Masukหลี่กงกงเห็นนายตนเสียกิริยาก็รีบกระแอมกระไอ ลดเสียงเป็นกระซิบให้ผู้เป็นนายได้ยินสองคน
“อะแฮ่ม! ขออภัยที่กระหม่อมต้องเสียมารยาท สายพระเนตรของพระองค์ชัดเจนเกินไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
“หลี่กงกง เจ้าชักจะรู้มากเกินไปแล้ว”
สองนายบ่าวกระซิบกระซาบกันจบ ก็เป็นเวลาเดียวกับที่คนบนเตียงมีความเคลื่อนไหว
ไป๋เหลียนฮวากะพริบตาเชื่องช้า หัวสมองพลันระลึกได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดสิ่งใดขึ้น ร่างบางพลันหยัดกายขึ้นนั่งแต่ถูกหมอหลวงห้ามไว้ ถามไถ่อาการอีกเล็กน้อยจ้าวหลงเหว่ยก็สั่งให้ข้ารับใช้ทุกคนออกไป เหลือเพียงตนเอง หลี่กงกง เจ้าเมืองไป๋ และม่อหลันฮวา
“ท่านแม่ ท่านลุง”
“เจ้ามิเป็นอันใดใช่หรือไม่ แม่บอกหลายครั้งแล้วว่าอย่าพายเรือไปกลางสระบัวตามลำพัง คราวหน้าถ้ายังมีเรื่องเช่นนี้อีก แม่จะลงโทษสาวใช้ของเจ้า”
ม่อหลันฮวาตีสีหน้าดุดัน ทว่าน้ำเสียงยังคงอ่อนโยน แต่คนบนเตียงรู้แล้วว่ามารดากำลังคาดโทษนาง
“เรื่องนี้เหลียนเอ๋อร์ผิดเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่นเจ้าค่ะ ต่อไปเหลียนเอ๋อร์จะระวัง ไม่ทำให้ท่านแม่เป็นห่วงอีก”
จ้าวหลงเหว่ยมองท่าทีโอนอ่อนผ่อนตาม ขัดกับท่าทางยามดวงตากลมขยิบส่งสัญญาณให้ท่านลุงของนางไม่หยุด เขานึกขบขันอยู่ในใจจนเผลอหลุดเสียงหัวเราะออกมา นั่นเป็นการเรียกความสนใจจากทุกคนในห้องได้เป็นอย่างดี
ไป๋เหลียนฮวาเบิกตาโตจ้องตรงไปทางบุรุษแปลกหน้า ก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่ป้ายห้อยเอวสลักลวดลายมังกร ในมุมหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น ริมฝีปากสวยยกยิ้มสมใจออกมาครู่หนึ่ง ไม่ผิดแน่ นี่แหละโอรสสวรรค์!
“เหลียนเอ๋อร์ขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชี... อ๊ะ!”
ร่างเล็กรีบร้อนลุกจากเตียง หมายจะคารวะผู้มีพระคุณ แต่ดูเหมือนว่านางจะลุกเร็วเกินไป ร่างกายที่เพิ่งฟื้นคืนสติจึงซวนเซไปด้านหน้า
จ้าวหลงเหว่ยมองนางอยู่ก่อนแล้ว กายหนาถลาเข้าไปรับตัวนางเข้าสู่อ้อมกอดได้ทันท่วงที ท่ามกลางแววตาตกตะลึงของม่อหลันฮวาและไป๋จงซาน
ไป๋เหลียนฮวาหลับตารออยู่นาน กลับสัมผัสได้แต่ความแข็งแกร่งเจือความอบอุ่น พลันดวงตากลมลืมขึ้นทันทีอย่างตกใจ เป็นเวลาเดียวกับที่ชายหนุ่มก้มลงมามองนางพอดี
ราวกับสรรพสิ่งรอบกายหยุดนิ่ง ดวงตาสองคู่สบประสานเนิ่นนานไร้วาจา ตาคมดุจเหยี่ยวทอประกายลึกล้ำมัวหม่น จ้องมองนัยน์ตากลมใสที่สั่นไหวราวลูกกวางน้อยกำลังตื่นกลัว กอปรกับเรือนร่างอุ่นนุ่มกรุ่นกลิ่นหอม ส่งผลให้ส่วนลึกภายในใจร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างประหลาด
“เหลียน...เหลียนเอ๋อร์เสียมารยาทแล้ว”
คนตัวเล็กเอ่ยติด ๆ ขัด ๆ ดวงหน้าหวานแดงซ่านลามไล้ไปถึงใบหู เป็นฝ่ายก้มหน้างุดหลบสายตาร้อนแรงเขาไปก่อน แม้ในใจชายหนุ่มจะนึกเสียดายที่ต้องปล่อยร่างนุ่มนิ่มนี้ไป แต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายยกมือน้อยดันแผ่นอกของเขาออก
“เจ้ามิเป็นอันใดก็ดีแล้ว นั่งลงเถอะ อย่ามากมารยาทเลย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางค่อย ๆ นั่งลงไปบนเตียงตามแรงประคองของเขาอย่างว่าง่าย
มือใหญ่อ้อยอิ่งบนท่อนแขนกลมกลึงลื่นมืออยู่เป็นนาน ครั้นนางเอนกายลงไปแล้วเขาถึงได้ละมือออกมาด้วยใจที่ไม่ยินยอม
“พี่เขย ท่านผู้นี้ก็คือ...”
