LOGINเด็กสาวม.ต้นสัมผัสได้ถึงเสียงคนคุยกัน เปลือกตาอายสามารถเหลือบมองขึ้นได้แล้วแต่เธอแค่ยั้งไว้ก่อน ประหนึ่งว่าเจ้าตัวกำลังตั้งใจจะแอบฟังว่าคนอื่น ๆ จะพูดถึงเธอยังไง จะนินทาเด็กสาววัยใสที่เป็นลมล้มพับหน้าเสาธงได้ลงคอรึเปล่า แต่ทว่าสิ่งที่ได้ยินดันมีแต่น้ำเสียงของพวกคุณครูที่กำลังเป็นห่วง มีการสอบถามกันว่าจะต้องตามผู้ปกครองมาไหม หรือว่าจะไปส่งเด็กที่บ้านเองเลย อาการหน้ามืดเป็นลมปกติจะต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลตาม พรบ.กระทรวงศึกษาธิการรึเปล่า หรือเป็นดุลยพินิจของผอ. โรงเรียน
.
โดยรวมแล้วโอ๊ยตาย! เป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตมโหฬารกันเลยทีเดียวเชียว ไม่ไหว ๆ สงสารพวกคุณครูจับใจอายก็เลยตัดสินใจตื่นขึ้นดีกว่า เธอเผยอเปลือกตาขึ้นเชื่องช้า และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่เห็นก็คือฝ้าเพดานกับหลอดไฟนีออนของห้องพยาบาล แต่สิ่งที่อายไม่ได้คาดหวังดันมาอยู่ในส่วนหลังนี่สิ นั่นก็คือเงาตะคุ่ม ๆ ของมินที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ชะโงกหน้าเข้ามาราวกับจะสิงสู่
.
"อร๊ายยยย!!!"
กรี๊ดสิจะเหลือเหรอ
.
ต่างคนต่างกรี๊ดตกใจกันเองทั้งที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน และมินก็เลือกที่จะปิดโอกาสไม่ให้เพื่อนกระทำสิ่งใดต่อ เธอชิงขอโทษก่อนเลย
.
"ฉันขอโทษนะอาย ฉันไม่น่าแกล้งเธอขนาดนี้เลย ฉันรู้สึกผิดมาก ๆ ๆ "
"ขอโทษนะขอโทษจริง ๆ (>_<)"
กุมมือทั้งสองข้างไว้แน่น พลันเขย่าโครม ๆ อยากให้เพื่อนซี้ที่นอนอยู่บนเตียงหายโกรธ
.
หากแต่ประโยคแรกที่อายถามขึ้นหลังได้สติ กลับกลายเป็นว่า
.
"สมุดอยู่ไหน?"
.
"ห๊ะ!? เธอว่าไงนะ? ( ํ . ํ)"
.
"หยุดแกล้งอายสักทีมิน อายถามว่าสมุดการบ้านอายอยู่ไหน? ตอบมาเดี๋ยวนี้!"
ตาแข็งปั๊ด! ใบหน้าที่เคยขาวซีดเพราะลมแดดบัดนี้กลับแดงกร่ำขึ้นอีกครั้ง ดูก็รู้ว่านี่คือโกรธจริง
.
"เออ ๆ , ฉันรู้หรอกน่า นั่นไงอยู่ใต้หมอนเธอน่ะ ไม่มีใครรู้เห็นเรื่องนี้หรอกสบายใจได้ ( T^T ) "
มินตอบเสียงเซ็งราวกับว่าความสนุกของเธอตอนได้แกล้งเพื่อน จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วหลังจากนี้
.
อายไม่สนใจเธอรีบเก็บสมุดการบ้านเล่มดังกล่าวไว้กับตัวเองทันที ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่คุณครูโตโต้นั้นเห็นว่าเธอได้สติคืนกลับมาแล้ว แกก็เลยหันมาพยักหน้าให้หนึ่งที แล้วก็หันไปคุยกับคุณครูประจำห้องพยาบาลต่ออีกครู่ใหญ่ จนท้ายที่สุดก็เลื่อนบานประตูกระจกแล้วก็เดินมาหาอายที่เตียงด้วยตัวแกเอง ใบหน้าอันหล่อเหลายังทรมานใจนักเรียนสาว ๆ อยู่เช่นเคย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
.
