แสงโคมแดงประดับสว่างไสวทั่วทั้งเรือนหลัก กลิ่นอาหารหรูหราและเสียงดนตรีดังก้องสะท้อนอยู่ในอากาศ งานเลี้ยงใหญ่ที่จัดขึ้นติดต่อกันหลายวันเต็มไปด้วยขุนนางและแขกเหรื่อจากทั่วสารทิศ ทุกสายตาจับจ้องมายังจวนหรงซึ่งโอ่อ่ากว่าที่ใด
ท่ามกลางความครึกครื้น เพ่ยหลินเพียงแอบแทรกตัวมาอยู่มุมหนึ่งด้วยสายตาซุกซน นางรู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของตน แต่หัวใจเจ้ากรรมก็อดไม่ได้จะใคร่รู้
“ก็คิดอยู่ว่างานเลี้ยงใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมถึงมีกลิ่นสาป”
เสียงเสียดแทงมาจาก หรง ชิงเสวี่ย บุตรสาวคนเล็กของเจิ้งเหยียนกับฮูหยินใหญ่ รูปโฉมงามผ่องดังหิมะ แต่ปากคมเย็นเฉียบ ขัดกับความงามภายนอกโดยสิ้นเชิง
เพ่ยหลินทำจมูกฟุดฟิดใส่ทันที “มิน่า กลิ่นพวกพรีวิลเลจถึงได้เหม็นโฉ่ขนาดนี้”
“เจ้า!! ท่านพี่คะ มันพูดภาษาประหลาดอีกแล้ว!” ชิงเสวี่ยหันไปฟ้อง หรง อวี้หาว ผู้เป็นซื่อจื่อทายาทโดยตรงแห่งจวนหรง ร่างสูงสง่า คิ้วหนาคม ดวงตาเฉียบเย่อหยิ่ง ริมฝีปากยกยิ้มเย้ยเสมอ ซึ่งกำลังเดินผ่านตรงนี้พอดี
อวี้หาวกวาดตามองพลางกล่าวเสียงเย็น “นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า เด็กผีประหลาดเช่นนี้สมควรหมกอยู่แต่ในเรือนหลัง”
ชิงเสวี่ยยิ้มเยาะเสริม “ได้ยินหรือไม่ นังลูกนอกคอก”
เพ่ยหลินไม่ยอม พูดเสียงใสแล้วชูมือชูเท้า “ข้ามีมือ ข้ามีตีน ทำไมข้าจะเดินมาไม่ได้”
สองพี่น้องผงะ กระโดดหลบด้วยความตกใจจนแขกใกล้ๆ แอบเหลียวมามอง
“ใครก็ได้ มาจับมันออกไปที!” ชิงเสวี่ยตวาดลั่น
เพ่ยหลินยกมือห้าม ประกาศิตกร้าว “ไม่ต้อง! ไม่ต้องให้ใครมาจับข้า ข้าไปเองได้!”
โชคดีที่ตรงนี้เป็นเพียงมุมอับ หากเป็นกลางเรือนหลักจริง เรื่องคงบานปลายยิ่งกว่านี้
ก็แค่จะมาหาของอร่อยจิ๊กกินแท้ๆ ดันเจอตัวซีเคร็ทซะได้ รมณ์เสีย
ทว่าท่ามกลางเสียงครึกครื้นของงานเลี้ยงใหญ่ กลับมีสายตาคมคู่หนึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์เงียบๆ จากระเบียงสูง
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเป็นใคร เพียงแต่ทุกกิริยาของเพ่ยหลินในยามนี้ ล้วนถูกเก็บเข้าดวงตาคู่นั้นโดยไม่ขาดตก
“เจ้าไปก่อเรื่องอีกแล้วหรือ เพ่ยหลิน” เสียงเย็นเยียบของมารดาดังขึ้นทันทีที่เท้าของเพ่ยหลินก้าวข้ามธรณีประตูเรือน
“ข้าไม่ได้ก่อเรื่องสักหน่อยท่านแม่ มีแต่พวกนั้นที่เข้ามาหาเรื่องข้าเอง” เด็กสาวยักไหล่ตอบเสียงใส ทำท่าไม่ยี่หระ
