปลาไหลก็คงเป็นพ่อคาสโนว่าเตย์มีนี่แหละ
หญิงสาวไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยเห็นว่าใกล้เวลานัดแล้วจึงรวบข้าวของเข้ากระเป๋าก้าวเท้าฉับ ๆ ออกจากห้องไม่เหลียวมองใคร โดยมีเตย์มีเดินตามหลัง ปลายเท้ามุ่งตรงไปยังทิศทางข้างหน้าส่วนสมองก็ครุ่นคิดเรื่องของเตย์มี
...ทำไมช่วงนี้เขามาวุ่นวายกับเธอจัง
ร้านกาแฟชื่อดังตั้งอยู่แถวหน้ามหาลัยนักศึกษาส่วนใหญ่มักจะมารวมกลุ่มกันทำงานหรือไม่ก็เม้ามอยท์ชาวบ้านที่นี่หรือบางคนก็เอางานหรือการบ้านมาทำเพราะมีทั้งไวไฟละไฟให้เสียบโน้ตบุ๊ค
ณารากับคณินมารออยู่ครู่หนึ่งก่อนเวลานัดแล้วโดยก่อนหน้านี้เธอทำตัวแทบไม่ถูกก็เพื่อนร่วมชั้นปีพาสาวมานั่งพอดรักให้ดูจนเป็นฝ่ายเธอต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอายแทน
ช้องนางเปิดประตูร้านเข้ามาด้วยสีหน้าหงุดหงิดภายในร้านคนค่อนข้างเยอะสาว ๆ ต่างหันไปมองคนหล่อประจำมหาลัยเป็นตาเดียวด้วยความชื่นชม ณาราเองก็แปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมสองคนนี้ถึงเดินมาด้วยกันได้หรือบังเอิญเจอกันกลางทาง
“ทำไมมาด้วยกันได้ ไปไหนกันมาเหรอ” ณาราถามคนทั้งคู่พร้อมมองสลับไปมา ช้องนางขยับปากจะตอบแต่ก็ช้ากว่าคนตัวโตที่ยืนอยู่ข้างหลัง
“ไปนอนด้วยกันมา” ว่าจบก็ย่อตัวนั่งลงโซฟา
คนร่างอ้วนดวงตาเบิกโพล่งกับประโยคเมื่อครู่ ไม่ใช่แค่เธอหรอกที่ตกใจกับประโยคนี้แต่ทั้งร้านหันมามองกันเป็นตาเดียวแล้วหันไปสุมหัวซุบซิบนินทาทันที
“เตย์มี นายพูดให้มันดี ๆหน่อยได้ไหม” หล่อนเสียงแหวใส่เขา
“แล้วเราพูดผิดตรงไหน ก็เราไปนอนด้วยกันมาจริงๆ นี่” ยังคงยักไหล่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยิ่งทำให้เป็นที่สนใจมากขึ้น แม้กระทั้งคณินยังต้องเลิกคิ้วเข้มขึ้นกับคำพูดของมันหรือว่าสเปกของเพื่อนเขาเปลี่ยนไป
“โอ๊ย...นายพูดแบบนี้คนจะเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นนะสิ” ช้องนางหันมองซ้ายมองขวาให้เขาเห็นว่าในร้านมีคนอยู่มาก จึงนึกได้ว่าประโยคนั้นมันสองแง่สามง่ามมากเกินไป
“อ้อ โทษที นอนที่หมายถึงนอนหลับในห้องเรียน”
ชายหนุ่มพูดเสียงดังฟังชัดเหมือนต้องการให้ได้ยินกันทั้งร้านแล้วเอนตัวไปกระซิบข้างหูด้วยเสียงละมุน “พอใจแล้วใช่ไหม”
การกระทำแบบนี้ทำเอาใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกจากอกหันขวับไปมองโดยไม่ระวัง ใบหน้าห่างกันแค่คืบปลายจมูกแตะกันเล็กน้อยดวงตาสบประสานเหมือนมีมนต์สะกด
จนกระทั่งมีเสียงกระแอมไอ...ทั้งสองจึงหลุดออกจากภวังค์แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่มีพิรุธกันทั้งสองฝ่าย
“เตย์กับช้องจะเอาเครื่องดื่มอะไรไหม”
“เดี๋ยวเราไปสั่งเอง ช้องชอบช็อกโกแลตใช่ไหม” เตย์มีหันกลับไปถาม
