Masukชายหนุ่มก็เช่นเดียวกัน เขาหันมองลูกสาวที่ตื่นพอดี
“พ่อคะ” ฮือ ๆ เด็กน้อยร้องออกมาพร้อมกับยกมือขึ้น คนเป็นพ่อรีบเข้าไปโอบกอดเอามืออังหน้าผากว่าไข้ลดหรือยัง
“ไม่ร้องแล้ว ไม่นานก็หายแล้วนะ” เขาปลอบลูกสาว หันไปมองลูกชายที่ลืมตาตื่นทีหลัง คงเพราะได้ยินเสียงเขา
ข้าวปั้นไม่ได้แสดงสีหน้าดีใจ เขากลับทำท่าทางเหมือนโกรธ ใบหน้าเล็กนั้นเอ่ยปาก “พ่อนิสัยไม่ดี”
อัญญามองลูกชายก็รีบปรามเสียก่อน “พ่อทำงานนะลูก”
ข้าวปั้นแม้ห้าขวบ แต่กลับรู้ความกว่าน้องสาว เขารับรู้ถึงความเสียใจของคนเป็นแม่ จึงเอ่ยประชดออกไป
“ข้าวปั้นไม่รักพ่อแล้ว”
“ข้าวปั้น” คนเป็นแม่เอ่ยดุอีกรอบ แต่คนเป็นพ่อรีบส่ายหน้าห้าม ก่อนเข้ามาคุยกับลูกครู่หนึ่ง คนเป็นเด็กก็เอ่ยออกมาอย่างที่เห็น
“พี่อีกคนยังดีกว่าอีก ทั้งพาข้าวปั้นข้าวหอมมาหาหมอ ไม่เห็นเหมือนพ่อเลย”
พี่อีกคน? ตรีภพเงยหน้ามองภรรยาที่นั่งอยู่อีกฝั่งอย่างตั้งคำถาม อัญญาเลยบอก
“เป็นเชฟคนใหม่ค่ะ พอดีเขาบังเอิญผ่านมาตอนจังหวะที่ฉันลงจากรถกลางถนนเพราะว่าข้าวหอมชักจนหมดสติ” เธอเน้นย้ำประโยคหลัง แต่กลับได้ยินสิ่งที่ไม่คิดกลับมา
“แล้วทำไมถึงปล่อยให้ลูกเป็นหนักขนาดนั้น ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกทำร้านนั้นได้แล้ว ทำไปก็มีแต่ขาดทุน เอาเวลามาดูแลลูกจะดีกว่า”
พวกเธอเถียงเรื่องนี้มาเป็นพันครั้งแล้ว แต่พอเกิดปัญหาเขาก็ชอบยกเรื่องนี้มาพูดตลอด อัญญาเหนื่อยที่จะเถียงเธอจึงเลือกเงียบไม่โต้ตอบเขาอย่างที่เคยเป็น
“ไม่พอใจผมหรือยังไง ที่ผมไปก็เพื่อหาเงินมาประคับประคองร้านของคุณนั่นแหละ คุณเองต่างหากที่ทำอะไรบ้าง มีแต่สร้างเรื่อง”
สุดท้ายก็กลายเป็นความผิดของเธออีกแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนเธออาจจะเถียง โมโห หรือโวยวายกลับ แต่เลือกที่จะใช้คำหนึ่งออกมา
“ผู้ช่วยของคุณไปด้วยหรือเปล่า”
คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ทำสีหน้าไม่พอใจยิ่งกว่า “เอ๊ะ นี่คุณจะหาเรื่องทะเลาะใช่ไหม” เขากำลังจะขึ้นเสียงอีก แต่เห็นลูกสองคนที่มองอยู่จึงเงียบปาก สายตาบอกว่ารอให้อยู่กันสองคนก่อน
เสียงมือถือดังขึ้นทำให้เขาออกไปด้านนอกเพื่อรับสาย
“พ่อกับแม่ไม่ทะเลาะกันได้ไหมคะ” ข้าวหอมเอ่ยออกมา
“ผมไม่ชอบเลยตอนพ่อกับแม่ทะเลาะกัน” ข้าวปั้นเอ่ยอย่างเห็นด้วย
เธอมองลูกทั้งสองคนที่แม้ห้าขวบ แต่กลับรู้เรื่องทุกอย่างแม้แต่อารมณ์ของพ่อกับแม่
“แม่กับพ่อก็ทะเลาะกันเพื่อปรับความเข้าใจนะ ไม่นานก็ดีกันแล้ว ลูก ๆ รีบหายเถอะ จะได้กลับบ้านกัน” เธอเปลี่ยนเรื่อง และหาเรื่องหลอกล่อเด็ก ซึ่งเด็กก็เป็นเด็ก ไม่นานก็ลืมเรื่องที่พูดออกมาจนหมด
เธอมองข้อความในมือถือ
“ผมมีธุระด่วนต้องออกไปก่อน ดึก ๆ จะเข้ามาอีกรอบ”
มาแล้วก็ไปไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลยสักนิด อัญญาเหนื่อยใจจนน้ำตาคลอขอบตา จะร้องก็ร้องไม่ออกจึงเลือกที่จะปิดมือถือเลิกสนใจมันอีก
ปิดมือถือได้ไม่นานประตูก็เปิดออก เธอหันมองพบว่าเป็นกวิน เขามาพร้อมกับอาหารเย็น และขนม นมสำหรับเด็ก
