เข้าสู่ระบบหมัวหวาง 4
หลังหมดสติไปแล้ว อินเยวี่ยไม่ได้รับรู้เลยว่าทุกถ้อยคำของนางเขาได้ยินทั้งหมด จากเดิมกำลังดื่มกินนางอย่างหิวกระหาย มาถึงตอนนี้ ‘หมัวหวาง[1]’ กลับชะงักและดึงคมเขี้ยวออก ชายหนุ่มใช้ปลายลิ้นไล้เลียแผลเพื่อหยุดเลือดและรักษาแผลให้นาง
กายสาวที่อ่อนแรงแนบไปกับกายส่วนหน้าของเขา ดวงตาคมดุในความมืดวาววับ ขณะจับจ้องร่างงามที่เอวอ่อนยังคงคร่อมบนเรือนกายแข็งแกร่ง
เขาสงสัย...อะไรทำให้นางสิ้นหวังถึงเพียงนี้
จะว่าเป็นความหวาดกลัว?
แต่สตรีอื่นก่อนหน้านี้ก็กลัวเขา พวกนางเอาแต่กรีดร้องกายสั่นเทา แม้ถึงจุดสุดท้ายจะตอบสนองเขา แต่นั่นก็เพราะความกระสันเสียวที่เขาปรนเปรอให้ แม้อิ่มเอมแต่ความกลัวก็ยังฝั่งลึกในใจ
อินเยวี่ยต่างออกไป นางอ่อนหัดไร้เดียงสา ถึงอย่างนั้นชั่วขณะที่กำลังสุขสมนางกลับไม่หวาดกลัวเขาและความตายที่จดจ่อตรงหน้า
นางคล้าย...สิ้นหวังจนอยากตายกระทั่งรอไม่ไหว
กลิ่นเลือดหอมหวานติดปลายลิ้น แก่นกายของเขาอยู่ๆ ก็ผงาดขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแค่เลียหยดเลือดที่ติดอยู่ที่เนินอกอิ่ม “อืม...” เขาสอดมือขยำสะโพกงามบดเบียดกับกายส่วนหน้า
ตระหนักดีว่านางหมดสติไปแล้ว แต่อยู่ๆ ความต้องการก็พลุ่งพล่านขึ้นอีก เขา...ยังไม่อิ่ม
แก่นกายร้อนยังคงซุกซบในกายสาว หมัวหวางแอ่นเอวสอบเบาๆ เสียดครูดปลุกเร้า
“คมงามตื่นก่อน... ลืมตาขึ้นมาให้ข้ากินอีกสักรอบก่อน” เขาแอ่นเอวค้างสูงกระทั้นเบาๆ พร้อมกับเริ่มเคล้นคลึงฝ่ามือไปทั่วร่างอวบ ...กระทั่งในที่สุดหญิงสาวก็เริ่มขยับ
คิ้วเรียวมุ่นลงพร้อมดวงตาพร่าเลือนที่ค่อยๆ เปิดปรือ หมัวหวางจุมพิตเป่าไอปิศาจเข้าไปในปากหญิงสาว ไม่นานดวงตาของนางก็แดงก่ำแต่เหม่อลอยไม่เป็นตัวของตัวเอง
ชายหนุ่มจุมพิตไล้ปลายลิ้นลงไปยังลำคอหอมกรุ่น ขบเม้มคมเขี้ยวลงไปเบาๆ เลือดของนางไหลซิบส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่วโลงศพ
แก่นกายร้อนกระทั้นเบาๆ เพื่อปลุกเร้าความต้องการของหญิงสาว นางครวญครางเสียงกระเส่า กอดศีรษะที่เฝ้าวนเวียนตวัดปลายลิ้นกับเลือดหยดเล็กๆ ที่หลั่งรินออกมาช้าๆ
เอวอ่อนกดลงรูดรึงแก่นกายผงาดกล้า เรียกเสียงคำรามด้วยความพึงพอใจในลำคอชายหนุ่ม เขาสอดมือขึ้นกอบกุมอกอิ่ม ใช้ปลายนิ้วคีบปลายยอดสีหวานซึ่งกำลังแข็งคัดตอบสนอง
เสียงผิวกายกระทบดังระรัวร่างงามกระแทกลงดูดกลืนแก่นกายอลังการ หมัวหวางแอ่นเอวสอบตอบรับการโยกคลึงของหญิงสาวอย่างถึงแก่น เขายิ้มด้วยความพึงพอใจเมื่อรับรู้ว่าส่วนลึกของนางบีบรัดเขาอย่างเริงร่า
