Masukทางเดินอาคารโล่งราวกับใช้ตากพริกได้ นักเรียนทุกคนลงจากตึกไปที่โรงอาหารกันหมดแล้ว หน้าห้องพยาบาลแห่งนี้ก็เลยมีแค่ อาย , มิน , แล้วก็ "เมฆฝน" อย่างที่โปรยไว้ในตอนก่อนหน้าว่ากิริยาท่าทางของเธอผู้นี้ ช่างพิลึกพิศวงต่างจากเด็กม.ต้นคนอื่น ๆ อยู่หลายส่วน แม้ว่าเธอจะอยู่ห้อง ม.3/2 เหมือนกับอายและมิน แต่ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือทรงผม เมฆฝนกลับดูเหมือนผู้ใหญ่ที่มีปมแล้วปลอมตัวมาโรงเรียนซะมากกว่า
.
เธอมีผมที่ยาวตรงทั้ง ๆ ที่เด็กม.ต้นมักจะไว้ผมสั้น จะได้เล่นกับเพื่อนได้สนุก ๆ ดวงตาของเมฆฝนกลมโตแวววาว ปากนิดจมูกหน่อย ดูรวม ๆ แล้วเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยเชียวล่ะ หากแต่เป็นเพราะบุคลิกอันลึกลับมากกว่า ที่พันธนาการออร่าแห่งความงดงามดังกล่าวเอาไว้ เมฆฝนเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรม "かつろ (คัทซึโระ)" ชื่อนี้แปลว่าปมเชือกในภาษาญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วชมรมนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ชอบการสืบสวนสอบสวน คนที่ชอบเรื่องลี้ลับ โลกหลังความตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พิสูจน์ไม่ได้
.
ว่ากันว่าจวบจนปัจจุบันชมรมนี้มีสมาชิกทั้งหมดกี่คน และแต่ละคนทำอะไรบ้างก็ยังคงเป็นปริศนา ปมเชือกที่ผูกแน่นจึงถูกนำมาใช้แทนตัวตนของพวกเขา คดีไหนในโรงเรียนที่ไขไม่ออกบอกพวกเขาได้ เดี๋ยวเมฆฝนกับผองเพื่อนจะคลายปมที่รัดแน่นนั้นให้เอง และนี่คือคอนเซ็ป!
.
"มีอะไรเหรอฝน ทำไมทำท่าทางน่ากลัวจัง"
เปิดก่อนได้เปรียบ มินที่ยืนอยู่ด้านหน้าชิงถามขึ้นก่อน
.
ทว่าก็ไม่แคล้วโดนอายกระตุกชายเสื้อไว้อยู่ดี
.
"ชู่ววว! อย่าเรียกฝนเฉย ๆ สิ ชื่อนั้นเอาไว้เรียกตอนโหมดปกติ"
"ถ้าหน้าดุแบบนี้แปลว่ากำลังเอาจริง เมฆฝนกำลังจะกลั่นความจริงอะไรบางอย่างออกมาให้พวกเรารู้ใช่ไหมจ๊ะ (^ . <)"
อายเอาน้ำเย็นเข้าลูบ พูดหวานไว้ก่อนดีที่สุด
.
และเมื่อได้ยินดังนั้นผู้ฟังก็เขยื้อนตัวออกจากแนวกำแพง ลมแรงพัดกรรโชกมาตามโถงทางเดินทำเอาผมยาวสีดำปลิวไสว เมฆฝนเลิกกอดอกพลางชี้นิ้วไปที่กระเป๋าถือของอาย พร้อมกับพูดในทำนองที่ว่าเธอรู้นะว่าของในกระเป๋าคือชนวนเหตุของเรื่องทั้งหมด อายกำลังมีพิรุธและแกล้งทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ใจความสำคัญของเธอหรอก เพราะการปรากฏกายหนนี้เหมือนเมฆฝนตั้งใจจะมาเตือนอายด้วยความหวังดีซะมากกว่า
.
"ตอนนี้เพื่อนอายหายดีแล้วใช่ไหม?"
เมฆฝนหลุบตาลง พลางจ้องมองผ่านหน้าม้าของตัวเอง
.