“ท่านผู้นี้...”
“ข้าเป็นขุนนางตรวจการ พวกเจ้าเรียกข้าว่าไต้เท้าจ้าวก็ได้”
จ้าวหลงเหว่ยเอ่ยขัดเจ้าเมืองไป๋ที่กำลังจะเปิดเผยฐานะแท้จริงของตนออกไป ไม่ทราบเพราะเหตุใด แต่หากสาวน้อยบนเตียงได้รู้ความจริง ก็เกรงว่าอีกฝ่ายจะหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้ตนอีก นั่นเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้น
“ไต้เท้าจ้าว ต้องขอบคุณท่านอีกครั้งที่ช่วยชีวิตเหลียนเอ๋อร์เอาไว้ หากไม่ได้ท่าน เหลียนเอ๋อร์คงมิได้มาอยู่ตรงนี้”
น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นอย่างซาบซึ้ง ใบหน้ายังคงแฝงอารมณ์เขินอาย แต่ดวงตาหวานใสกลับเจิดจ้ามีแววเทิดทูนบูชาอย่างปิดไม่มิด
พลันในใจคนฟังรู้สึกพองฟูอย่างประหลาด ที่แท้ความรู้สึกของวีรบุรุษช่วยสาวงามก็เป็นเช่นนี้
“ไต้เท้า ตัวท่านเองก็อยู่ในสระมานาน ผู้น้อยว่าไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”
หลี่กงกงทนมองผู้เป็นนายกลายเป็นบุรุษแรกรักมิได้อีกต่อไป กอปรกับวรกายโอรสสวรรค์นั้นสำคัญยิ่งจึงต้องเอ่ยตักเตือน
“ตายจริง ท่านแม่ ที่ห้องยังมีเสื้อผ้าของท่านพ่ออยู่ ลูกว่าให้หลิงเอ๋อร์ไปนำมาให้ไต้เท้าจ้าวเถอะเจ้าค่ะ”
“ได้ ๆ ดูสิ แม่ก็ลืมไปเลย ไม่ต้องให้หลิงเอ๋อร์ไปหรอก แม่ไปเอาเองจะดีกว่า ไต้เท้าโปรดรอสักครู่ ผู้น้อยจะไปนำมาให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
คล้อยหลังม่อหลันฮวา จ้าวหลงเหว่ยก็ผินใบหน้าหล่อเหลากลับไปพินิจหญิงงามบนเตียงอีกครั้ง
เส้นผมดำขลับถูกปล่อยสยายดุจม่านน้ำตกไล้รอบกรอบหน้าหวานที่ดูจะมีสีเลือดขึ้นมาแล้ว ไหล่มนกลมกลึงที่แอบสัมผัสก็ให้ความรู้สึกดียิ่ง ลำคอยาวระหงตรงราวลำไผ่นวลเนียนกรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ ซึ่งเขายังจำได้ดี เนินอกขาวอวบที่หายลับเข้าไปในสาบเสื้อนั่นอีก....ช่างนุ่มหยุ่นใหญ่โตเกินสตรีใด
ลูกกระเดือกชายหนุ่มเผลอขยับขึ้นลง รู้สึกลำคอแห้งผากประหนึ่งขาดน้ำมาแรมปี
เหมือนหญิงสาวจะรับรู้ได้ถึงสายตาอันร้อนแรงของใครอีกคน ใบหน้าหวานแม้จะก้มงุด แต่ทว่าใบหูเล็กกลับขึ้นสีแดงก่ำน่ากลัวว่าจะหยดเลือดออกมาได้
“เอ่อ...เห็นทีว่าหากไต้เท้าเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อย คงจะต้องเดินทางกลับจวนผู้น้อยโดยไว มิเช่นนั้นอาจถึงจวนค่ำมืดเอาได้นะขอรับ”
“หืม...ท่านว่าอะไรนะ”
ชายหนุ่มที่มัวแต่จดจ้องเรือนร่างน่ามองบนเตียง หันมาถามไป๋จงซานด้วยน้ำเสียงงุนงงดวงตาฉายชัดถึงความไม่เข้าใจ
“ไต้เท้าไป๋กล่าวว่าให้ไต้เท้ารีบกลับจวนโดยไวก่อนฟ้าจะมืดขอรับ” หลี่กงกงกล่าวอธิบายอีกครั้ง
“ผู้ใดจะกลับจวนท่านกัน “
“เอ่อ...ผู้น้อยโง่เขลา หากไม่กลับจวนแล้วไต้เท้าจะพักที่ใดเล่าขอรับ”