“ไม่ว่าจะใครหาเรื่องก็ไม่สมควร แม่บอกให้เจ้าอยู่แต่ในนี้ใช่หรือไม่” น้ำเสียงดุแฝงความเหนื่อยใจ
“ข้าขอโทษ…” เพ่ยหลินรีบคลานเข่าเข้าไปกอดเอวมารดา ออดอ้อนหวังกลบความผิดราวลูกแมวน้อย
“ไปนั่งสำนึกสามชั่วยาม แล้วข้าจะยกโทษให้” เหยาอินถอนหายใจ นางทำได้เพียงเท่านี้ อบรมลูกเพียงลำพังในเรือนหลังอันเงียบเหงา
เพ่ยหลินเดินห่อตัวไปนั่งสำนึกบนเตียงไม้เก่าๆ อย่างจำนน แววตาแม้หม่นลง แต่ยังเจือแววซุกซนอยู่ลึกๆ นางนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ ทำปากยื่นใส่กำแพงไม้ตรงหน้า
“ให้สำนึกสามชั่วยามเนี่ยนะ… ช่างเถอะ โตขึ้นอีกหน่อย ข้าจะหาทางออกไปสำนึกนอกเรือนหลังเองคอยดู”
วันคืนผ่านไป นางก็ยังคงซุกซนไม่เลิก
บางคราวแอบพับกระดาษขายให้เด็กในตลาด
บางครั้งแอบสวมหน้ากากจิ้งจอกน้อย ลอบออกไปเล่นกล แลกเสียงหัวเราะกับเหรียญสองสามเหรียญ
หรือไม่ก็รับจ้างทำจ็อบเล็กๆ ไม่เลือกงาน ทั้งล้างถ้วย แบกของ หรือส่งสารให้ร้านรวง เพียงเพื่อจะได้มีเงินติดมือ
เจ็ดปีล่วงผ่าน
จากเด็กหญิงในเรือนหลัง เพ่ยหลินได้เติบโตเป็นสาวน้อยวัยสิบเก้าปี
เมื่อใดที่ก้าวออกนอกจวนหรง นางจะสวมหน้ากากจิ้งจอกน้อยเสมอ
ในสายตาชาวตลาดนางคือ “เฟยอวี่” จิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์ ผู้คอยสร้างความบันเทิงและรับทำงานสารพัด แลกเหรียญเล็กน้อยเพื่อเลี้ยงชีพ
วันนี้ก็เป็นอีกเช่นเคยที่จวนหรงมีงานเลี้ยงใหญ่ ส่วนเพ่ยหลินออกมารับจ็อบภายใต้หน้ากากจิ้งจอกเฟยอวี่ เช่นทุกวัน
แต่แล้ววันนี้กลับต่างออกไป
“ข้าเอาฟืนมาไว้ที่หลังร้านหมดแล้วนะจ๊ะป้า”
จิ้งจอกสาวเอ่ยขึ้นหลังจากที่นางแบกฟืนมาไว้ที่หลังร้านอาหารใหญ่ประจำเมือง
“ขอบใจมากนะหนูเฟยอวี่ ไม่เสียแรงที่วันนี้ข้าจ้างเจ้า” ป้าอวี้ผิง เจ้าของร้านเอ่ยพร้อมยื่นเหรียญให้
เพ่ยหลินเก็บเงินอย่างขะมักเขม้น ก่อนจะเดินกลับบ้านผ่านหอคณิกาอันครึกครื้น
นั่นเองที่สายตาของนางพลันสะดุด
เป็น หรง อวี้หาว พี่ชายต่างมารดาของนาง แม้จะพยายามแต่งตัวมิดชิดแค่ไหนก็ไม่รอดสายตาของนางที่เคยอยู่ในยุคดาราปลอมตัวมาแล้วได้
เขาทำทีเดินปะปนไปกับฝูงชน มือใหญ่กลับกุมมือสาวงามผู้หนึ่งไว้แน่น หญิงสาวนั้นมิใช่ใคร หากคือ เหมยฮวา ดอกไม้ประจำหอคณิกา ผู้ลือเลื่องไปทั่วทั้งเมือง
ทั้งคู่พากันเลี้ยวเข้าตรอกเล็กอย่างรีบร้อน เพ่ยหลินจึงลอบตามไปห่างๆ
เพียงไม่นานก็เห็นภาพตรงหน้า ร่างชายหญิงสอดประสานด้วยแรงโหยหา ราวกับโลกทั้งใบมีเพียงกันและกัน