"เป็นไงบ้างนักเรียนดีขึ้นแล้วใช่ไหม ยังเวียนหัวอยู่รึเปล่าเอาให้ชัวร์ก่อนนะค่อยลุกขึ้นมา เพราะอาการของเธอนั้นทางการแพทย์เขาเรียกว่า Vasovagal syncope คือการเป็นลมที่เกิดจากการขยายตัวของเส้นเลือดที่มากเกินไป มักจะเกิดกับคนที่ ตกใจ! , อารมณ์แปรปรวนกระทันหัน! , เครียด! แต่ไม่ต้องตกใจนะเพราะเป็นอาการแบบคนทั่วไปใคร ๆ เขาก็เป็นกัน"
.
อายได้ยินถึงกับหันมามองค้อนมินแบบตาขวาง! ส่วนมินก็หันต่อมาที่หน้าของคุณครูโต้โต้อีกที เพราะไอ้สมุดเล่มดังกล่าวก็เป็นเพราะครูนี่แหละที่เป็นคนถือเข้ามาในแถว ไม่รู้ล่ะงานนี้มินไม่ยอมตายคนเดียวแน่ ก่อนที่ต่อมาคุณครูหนุ่มลุคเกาหลีเหนือจะพูดต่อ
.
“การเป็นลมของเธอไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด สาเหตุหลักเกิดจากสมองได้รับเลือดกับออกซิเจนน้อยลงชั่วขณะ พอสมองรู้สึกว่าเลือดไม่พอระบบต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ เตือนก่อน อย่างแรกก็คือนักเรียนหน้ามืดใช่ไหมครับ? รอบตัวดำปิ๊ดปี๋เลยครูพูดถูกไหม?"
.
"อะ.. อืม! ใช่ค่ะเป็นแบบนั้นเลยค่ะครู (^ . ^)"
อายพยักหน้ารับหงึก ๆ
.
"ที่ภาพเหมือนค่อย ๆ ดับไป นั่นเป็นเพราะสมองส่วนที่ควบคุมการมองเห็นกับการทรงตัวเริ่มทำงานไม่เต็มที่แล้ว เลือดไปเลี้ยงไม่ทันเลยทำให้เวียนหัว โคลงเคลง จวนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ เรื่องนี้ยังเกี่ยวกับเส้นเลือดด้วยนะ เพราะปกติเส้นเลือดเราจะคอยหดตัวกับขยายตัวเพื่อควบคุมความดัน แต่บางจังหวะเช่นตอนที่เรา เครียด , ตกใจ , เจ็บ , หรืออารมณ์รุนแรง เส้นเลือดมันก็อาจขยายตัวมากเกินเหตุ มันเล่นใหญ่เกินไปเลือดก็เลยไหลลงไปอยู่ที่ขาและลำตัวเยอะ เลือดที่ควรจะขึ้นมาหล่อเลี้ยงสมองก็เลยเหลือน้อย"
.
"อื้อหือ! ครูโตโต้เป๊ะมากอ่ะ! (= . <)"
คราวนี้มินแทรกขึ้นบ้าง
.
"อ่ะแฮ่ม.. อย่าขัดจังหวะนักเรียนเดี๋ยวครูลืม พอสมองรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว! มันก็จะสั่งปิดระบบชั่วคราวเหมือนตัดไฟ เพื่อป้องกันตัวเอง นั่นแหละครับคือสาเหตุที่ทำให้นักเรียนหมดสติ ครูวินิจฉัยว่าตอนนั้นกล้ามเนื้อน่าจะคลายตัวทันทีแบบไม่ทันตั้งตัว นักเรียนก็เลยล้มลงโดยที่ควบคุมทิศทางไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เพราะร่างกายอ่อนแออะไรหรอก แต่เพราะสมองหยุดสั่งงานไปชั่วคราวก็เท่านั้นเอง"
.