จ้าวหลงเหว่ยส่งสายตาดูแคลนไปให้เจ้าเมืองไป๋ เป็นเชิงว่า ท่านนี่ช่างโง่งม ก่อนจะเอ่ยวาจาที่ทำเอาคนฟังตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
“เราจะพักที่นี่”
เห็นได้ว่าเถียนเถาฮวาก็ตระหนักถึงเหตุผลนี้เช่นกัน นางพลันกระแอมกระไอเล็กน้อย รีบเปลี่ยนคำพูดทันที“ข้าไม่เคยรักษาบุรุษที่มีอาการเช่นนี้มาก่อน...แต่ก็ใช่ว่าจะไร้หนทางไปเสียทีเดียว”“จริงหรือ! ข้ารับรองว่าหากเจ้ารักษาจนฝ่าบาทมีทายาทในเร็ววัน ฝ่าบาทและพี่ชายผู้นี้จะต้องตกรางวัลให้เจ้าอย่างงาม” จางจื่อรุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี แม้จะยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างไรเขาก็มีความหวังมิใช่หรือ “ได้รางวัลหรือไม่ข้าล้วนไม่ใส่ใจ ขอเพียงช่วยท่านให้หลุดพ้นจากคำครหาได้ เพียงเท่านี้ข้าก็ยินดีแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ใบหน้างดงามอ่อนหวานประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทำให้ร่างสูงรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ คล้ายหัวใจจะเต้นผิดจังหวะอีกด้วย“ขอบใจเจ้ามากเถาเถา” “ระหว่างเราไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำนี้เจ้าค่ะ ข้าขอเวลาศึกษาตัวยาปรุงกำยานสักระยะ อ้อ อีกอย่างข้ามีเรื่องสำคัญต้องรบกวนท่านให้ช่วยจัดการสักหน่อย” “มีสิ่งใดอย่าได้เกรงใจ เจ้ากล่าวมาได้เลย” “ท่านมีตำแหน่งสูงถึงเพียงนี้ คงจะหาบุรษหล่อเหลาไว้ใจได้สักผู้หนึ่งให้ข้าได้กระมัง”สิ้นคำของหญิงสาว จางจื่อรุ่ยพลันมุมปากกระตุก นี่นางอยา
จางจื่อรุ่ยมองตามคนตัวเล็กที่เดินนำเข้าไปด้านใน ก่อนจะหันกลับไปสั่งควาคนขับรถม้าและคนสนิทอีกหลายประโยค จึงหมุนกายสาวเท้าตามหญิงสาวเข้าไป เรือนหลังนี้มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่หากมองจากภายนอกล้วนไม่มีสิ่งใดสะดุดตา แต่เมื่อได้เหยียบย่างเข้ามายังเรือนด้านใน ชายหนุ่มก็ต้องตกใจกับภาพทิวทัศน์เบื้องหน้า ต้นท้อที่เรียงรายสองฝั่งริมทางเดินผลิดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมละมุน ยามลมราตรีพัดมาแผ่วเบาก็พาเอากลีบดอกสีชมพูอ่อนปลิดปลิวร่วงหล่น กอปรกับร่างอรชรของหญิงงามที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ยิ่งมองหัวใจของชายหนุ่มยิ่งสั่นไหว… “เชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะ เรือนของข้าอาจจะคับแคบไปเสียหน่อย โปรดอย่าได้ถือสา นี่น้ำชากับของว่างเจ้าค่ะ” “ขอบใจมาก ทุกอย่างล้วนดียิ่ง” ดวงตาคมกวาดไปรอบกายอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวธุระของตนทันที “ไม่ขอปิดบังเจ้าก็แล้วกัน ที่เข้ามาวันนี้เป็นเพราะสืบทราบมาว่าเครื่องหอมร้านเจ้าสามารถทำให้สตรีตั้งครรภ์ได้ หลายวันมานี้คิดว่าเจ้าคงได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับข้าไม่มากก็น้อยกระมัง” ชายหนุ่มเอ่ยพร้มมกับจ้องมองใบหน้างดงามของอดีตน้องสาวข้างบ้านไปพลาง เถียนเถาฮวาเห็นเขา
