Masuk“นี่มัน…กุ้งนี่!!”
เสียงของเขาดังจนเด็กๆ แถวนั้นหันมามอง ขณะที่พ่อค้าเฒ่าทอมสันหัวเราะหึๆ แคะฟันด้วยเล็บแล้วตอบเสียงทุ้ม
“กุ้ง…? โฮ่ๆ ที่นี่ใครเขาเรียกกุ้งกันเล่าเด็กน้อย พวกข้าน่ะเรียกว่า คลอว์วิน ต่างหาก”
อาเธอร์รีบก้าวเข้าไปใกล้ ตาแทบไม่กะพริบ มองเจ้าคลอว์วินสิบกว่าตัวดิ้นพล่านอยู่ในตะกร้า ก้ามแวววาวส่องประกายเหมือนโลหะชุบคมราวใบมีด ขณะขยับ มันยังทิ้งร่องรอยเป็นเส้นบางๆ ลอยวูบในอากาศ ราวกับใบมีดลมเฉือนที่ตัดแม้แต่ฝุ่น
“คุณทอมสันครับ…กุ—เอ่อ คลอว์วินพวกนี้ ขายยังไงเหรอครับ? ผมไม่เคยเห็นคุณลุงเอามาส่งที่โรงแรมเลยสักที”
ทอมสันเลิกคิ้ว หัวเราะพรืด “ฮ่าๆๆ โรงแรมเจ้าจะเอาพวกมันไปทำอะไรกัน? ที่นี่ใครเขากินคลอว์วินกันเล่า! คนทั้งหมู่บ้านเขาก็เอาแต่ก้ามมันไปตีเป็นใบมีด หรือลอกเปลือกแข็งๆ มาขัดเป็นเกราะ ต้มกินน่ะรึ? เจ้าอยากให้ไส้ขาดก่อนถึงปากหรือไง”
อาเธอร์นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงท้องร้องโครกออกมาเบาๆ ความทรงจำในอดีตชาติประดังขึ้นมา—กุ้งเผาน้ำจิ้มซีฟู้ด กุ้งทอดกระเทียมพริกไทย กุ้งนึ่งนมสด…น้ำลายแทบไหล
“หืม…ที่นี่ไม่กินกุ้งงั้นเหรอ?” เขาพึมพำกับตัวเอง
“ฮึ เจ้านี่พูดอะไรแปลกๆ อีกแล้ว” ทอมสันยกมือกอดอก มองเขาด้วยสายตางงๆ
อาเธอร์กัดฟันแน่นก่อนเงยหน้ามองอย่างจริงจัง “คุณทอมสัน ขายให้ผมได้มั้ยครับ”
พ่อค้าเฒ่าหัวเราะลั่น “ขายให้เจ้ารึ? ฮ่าๆๆ! ถ้าจะซื้อไปเลี้ยงไว้ในบ่อขำๆ ก็เอาไปเถอะน่า แต่ระวังให้ดีล่ะ ก้ามมันมีเวท ลมเฉือน แฝงอยู่แถมคมเหมือนคมดาบ ขืนซุ่มซ่ามไปโดนเข้าล่ะก็ นิ้วเจ้าขาดเป็นริ้วๆ แน่!”
เขาพูดจบก็จงใจงัดก้ามคลอว์วินตัวหนึ่งขึ้นมาโชว์ พลัน “ฉับ!” เสียงก้ามตัดอากาศดังวูบ เศษผ้าขี้ริ้วที่พาดอยู่ข้างตะกร้าขาดออกเป็นสองท่อนราวกับถูกมีดโกนเชือด
แต่แทนที่อาเธอร์จะกลัว ดวงตาเขากลับส่องประกายระยิบราวกับเห็นทองคำ
“งั้นแบบนี้ดีมั้ยครับ… คุณลุงให้คลอว์วินสิบตัวนี้กับผมก่อนฟรีๆ แล้วคืนนี้ คุณลุงลองไปที่ร้านอาหารโรงแรม ผมรับรองเลยว่าคุณลุงจะได้ลิ้มรสชาติที่ทำให้ลืมไม่ลง!”