“ผมกลัวพี่หิวเลยขอพี่พลอยเอาข้าวกับขนมมาส่ง” เขาวางไว้ที่โต๊ะอาหาร และยืนหันหลังให้เธออยู่ “พี่จะเอาอะไรอีกไหม ผมจะได้ไปซื้อให้ก่อนกลับ”
อัญญามองแผ่นหลังเขา “นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
กวินไหล่ขยับเคลื่อนไหวแล้วหันมามองเธอ “เจอที่หน้าลิฟต์น่ะ เลยรออยู่ด้านนอกก่อน”
อ้อ...เขามานานแล้ว อยู่ด้านนอกไม่รู้ว่าได้ยินสิ่งที่พวกเธอพูดกันหรือเปล่า อัญญากังวล แต่ก็ไม่อยากถามเขา จึงเลือกเปลี่ยนเรื่อง
“ขอบคุณมาก นายกลับไปได้แล้ว ที่ร้านขาดคนไม่ดี”
“ครับ” เขาว่าง่ายอีกแล้ว ไม่งอแง ไม่บ่นสักคำ
ตอนนี้กลับมาเหลือเพียงเธอ และลูกอีกครั้ง เธอรอจนลูกหลับจึงค่อยไปที่โต๊ะอาหาร เมื่อเปิดข้าวกล่องออกมาก็มือสั่นเล็กน้อย อาหารพวกนี้ล้วนเป็นอาหารที่เธอชอบทั้งหมด ผ่านมาเจ็ดปีแล้วเขายังจำได้
หญิงสาวอดเปรียบเทียบกับอีกคนไม่ได้ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าไม่ควรเอามาเปรียบกันจึงพยายามปัดความคิดออกไป แล้วนั่งลงกินอาหารที่ไม่สามารถรับรู้รสได้ว่าเป็นแบบไหน มันคงอร่อยมากแน่ ๆ
ตกดึก ก่อนจะล้มตัวนอนเธอก็หยิบมือถือที่ปิดไว้ตั้งแต่ตอนเย็นขึ้นมาเปิด ก็พบข้อความที่เขาส่งมา แต่ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ
“ผมคงเข้าไปพรุ่งนี้เช้าเลย”
ถ้าไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง ซึ่งเธอไม่ได้หวังอะไรเลยว่าสามีเธอจะกลับมาอย่างที่บอกในตอนแรก อัญญาหลับตานอน แต่เธอกลับนอนไม่หลับ นอนขยับไปมาไม่นานก็ลุกขึ้นมากินยานอนหลับเพิ่มอีกหนึ่งเม็ดจากปกติสองเม็ดถึงจะหลับ เธอแค่หวังเพื่อให้ตัวเองได้นอนสักงีบเท่านั้น อัญญาผล็อยหลับไป
ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออกตอนตีสอง กวินเข้ามาพร้อมกับอาหารมื้อเช้า เขาวางไว้บนโต๊ะในห้องที่มืด มีเพียงแสงจากไฟห้องน้ำที่ส่องสว่างเพียงนิด เขาหันมองคนที่นอนอยู่บนโซฟายาวจึงย่อตัวลงพอเห็นผ้าห่มสีขาวผืนบางก็หยิบขึ้นมาห่มให้
“เขาทำกับพี่แบบนี้มานานหรือยัง แล้วทำไมพี่ต้องทนด้วย” เขาขยับลุกขึ้นหันหลังจะจากไปแล้ว แต่กลับเลือกหันมาอีกครั้งพร้อมกับโน้มตัวลงไปจูบตรงหน้าผาก
“ถ้าเลือกได้อีกครั้ง พี่จะเลือกผมไหม ถ้าพี่เลือกผม ผมสัญญาว่าจะดูแลพี่อย่างดี”
เสียงประตูเปิดแล้วปิด คนที่หลับไปลืมตาขึ้น เธอไม่ได้หลับแม้จะกินยานอนหลับ แต่สมองก็ยังรับรู้ได้ทุกอย่าง คำพูดเขาวนเวียนอยู่ในหัวไม่อาจสลัดหลุดไปได้
อัญญาทำเพียงยิ้มรับ เธอไม่ได้ตอบอะไร เพราะเธอกำลังใช้เวลาพิจารณาความสัมพันธ์ของตัวเองกับเขาอยู่เช่นกัน แม้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาจะพยายามหาเวลาบินไปมาเพื่อพบเธออยู่บ่อยครั้ง แต่สถานะของพวกเธอก็ยังคงคลุมเครือ ยังเป็นเพียงคนรู้จักที่รู้สึกดีต่อกันเป็นพิเศษเท่านั้น เขาไม่กล้าเอ่ยปากขอคบเธออย่างเป็นทางการ ส่วนเธอเองก็ไม่กล้าเริ่มต้นก่อน แต่ยอมรับว่าเธอรู้สึกสบายใจ และปลอดภัยทุกครั้งที่มีเขาอยู่ในชีวิต