สิ้นคำเรียกขานที่ดูจะสนิทสนมของเถียนเถาฮวา จางจื่อรุ่ยที่คิดจะกล่าวคำทักทายเป็นอันต้องหยุดชะงักคำพูดติดอยู่ในลำคอ เขาพินิจหญิงงามเบื้องหน้าด้วยแววตาไม่เข้าใจ หากจำไม่ผิดตนไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับสตรีนอกเรือนมาก่อน การที่นางรู้จักชื่อของเขานั้นมิผิด แต่ทว่าการเรียกขานพี่ชายเช่นนี้ก็ดูจะสนิทสนมเกินไปหรือไม่… ราชครูหนุ่มตั้งใจจ้องมองนางอีกครั้ง ดวงหน้างดงามสะคราญโฉมเช่นนี้ หากได้ยลเพียงหนึ่งคราย่อมมิอาจลืมเลือน ดวงตากลมโตฉายประกายยินดีนั่นก็คล้ายจะคุ้นเคยขึ้นมาบ้างแล้ว ฉับพลันนั้นในสมองพลันมีภาพเด็กสาวผู้หนึ่งวาบผ่าน ดวงตาคมเหลือบมองป้ายชื่อร้านเหนือบานประตูในที่สุดก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก “เจ้า…เถาเถาหรือ” “เจ้าค่ะ ข้าเอง หลายปีมานี้ท่านสบายดีหรือไม่เจ้าคะ” จางจื่อรุ่ยไม่อยากจะเชื่อสายตา เด็กสาวในวันวานยามนี้กลายเป็นโฉมสะคราญไปเสียแล้ว เถียนเถาฮวาในความทรงจำของเขานั้นผอมแห้ง สูงยังไม่ถึงเอวเขา ตามติดแจราวกับหางน้อย ๆ จางจื่อรุ่ยยังจำได้ดียามที่เขาเดินทางเข้าเมืองหลวง สาวน้อยผมแกละผู้นั้นยังร้องห่มร้องไห้จะตามมาให้ได้อยู่เลย “พี่ชายสบายดี ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้า
“คุณหนู แต่นั่นคือราชครูจางนะเจ้าคะ เราทำเช่นนี้จะดีแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ” ลี่ชุนที่เห็นผู้เป็นนายยังคงนิ่งเฉยก็ร้อนใจแทนหญิงสาวอดจะกล่าวเตือนขึ้นมาไม่ได้ เถียนเถาฮวาเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มปลอบโยนส่งไปให้“วางใจเถอะ หากเขาอยากพบข้าจริง ๆ ย่อมต้องมีวิธีการ ไปเรียกลูกค้าคนต่อไปเข้ามาได้แล้ว” ภายนอกเถียนเถาฮวาทำเป็นไม่สนใจได้ ใครเลยจะรู้ว่ายามนี้ในใจของนางลิงโลดเพียงใด ในที่สุดเขาก็มาเสียที ทว่าหากนางให้เขาพบง่ายดายเช่นนั้น สิ่งที่ทำมาตั้งแต่ต้นก็สูญเปล่าน่ะสิ…เวลาผ่านไปราวสามชั่วยาม ร่างบางในอาภรณ์สีชมพูดอกท้อจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยอาการเมื่อยล้า นางทอดสายตามองออกไปด้านนอกก็เห็นว่าผืนนภาถูกอาบย้อมไปด้วยสีหมึกเสียแล้ว“คุณหนู ให้ลงกลอนห้องปรุงกำยานเลยหรือไม่เจ้าคะ” “เอานี่ไปเก็บให้ข้าด้วยก็แล้วกัน ถ้าเสร็จแล้วเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ” เถียนเถาฮวายื่นกล่องไม้น่านมู่ที่ด้านในเต็มไปด้วยกำยานหลากหลายตำรับไปให้ลี่ชุน เด็กสาวรับไปถือไว้อย่างเคยชินก่อนจะกล่าวคุกับณหนูของตนอีกว่า“บ่าวไปดูบัญชีรายชื่อของวันนี้แล้ว ไม่มีคนของจวนราชครูลงชื่อจองไว้เจ้าค่ะ” “เช่นนั้นหรือ…” เถียนถานฮวาชะงัก