ทอมสันกะพริบตาปริบๆ ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะ “ฮ่าๆๆ เจ้านี่ช่างโม้นัก! แต่ก็น่าสนใจดี เอาสิ ลุงอยากรู้เหมือนกันว่าคลอว์วินที่คนทั้งหมู่บ้านไม่กล้ากิน จะกลายเป็นอะไรกันแน่ในมือเจ้า”
เขาคว้าตะกร้าแล้วยัดคลอว์วินสิบตัวใส่ถุงหนังส่งให้อาเธอร์ “เอาไปเลย! แต่ถ้าเจ้าไม่ทำให้ลุงประหลาดใจได้ล่ะก็…ลุงจะเอาเจ้าไปเลี้ยงแทนคลอว์วินซะดีมั้ย ฮ่าๆๆๆ!”
หลังจากเอากระดาษและหมึกไปวางให้ลุงไซรัสเรียบร้อย อาเธอร์ก็แทบจะวิ่งลงมายังครัวใหญ่ของโรงแรม ใจเต้นตึกตักราวกับเด็กที่ได้ของเล่นใหม่
ในหัวเต็มไปด้วยภาพความทรงจำ—เสียงน้ำมันเดือดฉ่า กลิ่นหอมกระเทียมพริกไทย ความกรอบของกุ้งทอดสามเกลอที่เคยเสิร์ฟลูกค้าที่ร้านเก่าในกรุงเทพฯ และตอนนี้…เขามีทั้ง “คลอว์วิน” และ “สามเกลอ” อยู่ในมือ!
“ท่านแม่ครับ ผมขอใช้ครัวซักครู่นะครับ พอดีได้วัตถุดิบใหม่มา เลยอยากลองถามอะไรนิดหน่อย”
อาเธอร์ยกสองมือไหว้เล็กๆ พร้อมทำตากลมโตแปะปิ๊งใส่แม่เข้าเต็มๆ
~ สายตาทำลายล้าง ~
ซาร่าถอนหายใจยาว ยกมือกอดอกแต่ปากมุมกระตุกขึ้นนิดๆ “ได้สิ…แต่ห้ามไปยุ่งกับวัตถุดิบของครัวเชียวนะ คืนนี้พ่อค้าคาราวานจะมากินดื่มกันทั้งคืน ถ้าเจ้าทำหายไปแม้แต่ขนมปังแผ่นเดียว แม่จะให้เจ้าไปล้างหม้อทั้งสัปดาห์!”
“ครับแม่!” อาเธอร์ยิ้มกว้างเหมือนได้รับชัยชนะในศึก
เมื่อแม่เดินออกไปที่บาร์ เขาก็รีบหันกลับมา หยิบตะกร้า “คลอว์วิน” วางบนโต๊ะ ก้ามของมันยังวาวแสงสลับสะท้อนเหมือนมีคมดาบซ่อนอยู่ ข้างๆ กันคือเครื่องเทศที่เขาพึ่งได้มาเมื่อเช้า—กระเทียม พริกไทย และรากผักชี สามเกลอ
อาเธอร์สูดลมหายใจเข้าลึก “เอาล่ะ…ถึงเวลาสร้างตำนาน กุ้งทอดสามเกลอ!”
เขาคว้ามีดขึ้นมา แต่พอก้มหันไปดู “คลอว์วิน” ก็ดันฟาดก้ามใส่โต๊ะ ฉับ! เสี้ยนไม้กระเด็นปลิวว่อนจนเกือบเฉียดจมูก “เฮ้ยๆ ใจเย็นๆ เพื่อน! นี่ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นเมนูระดับตำนานนะ ไม่ใช่ศัตรูในสนามรบ!” อาเธอร์บ่นพึมพำเหมือนกำลังเจรจาสงบศึก
เขาใช้ผ้าหนาๆ คลุมตัวคลอว์วินก่อนรีบลงมือชำแหละ ก้ามยังคงเปล่งไอเวทลมเฉือนจนผ้าขาดเป็นริ้ว ต้องกดแรงๆ ถึงจะหยุดดิ้นได้ พอหัวใจเริ่มสงบ อาเธอร์ก็จัดการแกะคลอว์วินออกมาเป็นตัวๆ เนื้อข้างในกลับทอประกายจางๆ ราวกับคริสตัลใต้น้ำ
“สวยกว่ากุ้งบ้านเราตั้งเยอะ…” เขาพึมพำ ก่อนหยิบครกหินขึ้นมา ใส่สามเกลอ โขลกจนกลิ่นหอมฉุยลอยอบอวลไปทั่วห้องครัว
เสียง “ตึ้ก! ตึ้ก! ตึ้ก!” ของสากดังเป็นจังหวะ ผสมกับกลิ่นกระเทียมผัดกับพริกไทยที่แทบจะทะลุทะลวงเข้าไปในจมูก
แค่คิดว่าอีกไม่นานกุ้งทอดสามเกลอจะลงกระทะ น้ำมันร้อนๆ กำลังจะเดือดฉ่า อาเธอร์ก็ยิ้มกว้างไม่หยุด
เย็นวันนั้น แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันค่อย ๆ ลาลับหลังแนวภูเขา แสงสีทองอ่อนทอดผ่านกระจกหน้าต่างของ โรงแรมเหล่ากระต่าย กลิ่นอาหารเย็นจากครัวผสมกับกลิ่นไม้หอมจากเตาผิงสร้างบรรยากาศอบอุ่นเช่นทุกวันประตูไม้ถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา อาเธอร์เดินเข้ามาพร้อมเสียงกระดิ่งประตูดัง กริ๊ง— เสียงพูดคุยในบาร์หยุดลงครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงคุ้นเคยตะโกนมาจากเคาน์เตอร์ด้านใน“กลับมาแล้วเหรอ อาเธอร์!” ปีเตอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส มือยังไม่ละจากการเช็ดแก้วไวน์ “วันนี้ไปช่วยลุงจอร์จกับป้ามาร์ธามาใช่มั้ยลูก?”“ครับ พ่อ งานไปได้ดีเลยครับ ทั้งสามคนขยันมาก ผมเองก็ได้ตกปลาแล้วก็หาของกลับมาทำอาหารกลางวันด้วย”“ฮ่า ฮ่า ดีมากลูกชายคนนี้!” ปีเตอร์หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหยิบซองจดหมายจากใต้เคาน์เตอร์ส่งให้ “แล้วก็… มีจดหมายส่งมาถึงลูกด้วยนะ ดูท่าทางจะสำคัญมากเลยทีเดียว”อาเธอร
เขาเดินต่อไปอีกหน่อยก็พบลำธารสายเล็ก ๆ ที่แยกจากทะเลสาบ น้ำใสจนมองเห็นพื้นทรายละเอียดด้านล่าง ฝูงปลาตัวเล็กสีเงินแหวกว่ายผ่านเท้าไปมาอย่างไม่กลัวคน อาเธอร์นั่งยองลง ใช้มือตักน้ำขึ้นมาล้างหน้า — น้ำเย็นแต่ไม่หนาว ให้ความรู้สึกสดชื่นจนอยากสูดลมหายใจให้เต็มปอดอาเธอร์เดินเลียบลำธารลงไปยังเชิงน้ำตก เสียงน้ำกระทบโขดหินดัง “ซ่าาาา” แผ่วเบาแต่ต่อเนื่อง สายหมอกจากละอองน้ำลอยกระจายไปทั่วพื้นที่ ทำให้ผิวกายรู้สึกเย็นสบายและสดชื่นอย่างน่าประหลาด เขาก้าวเท้าไปตามหินเรียบที่ปกคลุมด้วยตะไคร่สีเขียว แล้วหยุดลงตรงแอ่งน้ำใสที่ปลาสวรรค์กำลังว่ายไปมาแสงแดดลอดผ่านม่านน้ำตกสะท้อนเกล็ดสีรุ้งบนลำตัวปลาสวรรค์ มันงดงามจนแทบไม่กล้าทำร้าย แต่ในใจอาเธอร์กลับรู้ดี — นี่คือของขวัญจากธรรมชาติ ที่จะกลายเป็นอาหารอันแสนอร่อยในวันนี้หลังจากตกปลาได้สองสามตัว เขาก็เก็บสาหร่ายสีเขียวมรกตที่เกาะอยู่ตามหิน และเก็บหินเกลือก้อนเล็ก ๆ ที่ซึมไหลออกมาจากผนังหินด้านข้าง ก่อนจะเดินกลับไปยังลานก่อสร้างที่ลุงจอร์จ ป้ามาร์ธา และลุงทอมส
เสียงหัวเราะครืนใหญ่ดังขึ้นทันที บางคนถึงกับยกเบียร์ขึ้นชนกันเป็นเชิงแซว “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ลุงจอร์จของเรานี่ไม่เบาเลยนะ!”อาเธอร์ยิ้มกว้าง เดินเข้าไปในวงแล้วโบกมือให้ “นั่นสิครับ กลิ่นมันอ่อนๆ แต่ติดทนนานดีใช่มั้ยครับ”“ดีมากเลยหลานชาย!” จอร์จหัวเราะเสียงดังพลางตบไหล่อาเธอร์ “ขอบใจมากนะสำหรับยาสระผมเนี่ย ดีจริงๆ พรุ่งนี้ฉันกับป้ามาร์ธาจะไปเริ่มก่อสร้างฟาร์มกันแล้ว ถ้าอยากมาดูมากับเราก็ได้เลยนะ!”“ได้เลยครับ ลุงจอร์จ” อาเธอร์ตอบพร้อมรอยยิ้ม แล้วหันไปหาลุงทอมสันที่ยืนอยู่ข้างๆ “ลุงว่างมั้ยครับ ไปด้วยกันมั้ย เพราะลุงจะรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าผมแน่ๆ”ลุงทอมสันยกเบียร์ในมือขึ้น “จัดไปหลานชาย!”เสียงหัวเราะรอบวงดังขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและมิตรภาพยามค่ำคืน แสงไฟจากตะเกียงแกว่งไห
เขาถอนหายใจหนัก ร่างกายยังมีประกายแสงบาง ๆ เกาะอยู่ตามแขน ปีเตอร์มองลูกชายอย่างปลาบปลื้ม ขณะที่เบียร์ในหม้อทองแดงยังเดือดปุด ๆ — กลิ่นหอมของมอลต์ผสมกับกลิ่นใบไม้สดใหม่ ราวกับธรรมชาติทั้งปวงกำลังเฉลิมฉลองการ “ตื่น” ของสิ่งที่หายไปกว่าศตวรรษซาร่าเดินมาถึงสวนหลังบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่สิ่งที่เห็นทำให้ต้องอ้าปากค้าง—ต้นพืชที่เมื่อเช้ายังเป็นเพียงกอเล็ก ๆ ตอนนี้กลับสูงท่วมหัว ดอกไม้เบ่งบานทั่วบริเวณราวกับเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิในพริบตา แม้กระทั่งต้นสมุนไพรที่เธอปลูกไว้ใช้ในครัวก็ออกผลเต็มต้นจนกิ่งแทบหัก“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย… อาเธอร์!?” เธอร้องถามเสียงหลง“คือว่า... ผมไม่รู้เหมือนกันครับแม่ อยู่ดี ๆ ก็เกิดแสงสีเขียว แล้วพ่อก็บอกว่าผมมีพลังธาตุพืชพรรณ... แล้ว—”อาเธอร์พูดยังไม่ทันจบ เสียง “ตุ้บ!” ก็ดังขึ้นข้างหลัง ปีเตอร์ผู้เป็นพ่อ ล้มพับไปนอนตะแคงอยู่ข้างหม้อเบียร์ที่ยังอุ่นควัน“พ่อ!?”
หลังจากวุ่นวายหลายวันติดต่อกัน วันนี้อาเธอร์ตัดสินใจพักสบายๆ อยู่ที่บ้าน ช่วยงานที่ร้านตามปกติ หลังจากทำกิจกรรมยามเช้าของที่ร้านเรียบร้อย อาเธอร์ก็มาช่วยพ่อของเขาหมักเบียร์ภายในโรงเรือนเล็กด้านหลังบ้าน กลิ่นหอมหวานของมอลต์ลอยอ้อยอิ่งในอากาศ เสียงน้ำเดือดปุด ๆ ดังคลออยู่กับเสียงนกร้องนอกหน้าต่าง ปีเตอร์ยกถังไม้โอ๊กใบใหญ่ขึ้นวางบนโต๊ะ หันไปยิ้มให้ลูกชายที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมผ้าขนหนูพาดบ่า“อ้าว อาเธอร์ วันนี้มาช่วยพ่อหมักเบียร์เหรอ?” ปีเตอร์กล่าวพลางยกแขนเสื้อขึ้นเหนือข้อศอก“ป่าวครับ มาดูเฉย ๆ” อาเธอร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เผื่อจะได้แอบจดสูตรไปเปิดร้านแข่งกับพ่อบ้าง”“ฮ่า ๆ ๆ ถ้าเบียร์ลูกอร่อยกว่าพ่อจริง พ่อจะยอมกราบเลย” ปีเตอร์หัวเราะร่า ก่อนหยิบช้อนยาวไม้เนื้อแข็งขึ้นมา คนของเหลวในหม้อทองแดงที่ตั้งอยู่บนเตาไฟอาเธอร์มองอย่างสนใจ กลิ่นหอมของข้าวบาร์เลย์คั่วผสมกับฮ็อปส์ลอยอวลในอากาศจนรู้สึกมึนเล็กน้อย“ขั้นตอนน
อาเธอร์เจอคุณลุงทอมสันกำลังนั่งจิบเบียร์พอดี มือหนึ่งถือแก้วเบียร์ฟองฟู อีกมือโยกตามจังหวะเพลงที่ไม่มีใครได้ยิน เขาหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ยังคงรอยยิ้มใจดีตามแบบฉบับคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน จึงบอกกับลุงทอมสันไปว่า “คุณลุงครับ เด๋วพรุ่งนี้ช่วงสายๆ ผมแวะเข้าไปหาแล้วคุยเรื่องวัตถุดิบนะครับ”“อืมมม ได้เลย... หลานร๊ากกกกก” ลุงทอมสันลากเสียงยาวอย่างคนเมาเต็มที่ ก่อนหัวเราะเสียงดัง ฮะๆๆ แล้วจู่ ๆ ก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะหลับสนิทไปเฉย ๆอาเธอร์หัวเราะเบา ๆ “เฮ้อ... ลุงทอมสันนี่ทุกทีเลยนะ” เขาช่วยขยับแก้วเบียร์ให้ห่างจากมือของลุง แล้วค่อยเดินเข้าบ้านอย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้ใครตื่นหลังจากพักผ่อนเต็มที่ ความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาตลอดสัปดาห์ดูเหมือนจะค่อย ๆ จางหายไป เจ็ดวันที่ผ่านมา ยาวนานกว่าสิบสี่ปีที่ผ่านมาเสียอีก เหนื่อยเหลือเกินเช้านี้อากาศสดชื่น ลมจากภูเขาพัดเอากลิ่นหอมของดินชื้นและหมอกบาง ๆ อาเธอร์เดินตรงไปยังริมน้ำ ที่นั่น… ลุงทอมสันกำลังนั่งขัดอวนอย่างใจเย็น ข้างตัวมีถังไม้ใบใหญ่ที่ข้างในมีปลาเงินเลื่อมสะท้อนแดดยามเช้า“คุณลุงครับ เรื่องวัตถุดิบอะครับ” อาเธอร์ทักพร้อมยกมือไหว้ “ผมอยากวานค