เพ่ยหลินรีบยกมือทาบอก นึกขันในใจ
โอ๊ย พวกนี้ของขาดกันหรือไร อุจาดตาชะมัด
นางหมุนตัวเดินหนีทันที ไม่คิดจะอยู่รอจนฉากรักของทั้งคู่สิ้นสุด
ทว่าในความรำคาญ กลับมีประกายความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
กฎตระกูล
บุตรชายภรรยาเอกและทายาทตระกูล ห้ามข้องแวะสตรีต่ำศักดิ์หรือนางคณิกา หากฝ่าฝืน…อาจถูกถอดถอนตำแหน่งสืบทอด
ริมฝีปากเพ่ยหลินยกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่
“หึ ซื่อจื่อผู้สูงส่งที่ใครๆ นับถือ สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรจากหนูตกหลุมกับดักเองนี่นา”
เสียงครึกโครมของงานเลี้ยงดังลอดมาไกลถึงเรือนหลัง แต่ในห้องเล็กกลับเต็มไปด้วยความเงียบตึง
“เพ่ยหลิน เจ้าแต่งตัวเช่นนี้…เจ้าคิดจะทำสิ่งใด”
น้ำเสียงของเหยาอินสั่นพร่าเมื่อเห็นลูกสาวสวมอาภรณ์เรียบหรู ผมถูกรวบเกล้าอย่างประณีต งดงามเกินกว่าจะเป็นเพียงบุตรสาวเรือนหลัง
เพ่ยหลินเงยหน้ายิ้มตาเป็นประกาย “วันนี้ข้าอยากไปเห็นกับตา งานหมั้นของซื่อจื่อผู้สูงส่งก็เท่านั้นเอง”
เหยาอินก้าวเข้ามาจับแขนลูกสาวแน่น ริมฝีปากเม้มสั่น “เพ่ยหลิน…เจ้าไม่รู้หรอกหรือ หากเจ้าปรากฏตัวในงานนั้น จะมีสายตากี่คู่ที่พร้อมหัวเราะเยาะถากถาง ข้ากลัว…กลัวว่าจะปกป้องเจ้าไม่ได้”
แววตาของมารดาสั่นสะท้าน เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อเด็กสาวตรงหน้า
เพ่ยหลินยกมือทับมือแม่ ดวงตาซุกซนแฝงความแน่วแน่ “ท่านแม่ หากพวกเขาคิดจะรังแก ข้าก็ให้รังแกไม่ได้ง่ายๆ หรอก”
เหยาอินส่ายหน้า น้ำตาคลอระเรื่อ “เจ้าดื้อเกินไปจริงๆ เพ่ยหลิน”
เพ่ยหลินหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยอย่างมั่นใจ “ท่านไม่ต้องกลัวหรอกแม่ วันนี้ข้าจะก้าวไปด้วยเท้าของข้าเอง”
เสียงระฆังดังก้องกังวานไปทั่วเรือนหลัก งานหมั้นหมายระหว่างหรง อวี้หาว ซื่อจื่อแห่งจวนหรง และคุณหนูผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่กำลังดำเนินอย่างโอ่อ่า
ห้องโถงใหญ่ประดับโคมแดงสว่างไสว กลิ่นธูปหอมลอยคลุ้งประสานกับเสียงพิณและขลุ่ย แขกเหรื่อมากหน้าหลายตาล้วนจับจ้องไปยังคู่หมั้นที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายตาทุกคู่
ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังงดงามและสมบูรณ์แบบ
เสียงรองเท้าก้าวชัดเจนดังขึ้นจากทางเข้าห้องโถงสะกดทุกสายตาให้หันไปพร้อมกัน
ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างผ่าเผย
การปรากฏตัวของเพ่ยหลินนำพามาความฉงนให้กับคนในงานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากนางเป็นบุคคลที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตา ส่วนการมาก็เลยเวลารับแขกนานแล้ว
ทว่าทุกคนกลับรู้เป็นอย่างดีว่านางเป็นใคร
เรือนผมสีน้ำตาลทองประกายส้มถูกรวบเกล้าเรียบร้อย อาภรณ์เรียบหรูที่ตัดเย็บอย่างประณีต แม้ไม่หรูหราเทียบแขกผู้สูงศักดิ์ แต่กลับขับความงดงามเฉพาะตัวให้โดดเด่นท่ามกลางแสงโคมแดง
“ขออภัยที่ข้ามาช้าไปซักนิด ข้า หรง เพ่ยหลิน บุตรสาวคนรองของจวนนี้ อ๋อ พวกท่านคงรู้จักข้าอยู่แล้วจากข่าวลือ” เพ่ยหลินยกยิ้มก่อนจะพาตัวเองแทรกเข้าไปในงานอย่างมั่นใจ ท่ามกลางความตะลึงขอฃทุกคนโดยเฉพาะเจ้าภาพงานอย่างเจิ้งเหยียน
“เจ้า! ใครให้เจ้ามา” เจิ้งเหยียนขาดสติชี้หน้าลูกสาวของตน
“ทำไมล่ะท่านพ่อ ข้าเองก็ลูกท่านเหมือนกัน พี่ชายข้าหมั้นทั้งทีข้าก็สมควรที่จะมาร่วมอวยพรด้วย ไม่จริงหรือ” หญิงสาวหันมายิ้มแย้มให้กับคนในครอบครัวและผู้ร่วมงานอย่างใจเย็น
“ต้องให้ข้าพูดกี่ครั้งว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า” อวี้หาวเดินออกมาจากฝูงชนยืนเทียบเคียงน้องสาวต่างแม่ของตนแล้วกระซิบเงียบๆเพราะตัวเขาเองนั้นก็ต้องรักษาหน้าเอาไว้ด้วย
“ทำไมข้าจะมาไม่ได้ หรืออยากให้คู่หมั้นของเจ้ารู้เรื่องในตรอกเมื่อวันก่อนนั่น” เพ่ยหลินกัดฟันกระซิบตอบ ใบหน้าอวี้หาวซีดเผือด
“ท่านพี่ ไปกระซิบอะไรกับมัน!” ชิงเสวี่ยเดินมากระชากพี่ชายของตนออกจากหญิงสาว
“เอาล่ะๆ วันนี้วันดีอย่ามีเรื่องเลยดีกว่า ไหนๆเพ่ยหลินก็มาแล้ว มาอวยพรให้คู่หมั้นของเรากัน” เป็นหรง เจินหลัน ที่ช่วยกู้สถานการณ์ที่กำลังแย่ นางหันไปยิ้มให้ทุกคนพร้อมกับโค้งก้มขอโทษและดำเนินงานต่อ
เพ่ยหลินกวาดตามองไปรอบห้องโถง โต๊ะทุกตัวแน่นขนัดไปด้วยแขกเหรื่อ ไม่มีที่ไหนพอให้นั่งได้เลย
จนสายตาไปสะดุดเข้ากับโต๊ะหนึ่งตรงมุมห้องว่างเปล่าเสียเกือบทั้งโต๊ะ มีเพียงอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะ
โชคดีจริงๆ!
นางหัวเราะเบาๆ รีบสาวเท้าไปนั่งลงโดยไม่คิดอะไรมาก
ทันทีที่ร่างเพ่ยหลินทรุดตัวลง เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นรอบด้าน
“นางนั่งตรงนั้นงั้นหรือ?”
“นั่นโต๊ะที่ฝ่ายจัดงานเตรียมไว้ให้ผู้แทนสำนักเทียนเหิงนะ!”
“บุตรอนุช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง!”