"พอนำตัวมาที่ห้องพยาบาลแห่งนี้ จับนอนหงายแผ่ราบลงไปกับเตียง เลือดก็จะไหลกลับขึ้นสู่สมองได้ดียิ่งขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะฟื้นเองในเวลาไม่นานแบบที่เธอเป็นนี่แหละ หลังฟื้นอาจจะยังมีอาการมึน ๆ หน้าซีดหรือมีเหงื่อออกบ้าง ซึ่งก็เป็นอาการปกติไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร สรุปคือทั้งหมดทั้งมวลเป็นปฏิกิริยาการป้องกันอันตรายของร่างกายเธอเอง ทว่าแต่นี้ต่อไปต้องดูแลตัวเองให้ดีขึ้นกว่านี้ มีสติ! , อย่าตกใจง่าย! , แล้วก็อย่าเอาตัวเองไปเจอกับเรื่องเครียด ๆ โอเคไหมครับ? (^ - ^)”
.
"โอ~ เค~ ค่ะ.. ครูโตโต้เก่งจังเลยนะคะ"
อายถึงกับเผลอยกมือขึ้นมาตบกระทบกันแปะ ๆ
.
เช่นกันกับมินที่อยู่ในท่วงท่าเดียวกัน ลูกศิษย์ม.ต้นทั้งสองคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าข้อมูลทางการแพทย์แบบนี้จะหลุดออกมาจากครูผู้สอนคณิตศาสตร์ ณ ตอนนี้พวกเธอเชื่อสนิทใจแล้วว่า ข่าวลือที่บอกว่าครูโตโต้เคยพยายามจะแอดมิชชั่นเข้าคณะแพทย์ศาสตร์ แต่เพราะกลัวเลือดมากเลยต้องเบนเข็มมาเป็นครูสอนเลขแทน ดูจะมีเค้าความจริงเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว
.
"มีอะไรกันเหรอครับ? ทำไมมองหน้าครูแบบนั้นล่ะ? หรือมีอะไรติดที่แก้ม?"
.
"อ๋อ! เปล่าค่ะเปล่า! คือพวกเราแค่อึ้งว่าทำไมครูโต้โต้ถึงรู้เรื่องพวกนี้ละเอียดจังเลยคะ?"
.
"บัดโถ่! ก็จะไม่รู้ได้ไงเล่าก็ครูเพิ่งถามครูเวรห้องพยาบาลเขาเมื่อกี้นี่เอง เธอก็เห็นมิใช่เหรอ ฮ่า ๆ ๆ !"
"แต่เมื่อกี้ครูดูเหมือนหมอจริง ๆ ใช่ไหม ครูจะได้ Keep Look เอาไว้้ต่อไปยาว ๆ โฮ่ ๆ ๆ !"
.
มันจะไม่หมือนก็ตรงเสียงหัวเราะในวรรคสุดท้ายนี่แหละ และหลังจากนั้นคุณครูโตโต้ก็ได้บอกกับอายว่าให้เธอเริ่มเข้าเรียนได้อีกครั้งในคาบบ่าย ไม่ต้องเรียกผู้ปกครองมารับกลับบ้านแต่อย่างใด แล้วก็สามารถร่วมเรียนกับเพื่อนได้ตามปกติ แต่ก็ยังกำชับตอนท้ายว่าให้เพื่อนร่วมชั้นทุกคนช่วยกันดูแลอายด้วย หากดูท่าไม่ดีก็ให้พามาส่งที่ห้องพยาบาลนี้อีกที
.
รับคำเสร็จสรรพออดพักเที่ยงก็ดังขึ้นพอดี "กริ๊งงงงงง!" คุณครูโตโต้ผละตัวแยกออกไป ในขณะที่สองสาวเพื่อนซี้มินกับอายก็เตรียมจะออกจากห้องพยาบาลเพื่อไปที่โรงอาหาร เด็กวัยกำลังกินกำลังนอนไม่มีทางนอนแช่คาเตียงผู้ป่วยแบบนี้ได้นานหรอก มินเดินนำหน้าอายเดินตามหลังเลื่อนบานประตูกระจกเตรียมจะออกมาอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะมีเธอผู้นั้นยืนกอดอกพิงกำแพงดักรออยู่!