มองดูหญิงสาวใบหน้าแหงนหงายขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความเสียวซ่านวาบหวาม เขาแอ่นกายเกร็งค้างเพื่อสอดลึกสุดทาง เหยียดขยายนางจนนางสั่นระริก
“อา...สาวน้อย เจ้ารสชาติดีเยี่ยมจนข้าไม่อยากหยุด”
เขากระซิบกับนางเสียงพร่า ขณะนางกดเอวอ่อนบดเบียดเสียดสี เสียงครวญครางเร่าร้อนของนางยิ่งปลุกเร้าให้เขาต้องการรุนแรงขึ้น
ชั่วขณะที่นางทิ้งกายลงจุมพิตเกี่ยวกระหวัดปลายลิ้น หมัวหวางคว้าต้นคอนาง มือหนึ่งกดสะโพกงามแนบชิด พลิกกายขึ้นเป็นฝ่ายทาบทับ มือใหญ่ยกท่อนขาเพรียวขึ้นเกี่ยวเอวสอบ ถาโถมเข้าหานางอย่างหนักหน่วงรัวเร็ว
เสียงครางกระหึ่มประสานเสียงสูดปากอย่างเสียวซ่าน ร่างงามโยกคลอนจนอกอิ่มกระเพื่อมไหว เขาแอ่นแผ่นอกแกร่งแนบชิดอกอิ่ม จุมพิตเกี่ยวปลายลิ้นของนางพร้อมโจนจ้วงไม่ปราณี รับรู้ได้ว่าคนงามกายสั่นระริกเพราะจุดในสุดถูกกระทบ
เมื่อความกระสันเสียวพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด มือใหญ่สอดเข้ากอบกุมสะโพกนุ่ม ดันหญิงสาวให้ตอบรับจังหวะการห่มสะโพกอันเร่งร้อน
จุมพิตเกี่ยวพันลึกล้ำประสานการถอดถอนแก่นกายแข็งขึงทรงพลัง หมัวหวางเงยหน้าขึ้นถาโถมเข้าหานางด้วยความบ้าคลั่ง
มองดูใบหน้าหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความปรารถนา เขากดลึก...เกร็งค้าง ความสุขสมพร่าพรายล้นปรี่ กระทั่งมันระเบิดออกมาอย่างท่วมท้น
ชั่วขณะที่หญิงสาวหวีดร้องด้วยความซาบซ่านสุขสม นางหยัดกายขึ้นสอดแขนกอดเขา จากนั้นซุกใบหน้ากับอกแกร่ง หลับตาลงมีรอยยิ้มที่มุมปาก
หมัวหวางก้มลงมองนางด้วยดวงตาลึกล้ำ กดเอวสอบตรึงร่างนางเอาไว้เช่นนั้น...เนิ่นนาง รับรู้ว่าแก่นกายกระตุกเร่าในกายสาวที่รีดเค้นจนเขาเปียกชุ่ม
เขา...ลืมตัวจนก้มลงจุมพิตริมฝีปากอิ่ม รู้สึกเอ็นดูนางขึ้นมาจนอยากเก็บนางไว้ให้นานอีกนิด
[1] จอมมาร, ราชาปิศาจ
หมัวหวาง 10ระหว่างที่พูดเผิงลั่วก็ยิ้มและชักกระบี่ในมือออกมา คมกระบี่เงาวับส่องประกายราวต้องการดื่มเลือด เหล่าหลิวตัวสั่นงันงกหลังค้อมลงกับพื้น“ใต้เท้าไว้...ไว้ชีวิตด้วย”อินเยวี่ยมองชายชราด้วยดวงตาว่างเปล่า ดวงตาของนางแดงก่ำ นึกถึงบิดาและมารดาที่ดีกับอีกฝ่ายมาโดยตลอด ไว้ใจกระทั่งให้ช่วยดูแลกิจการบางส่วน แบ่งรายได้ให้นอกเหนือจากเงินรายเดือนที่ได้รับอยู่แล้ว กระทั่งมอบสินสอดแต่งสะใภ้ให้กับบุตรชายของเหล่าหลิว...