Masuk“ตกลงจะใช้หนี้ฉันได้หรือยัง”
ทันทีที่เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทุกสายตาในห้องต่างหันขวับไปยังร่างสูงที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน บรรยากาศที่เคยโกลาหลเมื่อครู่กลับกลายเป็นเงียบสงัดจนแม้แต่เสียงลมหายใจก็แทบจะดังเกินไป
“คะ…คุณภพ” น้าดาวกับพ่อของรินหน้าถอดสีร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยความตกใจ เสียงของน้าดาวแผ่วสั่นจนแทบไม่เป็นคำความหวาดหวั่นชัดเจนสะท้อนอยู่ในดวงตาที่หลบเลี่ยง
วิทยาเองก็ค่อย ๆ ปรับสีหน้าจากตื่นตระหนกเป็นรอยยิ้มประจบประแจง เขาก้าวเข้าไปพนมมือไหว้ชายหนุ่มตรงหน้าแม้อีกฝ่ายอายุน้อยกว่า แต่รอยยิ้มที่ฝืนแสดงออกมากลับไม่อาจกลบแววตาที่แฝงด้วยความกังวลได้
“คุณภพ…สวัสดีครับไม่คิดเลยว่าจะเดินทางมาวันนี้”
ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าหนี้ไม่ตอบรับคำทักทายนั้น ดวงตาคมจ้องตรงไปข้างหน้าด้วยแววเย็นชา สายตาที่มองเหมือนกำลังอ่านใจคนในบ้านนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ไหนล่ะ…จะส่งใครมาขัดดอก” เสียงของภพเรียบง่ายแต่กลับกดดันจนคนฟังตัวสั่น
รินที่ยืนอยู่ด้านหลังมองเพียงเสี้ยวเดียวก็รีบก้มหน้าหลบ สายตาเย็นคู่นั้นทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก เธอค่อย ๆ ถอยหลังซ่อนตัวอยู่ด้านหลังพ่อและน้าดาวหวังเพียงว่าตัวเองจะเล็กพอจนไม่มีใครสังเกตเห็น
“คือ…คือน้ำหวานยังไม่อยู่ค่ะ” น้าดาวรีบตอบแถมยังพยายามฉีกยิ้มหวานแต่รอยยิ้มนั้นกลับสั่นระริกไม่มั่นคง
“หนีไปกับผู้ชายหรือไง ถึงไม่อยู่” ภพยกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาทุกคนในบ้านหน้าชาวาบ
ความเงียบโถงใหญ่ถาโถมลงมาอีกครั้งหนักหน่วงกว่าก่อนหน้านี้ วิทยาเม้มปากแน่นแววตาหลุกหลิกในที่สุดก็เป็นเขาที่ฝืนยกมือไหว้อีกครั้งพร้อมกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่
“แต่เรายังมีลูกสาวอีกคนนะครับ…” รินเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตากลมเบิกกว้างจ้องไปยังพ่อของตัวเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและเจ็บปวดปนกัน เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าพูดแบบนั้นออกมา
ภพเหลือบสายตาตามไปยังร่างเล็กที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นหญิงสาวที่แต่งตัวเรียบง่าย ใบหน้าซีดเซียวดวงตากลั้นน้ำตา เขากระตุกยิ้มบางที่มุมปากแต่ในดวงตากลับเย็นชาไร้ความรู้สึก
“ลูกสาว…หรือคนใช้กันแน่ทำไมถึงดูสกปรกแบบนั้น” คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าเธอแรง ๆ รินเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา เธอก้มหน้าไม่กล้ามองสบตาชายหนุ่มผู้นี้แม้เพียงเสี้ยววินาที
“ลูกสาวครับ…ลูกติดภรรยาเก่า” วิทยารีบอธิบายเสียงอ่อนลงเหมือนกำลังอ้อนวอน
ภพเอนกายลงบนโซฟาท่าทางผ่อนคลายผิดกับสายตาที่กดดันทุกคนในห้อง เขายกขาขึ้นไขว้ห้างแผ่นหลังเอนพิงพนักราวกับนั่งอยู่ในสถานที่ของตัวเองก่อนจะเหยียดมือออกมาตรงหน้า
“มานี่สิ…มานั่งใกล้ ๆ ฉันหน่อย” รินชะงักกึกยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ยอมก้าวแม้เพียงก้าวเดียว เสียงหัวเราะในลำคอของภพดังแผ่ว ๆ แต่กลับน่ากลัวจนร่างบางขนลุก