.
นักเรียนหญิงผมยาวตากลมโตผู้นี้เป็นใคร ลองมินถึงกับเกรงใจเห็นทีคงจะไม่ใช่เรดี้ธรรมดา!
.
.
ปล. เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า
ทางเดินอาคารโล่งราวกับใช้ตากพริกได้ นักเรียนทุกคนลงจากตึกไปที่โรงอาหารกันหมดแล้ว หน้าห้องพยาบาลแห่งนี้ก็เลยมีแค่ อาย , มิน , แล้วก็ "เมฆฝน" อย่างที่โปรยไว้ในตอนก่อนหน้าว่ากิริยาท่าทางของเธอผู้นี้ ช่างพิลึกพิศวงต่างจากเด็กม.ต้นคนอื่น ๆ อยู่หลายส่วน แม้ว่าเธอจะอยู่ห้อง ม.3/2 เหมือนกับอายและมิน แต่ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือทรงผม เมฆฝนกลับดูเหมือนผู้ใหญ่ที่มีปมแล้วปลอมตัวมาโรงเรียนซะมากกว่า.เธอมีผมที่ยาวตรงทั้ง ๆ ที่เด็กม.ต้นมักจะไว้ผมสั้น จะได้เล่นกับเพื่อนได้สนุก ๆ ดวงตาของเมฆฝนกลมโตแวววาว ปากนิดจมูกหน่อย ดูรวม ๆ แล้วเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยเชียวล่ะ หากแต่เป็นเพราะบุคลิกอันลึกลับมากกว่า ที่พันธนาการออร่าแห่งความงดงามดังกล่าวเอาไว้ เมฆฝนเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรม "かつろ (คัทซึโระ)" ชื่อนี้แปลว่าปมเชือกในภาษาญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วชมรมนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ชอบการสืบสวนสอบสวน คนที่ชอบเรื่องลี้ลับ โลกหลังความตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พิสูจน์ไม่ได้.ว่ากันว่าจวบจนปัจจุบันชมรมนี้มีสมาชิกทั้งหมดกี่คน และแต่ละคนทำอะไรบ้างก็ยังคงเป็นปริศนา ปมเชือกที่ผูกแน่นจึงถูกนำมาใช้แทนตัวตนของพวกเขา คดีไหนในโร
เด็กสาวม.ต้นสัมผัสได้ถึงเสียงคนคุยกัน เปลือกตาอายสามารถเหลือบมองขึ้นได้แล้วแต่เธอแค่ยั้งไว้ก่อน ประหนึ่งว่าเจ้าตัวกำลังตั้งใจจะแอบฟังว่าคนอื่น ๆ จะพูดถึงเธอยังไง จะนินทาเด็กสาววัยใสที่เป็นลมล้มพับหน้าเสาธงได้ลงคอรึเปล่า แต่ทว่าสิ่งที่ได้ยินดันมีแต่น้ำเสียงของพวกคุณครูที่กำลังเป็นห่วง มีการสอบถามกันว่าจะต้องตามผู้ปกครองมาไหม หรือว่าจะไปส่งเด็กที่บ้านเองเลย อาการหน้ามืดเป็นลมปกติจะต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลตาม พรบ.กระทรวงศึกษาธิการรึเปล่า หรือเป็นดุลยพินิจของผอ. โรงเรียน.