“เพื่อไม่ให้เขาหาทางส่งข่าวใดๆ ไปให้ซวี่อู่กักตัวเขาเอาไว้”“ตะแต่ใต้เท้าข้าน้อย...”“ไม่ต้องกังวล ข้าจะพาเจ้ากลับจวนแน่นอน หลักฐานมากมายเจ้าคงไม่เก็บไว้ไกลตัวกระมัง สามารถเรียกใช้คนของทางการได้คงมีเรื่องใช้ข่มขู่ซวี่อู่ได้กระมัง ฮูหยินของเจ้ารู้หรือไม่ ยังมีบุตรชายกับสะใภ้ ได้ยินว่านางกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด” เหลิ่งซียิ้ม“พวกเขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ใต้เท้า ข้าน้อยทำเพียงคนเดียว ฮูหยินและบุตรชายรวมไปถึงสะใภ้ของข้าน้อยไม่เกี่ยวข้อง...” เขามองเลยไปสบตากับอินเยวี่ย มองเห็นแววเกลียดชังในดวงตาที่เคยใสซื่อบริสุทธิ์ ครั้งหนึ่งนางกับพี่ชาย รวมไปถึงนายท่านและอินฮูหยินคนเหล่านั้นล้วนสม
หมัวหวาง 9หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตาเฉยชา ถึงอย่างนั้นเมื่อชายชราเงยหน้าขึ้นนางกลับเปลี่ยนสีหน้า ดวงตาแดงก่ำหลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ“ท่านพ่อบ้าน คราแรกข้ายังไม่มั่นใจ เป็นท่านจริงๆ”“ท่าน...มิใช่ถูกแขวนคอหรอกหรือขอรับ เหตุใด...เหตุใด”“ข้าจะตายได้อย่างไร ในเมื่อตระกูลอินต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเช่นนี้ ข้าจะตายไม่ได้จนกว่าคนที่ใส่ความตระกูลอินต้องชดใช้!” นางประกาศกร้าว“ตะ...แต่...นายท่าน นายท่าน...หลักฐานพวกนั้น ท่านเจ้าเมืองบอกว่า...”“นั่นคือหลักฐานเท็จ จดหมายนั่นดูคล้ายลายมือท่านพ่อ แต่ข้ามองออกว่าไม่ใช่ ตราประทับนั่นยิ่งน่าสงสัย หากเป็นจดหมายลับที่ติดต่อกับเผ่าอาหมาน เหตุใดท่านพ่อต้องโง่งมใช้ตราประทับของที่ร้านเล่า”เหล่าหลิวก้มหน้าลงแสร้งสะอื้นไห้ แต่ในใจกำลังครุ่นคิดหาทางออก เขาร่วมมือกับเจ้าเมืองปลอมจดหมายนั่นขึ้นมา ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างหลักฐานเท็จและเร่งร้อนปิดคดี ตอนนี้คนที่สมควรตายไปแล้วกลับมีชีวิต เรื่องนี้เขาไม่อาจอยู่เฉยแล้ว!!!อินเยวี่ยมองประเมินการแต่งกายของเหล่าหลิว เกรงว่าหลังตระกูลอินจบสิ้นการเป็นอยู่ของอีกฝ่ายคงดีขึ้นมาก และคงจะดีกว่าตอนที่อีกฝ่ายเป็นพ่อบ้านกระมังเหล่าหลิวมอ