ช้องนางพยักหน้ารับเบาๆ อดแปลกใจไม่ได้ว่ารู้ได้อย่างไร เขาหายไปไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมช็อกโกแลตเย็นปั่นแถมด้วยเค้กหน้านิ่มของโปรดเธอ แววตาของเธอส่องประกายแวววับจนชายหนุ่มอดยิ้มตามไม่ได้
“นายรู้ได้ยังไงว่าเราชอบกินอะไร”
“ก็เห็นเธอกินทุกวันเลยคิดว่าคงชอบแหละ” เขายิ้มให้บาง ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องหันไปถามณาราเรื่องหัวข้องานกลุ่ม
ความอ่อนนุ่มเข้าเกาะกุมหัวใจเธออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความใส่ใจของมันซึมซับลงในอกอย่างนุ่มนวลแต่แล้วก็ต้องสะบัดหัวไล่ความคิดนี้ออกไปเพราะเตย์มีก็คงทำแบบนี้กับทุกคน
“ที่มึงถามกูว่าอะไรที่ได้มายากๆ มันจะมีคุณค่าไหม มึงหมายถึงช้องนางหรือเปล่า” คณินกระแทกไหล่ถามเพื่อนขณะเดินออกจากร้านหลังจากตกลงเรื่องหัวข้อรายงานเสร็จ
“ไม่รู้ดิ ตอนนี้ยังไม่แน่ใจเท่าไร” เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย
“แต่ดูท่าแล้วช้องนางก็ไม่ได้ง่ายนะ คงจะใจแข็งน่าดู” คณินประเมินลักษณะและนิสัยของช้องนาง
“มึงไม่เคยได้ยินเหรอวะ น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน กูก็จะหยอดทุกวันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สักวันก็คงใจอ่อนเองนั่นแหละ” พูดเสร็จก็เดินสืบเท้าไปให้ทันช้องนางพรางตะโกนเรียก
“มีอะไรเหรอหรือว่าเราลืมอะไรในร้าน” ก้มสำรวจข้าวของในกระเป๋าสะพายตัวเอง
“เปล่าหรอก เราว่าจะชวนกลับด้วยกัน ไหน ๆบ้านเราก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่ดี”
“ไม่เป็นไร เรากลับเองได้” ปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิดอะไรแล้วก็สะกิดณาราให้เดินต่อ ปล่อยให้คนตัวสูงยืนอึ้งกับการถูกปฏิเสธอีกครั้ง
คณินได้แต่ยืนหัวเราะเพื่อน เป็นไงล่ะ...น้ำหยดลงหินทุกวัน
หินบอกไม่เป็นไร...
“ผมไม่ได้ตั้งใจนะแม่ เขาให้เงินผมบอกว่าเป็นเพื่อนของพี่ช้อง ผมก็เลยพาไป” รภัทรเขย่าแขนคนเป็นแม่ด้วยอาการลนลานทว่า ระวีกับนั่งนิ่งไม่อยากจะเชื่อคำโกหกของลูกชายครั้งนี้มันมากเกินไปจริง ๆ กับการกระทำของรภัทร“ถ้าแกไม่ตั้งใจแกจะถึงขั้นโกหกฉันว่าป้าระวีป่วยทำไม” ช้องนางเดินเข้ามาพร้อมกับณาราเธอจับจ้องไปยังรภัทรด้วยความโกรธจนอยากจะเดินเข้าไปทึ้งหัวสักทีสองที หากวันนั้นคนที่เจ็บตัวเป็นเธอล่ะ มันจะรู้สึกผิดบ้างไหม“ภัทรขอโทษนะพี่ช้อง อย่าแจ้งความจับภัทรเลยนะ” ยกมือไหว้ปรกๆ แต่มันก็ไม่สามารถทำให้เธอใจอ่อนได้เหมือนทุกครั้ง“ไม่ คนอย่างแกต้องเข้าไปดัดสันดานในสถานพินิจดูบ้าง เผื่อจะดีขึ้น ต่อให้วันนี้ฉันยอมความ แต่กฎหมายอาญามันยอมความไม่ได้หรอกนะ”รภัทรเริ่มหน้าซีดหันไปหาคนเป็นแม่เพื่อขอร้องให้ช่วยตนเองอีกครั้ง ช้องนางรู้ทันจึงหันไปหาป้าระวี“ป้ารู้ใช่ไหมว่าป้ารักลูกและเลี้ยงลูกไม่ถูก” ระวีพยักหน้ารับว่าใช่ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากสถานีตำรวจไปด้วยความปวดใจ แม้ว่าลูกชายจะตะโกนเรียกเท่าไรเธอก็ไม่ยอมหันกลับไป อย่างน้อยการไปอยู่ในนั้นมันน่าจะช่วยให้ลูกเธอดีขึ้นช้องนางมองตามหลังคนเป็นป้าไป แม้จะรู้ส
“มาแล้วเหรอเพื่อนรัก กูไม่คิดเลยว่ามึงจะกล้ามา สงสัยคงจะรักอีอ้วนนี่จริง ๆ” มันแค่นหัวเราะออกมา“มึงทำแบบนี้ทำไมวะ ช้องนางไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย”“เกี่ยวสิ เพราะมันเป็นผู้หญิงของมึงไง แถมน่าจะเป็นคนที่มึงรักด้วยอีกต่างหาก กูอยากให้มึงได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเวลาที่ต้องเสียคนรักไปบ้าง เหมือนที่กูเสียน้องสาวไปเพราะมึง”“กูไม่ได้ตั้งใจทำให้เทียร่าเสียใจ กูแค่ปฏิเสธความรักของน้องมึงไปเพราะไม่ได้คิดอะไรเกินกว่าน้องสาวอยู่แล้ว เรื่องนี้มึงน่าจะรู้ดีกว่าใคร มึงแค่ไม่ยอมรับความจริงแล้วเอาแต่หาเหตุผลโทษคนอื่น”แววตาของเทียร์ฉายแววความเหี้ยม เปลวไฟแห่งความโทสะแผดเผาในใจ แม้จะเป็นความจริงที่แสนเจ็บปวดแต่เขาก็ไม่เคยยอมรับมันเลยสักครั้งยังคงจ่มอยู่กับเรื่องนี้มาห้าปีเสียงตะโกนพูดคุยกันทำให้ร่างอ้วนที่นอนไม่ได้สติตื่นขึ้นมา เธอลืมตาขึ้นแล้วกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับดวงตาให้เข้ากับแสงไฟสปอตไลฟ์“เตย์” เมื่อเห็นว่าเตย์มียืนอยู่ต่อหน้าเธอครางชื่อเขาออกมาแล้วยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง น้ำตาเริ่มไหลรินออกมา“ช้องนาง” เตย์มีจะวิ่งเข้าไปหาแต่แล้วก็ต้องชะงักลง เมื่อมันยกปืนขึ้นเล็งไปที่หัวของเธอ“อย่านะมึง ไม่อย่างนั้
“ยังไม่หายโกรธฉันอีกเหรอ” คณินเห็นณาราเดินอยู่ข้างหน้าจึงรีบเดินไปดักเอาไว้ นับตั้งแต่วันนั้นเธอก็ไม่ยอมให้เขาไปรับไปส่งอีกเลย แถมยังเลือกเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวเองอีกต่างหาก“ฉันไม่ได้โกรธนายนี่”“จริงเหรอ?” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอยกยิ้มมุมปาก “แต่ฉันเกลียดเลยต่างหาก”พูดจบก็กระแทกไหล่เขาให้หลบทาง แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองเลย คณินเองก็ไม่ได้อยากจะง้อสักเท่าไรหรอก แต่เพราะทางบ้านกดดันมาเขาจึงจำใจต้องเข้าหาก่อนเดินมาได้ไม่นานณาราเห็นช้องนางหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ จึงเดินเข้าไปจะถามว่ามายืนทำอะไรตรงนี้ แต่พอเข้าไปใกล้เธอก็เข้าใจแล้วว่าเป็นเพราะอะไร‘จริงดิ เตย์มีตามจีบยัยช้องนางเพราะเห็นเป็นของเล่น’‘คิดไว้แล้วคนอย่างเตย์มีนะเหรอจะมาจริงจัง’ อีกคนพูดเสริมพร้อมกับเบะปาก โดยที่ทั้งกลุ่มไม่รู้เลยว่าช้องนางยืนฟังอยู่ณารายืนฟังแล้วทนไม่ไหวจะเดินเข้าไปปะทะแทนเพื่อนเสียหน่อยแต่ช้ากว่าร่างอ้วนที่เอาประมวลกฎหมายเล่มใหญ่ไปว่างกระแทกลงโต๊ะกลางวง“ใครบอกเธอเหรอว่าเตย์มีเห็นฉันเป็นของเล่น ทำไมไม่คิดบ้างล่ะว่าฉันอาจจะเห็นผู้ชายคนนี้เป็นของเล่นเหมือนกัน เป็นผู้หญิงเหมือนกันอย่ามาดูถูกกันสิ แต