แล้วสิ่งที่เธอได้รับก็คือฝ่ามือแรง ๆ ของน้าดาวที่ผลักกลางหลัง ร่างเล็กเซถลาไปข้างหน้าก่อนจะล้มลงนั่งตรงพื้นใกล้เท้าของเขา ดวงตาร้อนผ่าว น้ำตาร่วงเงียบ ๆ โดยไม่อาจห้ามได้
“เอาไปล้างน้ำหน่อยก็ดูดีขึ้น” เสียงภพเปล่งออกมาอย่างเย็นชาทุกคำพูดเสียดแทงจนหัวใจรินแทบแตกสลาย เธออยากลุกขึ้นอยากหนีไปให้ไกลแต่ขากลับหนักราวกับมีโซ่ล่ามไว้
“อีกสองอาทิตย์…ฉันจะส่งคนมารับ” ภพหันหน้าพูดกับวิทยาและน้าดาวด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงแรงกดดันที่ทำเอาทั้งคู่แทบหายใจไม่ทั่วท้อง
จากนั้นเขาก็ก้มสายตามองหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้า แววตาคมกริบเต็มไปด้วยความดูแคลน
“หวังว่า…เธอคงไม่หนีเหมือนน้องสาวเธอหรอกนะ”
“ไม่อย่างนั้น…พ่อกับแม่เลี้ยงของเธอคงเหลือแค่ชื่อ” บรรยากาศเย็นยะเยือกปกคลุมทั้งห้องอีกครั้ง
ภายในรถหรูที่วิ่งไปบนถนนอย่างเงียบงันมีเพียงเสียงล้อบดกับพื้นถนนที่ดังแผ่วเบา ภพเอนตัวพิงเบาะหนังด้านหลังมือยกขึ้นดีดปลายนิ้วเบา ๆ ตามจังหวะความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัว ดวงตาคมมองทอดออกไปยังเส้นทางข้างหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ไปสืบเรื่องของลูกสาวคนโตของวิทยามาให้ฉันที”
คำสั่งที่ออกจากริมฝีปากทรงอำนาจทำให้บรรยากาศภายในรถที่เงียบอยู่แล้วกลับกดดันมากขึ้นไปอีก ใบหน้าของหญิงสาวในบ้านนั้นผุดขึ้นมาในหัวเขา หญิงสาวที่แอบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเหมือนอยากหายไปจากสายตาของทุกคน
“หึ…เธอคงไม่ต่างจากครอบครัวของเธอหรอก” ภพหัวเราะในลำคอเบา ๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียด แววตาเย็นชาดูถูกอย่างโจ่งแจ้ง
“หน้าเงินเหมือนกันหมด” แสงไฟจากถนนสะท้อนเข้ามาในดวงตาคมทำให้รอยยิ้มนั้นยิ่งน่ากลัวกว่าที่เป็น
ในเวลาเดียวกันร่างบางอย่างรินญานั่งนิ่งอยู่ในห้องเล็ก ๆ ของบ้านมือกำแน่นอยู่บนตักจนเล็บจิกเข้าผิว ความเงียบรอบกายไม่ได้ช่วยให้ใจสงบลง เพราะเสียงทะเลาะกันของพ่อและแม่เลี้ยงยังดังลอดเข้ามาไม่ขาดสาย
“เห็นไหมว่าลูกสาวของคุณมันดีใจจะตายที่ได้แต่งงานกับคุณภพ!” เสียงน้าดาวแหลมสูงเต็มไปด้วยความประชดประชัน
รินญาหลับตาแน่นความเจ็บปวดอัดแน่นอยู่ในอกจนแทบหายใจไม่ออก เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกอย่างถึงต้องกลายมาเป็นแบบนี้ คนที่ควรรับผิดชอบคือพี่สาวแท้ ๆ ของเธอแต่กลับทิ้งทุกอย่างหนีไปอย่างไม่เหลียวแล แล้วปล่อยให้เธอต้องเผชิญหน้ากับฝันร้ายนี้แทน
“น้าคิดว่าฉันอยากแต่งนักหรือไง…” ดวงตาแดงก่ำค่อย ๆ ลืมขึ้นมา ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนที่เสียงของเธอจะดังขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงนั้นสั่นพร่าแต่แฝงด้วยความโกรธกดดันที่กักเก็บไว้มานาน
เพียงพริบตาเดียวฝ่ามือแข็งแรงของน้าดาวก็ตวัดใส่แก้มของรินอย่างแรง เสียงตบดังสะท้อนก้องในห้องเล็ก ๆ แก้มขาวซีดของรินสะบัดหันไปตามแรงตบรอยแดงฉาดปรากฏขึ้นทันที
“อย่ามาทำหน้าโกรธใส่ฉันนะ…ไอ้เด็กนรก!” น้าดาวตะคอกใส่ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
รินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาแดงก่ำเปี่ยมด้วยน้ำตาแต่ไม่ใช่เพียงความเจ็บปวดอีกต่อไป มันมีความโกรธและความน้อยเนื้อต่ำใจผสมอยู่ในนั้น
“ถ้าฉันเป็นเด็กนรก…งั้นพวกคุณก็คงเป็นพวกนรกส่งมาเกิดเหมือนกัน!”