หมัวหวาง 8อินเยวี่ยขมวดคิ้ว “เช่นนั้นหากตอนพบกันข้าจะอธิบายอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“บอกไปตามจริงว่าเจ้าถูกจับตัวมาแล้วส่งตัวขึ้นเขาบูชายัญ หากยิ่งบอกว่าเจ้าถูกเจ้าเมืองอะไรนั่นใส่ความจนคนทั้งตระกูลต้องตาย นั่นจะดูเป็นเรื่องจงใจเกินไป”“เพราะอะไรหรือเจ้าคะ”“คนพวกนั้นมาเพราะมีคนไปร้องเรียนทางการ”“เอ๋ เป็นผู้ใดกัน...” นางพยายามนึก“แม่สื่อคนที่พาเจ้ามาที่นี่ นางเกิดสำนึกผิดและอยากช่วยเจ้าดังนั้นจึงไปร้องเรียนที่เมืองหลวง คราแรกไม่มีใครยอมเชื่อดังนั้นนางจึงเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้บนตัวก่อนผูกคอตายที่หน้าศาลต้าหลี่”“สวรรค์!”หมัวหวางขมวดคิ้ว “เรียกหาสวรรค์ด้วยเหตุใด บิดาเป็นจอมปิศาจ” เขาถลึงตาให้นางอินเยวี่ยอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ข้าขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเพียงตกใจเท่านั้นจึงอุทานออกมา”“อยากรู้หรือไม่ว่าแม่สื่อผู้นั้นเขียนจดหมายร้องทุกข์ว่าอย่างไร”“นางเขียนอย่างไรเจ้าคะ”“นางฝันร้ายทุกวันหลังจากแอบพาเจ้าออกมาแล้วส่งตัวไปบูชายัญ วันนั้นนางแอบติดสินบนคนตอกฝาโลงไม่ให้ตอกแน่นหนา นางยังแอบใส่ผลไม้เอาไว้ให้เจ้าเพื่อประทังชีวิต หวังว่าเจ้าจะสามารถรอดชีวิตไปได้ นางยังให้เบาะแสเกี่ยวกับคดี
หมัวหวาง 7ประโยคหยอกเย้าและดวงตาเจ้าเล่ห์ทำให้สองแก้มของนางร้อนซู่ รู้ว่าตนเองต้องหน้าแดงเป็นแน่ กินไปได้สักพักหญิงสาวกลับเพิ่งตระหนักถึงบางเรื่อง นางมองเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ จากนั้นหยิบผ้าผืนหนึ่งปกปิดกายส่วนล่างของเขาด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆหมัวหวางเลิกคิ้วมองนางจากนั้นก้มลงมองตัวเอง “มนุษย์นี่ยุ่งยากเสียจริง” แต่เขาก็ไม่ได้ดึงออก“...ท่านไว้ชีวิตข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “แลกกับอะไรเล่า”นางเม้มปากเพราะทั้งตัวของนางไม่มีอะไรเลย แม้แต่เสื้อที่สวมติดตัวก็ถูกเขากระชากจนขาดวิ่น ผ้าที่ห่อกายตอนนี้ก็ล้วนเป็นของเซ่นไหว้ของเขา“เหตุใดจึงอยากมีชีวิตอยู่”“เพราะ...เพราะ...” นางนึกถึงบิดา มารดา รวมไปถึงพี่ชายทั้งสองคน “คนในตระกูลของข้าถูกผู้อื่นใส่ร้ายจนถูกแขวนคอ ข้า...”“อยากแก้แค้น?”นางส่ายหน้า “อยากล้างมลทินเจ้าค่ะ”เขานิ่งไปชั่วครู่ “หลังจากนั้นเล่า หลังจากล้างมลทินเจ้าจะทำเช่นไร คนในตระกูลก็ล้วนตายจากไปสิ้น เจ้าตัวคนเดียวจะทำเช่นไร”นางกะพริบตามองเขาราวกับนึกไม่ถึง“ข้ามีข้อเสนอ” เขาใช้ปลายนิ้วเชยคางของหญิงสาวขึ้น “หากมอบชีวิตและวิญญาณของเจ้าให้ข้า ข้าจะช่วยให้เจ้าได้ล้างมลทิน