โดยรวมแล้วโอ๊ยตาย! เป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตมโหฬารกันเลยทีเดียวเชียว ไม่ไหว ๆ สงสารพวกคุณครูจับใจอายก็เลยตัดสินใจตื่นขึ้นดีกว่า เธอเผยอเปลือกตาขึ้นเชื่องช้า และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่เห็นก็คือฝ้าเพดานกับหลอดไฟนีออนของห้องพยาบาล แต่สิ่งที่อายไม่ได้คาดหวังดันมาอยู่ในส่วนหลังนี่สิ นั่นก็คือเงาตะคุ่ม ๆ ของมินที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ชะโงกหน้าเข้ามาราวกับจะสิงสู่."อร๊ายยยย!!!"กรี๊ดสิจะเหลือเหรอ.ต่างคนต่างกรี๊ดตกใจกันเองทั้งที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน และมินก็เลือกที่จะปิดโอกาสไม่ให้เพื่อนกระทำสิ่งใดต่อ เธอชิงขอโทษก่อนเลย."ฉันขอโทษนะอาย
เช้าวันรุ่งขึ้นท้องฟ้าใสกระจ่าง เมฆฟูนุ่มสวย บรรยากาศแลดูเป็นใจให้ต้นรักเบ่งบาน และถ้าจะมีใครสักคนอกหักในวันดี ๆ เช่นนี้ คนผู้นั้นก็คงจะโชคร้ายที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอนว่ามินจะไม่มีทางให้มันเกิดขึ้น เวลา 8 นาฬิกา นักเรียนทุกคนยืนเข้าแถวหน้าเสาธง คนที่ยืนอยู่หน้ามินคืออาย แล้วก็เหมือนจะยังคงงอนตุ๊บป่องไม่พูดไม่จากับเธอ."นี่ ๆ อาย.. อาย.. อาย.. ฮัลโหล.."มินพยายามสะกิดแขนแกมกระซิบ."ไม่พูดด้วย.."."นี่คือแกโกรธฉันอยู่หรอ? โกรธจริงดิ?"."ไม่พูดด้วย..".เอานิ้วจิ้มเอวไปอีกสองสามที แต่ดูทรงแล้วอายเหมือนจะโกรธจริง ท่ามกลางนักเรียนหลายร้อยของโรงเรียนประจำจังหวัด ที่นี่มีระบบการยืนเข้าแถวแบ่งเป็นระดับชั้นอย่างชัดเจน โดยไล่ไปเป็นกลุ่ม ๆ ตั้งแต่ ม. 1 - ม. 6 กล่าวคือ ม.
ทุกข์ของเด็กม.ต้น นอกเหนือจากเรื่องหัวใจรัก ๆ ใคร่ ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการทำการบ้านนี่แหละ หลังจากสองสาวเพื้อนซี้แยกย้ายกันไป เวลาแห่งการทำการบ้านก่อนนอนก็มาถึง บนห้องนอนส่วนตัวสีครีมของมิน ฝาผนังที่แปะโปสเตอร์ไอดอลเกาหลีสับหว่างกับเกิร์ลกรุ๊ปญี่ปุ่น แม้พวกเขาจะให้กำลังใจเธอผ่านทางแววตาและรอยยิ้ม แต่นั่นก็ไม่อาจเยียวยาปัญหาที่เด็กสาวประสบพบเจอในตอนนี้ได้."ซวยแล้ว! นี่มันกระเป๋าอายนี่นา! ไปเผลอสลับกันตั้งแต่เมื่อไหร่?""แต่คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เพราะถ้าเป็นงั้นก็แสดงว่ากระเป๋าของเราก็ต้องอยู่ที่อายสิ..""ถ้าเราทำการบ้านให้อาย ยัยนั่นก็ต้องทำให้เรา ก็ถือว่าเจ๊า ๆ กันไปล่ะเน๊อะ (^.^)"."แคว๊ก!!!"เสียงรูดซิบกระเป๋าเป้ออก.ด้วยความสัตย์จริงว่าในยุคสมัยนั้น โรงเรียนมักจะมีกฎว่าห้ามนักเรียนใช้ก