“เพราะนั่งกินนอนกินบนสมบัติของแม่เด็กนรกอย่างฉันไง!” เสียงตะโกนที่ดังลั่นทำให้อากาศรอบกายเหมือนสั่น สะเทือน น้าดาวหน้าถอดสีชั่วขณะก่อนที่โกรธจัดจะยิ่งทวีขึ้นไปอีก
“แก…!!”
ทว่าก่อนที่เธอจะพุ่งเข้ามาอีกครั้งวิทยาก็รีบเข้ามาขวางกลางระหว่างทั้งสอง มือจับแขนภรรยาแน่นดวงตาวูบไหวไม่ได้เพราะห่วงลูกสาว แต่เพราะความกลัวว่าจะไม่มีใครเหลือให้ใช้หนี้แทน
“พอเถอะดาวใจเย็นหน่อย…ริน ไปพักผ่อนเถอะลูก” คำพูดที่เหมือนจะปลอบโยนแต่เมื่อมองลึกเข้าไปในแววตาของพ่อ เธอก็รู้ดีว่ามันไม่ได้มีความห่วงใยแม้แต่น้อย มันมีเพียงความหวาดกลัวที่จะเสียผลประโยชน์
ริมฝีปากของรินญาสั่นระริกน้ำตาเอ่อคลอขอบตา แต่เธอก็ไม่พูดอะไรอีก ร่างเล็กค่อย ๆ หันหลังเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้า ๆ ปล่อยให้เสียงด่าทอของน้าดาวดังไล่หลังมา
ทันทีที่เข้ามาในห้องรินก็ปิดประตูลงแรงพอสมควร ร่างบางทรุดตัวลงพิงประตู น้ำตาที่กลั้นไว้มาตลอดก็ไหลพรากลงมาไม่หยุดมือบางยกขึ้นกุมอกตัวเองที่เจ็บปวดจนแทบขาดใจ
“อึก…แม่คะ” เสียงเรียกเบา ๆ หลุดออกมาพร้อมสะอื้นไห้ ในความมืดมิดที่โอบล้อม หญิงสาวรู้เพียงอย่างเดียวเธอไม่มีใครเหลือแล้วจริง ๆ
ใบหน้าของรินเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำตาแก้มแดงก่ำเพราะสะอื้นจนหายใจติดขัด หญิงสาวกอดเข่าแน่นซบหน้าลงไปกับหัวเข่าของตนเองเหมือนอยากซ่อนตัวจากโลกทั้งใบ เสียงสะอื้นที่กลั้นไม่อยู่ดังสั่นเครือแผ่วเบาออกมาจากลำคอ
“รินไม่อยากอยู่แล้ว...แม่คะ” เสียงพึมพำแตกพร่าพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด
เธออยากจะหนีอยากหายไปให้ไกลแต่คำขู่ของชายคนนั้นยังคงก้องในหัวทุกคืน หากเธอคิดหนีไปใครจะต้องตายแทนเธอไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นเหยื่อเพราะความดื้อรั้นของตนเอง
ทำไมทุกอย่างถึงมาตกอยู่ที่เธอทำไมทุกปัญหาถึงต้องแบกไว้คนเดียว ทั้งที่ตอนแม่เสียพวกเขายังพอมีชีวิตที่สุขสบายใช้เงินกันเป็นว่าเล่น ต่างกับเธอที่พยายามทำงานพิเศษหารายได้เล็กน้อยมาซื้อข้าวกินเองบางมื้อก็ไม่ได้กินอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อบ้านนี้เป็นหนี้ทุกอย่างกลับถูกยัดเยียดมาที่เธอทั้งหมด
“อึก ทำไม อึก ทำไมต้องเป็นริน”
แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านโปร่งของห้องพักพิเศษภายในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ห้องกว้างขวางและสะอาดสะอ้านจนแทบไม่เหมือนห้องพักคนไข้เลยด้วยซ้ำ กลิ่นอ่อน ๆ ของดอกไม้สดที่ป้ามะลิจัดใส่แจกันไว้มุมโต๊ะทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้น แต่สำหรับหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอดแล้ว… ความผ่อนคลายนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความประหม่าอย่างปิดไม่มิด “ห้องนี้แพงมากไหมคะ” เสียงของรินญาดังขึ้นเบา ๆ เธอเดินโยกตัวช้า ๆ มือหนึ่งประคองท้องโตไว้ อีกมือแตะพนักเก้าอี้ที่อยู่ใกล้เหมือนจะหาที่พยุง