หมัวหวาง 6ทุกอย่างพร่าพรายจนสองร่างสั่นระริก มันเสียวซ่านวาบหวามจนทั้งเขาและนางหลั่งรินออกมาพร้อมๆ กันอย่างท่วมท้นก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่มายังเหลียงซานเพื่อจำศีล เขามักพบว่ามนุษย์พวกนี้จะนำของเซ่นไหว้มาให้ นอกจากนั้นยังมีหญิงสาวพรหมจรรย์ที่เลือดในกายหวานล้ำไปทั้งตัวนึกถึงมนุษย์โง่งมแล้วเขาก็ได้แต่ลอบหัวเราะอย่างเยาะหยัน อะไรๆ ก็เอาแต่ฝากความหวังไว้ที่สิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็น กระทั่งไม่รู้แน่ชัดว่ามีหรือไม่มีอยู่จริง ทั้งที่สิ่งที่พิสูจน์ได้อยู่ตรงหน้า กลับเลือกที่จะเชื่อในเรื่องงมงายจนถึงกับเห็นชีวิตสตรีที่ถูกนำขึ้นมาบูชายัญเป็นสิ่งไร้ค่าขึ้นชื่อว่าธรรมชาติหากรักษาเอาไว้ไม่ตัดไม้ทำลายป่าหรือแผ้วถาง รักษาแนวป่าให้ยังคงเขียวชอุ่ม แน่นอนฝนฟ้าย่อมตกต้องตามฤดูกาล อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำป่า เพราะมีต้นไม้อุ้มน้ำและมีรากไม้ยึดแนวดินไม่ให้พังทลายเมื่อมีฝนย่อมต้องมีพืชพรรณ มีพืชพรรณย่อมต้องมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดวงจรของสิ่งมีชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ย่อมต้องเกิดถึงอย่างนั้นมนุษย์เหล่านี้ก็คงงมงายเชื่อว่าเหลียงซานมีเจ้าป่าเจ้าเขาดูแลก็...อาจจะจริง เขานี่อย่างไร
หมัวหวาง 5อินเยวี่ยลืมตาขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย ร่างทั้งร่างของนางรวดร้าวราวกับถูกรถม้าวิ่งทับ กายสาวยังคงเจ็บแสบราวกับถูกกรีดแยก ทั่วร่างยังคงหลงเหลือทุกสัมผัสของคนที่นางยังคงนอนคร่อมทาบทับครั้งแรกที่ถูกเขากลืนกินนางจำได้ว่าหมดสติไป ถึงอย่างนั้นนางกลับจดจำความฝันทั้งหมดได้ชัดเจน ความฝันวาบหวามที่ถูกเขาเคี่ยวกรำภายในโลงศพคับแคบ นางกับเขาผลัดกันรุกและผลัดกันควบขับปลุกเร้ากันและกัน กระทั่งจดจำไม่ได้ว่าสุขสมไปกี่รอบแสงแดดเช้าวันใหม่สาดส่องจากด้านนอก ถึงอย่างนั้นภายในช่องหินกลับยังคงมืดมิดอยู่บ้าง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หญิงสาวมองเห็นภายในโลงศพหญิงสาวนอนตัวแข็งทื่อเมื่อบุปผางามถูกบางอย่างลูบไล้ นางกางขาคร่อมร่างใหญ่อยู่ ดังนั้นจึงง่ายต่อการถูกรุกล้ำมาก ทว่าตอนนี้เพิ่งตระหนักว่ากายเปลือยเปล่าของเขา ไม่ได้เย็นเยียบเช่นคราแรกที่สัมผัส“ตื่นแล้ว?” เขาถามนางและเลื่อนฝ่ามือขึ้นลูบไล้แผ่นหลังนวลเนียน นางสะดุ้งเฮือกพร้อมกับพยายามดันตัวขึ้นเล็กน้อย เอวอ่อนขยับออกห่างแก่นกายที่ตนแนบชิด แต่ขยับหนีได้ไม่ไกลเพราะความคับแคบเมื่อเงยหน้าขึ้นกลับสบตากับดวงตาคมดุ ใบหน้าหล่อเหลากำลังจ้องมองมายังนาง คิ้วเข







