LOGIN“ข้าให้คนฝังเอาไว้ใกล้ๆ กับหลุมฝังศพแม่นมจ้าว เจ้าไปไหว้มาแล้วไม่เห็นหรือ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าไม่ทันสังเกตต้องขออภัยด้วย”
“ขออภัยผู้ใดเล่า ข้าหรือ?” เซี่ยซวงซวงส่ายหน้า “ข้าเพียงมาส่งข่าวและคืนของเท่านั้น”
“รบกวนท่านแล้ว” โม่อวี๋กล่าวกับอีกฝ่าย
“เช่นนั้นก็หมดเรื่องของข้าแล้ว ข้าขอตัว” เซี่ยซวงซวงก้าวฉับๆ จากไป แต่เดินไปได้ไม่นานก็หมุนตัวกลับมามองโม่อวี๋อีกครั้ง เห็นอีกฝ่ายก้มลงมองห่อผ้าในอ้อมแขนสาวใช้ด้วยดวงตาเศร้าสร้อย นางให้รู้สึกว่าสตรีผู้นี้แตกต่างไปจากที่เคยได้ยินมาลิบลับ
มองดูสาวใช้ของโม่อวี๋ปลอบโยนผู้เป็นนายเสียงเบาก่อนเดินกลับต่อไป ทิศทางแน่นอนว่าเป็นจวนตระกูลโม่
“ไม่ได้นั่งรถม้ามา?”
จากจุดที่นางอยู่หากจะเดินกลับไปยังจวนตระกูลโม่ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ แม้สำหรับนางระยะทางเพียงเท่านี้ไม่นับเป็นอะไรได้ แต่สำหรับเหล่าสตรีที่ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมมาในห้องหอ หาไม่ง่ายนักที่จะเดินไกลขนาดนี้
ละสายตาจากแผ่นหลังของโม่อวี๋ เซี่ยซวงซวงหมุนตัวย้อนกลับไปทิศทางเดิมแต่สายตาดันเหลือบไปมองหน้าต่างชั้นสองของหอซื่อสื่อ
“พี่จวิ้น? องค์ชายรอง?”
โจวอวิ๋นเสียงโบกมือให้หญิงสาว นางจึงเดินเข้าไปในหอซื่อสื่อและขึ้นไปยังชั้นสอง “พวกท่านมาทำอะไรที่นี่”
“เห็นๆ อยู่ว่ามาจิบสุรา”
“หม่อมฉันถามพี่จวิ้น”
“อ้อ”
“เจ้ารู้จักกับคุณหนูโม่หรือ”
“ก็รู้จักเท่าๆ กับที่ท่านรู้จัก ข้าเพียงนำเงินที่นางส่งมาจากซางจี๋ให้คนดูแลที่ดินนอกเมืองเท่านั้น” นางนั่งลงรินชาให้ตัวเองแล้วนั่งลง
“คนดูแลที่ดิน? ของเจ้า?” โจวอวิ๋นเสียงรู้สึกไม่เข้าใจเพราะบทสนทนานี้ดูอย่างไรก็ไม่น่าเกี่ยวกับโม่อวี๋ “พวกนางรู้จักกันหรือ”
“แม่นมจ้าวที่สิ้นใจในปีที่คุณหนูโม่ออกจากเมืองหลวง นางเป็นมารดาของคนดูแลที่ดินของข้า หลังจากมารดาของนางสิ้นใจสองเดือนต่อมานางคลอดบุตรยากจึงสิ้นใจตามไปด้วย คุณหนูโม่ไปซางจี๋ก็จริงแต่ทุกเดือนนางจะส่งเงินกลับมา...น่าจะเป็นเงินครึ่งหนึ่งของทุกเดือนที่นางได้จากใต้เท้าโม่ ข้าว่านางดูไม่เหมือนกับข่าวลือเคยกล่าวถึง ข้าเห็นนางไปไหว้หลุมศพแม่นมจ้าวด้วย อีกอย่างนางดูหดหู่จริงๆ ตอนที่ได้ยินว่าบุตรสาวของแม่นมจ้าวเองก็สิ้นใจไปแล้ว นางยังถามถึงหลุมศพด้วยคิดว่านางคงไปไหว้หลุมศพที่อยู่ข้างๆ กันอย่างแน่นอน”
หญิงสาวกล่าวจบก็มองไปยังเหยียนจวิ้น
“จริงสิพี่จวิ้น ข้าได้ยินมาว่าความจริงคุณหนูรองผู้นี้ต้องแต่งให้ท่านผู้บัญชาการซูจริงหรือไม่”
“ดูเหมือนเจ้าจะใส่ใจคุณหนูรองผู้นี้ยิ่ง หาไม่เรื่องผ่านมานานขนาดนี้จึงอยากรู้” โจวอวิ๋นเสียงประหลาดใจจึงเลิกคิ้วมองเซี่ยซวงซวง
“หม่อมฉันเพียงคิดว่ามันน่าแปลก”
“แปลกอย่างไรหรือ” เหยียนจวิ้นถามเจือรอยยิ้มจางๆ
“ข้าเคยได้ยินมาว่าท่านผู้บัญชาการซูเคยพบคุณหนูรองตอนนางอายุสิบห้า ตอนนั้นคุณหนูรองกำลังต่อล้อต่อเถียงกับแม่เล้าหอนางโลมเรื่องการซื้อขายทาสข้างถนน เขาถูกใจนางและเห็นชัดว่าเขาหมายตาคนกระทั่งส่งแม่สื่อไปแล้ว เหตุใดก่อนวันกำหนดงานมงคลจึงเกิดเรื่องขึ้นมา อีกทั้งยังเปลี่ยนเจ้าสาวแทนที่จะยกเลิกงานมงคลหรือเลื่อนออกไปแทนเล่า”
ทั้งเซี่ยซวงซวงและโจวอวิ๋นเสียงมองมายังเหยียนจวิ้นพร้อมกัน แต่ชายหนุ่มกลับเพียงแค่ยิ้ม “อาจเพราะท่านผู้บัญชาการซูเปลี่ยนใจมาชอบคุณหนูใหญ่แทนกระมัง”