ภพที่กำลังจัดของออกจากกระเป๋าเดินทางเงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่แพงหรอก เธอสบายใจก็พอ” เขาตอบเรียบ ๆ แล้วกลับไปจัดของต่ออย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ของใช้ส่วนตัวและของเด็กอ่อนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า รินญานั่งลงบนโซฟาแขกสูดหายใจลึกเหมือนพยายามข่มความกลัวในใจที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาเรื่อย ๆ มือบางลูบท้องเบา ๆ เหมือนพูดคุยกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ “อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะได้เจอกันแล้วนะลูก…” ภพวางกล่องของใช้ในตู้เสร็จก็เดินมาหาเปิดขวดนมบำรุงแล้วยื่นให้
สามเดือนต่อมาเป็นช่วงเวลาที่รินญาไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้อีกครั้งโดยเฉพาะในฐานะ “ผู้หญิงของภพ” ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยหนีจากเขามาด้วยหัวใจที่แหลกละเอียด แต่เวลาผ่านไปกลับทำให้ทุกอย่างดูช้าลงและอบอุ่นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เสียงนกร้องเบา ๆ คลอไปกับสายลมยามสาย รินญานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตรงสวนหลังบ้านที่มีแสงแดดอุ่นส่องลอดผ่านยอดไม้ลงมา เธอสวมชุดเดรสผ้าฝ้ายสีอ่อนปลายผมที่รวบไว้หลวม ๆ สะท้อนแสงแดดนวลขณะมือหนึ่งลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กในท้องกำลังขยับเบา ๆ ราวกับตอบรับความสุขในใจของแม่ รินญาหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ “อยู่ดี ๆ แม่ก็ยิ้มคนเดียวอีกแล้ว” เธอพูดกับลูกในท้อง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ฉันซื้อขนมปังร้านที่เธอชอบ กับน้ำหวานที่สั่งไว้ หิวก็ไปกินนะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังจนรินญาสะดุ้งน้อย ๆ เธอหันกลับไปมอง ภพยืนอยู่ตรงนั้นในชุดเชิ้ตแขนยาวพับขึ้นถึงศอก ใบหน้านิ่งขรึมอย่างที่เคยเป็น ดวงตาคมทอดมองมาโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่ในมือกลับถือถุงขนมปังและแก้วน้ำหวา
ภายในอกของเขามีเพียงความเงียบที่ดังก้อง... ความเงียบที่กำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็ไม่กล้ายอมรับ ความรู้สึกที่อาจจะเรียกได้ว่า “คิดถึง” กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวต้มลอยคลุ้งในอากาศ รินญานั่งอยู่บนเตียงมือเรียวเล็กค่อย ๆ ยกช้อนขึ้นตักข้าวต้มทีละคำ เธอนั่งทานเงียบ ๆ เสียงช้อนกระทบถ้วยเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวที่ดังในห้อง เธอไม่ได้รู้เลยว่านอกประตูมีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองเข้ามาเงียบ ๆ สายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้เจ้าตัวก็ไม่กล้าเรียกชื่อมัน ภพยืนพิงกรอบประตูไว้มือทั้งสองกอดอกแน่น เขาไม่เข้าไปขัด ไม่พูด ไม่ทำอะไร นอกจากมองผู้หญิงคนนั้นที่เคยนั่งมุมเดียวกันนี้แต่ต่างเวลาออกไป