"ใช่จ๊ะ! ดีเป็นปกติทุกอย่างแล้ว นี่ก็ว่าจะไปกินข้าวที่โรงอาหารกับมินอยู่พอดี เมฆฝนก็ไปด้วยกันสิ (^-^)"
.
"ห้ามไปเด็ดขาดนะ!"
"เราไปสืบมาแล้ว และข่าวการล้มหน้าเสาธงของเพื่อนอายก็โด่งดังมาก"
"ถ้าไปในที่ ๆ คนเยอะ ๆ เพื่อนอายอาจจะไม่สบายใจได้"
พูดไม่พูดเปล่ายังอุตส่าห์ควักแว่นขยายออกมา แล้วก็คว้ามืออายมาส่องดูลายมือด้วย
.
"พรืด.. ด.. ด..!"
ส่องละเอียดอย่างกับเซียนพระเครื่อง แถมยังส่งเสียง อืม ๆ อือ ๆ ออกมาแบบรู้เรื่องอยู่คนเดียว จนกระทั่งมินผู้โผงผางอดถามแทรกขึ้นไม่ได้
.
"นี่แกอ่านการ์ตูนโคนันเยอะไปเปล่าเนี่ยะ? หรือแกเป็นหมอดูกันแน่ยัยเมฆฝน?"
.
"เปล่าสักหน่อยเพื่อนมินเข้าใจผิดแล้ว ที่เราส่องดูไม่ใช่ลายมือ"
"แต่เป็นรอยพับของกระดาษที่บาดเป็นริ้วอยู่บนฝ่ามือเพื่อนอายต่างหาก"
"เมื่อผนวกรวมเข้ากับรอยเหงื่อที่เช็ดไม่หมด เป็นไปได้สูงว่าเพื่อนอายต้องยัดมือไว้ในกระเป๋าถือตลอดเวลา"
"แล้วก็คงจะกำสมุดอะไรสักอย่างไว้จนแน่น ราวกับจะเป็นของสำคัญที่ให้ใครเห็นไม่ได้ เราพูดถูกไหมเพื่อนอาย?"
.
"อึก..ก.. ถูกต้องจ้า (T^T) "
อายถึงกับต้องกลืนน้ำลายก่อนตอบ
.
"ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายเราไม่คิดเงินก็ได้ เราทำให้เพื่อนอายฟรี"
"เราเองก็เสียใจมากนะไม่คิดว่าเพื่อนอายจะคลั่งรักขนาดนี้ ไม่เป็นไรมากก็ดีแล้วล่ะ"
"แต่ย้ำอีกทีนะ! ว่าห้ามไปที่โรงอาหารตอนนี้เป็นอันขาด!"
.
คนที่งงและตามไม่ทันเหมือนจะเป็นมิน เจ้าตัวก็เลยต้องตั้งคำถามแบบแพ็คคู่
.
"เดี๋ยว ๆ นี่ตกลงเกิดอะไรขึ้น พวกเธอสองคนไปแอบดิลลับอะไรกันไว้ตอนไหน?!"
.
เมฆฝนไม่ตอบหนำซ้ำยังหลุบสายตาหันไปทางอาย เพื่อโบ้ยให้ไปเอาความกับคนฝั่งโน้น ส่วนอายเองก็เอาแต่หลบตา เธอสางผมตัวเองไปมาเอานิ้วมาพัน ๆ ม้วน ๆ คล้ายกับคนที่อายสุด ๆ เวลาถูกจับได้
.
"อ๋อ ๆ ๆ ! ฉันรู้แล้ว! ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!"
"ก็ว่าอยู่ว่าอายไม่น่าจะมีข้อมูลของพี่ซูชิที่ละเอียดระดับนี้ได้"
"ที่แท้ก็เป็นฝีมือของชมรมคัทซึโระ ที่มีเมฆฝนเป็นสมาชิกระดับเรือธงนี่เอง มิน่าล่ะ! "
"เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็มีแค่เรา 3 คนที่รู้สินะ.. (อ่าวเฮ๊ย! ไปไหนแล้วล่ะ!?)"
.
