เข้าสู่ระบบวิศรุตยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านวรโชติเมธาหลังจากคุณอัธบอกให้กลับไปก่อนเขาจ้องมองถุงกำมะหยี่ในมือด้วยความไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุด "พี่ทำอะไรผิดวะน้ำหวาน..." เขาสบถออกมาแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ในหัวเขาวนลูป คิดถึงเหตุการณ์ตลอดเดือนที่ผ่านมา “หรือโทรหาน้อยไป ก็ไม่นะ โทรทุกวันแต่น้องไม่รับ หรือไปรับช้า ก็น้องบอกจะกลับเดือนหน้า แต่นี่กลับมาเองเงียบๆ หรือพูดอะไรไม่เข้าหูตอนคุยโทรศัพท์ครั้งล่าสุด“ เขาตัดสินใจกดโทรหา ศรัณย์ เพื่อนสนิทที่เป็นพยานในวันนั้นทันที "ไอ้หมอ! น้ำหวานกลับมาแล้ว... แต่ยัยนั่นเอาสร้อยกับแหวนมาคืนกูในงานแต่งซาร่า แล้วตอนนี้ก็ขังตัวเองในบ้าน ไม่ยอมเจอหน้ากูเลย!" "ห๊ะ กลับมาแล้วเหรอ แล้วทำไมเป็นงั้นวะ ในงานแต่งวันนี้มึงก็ไม่ได้ทำอะไรแปลกๆ นี่หว่า นอกจากยืนกินเหล้ากับพวกกู" "นั่นสิ! กูยังไม่ได้คุยกับน้องซักคำเดียวเลยด้วยซ้ำ ยัยตัวแสบฝากเด็กเสิร์ฟเอามาให้แล้วหนีไปเลย กูทำอะไรผิดวะหมอ หรือน้องมีคนใหม่ที่ปารีสเลยหาเรื่องเลิกกับกู” ยิ่งคิด วิศรุตก็ยิ่งฟุ้งซ่าน เขาเริ่มโมโหจนหน้าแดงก่ำ ไม่ใช่โมโหน้ำหวาน แต่โมโหตัวเองที่หาคำตอบไม่ได้ เขาไม่ยอมแพ้
ตอนงานแต่งไฮโซรักสัตว์ ย่างเข้าเดือนที่ 29 กับการเรียนในปารีสอากาศเริ่มหนาวจัด แต่น้ำหวานกลับรู้สึหนาวสั่นยิ่งกว่าเมื่อเห็นพาดหัวข่าวในแท็บเล็ตที่วางอยู่ข้างกองสมุดบัญชี “วิวาห์ฟ้าแลบ! ซาร่า แอบซุ่มคบไฮโซรักสัตว์คนดัง คาดว่ามี เบบี๋ น้อยมาเป็นกาวใจ” คำว่า ไฮโซรักสัตว์ และ เบบี๋ มันพุ่งเป้าไปที่ความทรงจำเรื่อง แมว ของวิศรุตทันที! น้ำหวานมือสั่นจนแทบประคองโทรศัพท์ไม่อยู่ เธอตัดสินใจกดโทรออกหาคนที่ควรจะอยู่ที่ไซต์ก่อสร้างในไทยทันที เสียงรอสายที่ดูยาวนานเหมือนเป็นศตวรรษ... "ว่าไงครับน้ำหวาน “เสียงปลายสายดูวุ่นวายและมีเสียงก้องสะท้อน น้ำหวาน พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น"พี่รุตอยู่ไหนคะ” "พี่มาโรงพยาบาลครับ" น้ำหวานใจกระตุกวูบ ภาพในหัวจินตนาการไปถึงการพาคนมาฝากครรภ์ทันที "พี่รุตเป็นอะไรคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า“ "พี่สบายดีครับ... พี่มาหาไอ้หมอเฉยๆ พอดีมีธุระด่วน" ในจังหวะนั้นเอง เสียงแหลมใสที่น้ำหวานจำได้ฝังใจก็ลอดผ่านเข้ามาในสาย... ซาร่า: "รุตคะ... อ้ออออคุยโทรศัพท์เหรอคะ ซาร่าที่มากับแฟนหนุ่มสัตวแพทย์ หันมาทักทายวิศรุตที่มาปรึกษาหมอศรัณย์พอดี น้