เพ่ยหลินชะงักไปนิด หันซ้ายหันขวาก่อนจะเห็นสตรีร่างสูงโปร่งรุ่นราวคราวเดียวกับนางในอาภรณ์ขาวดำตามแบบสำนักเทียนเหิง เสื้อคลุมสีขาวสะอาดตัดด้วยสาบสีดำ รัดเอวด้วยสายผ้าดำเรียบ มีเพียงป้ายหยกประจำสำนักห้อยอยู่ งดงามสงบแต่แฝงความน่าเกรงขามนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ใบหน้าคมงดงามดุจสลักหิน ดวงตาคมเย็นทอดมองมาตรงๆ ไม่เอ่ยคำใด
เพ่ยหลินยิ้มแหยๆ หันไปขอตะเกียบกับชามจากสาวใช้ที่เพิ่งเดินผ่านมา แม้นางจะทำท่าลังเลไม่อยากรับใช้ แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าปฏิเสธ
“ก็เห็นว่างอยู่ ข้านั่งสักหน่อย ไม่เห็นจะเป็นไรนี่นา” บรรยากาศรอบโต๊ะเหมือนถูกแช่แข็งลงชั่วขณะ ทุกสายตาในงานยังคงจับจ้องอย่างไม่ลดละ
ทว่าหญิงสาวร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ขาวสะอาดขลิบดำเพียงวางตะเกียบลงช้าๆ ไม่แสดงสีหน้า ไม่เอื้อนเอ่ยสักคำ
เพ่ยหลินไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ นางเอนตัวเล็กน้อย กวาดตามองสำรับบนโต๊ะ ก่อนชี้ไปยังจานตรงหน้าสตรีผู้นั้น
“อันนี้เจ้ากินหรือไม่? ข้าขอนะ”
สิ้นคำ นางก็คีบเกี๊ยวขึ้นมาเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ อย่างละเมียดละไม แววตาพริ้มพรายราวกับได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศที่รอคอยมานาน
สตรีฝั่งตรงข้ามทำแค่เพียงชายตามองแล้ว ถอนหายใจเบาๆ แววตาเรียบนิ่งแฝงความรำคาญเล็กน้อย ก่อนก้มหน้ากลับไปเงียบเช่นเดิม ไม่เอ่ยสักคำ
เพ่ยหลินกลับยกชามน้ำแกงขึ้นซดอย่างหน้าตาย พลางพึมพำเสียงใส “อื้ม ของฟรีนี่ช่างรสดีจริงๆ”
เพ่ยหลินยิ้มตาเป็นประกาย “แล้วเจ้าเล่ามีนามว่าอะไรหรือ?”
“…” ไร้เสียงตอบรับจากอีกฝ่ายทำให้เพ่ยหลินต้องถามย้ำอีกรอบเพราะกลัวนางจะไม่ได้ยินเสียงของตน
หญิงสาวในอาภรณ์ขาวขลิบดำเลื่อนสายตามามองชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยสุรเสียงเรียบเย็นแฝงความรำคาญ
“มิใช่เรื่องที่เจ้าควรรู้”
เพ่ยหลินบ่นอุบ หันมาสนใจอาหารตรงหน้าต่อโดยไม่สนใจสายตาใครรวมถึงคนตรงหน้าด้วย
“ขอบคุณเจ้ามากเลยนะ ที่วันนี้ข้าอิ่มท้องได้เพราะเจ้าเลย” เพ่ยหลินลูบท้องตัวเองบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังอิ่มมาก นัยน์ตาสีม่วงเข้มมองตามมือของสตรีที่กำลังทำตัวไม่เหมือนสตรีอยู่ด้านหน้า
“ข้า หรง เพ่ยหลิน…ยินดีที่ได้รู้จัก เจ้าคนนิรนาม”
หญิงสาวเอ่ย นางรู้สึกแปลกกับสตรีตรงหน้าตั้งแต่แรกเห็น แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรนาง ใบหน้ากลมเผยรอยยิ้มอันแสนจริงใจ ก่อนก้าวออกจากออกจากห้องงานเลี้ยงด้วยท่าทีสบายใจ
ทว่าภายในห้องโถง เสียงซุบซิบกลับดังขึ้นเป็นระลอก
“นางกล้าลุกไปดื้อๆ อย่างนั้นเชียวหรือ”
“ไม่เพียงแต่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ยังไปกวนผู้แทนสำนักเทียนเหิงอีก…ครั้งนี้ตระกูลหรงได้อับอายทั่วทั้งเมืองแน่”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันประปรายผสานกับเสียงดนตรีขลุ่ยพิณ
ทิ้งไว้เพียงสตรีสำนักเทียนเหิงที่ยังนั่งสงบนิ่งกับชามว่างไร้อาหารตรงหน้า
หารู้ไม่ว่า
เพียงการกระทำเล็กน้อยในวันนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนชะตาของเพ่ยหลินไปตลอดกาล
^
ซื่อจื่อ : บุตรชายคนโตของภรรยาเอก ผู้มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งบิดา