อายที่กอดกระเป๋าถือไว้แนบอก ทำนิ้วจิ้ม ๆ ชี้ไปยังฟากโน้นของทางเดิน
.
เมฆฝนก็มักจะเป็นของเธอแบบนี้ อยากมาก็มาอยากไปก็ไป ทำตัวลึกลับเหมือนซ่อนความลับของมวลมนุษยชาติเอาไว้ใต้รูขุมขน สมัยนั้นยังไม่มีอาจารย์ตฤณ นักอาชญาวิทยาชื่อดังเหมือนทุกวันนี้ แต่ก็ไม่แน่นะบางทีหากย้อนกลับไปถามตัวอาจารย์แก ตอนเด็ก ๆ แกอาจจะมีบุคลิกที่คล้ายกับเมฆฝนผู้นี้ก็เป็นได้
.
.
ปล. เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า
ห้ามแล้วแต่ไม่ยอมฟัง ห้ามไปโรงอาหารแล้วมันทำให้ท้องหายหิวได้ไหมล่ะ เพราะงั้นทั้งมินและอายก็เลยจำเป็นต้องทำตามความปรารถนาเดิม และถึงตรงนี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสม ที่คุณผู้อ่านทุกท่านจะหยิบเหริยญขึ้นมาแล้ว ทอยมันขึ้นไปกลางอากาศซะ! แล้วมารอดูกันว่าตัวละครของคุณจะดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปยังไง..* ถ้าออก "หัว" ให้อ่านตรงนี้.ความคึกคักในโรงอาหารเข้าขั้นโกลาหล ด้วยความที่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พักเที่ยงทีนักเรียนทั้งโรงเรียนจึงมารวมกันอยู่ ณ จุดเดียว ผนวกรวมกับการจัดระเบียบของคุณครู ที่เหมือนจะดีแต่ก็มีหลายวันที่เกินการควบคุม ภาพในการจับจ่ายซื้อหาอาหารเที่ยงของนักเรียนจึงไม่ต่างจากการแย่งของยังชีพในฉนวนกาซ่า ใครดีใครได้แถวที่เคยมีเจอความอยากได้มันนี่ของเหล่าแม่ค้าข้าวราดแกงเข้าไป ก็ไม่ต่างจากมรสุมในทะเลจีนใต้."พวกเรามาช้าไปอ่ะอาย.."."อือ.. อายก็คิดว่างั้น จะเหลืออะไรให้เรากินไหมเนี่ยะ?""รู้งี้อยู่กินข้าวกล่องกับเมฆฝนดีกว่า ปิ่นโตเขาน่ารักมากเลยกับข้าวก็น่าทาน (^0^)""ไส้กรอกตุ๊ต๊ะ , ผัดบรอคโคลีหัวแอฟโฟร , ไข่เจียวยิ้มหวาน"."เห๊อะ! แต่เธอต้องขึ้นไปนั่งกินบนอัฒจันทร์สนามบาสคนเดียวนะ""แล้วย
ทางเดินอาคารโล่งราวกับใช้ตากพริกได้ นักเรียนทุกคนลงจากตึกไปที่โรงอาหารกันหมดแล้ว หน้าห้องพยาบาลแห่งนี้ก็เลยมีแค่ อาย , มิน , แล้วก็ "เมฆฝน" อย่างที่โปรยไว้ในตอนก่อนหน้าว่ากิริยาท่าทางของเธอผู้นี้ ช่างพิลึกพิศวงต่างจากเด็กม.ต้นคนอื่น ๆ อยู่หลายส่วน แม้ว่าเธอจะอยู่ห้อง ม.3/2 เหมือนกับอายและมิน แต่ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือทรงผม เมฆฝนกลับดูเหมือนผู้ใหญ่ที่มีปมแล้วปลอมตัวมาโรงเรียนซะมากกว่า.เธอมีผมที่ยาวตรงทั้ง ๆ ที่เด็กม.ต้นมักจะไว้ผมสั้น จะได้เล่นกับเพื่อนได้สนุก ๆ ดวงตาของเมฆฝนกลมโตแวววาว ปากนิดจมูกหน่อย ดูรวม ๆ แล้วเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยเชียวล่ะ หากแต่เป็นเพราะบุคลิกอันลึกลับมากกว่า ที่พันธนาการออร่าแห่งความงดงามดังกล่าวเอาไว้ เมฆฝนเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรม "かつろ (คัทซึโระ)" ชื่อนี้แปลว่าปมเชือกในภาษาญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วชมรมนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ชอบการสืบสวนสอบสวน คนที่ชอบเรื่องลี้ลับ โลกหลังความตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พิสูจน์ไม่ได้.