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ คาเฟ่สุดชิคแถวอพาร์ทเมนท์ วิศรุตในลุค Casual แต่ออร่าท่านประธานยังจับ นั่งจิบเอสเปรสโซ่พลางมองน้ำหวานที่กำลังละเมียดครัวซองต์ แสงแดดอ่อนๆ ตกกระทบที่ สร้อยข้อมือ และ แหวน บนมือเรียวสวยจนเขาแอบยิ้มกริ่ม แต่แล้ว... "Bonne matinée, Nam-Wan!" (อรุณสวัสดิ์น้ำหวาน!) ชายหนุ่มตาสีน้ำฟ้า ผมบลอนด์ทองในชุดสปอร์ตดูดีเดินเข้ามาทักน้ำหวานด้วยรอยยิ้มละลายใจ เขาคือ "ลีโอ" ประธานรุ่นที่เป็นประเด็นในรูปถ่ายนั่นเอง "อ้าว ลีโอ! อรุณสวัสดิ์ค่ะ" น้ำหวานทักทายกลับตามมารยาท แต่ยังไม่ทันที่ลีโอจะขยับเข้ามาใกล้กว่านั้น ร่างสูงใหญ่ของวิศรุตก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้ววาดแขนโอบเอวน้ำหวานแสดงความเป็นเจ้าของทันที "C'est qui?" (นี่ใคร?) วิศรุตแกล้งถามเสียงเรียบแต่สายตาดุ "นี่ลีโอ เพื่อนที่หวานเคยเล่าให้ฟังไงคะ... ลีโอ นี่พี่รุตค่ะ คู่หมั้นของฉัน" ลีโอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาพิฆาตของชายไทยตรงหน้า "โอ้... ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมไม่คิดว่าน้ำหวานจะมีคู่หมั้นที่... ดู 'ดุ' ขนาดนี้" ลีโอพยายามตลกพลางจะยื่นมือมาเชคแฮนด์กับน้ำหวานตามธรรมเนียม แต่วิศรุตไวกว่า เขายื่นมือหนาไปจับมือลีโอไ
ตอนเสมอต้นเสมอปลาย✅✅✅ ตลอด 2 ปี 3 เดือน ที่ผ่านมา วิศรุตทำหน้าที่ คนโหยหา ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เขาบินข้ามทวีปมาหาทุก 3 เดือนไม่เคยขาด จนกระทั่งความอดทนของเขามาถึงขีดจำกัดในเดือนที่ 27 นี้ ท่ามกลางความวุ่นวายในโถงผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินนานาชาติชาร์ล เดอ โกล ผู้คนมากมายต่างเร่งรีบเดินทาง แต่ทว่าทุกสายตากลับต้องหยุดชะงักเมื่อร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวพ้นประตูออกมา วิศรุต ยืนเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดโค้ทตัวยาวสีเทาเข้มที่ขับให้ช่วงไหล่กว้างของเขาดูสง่างามดุจหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ ใบหน้าคมเข้มราวกับรูปสลักนั้นดึงดูดสายตาอย่างไม่อาจเลี่ยง แนวกรามที่เด่นชัดรับกับสันจมูกโด่งตรงสไตล์ชายหนุ่มเอเชียที่สมบูรณ์แบบ ภายใต้แนวคิ้วหนาที่พาดเฉียงดั่งปลายกระบี่ คือดวงตาคู่คมปลาบสีนิลลุ่มลึกที่ฉายแววเรียบเฉย ทว่ากลับทรงอำนาจจนคนมองรู้สึกประหม่า ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน บ่งบอกถึงนิสัยที่จริงจังและเด็ดขาดของเจ้าตัว ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินเต็มไปด้วยความมั่นใจที่สั่งสมมานานปี เขาดูดีเสียจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาเผลอกลั้นหายใจ... หล่อเหลาเย็นชาทว่าก็น่า