ใบหน้าเรียวซีดที่ค่อย ๆ ดูดีขึ้นเมื่อได้กินอะไรบ้างทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ในขณะที่รินญาเงยหน้ามองไปรอบห้องสายตาเธอหยุดที่ผ้าม่านสีขาวและกรอบรูปบนหัวเตียงที่ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ความทรงจำมากมายไหลกลับเข้ามาในหัวอย่างช้า ๆ เสียงตะคอก เสียงเธอร้องไห้ในคืนนั้น ภาพของภพที่เดินออกจากห้องโดยไม่หันมามอง... “เขาจะเปลี่ยนไปได้จร
แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านบางสีขาวเข้ามาในห้องนอนกว้างกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ที่เธอคุ้นเคยลอยปะปนอยู่ในอากาศ รินญาค่อย ๆ ขยับเปลือกตาเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตกะพริบสองสามครั้งเพื่อปรับให้ชินกับแสงก่อนจะเห็นเพดานสีขาวสะอาดและลวดลายโคมไฟที่เธอจำได้แม่นยำ... หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยนี่มันไม่ใช่ห้องเช่าของเธอแน่ ๆ กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกลิลลี่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง และผ้าปูเตียงผืนนี้...ทุกอย่างมันคุ้นเกินไป คุ้นจนใจสั่น “ที่นี่... ห้องของภพเหรอ” เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากบาง รินญาพยายามยันกายขึ้นช้า ๆ แต่พอขยับตัวเท่านั้น แรงสั่นสะเทือนจากอีกฟากของเตียงก็ทำให้เธอชะงัก ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นร่างสูงในชุดนอนสีเทาอ่อนนอนอยู่ข้าง ๆ คนที่เธอพยายามหนีมาเป็นเดือน …ภพ หัวใจรินญาเต้นถี่เหมือนจะหลุดออกจากอกเธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะค่อย ๆ ถอยตัวออกจากเขาอย่างระมัดระวัง ทว่าข้อมือบางกลับสั่นเล็กน้อย ความกลัว ความสับสน และความทรงจำเก่าถาโถมเข้ามาในหัว “ทำไม...ฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เธอพึมพำเบา ๆ ก
“โธ่เอ๊ย อิหนูนี่กำลังท้องกำลังไส้อยู่แท้ ๆ ยังออกมาเดินตากแดดอีก เดี๋ยวก็เป็นลมสิลูกเอ๊ย! ประโยคของยายคนนั้นทำให้ภพนิ่งค้างทันที ดวงตาคมเบิกกว้าง สายตาเขาก้มลงมองหน้าท้องของรินญาที่นูนขึ้นเล็กน้อย มันไม่มากนักแต่ชัดเจนพอให้คนสังเกตได้ “รินญา...เธอ...” น้ำเสียงของเขาแผ่วลงราวกับหายใจไม่ออก รินญามองเขาด้วยแววตาอ่อนล้าเหมือนหมดแรงที่จะตอบ เธอยกมือขึ้นจับแขนของเขาไว้แผ่วเบา แล้วทุกอย่างก็มืดลงใน ทันทีร่างของเธออ่อนแรงจนหมดสติในอ้อมแขนของเขา “รินญา!” ภพเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจ มือใหญ่ประคองร่างของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปอีกครั้ง เขาอุ้มเธอขึ้นเต็มอ้อมแขน ก่อนจะรีบก้าวกลับไปยังรถ ยายเจ้าของร้านขายของชำที่เห็นภาพนั้นก็รีบเดินตามมาพร้อมตะโกนถามเสียงดัง “เฮ้ย! จะพาอิหนูไปไหนน่ะหนุ่ม!” ภพหยุดชั่วขณะเขาหันกลับมามองหญิงชรา สีหน้าของเขานิ่งเรียบแต่ดวงตากลับมีประกายบางอย่างที่ต่างจากเดิมไม่ใช่ความเย็นชา หากแต่เป็นความจริงจังและหวงแหนอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน “ผมเป็นผัวเธอคร