ที่พักเท้าด้านหลังถูกถีบลงก่อนเลยเป็นอันดับแรก เสียงดัง "แกร๊ง!" อันใสแจ๋วของมัน บ่งบอกได้ถึงความสดซิงของจักรยานสีชมพูพิงค์คันนี้ได้ดีที่สุด อายกวักมือเรียกให้เพื่อนสาวขึ้นมายืนบนที่เหยียบ พลางคว้าเอามือเรียวทั้งสองข้างของเพื่อนมาวางบนบ่าตัวเอง ภาพที่ออกมาจึงดูดีทีเดียว มันได้อารมณ์เหมือนเด็ก ๆ ในแก๊งค์แฟนฉัน หากแต่นี่คือ อาย กับ มิน เป็นเด็กผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย."เอานะมิน.. อายจะปั่นล่ะนะ!"."ไหวเหรอเธอ.. อย่างน้อยเธอควรจะเอาเป้บนหลังมาไว้ที่ฉันนะ"มินถามด้วยความเป็นห่วง."เอาน่า.. อายมีประสบการณ์ ตลอด 3 วันมานี้อายไม่ล้มเลยสักครั้ง""เพราะงั้นถึงมั่นใจปั่นจักรยานมาโรงเรียนเองไง.. อิ ๆ (^-^)"."เหอะ ๆ นี่ฉันต้องมั่นใจกับคำพูดแค่นี้ของเธอจริง ๆ ดิ (T ^ T)"ขาสั่นเป็นเจ้าเข้า มือที่เกาะไหล่ไว้ก็เปียกโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อ."ถ้างั้นก็ไปกันเล๊ย! สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นนน! , ฮึบ!""เฮือกกก~!""อ่ะ! , เฮือกกก~!""อ๊าาากกก~! "."แก๊ง! , แก๊ง! , ครืด! , แก๊ง! , แก๊ง! "เสียงโซ่ครูดกับฟันเฟืองดังสนั่น ฟังจากเสียงเหมือนจะแรงมากแต่ความจริงคือช้ายิ่งกว่าตัวสล็อตเมาสารระเหย.ดีแค่ไหนแล้วที่
"กิ๊ง! , ก่อง! , กาง! , ก่อง! / กิ่ง! , กอง! , ก๊าง! , ก่อง!"เป็นเสียงล้อเลียนออดเลิกเรียนที่ดังขึ้นจากกล่องเสียงของมิน.ในชุดนักเรียนคอซองเธอเดินนำหน้าเพื่อนสนิทของเธอ มายังประตูหน้าโรงเรียนด้วยความแคล่วคล่องราวกับปิดตาเดินได้ ขึ้นชื่อว่าเด็กก็มักจะเป็นกันแบบนี้ เลิกเรียนทีไรไม่ใช่การดีใจที่ได้กลับบ้านหรอก หากแต่เป็นการได้หาความสุขจากการกินขนมหน้าโรงเรียน เพื่อเป็นดั่งรางวัลในการตรากตรำตำราหลวงมาทั้งวันซะมากกว่า และแม้ว่าตอนนี้ทั้ง มิน และ อาย จะขึ้น ม.3 จนมีอายุครบ 15 ปีกันหมดแล้ว แต่พวกเธอก็ยังมีพฤติกรรมไม่ต่างจากเด็กอนุบาลอยู่."เฮ้! อย่าเดินเร็วนักสิมินรออายด้วย! ขาเค้าสั้นอ่ะวิ่งตามเธอไม่ทันหรอกนะ!""รอด้วย ๆ , ขอออกไปซื้อขนมด้วยคน! , แฮ่ก! ๆ ๆ".เด็กสาวสองคนยืนกอดกระเป๋ารอลุงนักการมาเปิดประตูด้วยใจจดจ่อ ชั่วเสี้ยวพริบตาที่ประตูเหล็กหมุนล้อติ้ว ความสุขจากผนังกระเพาะก็เริ่มปฎิบัติการทวงคืนสารอาหารทันที ลูกชิ้นทอดมาก่อนเลยหนึ่งเซต น้ำปั่นนมชมพูตามมาอีกสอง ยำลูกชิ้นเจี้ยวหมา ขนมโตเกียวแป้งนุ่ม โอ้โหบอกได้คำเดียวเลยว่าเหมือนไม่ได้มาเรียน แต่มาบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยาแทนพระพุทธองค์ม







