LOGINติ๊ก
ติ๊ก
ติ๊ก
ฉันลืมตาขึ้นในห้องคอนกรีตเดิม
ข้อมือถูกมัดติดกับเก้าอี้
กระดาษอวยพรวันเกิดวางอยู่ข้างนาฬิกาไม้
เข็มยาวกำลังเคลื่อนเข้าสู่เวลา 20.27 น.
อีกสามนาที ช่องลับจะเปิดออก
อีกไม่นาน อลิซาเบธกับพี่ชายจะเดินเข้ามา
อาเธอร์ยังมีชีวิตอยู่
พ่อยังรอให้ฉันช่วย
และคีรินทร์กำลังเล่นบทตำรวจผู้ซื่อสัตย์อยู่ที่ใดสักแห่งภายในอาคาร
แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป
ฉันจำได้ทุกอย่างแล้ว
ฉันเงยหน้ามองประตูเหล็ก รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก
“มาเริ่มกันใหม่เถอะ”
ฉันกระซิบ
“คราวนี้ ฉันจะเป็นคนกำหนดว่าใครต้องตาย”
แต่ก่อนเข็มนาฬิกาจะเคลื่อนไปถึงเวลา 20.30 น. ความเจ็บปวดรุนแรงก็พุ่งทะลุเข้ามากลางศีรษะ
ภาพของห้องคอนกรีตเริ่มสั่นไหว
ผนังแตกร้าวค่อย ๆ เลือนหาย
กลิ่นฝุ่นและสนิมถูกแทนที่ด้วยกลิ่นดินชื้น เสียงลมพัดผ่านต้นไม้ และเสียงพูดคุยของเด็กนักเรียนจำนวนมาก
ฉันหลับตาลงเพียงชั่วครู่
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฉันไม่ได้อยู่ในตึกร้างอีกแล้ว
เบื้องหน้าคือโรงเรียนหลังเดิมในวันที่มันยังไม่ถูกทิ้งร้าง
อาคารไม้สีเข้มตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าสน ทางเดินยาวสะอาดสะอ้าน หน้าต่างทุกบานเปิดรับลมเย็น นักเรียนในเครื่องแบบโบราณเดินผ่านฉันไปมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็นการมีอยู่ของฉัน
ฉันจำสถานที่แห่งนี้ได้
ไม่ใช่จากความฝัน
แต่จากชีวิตที่ฉันเคยใช้จริง ๆ
หลายร้อยปีก่อน โรงเรียนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นสำหรับบุตรหลานของตระกูลผู้มั่งคั่งและข้าราชการระดับสูง นักเรียนทุกคนพักอยู่ภายในหอเดียวกัน เรียน กิน และใช้ชีวิตร่วมกันแทบตลอดทั้งปี
ในตอนนั้น ฉันเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง
ชื่อของฉันยังคงเป็นนาเดียร์
ฉันมีพ่อที่เข้มงวดแต่รักลูกยิ่งกว่าสิ่งใด มีแม่ที่มักซ่อนขนมไว้ในกระเป๋าเสื้อให้เสมอ และมีน้องชายตัวเล็กที่ชอบวิ่งตามฉันไปทุกแห่ง
เขาชื่อโนอาห์
“พี่นาเดียร์!”
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากสนามหน้าอาคาร
เด็กชายวัยราวสิบขวบวิ่งเข้ามาหาฉันในความทรงจำ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่กว่าร่าง ผมสีดำยุ่งเหยิงจากการวิ่งเล่น และในมือถือตุ๊กตาไม้ที่พ่อแกะให้
“อย่าวิ่ง เดี๋ยวล้ม”
ตัวฉันในอดีตเอ่ยเตือน แต่โนอาห์ไม่เคยฟัง
เขาวิ่งเข้ามากอดเอวฉันเต็มแรง ก่อนเงยหน้าขึ้นยิ้ม
“วันนี้พี่กลับบ้านไหม”
“ยังกลับไม่ได้ ต้องเรียนอีกหลายวัน”
“งั้นผมจะอยู่ด้วย!”
“ไม่ได้ ที่นี่ไม่รับเด็กเล็ก”
“ผมไม่ใช่เด็กเล็กแล้วนะ!”
โนอาห์ยืดตัวขึ้นสุดความสูง ทำให้ฉันหัวเราะและยีผมของเขาจนยุ่งกว่าเดิม
ฉันไม่เคยรู้เลยว่า ภาพรอยยิ้มในวันนั้นจะกลายเป็นความทรงจำสุดท้ายที่งดงามของน้องชาย
เสียงระฆังเรียกเข้าเรียนดังขึ้น
ภาพรอบตัวเปลี่ยนไป
ฉันยืนอยู่ภายในห้องเรียนหมายเลขสิบสาม นักเรียนเกือบสามสิบคนนั่งอยู่ตามโต๊ะไม้ ด้านหน้าห้องมีครูใหญ่กำลังแนะนำเด็กชายคนใหม่
เขามีรูปร่างสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันเล็กน้อย ผิวขาวซีด เส้นผมสีดำสนิท และดวงตาสงบนิ่งราวกับไม่รู้สึกประหม่าแม้แต่น้อย
“เขาเพิ่งย้ายมาจากต่างเมือง”
ครูใหญ่กล่าว
“หวังว่าทุกคนจะช่วยดูแลเพื่อนใหม่ด้วย”
เด็กชายก้มศีรษะอย่างสุภาพ
“ผมชื่อคีรินทร์”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น หัวใจของฉันก็กระตุกแรง
ใบหน้าของเขาในวัยเยาว์ไม่ต่างจากตำรวจหนุ่มที่ฉันเคยพบ เพียงไม่มีแว่นกรอบบางบดบังดวงตาสีดำลึกล้ำ
แต่คีรินทร์ไม่ใช่เด็กใหม่เพียงคนเดียว
ด้านหลังห้องมีเด็กชายอีกคนยืนอยู่
เขาอายุไล่เลี่ยกัน ใบหน้าคมคาย ทว่ารอยยิ้มกลับดูเป็นมิตรและเปิดเผยมากกว่า เขาเดินเข้ามานั่งโต๊ะข้างฉัน ก่อนกระซิบว่า
“ในที่สุดก็มีคนใหม่อีกคน ฉันจะได้ไม่ถูกเรียกว่าเด็กย้ายมาตลอดไปเสียที”
เขาชื่อเซบาสเตียน
เด็กใหม่ที่ย้ายเข้ามาก่อนคีรินทร์ไม่กี่เดือน
และในเวลาต่อมา เขาก็กลายเป็นคนรักของฉัน
ความทรงจำไหลผ่านอย่างรวดเร็ว
ฉันเห็นตัวเองนั่งอ่านหนังสือกับเซบาสเตียนใต้ต้นไม้หลังโรงเรียน เห็นเขาแอบนำดอกไม้แห้งมาวางไว้ในลิ้นชัก เห็นเราจับมือกันในทางเดินยามค่ำคืน และให้สัญญาว่า เมื่อเรียนจบจะออกจากโรงเรียนแห่งนี้ไปด้วยกัน
ส่วนคีรินทร์เป็นเพียงเด็กชายเงียบ ๆ ที่คอยยืนมองอยู่ห่าง ๆ
เขาไม่ค่อยพูดกับใคร
แต่เมื่อพูด ทุกคนจะหยุดฟัง
เขารู้เรื่องราวเก่าแก่จำนวนมาก ทั้งตำนานเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย การแลกเปลี่ยนวิญญาณ และพิธีกรรมของชนเผ่าที่สูญหายไปจากโลก
ในตอนแรก ทุกคนคิดว่ามันเป็นเพียงนิทาน
จนกระทั่งคืนหนึ่ง คีรินทร์นำหนังสือปกดำเล่มหนึ่งเข้ามาในห้องพักรวม
“พวกเธออยากลองเล่นเกมไหม”
เขาถาม
นักเรียนหลายคนหันมามองด้วยความสนใจ
“เกมอะไร?”
“มันเรียกว่าเกมผู้มอบพร”
เขาวางหนังสือบนพื้น แล้วเปิดหน้าซึ่งเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ประหลาด เป็นรูปวงกลมซ้อนกันสามชั้น และมีดวงตาที่ปิดสนิทอยู่ตรงกลาง
สัญลักษณ์ของซาเวียร์
ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าคำนั้นหมายถึงอะไร
เซบาสเตียนแตะใบหน้านาง“เพราะชีวิตหนึ่งซึ่งเจ้ามองข้าเป็นคนแปลกหน้า ยังดีกว่านิรันดร์ที่ไม่มีเจ้าอยู่ในจักรวาล”คีรินทร์ซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลเข้าใจในเวลานั้นว่า ผู้เป็นนายกับตนไม่ได้แตกต่างกันเลยเซบาสเตียนยอมให้นางเกิดซ้ำ เพื่อให้มีโอกาสถูกเลือกส่วนคีรินทร์ยอมเฝ้าวงจร เพื่อให้มีโอกาสอยู่ข้างนางก่อนความทรงจำกลับมาชายทั้งสองรู้ว่า การเวียนว่ายจะสร้างความเจ็บปวดแต่ไม่มีใครยอมปล่อยเพราะสำหรับผู้เป็นอมตะ ความสูญเสียไม่ใช่การเห็นคนรักตายเพียงครั้งเดียวมันคือการต้องมีชีวิตต่อไปตลอดกาล โดยรู้ว่าคนคนนั้นเคยมีอยู่ และจะไม่มีวันกลับมาอีกเซบาสเตียนกลัวความว่างเปล่านั้นคีรินทร์ก็เช่นกันจึงไม่มีใครถามอมาเรียว่า ความปรารถนาที่เอ่ยในวันที่สิ้นหวัง ยังเป็นสิ่งที่นางต้องการจริงหรือไม่พวกเขาเพียงเปิดวงจรอีกครั้งชีวิตแรกของการเกิดใหม่จบลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดเมื่อข่าวเรื่องปีศาจแพร่ไปถึงศาสนจักร ครอบครัวของอมาเรียถูกกล่าวหาว่าทำสัญญากับสิ่งชั่วร้ายทหารถูกส่งมาล้อมคฤหาสน์บิดาของนางถูกสังหารขณะปกป้องลูกมารดาถูกจับส่วนน้องชายถูกนำไปเป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้อมาเรียยอมมอบตัวประวัติศาสตร์เริ่ม
เซบาสเตียนมองหญิงสาวในอ้อมแขนของคีรินทร์ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมห้อง“ส่งนางมาให้ข้า”คีรินทร์กระชับแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ร่างของนางยังรับความทรงจำไม่ได้”“เพราะเจ้าปลุกนางเร็วเกินไป”“ข้าเพียงสอนเรื่องอดีต”“เจ้าพูดชื่อข้า?”“นางจำได้เอง”เซบาสเตียนยื่นมือออกมา“ส่งมา”คีรินทร์ไม่ขยับปีศาจผู้เป็นนายมองการต่อต้านของลูกน้องด้วยสีหน้าเย็นชา“เจ้าลืมหน้าที่หรือ”“หน้าที่ของข้าคือปกป้องนาง”“หน้าที่ของเจ้าคือพานางกลับมาหาข้า”“หากท่านแตะต้องตอนนี้ วิญญาณนางอาจแตกสลาย”“ข้ารู้วิธีรักษานางดีกว่าเจ้า”“ท่านรู้วิธีรักษา หรือรู้เพียงวิธีครอบครอง”คำพูดนั้นทำให้เงาทั่วห้องเคลื่อนไหวหน้าต่างทุกบานปิดกระแทกพร้อมกันเซบาสเตียนเข้ามาหยุดตรงหน้า“เจ้ากำลังท้าทายข้าเพราะนาง?”คีรินทร์สบตาผู้เป็นนาย“ข้าไม่ยอมให้นางเจ็บอีก”“เจ้าคิดว่าข้ายอม?”“ท่านคือคนสร้างวงจรนี้”“ตามคำขอของนาง”“เพราะท่านกลัวนางจากไป”ดวงตาสีแดงของเซบาสเตียนเข้มขึ้น“แล้วเจ้าตามหานางเพราะอะไร”คีรินทร์เงียบ“ความภักดี?”เซบาสเตียนถาม“หรือหวังว่า ก่อนความทรงจำจะกลับมา นางจะรักเจ้าเสียก่อน”คำพูดนั้นเปิดเผยความจริงที่คีริน
หลังประตูแห่งความมืด ปีศาจผู้เป็นเจ้าของดินแดนนิรันดร์ลืมตาขึ้นจากการหลับใหลหัวใจของเขาไม่ได้เต้นมานานกว่าหนึ่งร้อยปีตั้งแต่วินาทีที่วีวี่สลายไปจากอ้อมแขนแต่ในคืนนั้น เศษพลังที่ฝังอยู่ในวิญญาณของนางส่งเสียงตอบรับกลับมาตุบหัวใจเต้นหนึ่งครั้งพระราชวังทั้งหลังสั่นสะเทือนดอกไม้ที่ไม่เคยร่วงโรยกลับหลุดจากกิ่งพร้อมกันแม่น้ำสีเงินหยุดไหลและประตูบานใหญ่ซึ่งปิดตายมาตลอดศตวรรษก็ปรากฏรอยแยกเล็ก ๆเซบาสเตียนลุกขึ้นจากบัลลังก์“วีวี่…”ชื่อของนางหลุดออกจากริมฝีปากเขาเดินไปยังทะเลสาบแห่งอดีตผิวน้ำสะท้อนภาพเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินกลับบ้านพร้อมน้องชายใบหน้าไม่ใช่วีวี่แต่ท่าทางเวลาลูบศีรษะเด็กชายเหมือนเดิมรอยยิ้มเวลาถูกน้องชายแกล้งเหมือนเดิมกระทั่งวิธีจับข้อมือตัวเองเมื่อรู้สึกกังวลก็ยังเหมือนเดิมเซบาสเตียนยื่นมือแตะผิวน้ำภาพสะท้อนสั่นไหว“เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ”เขาควรยินดีแต่เมื่อเห็นคีรินทร์ยืนอยู่ห่างออกไปในภาพ ความยินดีกลับปะปนด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยความหึงหวงคีรินทร์สามารถเดินอยู่ในโลกมนุษย์พูดคุยกับนางยืนข้างนางใต้แสงอาทิตย์ส่วนเซบาสเตียนทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่หลังประตูเพ
หลายร้อยปีหลังนครเวลลาริสล่มสลาย เด็กหญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวขุนนางแห่งดินแดนอันห่างไกลนางมีเส้นผมสีเข้ม ชอบจับเครื่องมือของบิดามาแยกชิ้นส่วน และมักใช้เวลาหลายชั่วโมงจ้องมองเฟืองทองเหลืองหมุนอยู่ในนาฬิกาเรือนเก่าบิดาตั้งชื่อให้นางว่า อมาเรียไม่มีใครรู้ว่า ภายในร่างเล็กนั้นมีเศษเสี้ยวของวิญญาณซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในนครเวลลาริสไม่มีใครรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้เคยมีชื่อว่าวีวี่แม้แต่อมาเรียเองก็ไม่รู้นางจำบิดาผู้เป็นช่างทำนาฬิกาไม่ได้จำมารดาที่เสียชีวิตในคุกไม่ได้จำลูซิอัส น้องชายซึ่งสิ้นใจอยู่ในอ้อมแขนไม่ได้และจำปีศาจผู้ยอมฉีกส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์มาฝังไว้ในหัวใจของนางไม่ได้แต่ความทรงจำบางอย่างไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปของภาพหรือถ้อยคำบางครั้งมันกลับมาเป็นความรู้สึกอมาเรียกลัวประตูหินที่ไม่มีลูกบิดเกลียดเสียงสวดของนักบวชร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นเด็กชายเจ็บป่วยและไม่เคยยอมให้นาฬิกาในห้องนอนหยุดเดิน แม้เพียงคืนเดียวนางมักฝันถึงชายสองคนคนแรกมีดวงตาสีแดง เขายืนอยู่อีกฟากของประตูมืดมิดและเรียกชื่อที่นางไม่รู้จักอีกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ยืนอยู่ใต้หน้าต่างห้องนอนทุกคืน แต่ไม่เคย
พิธีเกิดขึ้นในวิหารใต้ดินของเวลลาริสเซบาสเตียนสร้างนาฬิกาเรือนแรกจากไม้ของต้นไม้ซึ่งเติบโตอยู่ระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายวีวี่วางมือบนหน้าปัดคีรินทร์ยืนเฝ้าประตูส่วนเซบาสเตียนใช้เลือดของตนวาดวงกลมสามชั้นลงบนพื้นวงแรกแทนอดีตวงที่สองแทนปัจจุบันวงสุดท้ายแทนอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง หากผู้ถูกผูกยังไม่ยอมปล่อยมือตรงกลางวงกลมเป็นรูปดวงตาปิดดวงตาของผู้ที่เกิดใหม่โดยไม่รู้ความจริงเซบาสเตียนถามเป็นครั้งสุดท้าย“เจ้าแน่ใจหรือ”วีวี่มองร่างของครอบครัวซึ่งถูกนำมาวางรอบวงพิธี“ข้าอยากพบพวกเขาอีก”“แม้ต้องสูญเสียซ้ำ?”นางหลับตา“อย่างน้อยข้าก็จะได้รักพวกเขาอีกครั้ง”“แม้จะจำข้าไม่ได้?”วีวี่ลืมตาขึ้นและเอื้อมมือแตะใบหน้าของเขา“หากความรักของเราจริง ต่อให้ความทรงจำหายไป หัวใจข้าคงกลับมาหาท่าน”เซบาสเตียนยิ้มเศร้า“นั่นคือความหวังที่โหดร้ายที่สุดที่เจ้าเคยมอบให้ข้า”เขาจูบหน้าผากนางจากนั้นแทงมือเข้าไปในหน้าอกตนเอง และดึงเศษพลังสีดำซึ่งส่องประกายเหมือนแก้วออกมามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์ของปีศาจของขวัญที่ไม่ควรถูกมอบให้มนุษย์เขาฝังมันลงในหัวใจของวีวี่ร่างของนางสว่างขึ้นเส้นเลือดสีทองปร
วิญญาณของนางอาจเดินผ่านประตูสุดท้าย และเขาจะไม่มีวันได้พบอีกระหว่างปล่อยให้คนรักจากไปอย่างสงบ กับกักนางไว้ในโลกเพื่อให้มีโอกาสพบกันอีก—เซบาสเตียนเลือกอย่างเห็นแก่ตัว“ข้าจะทำ”เขากล่าวคีรินทร์หันไปมองเจ้านาย“ท่านรู้หรือไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไร”“รู้”เซบาสเตียนเดินเข้าไปหาวีวี่“ข้าจะผูกวิญญาณเจ้ากับผู้ที่เจ้ารัก ทุกครั้งที่ประตูแห่งซาเวียร์ถูกเปิด เจ้าจะถือกำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ และวิญญาณของครอบครัวจะถูกดึงมาอยู่ใกล้เจ้า”“ข้าจะจำพวกเขาได้ไหม”“ไม่”“แล้วจะรู้ได้อย่างไร”“หัวใจเจ้าจะรู้”“แล้วท่านล่ะ”เซบาสเตียนนิ่งไป“ข้าจะรออยู่อีกฟาก”วีวี่มองเขาด้วยความเจ็บปวด“ข้าไม่อยากลืมท่าน”“แต่เจ้าต้องลืม มิฉะนั้นวิญญาณจะไม่สามารถเริ่มชีวิตใหม่ได้”“แล้วเมื่อไรจะจำได้”“เมื่อวงจรเข้าใกล้จุดจบ เมื่อเจ้าต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับข้าอีกครั้ง”“เหตุใดต้องเลือก”“เพราะไม่มีวิญญาณใดอยู่ได้ทั้งในโลกของคนเป็นและอาณาจักรของข้าตลอดไป”เซบาสเตียนยื่นมือแตะใบหน้านาง“ทุกชีวิต เจ้าจะมีโอกาสเลือกใหม่”“หากข้าเลือกครอบครัว?”“วงจรจะเริ่มอีกครั้ง”“หากเลือกท่าน?”“เจ้าจะกลับมาอยู่กับข้า และปล่อยพวกเขาเด