ตอน ใช้ชีวิตอิสระ✅✅✅ ภายใต้แสงสลัวของห้อง VVIP ที่เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบเชียบ วิศรุตโอบกอดร่างบางที่สลบไสลอยู่ในอ้อมแขนเขาด้วยความหวงแหน เขากดจูบขมับชื้นเหงื่อของน้ำหวานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการประทับตราความเป็นเจ้าของไว้ให้ลึกที่สุด "จะไปจริงๆ เหรอ..." เขาพึมพำกับความเงียบ ก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นอก คืนนี้เขาพ่ายแพ้ให้แก่เธออย่างราบคาบ ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย แต่รวมถึงหัวใจที่ถูกยัยแมวเปรี้ยวตัวน้อยขโมยไปจนหมดสิ้น แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามา กระทบเข้ากับใบหน้าเนียนใสของน้ำหวานที่เริ่มขยับตัวตื่น ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความปวดเมื่อยที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย และความอบอุ่นจาก วงแขนแกร่งที่ยังคงกอดรัดเธอไว้ไม่ยอมปล่อยตลอดทั้งคืน เธอเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังหลับไหล ปลายนิ้วเรียวเล็กลูบไล้สันกรามหนาเบาๆ อย่างลืมตัว "ตื่นมาก็ซนเลยนะ" เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นทั้งที่เขายังหลับตาอยู่ วิศรุตกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนหน้าอกอิ่มเบียดชิดกับแผงอกกว้าง "หวานต้องรีบไปแล้วค่ะ เดี๋ยวคุณพ่อจะดุเอา"
"พี่จะเปลี่ยนใจไม่ให้หวานไปดีไหม" วิศรุตกระซิบชิดผิวนุ่มขณะที่ปลายนิ้วยังคงรังแกจุดอ่อนไหวของเธอ "อือ... พี่รุต หวานตัดสินใจไปแล้ว" เธอประท้วงเสียงสั่น ทว่าร่างกายกลับแอ่นรับสัมผัสจากลิ้นร้อนที่กำลังบดขยี้อย่างช่ำชอง เขาไม่ได้แค่อยากหาความสุข แต่เขาต้องการ 'ฝัง' สัมผัสของเขาลงไปในทุกอณูเนื้อของเธอ เพื่อให้เธอไม่สามารถลืมเขาได้แม้แต่วินาทีเดียวที่อยู่ปารีส เขายังคงซุกใบหน้าหล่อเหลาอยู่ตรงนั้น ลิ้นสากลากผ่านจากบนลงล่างพร้อมบดขยี้ดูดกลืนเม็ดทับทิมสีหวานของจุดเสียวอีกรอบน้ำหวานสั่นสะท้านไปทั่งร่าง “อือ..พี่รุตขา” วิศรุตชอบเวลาเธอครางเรียกชื่อเขา มันดีกว่าหมาแก่เป็นไหนๆ เสียงครางของเธอและร่างสาวที่สั่นสะท้านบ่งบอกว่าตอนนี้เธอล่องลอยไปสู่ขอบสวรรค์แล้ว ลิ้นหนายังคงกวาดต้อนชิมความหวานจากกายสาวที่หลั่งไหลออกมาอย่างเจิ่งนอง แรงหายใจหอบถี่จน อก กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจเข้าออก เขาเอามือเช็ดปาก“ถ้าพี่เปลี่ยนใจไม่ให้หวานไป” เธอรีบเอานิ้วมือปิดปากเขาไว้ “หวานตัดสิใจไปแล้ว”สายตาสอดประสานกันอย่างลึกซึ้งมือบางลูบไล้วนบนอกแกร่งพลางขยี้ปุ่มบนยอด อกเขาเบาๆ เธอก้มหน้าซบลงบนอกซุกไซร้เ