ว่ากันว่าจวบจนปัจจุบันชมรมนี้มีสมาชิกทั้งหมดกี่คน และแต่ละคนทำอะไรบ้างก็ยังคงเป็นปริศนา ปมเชือกที่ผูกแน่นจึงถูกนำมาใช้แทนตัวตนของพวกเขา คดีไหนในโร
เด็กสาวม.ต้นสัมผัสได้ถึงเสียงคนคุยกัน เปลือกตาอายสามารถเหลือบมองขึ้นได้แล้วแต่เธอแค่ยั้งไว้ก่อน ประหนึ่งว่าเจ้าตัวกำลังตั้งใจจะแอบฟังว่าคนอื่น ๆ จะพูดถึงเธอยังไง จะนินทาเด็กสาววัยใสที่เป็นลมล้มพับหน้าเสาธงได้ลงคอรึเปล่า แต่ทว่าสิ่งที่ได้ยินดันมีแต่น้ำเสียงของพวกคุณครูที่กำลังเป็นห่วง มีการสอบถามกันว่าจะต้องตามผู้ปกครองมาไหม หรือว่าจะไปส่งเด็กที่บ้านเองเลย อาการหน้ามืดเป็นลมปกติจะต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลตาม พรบ.กระทรวงศึกษาธิการรึเปล่า หรือเป็นดุลยพินิจของผอ. โรงเรียน.โดยรวมแล้วโอ๊ยตาย! เป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตมโหฬารกันเลยทีเดียวเชียว ไม่ไหว ๆ สงสารพวกคุณครูจับใจอายก็เลยตัดสินใจตื่นขึ้นดีกว่า เธอเผยอเปลือกตาขึ้นเชื่องช้า และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่เห็นก็คือฝ้าเพดานกับหลอดไฟนีออนของห้องพยาบาล แต่สิ่งที่อายไม่ได้คาดหวังดันมาอยู่ในส่วนหลังนี่สิ นั่นก็คือเงาตะคุ่ม ๆ ของมินที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ชะโงกหน้าเข้ามาราวกับจะสิงสู่."อร๊ายยยย!!!"กรี๊ดสิจะเหลือเหรอ.ต่างคนต่างกรี๊ดตกใจกันเองทั้งที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน และมินก็เลือกที่จะปิดโอกาสไม่ให้เพื่อนกระทำสิ่งใดต่อ เธอชิงขอโทษก่อนเลย."ฉันขอโทษนะอาย
เช้าวันรุ่งขึ้นท้องฟ้าใสกระจ่าง เมฆฟูนุ่มสวย บรรยากาศแลดูเป็นใจให้ต้นรักเบ่งบาน และถ้าจะมีใครสักคนอกหักในวันดี ๆ เช่นนี้ คนผู้นั้นก็คงจะโชคร้ายที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอนว่ามินจะไม่มีทางให้มันเกิดขึ้น เวลา 8 นาฬิกา นักเรียนทุกคนยืนเข้าแถวหน้าเสาธง คนที่ยืนอยู่หน้ามินคืออาย แล้วก็เหมือนจะยังคงงอนตุ๊บป่องไม่พูดไม่จากับเธอ."นี่ ๆ อาย.. อาย.. อาย.. ฮัลโหล.."มินพยายามสะกิดแขนแกมกระซิบ."ไม่พูดด้วย.."."นี่คือแกโกรธฉันอยู่หรอ? โกรธจริงดิ?"."ไม่พูดด้วย..".เอานิ้วจิ้มเอวไปอีกสองสามที แต่ดูทรงแล้วอายเหมือนจะโกรธจริง ท่ามกลางนักเรียนหลายร้อยของโรงเรียนประจำจังหวัด ที่นี่มีระบบการยืนเข้าแถวแบ่งเป็นระดับชั้นอย่างชัดเจน โดยไล่ไปเป็นกลุ่ม ๆ ตั้งแต่ ม. 1 - ม. 6 กล่าวคือ ม.