ฤดีมองออกถึงความลังเลในแววตาของอัญญา เธอจึงพูดเสริมขึ้นอีก “อย่าปล่อยให้ความกลัวในอดีตมาตัดสินอนาคตเลยค่ะ ในเมื่อปัจจุบันมันดีอยู่แล้ว ก็ควรจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง ดีกว่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปแล้วต้องมานั่งเสียดายทีหลังนะคะ” คำพูดของฤดีเหมือนกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในใจที่นิ่งสงบของอัญญา ความรักของคนเราจะมีได้สักกี่ครั้งกัน จะมีสักกี่คนที่โชคดีได้พบรักแรก และรักเดียวไปจนตลอดชีวิต และหากต้องผิดหวังซ้ำ ๆ เธอควรจะหยุดหรือควรจะลองดูใหม่อีกสักครั้ง แต่ถ้าไม่ลองเปิดใจรักใหม่อีกครั้ง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าปลายทางที่รออยู่นั้นคือความสุขหรือความผิดหวัง ถ
คำพูดของเธอเหมือนสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านเข้ามาในใจที่แห้งแล้งของธนาธร เขาหลับตาลงช้า ๆ ซึมซับทุกถ้อยคำ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม เธอก็คิดถึงเขาเหมือนกันจริง ๆ “คุณจะให้โอกาสผมแก้ตัวอีกครั้งได้ไหม อัญญา” เขาลืมตาขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และจริงใจ อัญญาก้มหน้าลงเล็กน้อย ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตย้อนกลับมาทักทายเธอชั่วครู่ แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ความหวังก็ฉายชัดขึ้นมาแทนที่ความกลัว“ที่ผ่านมาฉันผ่านเรื่องราวที่เจ็บปวดมาแสนสาหัส หากการให้โอกาสคุณครั้งนี้จะต้องเจ็บอีกครั้ง...ฉันก็ยอม”แม้ในใจจะคาดหวังมากกว่าครั้งก่อน แต่เธอก็เตรียมใจพร้อมรับความเจ็บปวดหากมันจะไม่สมหวัง “ผมไม่สามารถให้สัญญาถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงได้” ธนาธรพูดด้วยความสัตย์จริง “แต่ผมให้สัญญาได้ว่า ทุกก้าวต่อจากนี้ของคุณ จะมีผมเดินเคียงข้างไปด้วยกัน และทุกย่างก้าวเหล่านั้น ผมจะทำให้คุณมีแต่รอยยิ้ม และความสุข” รอยยิ้มเขินอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสองคน บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความหวัง ธนาธรจับมือเธอแน่นขึ้นไปอีกราวกับจะ
หนูดีรับกระเป๋าที่ฤดีส่งให้อย่างกระตือรือร้นพลางพูดกับธนาธร “ไปเร็ว ๆ ค่ะพ่อ ครูคนสวยรออยู่ จริงสิคะ ถ้าพ่อชอบเธอก็จีบเลยนะ หนูอยากให้ครูเป็นแม่อีกคน” ธนาธรเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทันตั้งตัว ใจเขาเต้นแรงผิดปกติเหมือนมีความคาดหวังเล็ก ๆ ว่าครูคนนั้นจะเป็นคนที่ตามหา เมื่อธนาธรมาถึงโรงเรียนสอนทำอาหาร เขาได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และได้กลิ่นอาหารที่อบอวลในอากาศ กลิ่นหอมนี้เหมือนกับกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาก่อนหนูดีจับมือพ่อจูงเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเปิดประตูเขาถึงได้เห็นภาพตรงหน้าเธออยู่ตรงนั้น หญิงสาวที่เขาตามหามานาน เธออยู่ตรงนั้นจริง ๆ หญิงสาวยังคงยืนสอนเด็ก