เซี่ยซวงซวงกลอกตา “เห็นชัดว่าท่านเองก็สงสัยแต่ไม่อยากพูดมากกว่า เอาละข้าต้องออกไปนอกเมือง...ขอตัว” นางกล่าวจบก็เดินออกไปทั้งอย่างนั้น
โม่อวี๋เก็บตัวอยู่ในจวนหลายวัน แต่อยู่ๆ ช่วงเช้าของวันหนึ่งบิดาก็เรียกนางเข้าพบทั้งยังแนะนำสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งให้รู้จัก สตรีผู้นี้นัยว่าจะเป็นคนอบรมมารยาทและการปฏิบัติตัว รวมไปถึงการแต่งกายเพื่อให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงให้เหมาะสม
ดูๆ ไป ‘ท่านป้าลู่’ ผู้นี้ดูเหมือนจะเคยเป็นนางกำนัลในวังหลวงมาก่อน อีกทั้งตำแหน่งของนางจะสูงพอสมควรถึงขั้นรู้ว่าระหว่างเข้าเฝ้าฮ่องเต้และฝ่าบาทสมควรทำเช่นไร นางสอนด้วยความชำนาญราวกับทำจนเคยชิน ไม่ใช่เพียงแค่การฝึกฝนแต่ไม่ได้ใช้จริง
ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากเรียนรู้ในวันแรกผ่านไป วันที่สองกลับมีหญิงสาวอีกสองคนเข้ามาเรียนรู้พร้อมกันกับนาง มารดาของนางถึงกับลุกจากเตียงออกมาต้อนรับ เพราะหญิงสาวทั้งสองเป็นถึงบุตรสาวของเสนาบดีสำนักราชเลขา แม้เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ แต่ฐานะก็ยังนับว่ามีหน้ามีตาไม่น้อยในสังคมชนชั้นสูง
เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง
เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท
โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก
ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก
“ดีกว่าหรือแย่กว่าเล่า” นางถามแต่เขายังไม่ทันได้ตอบก็มีเสียงทักทายดังขึ้นด้านหลัง“ศิษย์น้องซางเช่อ เจ้าเองก็ออกมารับของใช้เหมือนกันหรือ”เห็นน้องชายกลอกตาราวกับเหนื่อยหน่าย คำว่า ‘เห็นแล้วยังจะถาม’ ดังออกมาจากท่าทางนั้นโดยไม่ได้กล่าว โม่อวี๋อดหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นจึงหันไปมองต้นเสียงบัณฑิตอีกสา
ตระกูลโม่ช่าง...น่าเห็นใจยิ่งนัก!!!!โม่อวี๋หลับตาลงเพื่อข่มกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธ นางปล่อยให้เสี่ยวชุนไปจัดแจงเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้ให้เหมาะสม จากนั้นจึงเดินไปยังข้างหน้าต่างอากาศเย็นยามค่ำคืนทำให้หญิงสาวตัวสั่น นางกอดไหล่ตัวเองแต่กลับยังไม่ยอมปิดหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงสังคมในยุคโบราณนี้ หากนางจะเอาตั
นางโกรธ โกรธแทน แต่ไม่อาจทำอะไรได้เพราะจะอย่างไรสตรีตรงหน้าก็คือมารดาแท้ๆ ที่ให้กำเนิดโม่อวี๋…ขอเพียงต่อไปไม่ยุ่งกับนาง นางก็จะไม่ถือสาและไม่ถือโทษโกรธเคือง เห็นแก่เจ้าของร่างนี้ที่ให้โอกาสนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง“ลูกคารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”“เจ้า...สบายดีหรือ” ลี่ซื่อกล่าวด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน ความห่
“เจ้าค่ะ”“อวี๋เอ๋อร์”“เจ้าคะ”โม่หวังมองดูใบหน้าเรียบเฉยของบุตรสาว ความห่างเหินระหว่างบิดากับบุตรทำให้ทั่วทั้งห้องอึดอัด เขาเอื้อมมือไปคว้ากล่องไม้แกะสลักซึ่งวางอยู่บนโต๊ะส่งให้บุตรสาว“ของขวัญต้อนรับกลับบ้าน ไปอยู่ต่างเมืองมาถึงสองปี เครื่องประดับที่มีก็เก่ามากแล้วกระมัง นี่เป็นของที่ฝ่าบาทพระรา