“มีข่าวอันใด เจ้าพูดมาให้กระจ่าง” ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมลงถนัดตาเมื่อเห็นคนข้างกายเสียกิริยา ทว่าตงจื้อกลับไม่รอช้ารีบกล่าวออกมาในคราวเดียว “คนเฝ้าประตูจวนสืบข่าวจากชาวบ้านระแวกนี้ได้ความมาว่า ที่ตรอกซานฮวามีร้านเครื่องหอมมาเปิดใหม่ แต่เครื่องหอมภายในร้าน หาใช่เครื่องหอมธรรมดาขอรับ” “มิใช่เครื่องหอมธรรมดา เจ้าหมายถึง…เครื่องหอมนั้นทำให้คนมีบุตรหรือ!” ดวงตาคมดุจเหยี่ยวมีประกายความหวังพาดผ่านก่อนจะเลือนหายไปในเวลาต่อมา ขนาดหมอหลวงยังไม่สามารถรักษาอาการประหลาดของฮ่องเต้ได้ เขาอย่าเพิ่งตั้งความหวังไว้สูงจะดีกว่า “เป็นเครื่องหอมที่ทำให้มีบุตรจริง ๆ ขอรับ แต่เป็นกำยานสำหรับสตรี บ่าวไม่แน่ใจว่าจะมีกำยานรักษาโรคของบุรุษหรือไม่” “สืบมาแน่ชัดแล้วใช่หรือไม่ มิใช่พวกนักต้มตุ๋นกระมัง” จางจื่อรุ่ยถามเพื่อความมั่นใจหากแต่ร่างกายไวกว่าความคิด เขาพูดพลางเดินนำคนข้างกายไปทางรถม้าหน้าประตูจวนทันที ใช่นักต้มตุ๋นหรือไม่ไปเยือนสักครั้งก็กระจ่างแล้วไม่ใช่หรือ “ไปตรอกซานฮวา” “ขอรับนายท่าน” สารถีขับรถม้าควบทะยานไปทางที่ผู้เป็นนายบอกอย่างรวดรเร็ว ยิ่งใกล้ถึงตรอกซานฮวามากเท่าใด การสัญจรก็ยิ
ตลอดการประชุมเช้าในราชสำนัก เจ้าของตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ ไม่เอ่ยวาจาใดแม้เพียงครึ่งคำ ใบหน้าหล่อเหลาฉายประกายเย็นชา ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายไม่น่าเข้าใกล้ แม้ขุนนางที่เคยมีไมตรีต่อกันยังไม่กล้ากล่าวทักทายภูเขาน้ำแข็งลูกนี้ ครั้นการประชุมเช้าจบลงชายหนุ่มก็ออกจากพระราชวังตรงกลับจวนของตนเองทันที“นายท่าน น้ำชากับของว่างเจ้าค่ะ” “อืม” เสียงทุ้มขานรับคำ ทว่าสายตาไม่ได้ละไปจากหนังสือราชการเบื้องหน้า มือหนาพลิกหน้ากระดาษไปสองสามที หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อรับรู้ได้ว่าในห้องตำราของตนยังมีคนอยู่“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก” “บ่าวเห็นว่านายท่านขยับไหล่อยู่หลายครา ให้บ่าวนวดให้ดีหรือไม่เจ้าคะ” ร่างอวบอัดตอบด้วยน้ำเสียงหยดย้อยพลางขยับกายบิดสะโพกเข้ามาใกล้เสียจนได้กลิ่นเครื่องหอมฉุนจมูก จางจื่อรุ่ยสำรวจการแต่งกายของสาวใช้ผู้นี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้านางจัดว่างามอยู่หลายส่วน แต่ที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นก้อนเนื้ออวบอิ่มที่ถูกสายรัดอกขับเน้นให้นูนเด่น ชายหนุ่มใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านี่คือสาวใช้อุ่นเตียงที่ไต้เท้าผู้หนึ่งมอบให้ เขาเคยใช้งานไปเพียงคร