ทุกข์ของเด็กม.ต้น นอกเหนือจากเรื่องหัวใจรัก ๆ ใคร่ ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการทำการบ้านนี่แหละ หลังจากสองสาวเพื้อนซี้แยกย้ายกันไป เวลาแห่งการทำการบ้านก่อนนอนก็มาถึง บนห้องนอนส่วนตัวสีครีมของมิน ฝาผนังที่แปะโปสเตอร์ไอดอลเกาหลีสับหว่างกับเกิร์ลกรุ๊ปญี่ปุ่น แม้พวกเขาจะให้กำลังใจเธอผ่านทางแววตาและรอยยิ้ม แต่นั่นก็ไม่อาจเยียวยาปัญหาที่เด็กสาวประสบพบเจอในตอนนี้ได้."ซวยแล้ว! นี่มันกระเป๋าอายนี่นา! ไปเผลอสลับกันตั้งแต่เมื่อไหร่?""แต่คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เพราะถ้าเป็นงั้นก็แสดงว่ากระเป๋าของเราก็ต้องอยู่ที่อายสิ..""ถ้าเราทำการบ้านให้อาย ยัยนั่นก็ต้องทำให้เรา ก็ถือว่าเจ๊า ๆ กันไปล่ะเน๊อะ (^.^)"."แคว๊ก!!!"เสียงรูดซิบกระเป๋าเป้ออก.ด้วยความสัตย์จริงว่าในยุคสมัยนั้น โรงเรียนมักจะมีกฎว่าห้ามนักเรียนใช้ก
ที่พักเท้าด้านหลังถูกถีบลงก่อนเลยเป็นอันดับแรก เสียงดัง "แกร๊ง!" อันใสแจ๋วของมัน บ่งบอกได้ถึงความสดซิงของจักรยานสีชมพูพิงค์คันนี้ได้ดีที่สุด อายกวักมือเรียกให้เพื่อนสาวขึ้นมายืนบนที่เหยียบ พลางคว้าเอามือเรียวทั้งสองข้างของเพื่อนมาวางบนบ่าตัวเอง ภาพที่ออกมาจึงดูดีทีเดียว มันได้อารมณ์เหมือนเด็ก ๆ ในแก๊งค์แฟนฉัน หากแต่นี่คือ อาย กับ มิน เป็นเด็กผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย."เอานะมิน.. อายจะปั่นล่ะนะ!"."ไหวเหรอเธอ.. อย่างน้อยเธอควรจะเอาเป้บนหลังมาไว้ที่ฉันนะ"มินถามด้วยความเป็นห่วง."เอาน่า.. อายมีประสบการณ์ ตลอด 3 วันมานี้อายไม่ล้มเลยสักครั้ง""เพราะงั้นถึงมั่นใจปั่นจักรยานมาโรงเรียนเองไง.. อิ ๆ (^-^)"."เหอะ ๆ นี่ฉันต้องมั่นใจกับคำพูดแค่นี้ของเธอจริง ๆ ดิ (T ^ T)"ขาสั่นเป็นเจ้าเข้า มือที่เกาะไหล่ไว้ก็เปียกโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อ."ถ้างั้นก็ไปกันเล๊ย! สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นนน! , ฮึบ!""เฮือกกก~!""อ่ะ! , เฮือกกก~!""อ๊าาากกก~! "."แก๊ง! , แก๊ง! , ครืด! , แก๊ง! , แก๊ง! "เสียงโซ่ครูดกับฟันเฟืองดังสนั่น ฟังจากเสียงเหมือนจะแรงมากแต่ความจริงคือช้ายิ่งกว่าตัวสล็อตเมาสารระเหย.ดีแค่ไหนแล้วที่