ลมยามบ่ายพัดใบไม้ไหวเบา ๆ ในสวนหน้าคฤหาสน์ของวิทยา เสียงสะอื้นที่แผ่วเบาแต่ไม่เคยเงียบลงดังอยู่ในบ้านหลังนั้นมาเกือบสัปดาห์ ดาวยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมใบหน้าซีดเผือดจากการร้องไห้และไม่ได้นอน ดวงตาบวมแดงจนแทบลืมไม่ขึ้นมือบางกำผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนน้ำตาแน่นราวกับมันคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวหัวใจเธอไว้ได้ในตอนนี้ แต่ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์หลายคันดังขึ้นจากหน้าบ้าน เสียงเบรกกระชั้นและเสียงประตูรถเปิดปิดแทบจะพร้อมกัน ทำให้ดาวที่กำลังนั่งนิ่งถึงกับสะดุ้งหัวใจเต้นแรงมือสั่นเทาอย่างมีความหวัง “หวาน! หวานกลับมาแล้วใช่ไหมลูก!” ดาวตะโกนออกมาพร้อมรีบพรวดลุกจากโซฟา เดินเร็ว ๆ จนแทบจะวิ่งออกไปทางประตูหน้าคฤหาสน์ เธอเปิดประตูออกอย่างแรงร่างกายสั่นเทาเพราะความหวังที่กำลังพุ่งขึ้นเต็มอก แต่ทันทีที่สายตาเห็นชายร่างสูงในสูทดำสนิทก้าวลงจากรถหรู ร่างนั้นไม่ใช่สมุทรและยิ่งไม่ใช่ลูกสาวของเธอ ดาวถึงกับชะงัก ดวงตากะพริบถี่ ๆ เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น “คุณภพ...” เสียงเรียกของเธอสั่นเครือก่อนจะเปลี่ยน เป็นเสียงร้องไห้ที่แตกพร่าเมื่อวิ่งเข้าไปคว้าแข
ไม่นานรินญาก็เช็ดมือจากผ้ากันเปื้อนแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเดินไปยังหลังบ้านด้วยความหนักอึ้งในใจ ดวงตาของเธอจ้องไปที่สวนหลังบ้านซึ่งเต็มไปด้วยหญ้ารกและต้นไม้ที่ไม่ได้รับการดูแลมานาน สีเขียวเข้มของหญ้าแผ่ไปทั่วสนามกว้างทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกท้าทาย “นี่ฉันต้องทำทั้งหมดนี่เหรอ…” รินญาพูดพ
ตกดึก…เขาเดินกลับเข้าห้องนอนร่างสูงถอดสูทออกลวก ๆ แล้วล้มตัวนอนลง ดวงตาคมเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่นอนนิ่ง ๆ ราวกับไม่กล้าหายใจแรง ริมฝีปากเรียวของเธอเม้มแน่นเหมือนเด็กที่ไม่รู้วิธีปกป้องตัวเอง เขาเอียงหน้าหันไปอีกทางปล่อยให้ความรำคาญกัดกินใจ แล้วหลับตาลงท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดที่ค้างค
เช้าวันใหม่ที่แสงแดดยามสายส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องกว้าง รินพลิกกายอย่างเชื่องช้าแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นความรู้สึกแปลกประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เธอได้หลับเต็มตาโดยไม่ต้องขดตัวอยู่หน้าบ้านเย็น ๆ เหมือนเมื่อคืนก่อน ร่างเล็กขยับตัวนั่งพิงหัวเตียงพลันสายตาก็เห
ระหว่างทางภพไม่ได้เอ่ยชวนคุยหรือถามไถ่เพียงแต่พูดแทรกเป็นระยะด้วยน้ำเสียงเหยียด ๆ “ใส่ชุดนี้เดินไปมายังไงก็เหมือน…ยังไงก็เหมือนผู้หญิงขายตัวอยู่ดี” รินกัดฟันแน่นไม่เถียงไม่โต้กลับเพราะตอนนี้เขาคือที่พึ่งสุดท้ายที่เธอมีแล้วจะเถียงไปก็เท่ากับจะไม่มีใครช่วย เหลือเธออีก เม