ๆ อย่างตั้งใจ มือหยิบช้อน และวัตถุดิบ เธอเหมือนภาพจำในอดีตที่ล่องลอยอยู่ในใจเขา ธนาธรยืนนิ่ง ไม่ละสายตาจากเธอ อัญญาหันมองหนูดีที่พึ่งมาถึง เด็กสาวรีบจูงมือพ่อไปที่ประตูพร้อมบอกเสียงใส “วันนี้พ่อของหนูดีมาด้วยค่ะ”เด็กน้อยจับจูงมือไปจนกระทั่งหญิงสาวเห็นเขา ดวงตาสีเข้มมองนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ ที่ไม่อาจปิดซ่อน “คุณนุ” เธอเอ่ยชื่อเขาชั่ววินาทีนั้นเธอร
เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เขาไม่อยากไปไหนทั้งนั้น แต่เลขาหนุ่มก็หยิบบางสิ่งออกมาวางไว้ตรงหน้าเจ้านาย “ขนม? ฉันไม่ชอบกิน” “ผมไม่ได้ให้เจ้านายกิน แต่ขนมนี่คุณอัญญาส่งมาให้คุณอัญชลีเมื่อวาน ผมเห็นฉลากขนมมีที่อยู่ด้วยเลยเอามาให้เจ้านายดู”เขากำลังจะพูดต่อว่าอาจจะช่วยให้รู้เบาะแสของคุณอัญญาก็ได้ แต่เจ้านายก็ทิ้งปากกาแล้วหยิบกล่องขนมขึ้นมาดูก่อนที่เขาจะทันพูดด้วยซ้ำ “ไต้หวัน” เลขาหนุ่มยิ้มแล้วพูดต่อ “ให้ผมจองตั๋วเลยไหมครับ” คนเป็นเจ้านายเงยหน้ามองลูกน้องที่เอ่ยอย่างหยอกล้อเขาอยู่ เขาไม่โกรธ แต่กลับยิ้มกว้าง “จองสิ นายอยากตกงานหรือไง” เขาจะขึ้นเครื่องตอนนี้เลย “ฉันจะไปวันนี้เลย” เลขาหนุ่มฉีกยิ้มแล้วเปิดแท็บเล็ต“ทุกอย่างเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ รอแค่เจ้านายลุกจากเก้าอี้เท่านั้นเอง รถผมก็สั่งให้คนรถมารอแล้ว พร้อมจะไปสนามบินทุกเมื่อ” คนที่รู้ใจเจ้านายแบบนี้คงหาได้ยาก ธนาธรรีบลุกขึ้น คนทำดีก็ตะโกนตามหลัง “เจ้านายต้องขึ้นเงินเดือนให้ผมนะครับ” “เอาโบนัสไปเลยหนึ่งปี” เสียงตะโ
เสียงปลายสายเบาลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงความเงียบ เขาชะงัก มือกำโทรศัพท์แน่นจนสั่น “อะไรนะ เธอจะไป” ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงทั้งที่บาดแผลยังไม่หายดี เขารีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่ แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจพยาบาลที่พยายามห้ามไว้ “อัญญา...คุณจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้...” เขาพึมพำกับตัวเอง ซ้ำ ๆ เหมือนคนหลงทาง ขณะที่อีกฟากหนึ่ง เสียงเรียกเข้ามือถือของอัญญาดังขึ้น เธอมองหน้าจอเห็นเป็นเบอร์เขาก็มีท่าทางลังเล นิ้วจะกดรับสาย แต่แล้วความคิดบางอย่างที่ว่าเธอไม่คู่ควรก็ดังขึ้นมาในหัว วินาทีนั้นเอง เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารเที่ยวบินถัดไปดังขึ้นพอดี หญิงสาวจึงลุกขึ้นด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เธอทิ้งโทรศัพท์ไว้ในถังขยะก่อนเข้าเกตเพื่อตัดทุกการติดต่อ ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวขาจูงมือลูกทั้งสองเดินเข้าประตูทางขึ้นเครื่อง “ลาก่อน...ธนาธร” เธอพูดเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนพาลูกทั้งสองเดินตรงไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่มั่นคง เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตดังสนั่นถนนในยามบ่าย เขาขับรถฝ่าการจราจรคับคั่งด้วยความเร็วราวคนไร้สติ ม
คำถามนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ เธอพยายามฝืนยิ้ม “หนีไปไหนล่ะคะ ก็อยู่ที่เดิมนี่แหละ” “ผมไม่อยากให้คุณหายไปอีก” เขาวางช้อนลง เกิดความรู้สึกประหลาดในใจคล้ายกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง เขามองเธอด้วยสายตาจริงจัง “อัญญา ผมรู้ว่าคุณมีอดีตที่เจ็บปวด แต่ผมอยากให้รู้ว่าผมไม่สนใจว่าคุณเคยผ่านอะไรมาก่อน ผมแค่...อยากอยู่ข้างคุณ”อัญญาเงียบ ดวงตาเริ่มพร่าด้วยน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ “คุณอย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ มันไม่มีประโยชน์” “ทำไมถึงไม่มี” “เพราะฉันไม่ใช่คนที่คุณควรรัก” เสียงเธอสั่น “ฉันมีบาป มีอดีตที่ไม่อาจลืมได้ และที่สำคัญ...ฉันไม่เหลืออะไรให้ใครอีกแล้ว” เธอลุกขึ้น พยายามเบี่ยงประเด็นไม่อยากให้เขามองเห็นดวงตาที่กำลังมีน้ำตาไหลออกมา เธอกลัวว่าจะทิ้งเขาไปไม่ได้ มือบางหยิบปิ่นโตที่ว่างเปล่าไปเก็บในถุง ใช้การกระทำนั้นปิดบังความสั่นในมือ “อัญญา...” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ แต่เธอไม่หันกลับ “พรุ่งนี้คุณต้องพักผ่อนให้มาก ๆ นะคะ” เธอพูดเสียงแผ่ว “ฉันจะมาเยี่ยมอีกทีตอนเช้า” ชายหนุ่มได้ยินก็แปลกใจ เขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าเธอกำ
คนฟังถึงกับสะอึกอีกครั้ง มองดวงตาแดงก่ำตรงหน้า น้ำตานั้นคล้ายจะกลายเป็นสายเลือด “ตอนนั้นฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหนักถึงขนาดฆ่าตัวตายหลายครั้ง จนกระทั่งต่อมาก็เจอกับตรีภพ เขาเป็นหมอที่รักษาอาการของฉัน แม่ของฉันไม่อาจเห็นฉันตกอยู่สภาพท้องไม่มีพ่อได้ จึงวางแผนวางยาฉันกับตรีภพ” เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง “หลังจา
เขาถึงกับพูดไม่ออก สิ่งเหล่านั้นล้วนสามารถแก้ไขได้ แต่เขาไม่ทำ เพราะตอนนั้นเขาเด็กเกินไป ความกล้าหาญที่มีจึงน้อยกว่าความขี้ขลาด สุดท้ายก็ปล่อยให้เธอรับผิดชอบความผิดอยู่คนเดียว สำหรับอัญญาแล้ว เมื่อตัดแล้วก็คือตัด ไม่คิดจะย้อนกลับไปผูกมันอีกต่อไป กวินถึงกับทรุดลงไปกองบนพื้นอย่างหมดแรง คว
กวินได้ยินก็เลือดขึ้นหน้าจะเข้าไปต่อยเขาอีก แต่ถูกพัชระกับ รปภ.ล็อกแขนเอาไว้ “มึงมันหน้าตัวเมีย” ตรีภพยังคงลอยหน้าลอยตาว่าไม่ผิด แต่ตำรวจก็ไม่ฟัง ใส่กุญแจมือเขาแล้วพาไปโรงพักทันที หมอเองก็ส่งใบรับรองแพทย์ให้ เมื่อไปถึงเขาก็ถูกจับเข้าคุกทันที “คุณถูกจับในข้อหาทำร้ายร่างกาย”
ตรีภพกลับมาบ้านที่ไร้เงาภรรยา ครั้น โทร.ไปก็ไม่ติดเช่นเดิม ไม่รู้ว่าธนาธรพาภรรยาเขาไปไหน ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธที่ได้ยินเสียงแห่งความสุขของสองคนนั้น ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นในใจเขาชั่วขณะ ไม่นานก็มีข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นมาโดยที่คนส่งไม่ใช่เพื่อน เขาเปิดเข้าไปก็พ