“ช้อง” เตย์มีขยับตัวเข้าไปใกล้ ทว่าเธอกลับถอยล่นหนี มือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะใบหน้าค้างอยู่กลางอากาศ“เราอยากอยู่คนเดียว เราขออยู่คนเดียวสักพักนะเตย์ นายกลับไปก่อน” เบือนใบหน้ามองไปทางอื่นเหมือนกำลังปรับสภาวะความคิดเพื่อรับมือกับเรื่องนี้เตย์มีพยักหน้ารับรู้ ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มสูบก้าวเท้าไปจนถึงประตูห้องนอนแล้วหันกับมาพูดทิ้งท้ายช้องนางอีกครั้ง“เราขอแค่เธออย่าโกรธ อย่าเกลียดเราเลยนะ เพราะเราคงทนไม่ไหวหากต้องเสียคนที่เรารักไปอีกคน” เตย์มียืนคอตกมองด้านข้างของใบหน้าเธอก่อนจะตัดสินใจพูดต่อก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้พูด“เป็นแฟนกันไหม?”ช้องนางนิ่งอึ้งเพิ่มขึ้นเข้าไปอีกหันไปมองเขาด้วยแววตาที่กำลังสับสน เพิ่งมารู้ตัวว่าเขาลูกชายของคุณป้าคนนั้นไม่ถึงสิบนาทีเสียด้วยซ้ำ แล้วจู่ ๆ ก็มาขอเธอเป็นแฟนเนี่ยนะ“ไม่ต้องให้คำตอบตอนนี้ก็ได้ เราจะรอวันที่เธอให้อภัยครอบครัวเรา”เสียงประตูห้องนอนปิดลงแล้วตามด้วยเสียงประตูด้านนอก เธอรู้ได้ทันทีว่าเขากลับไปแล้ว หัวใจเธอยามนี้ปวดหนึบอย่างบอกไม่ถูกความจริงแล้วเธอก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรเลยเพราะเข้าใจเรื่องทุกอย่างเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาคุณลุงก็ส่งเสียเธอและรับ
เสียงรถยนต์ยามเช้าวิ่งขวักไขว่ไปมาแม้ว่าห้องนี้จะอยู่สูงถึงชั้นยี่สิบแปดก็ตามแต่หูของคนตัวสูงที่กำลังเหยียดกายนอนอยู่บนโซฟาก็ได้ยินมันชัดแจ๋วอยู่ดีวันนี้เป็นวันเสาร์จึงไม่มีเรียนเตย์มีจึงคิดว่าจะนอนตื่นสายเสียหน่อยแต่มันคงหลับต่อไม่ได้แล้วเพราะเขาเป็นคนนอนหลับยากหากตื่นมาแล้วมักจะนอนต่อไม่ได้สองแขนบิดไปบิดมาเพื่อไล่ความเมื่อยออกจากร่างกายแล้วยันกายลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกเมื่อลืมตาตื่นคือเขารีบหันไปมองยังประตูห้องนอนทันทีแล้วเห็นว่ามันเปิดแง้มอยู่แสดงว่าคนด้านในคงตื่นมาตั้งแต่ไก่โห่แล้วก๊อกๆ“เข้าไปได้ไหม” ชายหนุ่มเคาะประตูขออนุญาตคนที่อยู่ด้านใน เมื่อได้ยินเธอเอ่ยอนุญาตจึงเปิดประตูเข้าไปภาพตรงหน้าคือเหมือนหญิงสาวกำลังง่วนอยู่กับการเก็บข้าวของอันน้อยนิดเข้าที่และจัดให้มันเป็นระเบียบ จะว่าไปสองวันมานี้ห้องนี้ดูสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้นนับตั้งแต่มีคนตัวกลมเข้ามาอยู่“ของบางส่วนเป็นของดูต่างหน้าจากพ่อกับแม่เรานะ เวลาเราคิดถึงเราก็มักจะเอามันออกมาดู” ช้องนางหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปไม่ถามเซ้าซี้เหมือนเคย เธอจึงเงยหน้าขึ้นมอง“ลืมบอกไปว่าพ่อแม่เราเสียจากอุบัติเหตุทางรถย
ตอนแรกกายไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของช้องนางด้วย ผู้หญิงหน้านิ่งคนนั้นมีศัตรูด้วยเหรอ ดูแล้วไม่น่าจะมีพิษภัยกับใคร เมื่อเห็นเตย์มีส่งภาพถ่ายข้อความขู่ทำร้ายช้องนางจากเทียร์มาให้ดูเขาจึงเข้าใจแล้วว่าศัตรูนั้นไม่ใช่ของผู้หญิงร่างอ้วนคนนั้นแต่มันเป็นศัตรูจากเพื่อนรักเขานี่เอง“ยังไม่กลับกันอีกเหรอ”ชายหนุ่มสามคนยืนพูดคุยกันอยู่หน้าร้านทั้งที่ร้านแห่งนี้ปิดไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ทว่าเพื่อนของเตย์มียังไม่ได้แยกกันกลับบ้านเลย“ออ กำลังจะกลับ เธอจะกลับแล้วใช่ไหม” กายก้าวเท้าเข้ามาหาจนช้องนางต้องขยับหนีสองก้าวเพราะเกรงว่ามันจะใกล้เกินไป“อือ เรากำลังจะกลับ”“ให้พวกเราไปส่งไหม” กายและผองเพื่อนเป็นคนอาสาหญิงสาวมองหน้าทั้งสามคนสลับไปมาครู่หนึ่งแล้วพ่นลมหายใจเบา ๆ มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่เธอคิดเอาไว้แน่นอน“เราถามอะไรหน่อยสิ” ช้องนางหันไปหากายซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดก่อนจะสลับสายตามองเลยไปยังชายหนุ่มสองคนที่เหลือด้านหลัง“เตย์มีส่งพวกนายมาจับตาดูเราใช่ไหม” คนอ้วนท้วนไม่ได้รอให้พวกเขาตอบแต่เลือกยิงคำถามออกไปแทน คิดจะปิดบังใครก็ปิดบังไปแต่กับผู้หญิงที่หูตาไวและขี้ระแ
“คุณหนู คุณหนูตื่นเถอะค่ะ” ป้าอุ่นหญิงมีอายุวัยห้าสิบกว่าปีรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาปลุกลูกชายคนเดียวของบ้านด้วยความร้อนใจ เมื่อยังเห็นเตย์มีนอนนิ่งจึงเปลี่ยนเป็นดึงผ้าห่มออกแล้วเขย่าตัวอย่างแรงให้ตื่นขึ้นมาก่อนจะเกิดสงคราม“มีอะไรป้าอุ่น ทำไมถึงปลุกผมแต่เช้า” ร่างกำยำลุกขึ้นแบบงัวเงยดวงตายังไม่ทัน
“เอาล่ะ เพื่อความเท่าเทียมในห้องมีอยู่หกสิบคนจะมีเลข1-15 ซ้ำกันอยู่ 4 หมายเลข นั่นเท่ากับว่าเราจะได้เพื่อนทำรายงานร่วมกันกลุ่มละ 4 คน 15 กลุ่ม แล้วแต่ดวงนะ”ได้ฟังดังนั้นเพื่อนร่วมห้องต่างพากันยกมือท่วมหัว ขอให้ตัวเองได้อยู่ร่วมทีมกับช้องนางเพราะทั้งห้องเธอเรียนเก่งที่สุดแล้ว โดยเฉพาะณาราเธอถึงกับ
ขาป้อมสั้นเดินเข้ามาในซอยแคบย่านดินแดง สองข้างทางเป็นแฟลตสูงห้าชั้นรายรอบเหมาะสำหรับชาวบ้านหรือคนทั่วไปที่ไม่ค่อยมีเงินมากนักและแน่นอนว่าคุณภาพและสภาพแวดล้อมย่อมย่ำแย่ไม่เหมือนคอนโดฯ หรือบ้านเดี่ยวที่มันดีกว่านี้ช้องนางมาหยุดยืนอยู่หน้าตึกตัวเองแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ คนเมานอนกลิ้งอยู่ตามพื้นถนนนึก
เกือบห้าโมงเย็นแล้วกิจกรรมกีฬากลางแจ้งจบลงข้าวของทุกอย่างถูกเก็บจนเรียบร้อยเหลือแค่ยกกลับไปกลับไปเก็บที่คณะเท่านั้น“มีอะไรที่ต้องเอาไปเก็บอีกไหม นอกจากอุปกรณ์เชียร์”ช้องนางร้องถามณาราซึ่งกำลังเดินเก็บเศษขยะใส่ถุงดำ“ไม่มีแล้ว เหลือแค่นั่นแหละ เดี๋ยวเราค่อยเอาไปเก็บที่คณะพร้อมกันก็ได้” ณาราร้องบอกแ







