ANMELDENสัปดาห์กว่าแล้วที่พิมพิลาพยายามจะหมุนชีวิตกลับเข้าสู่แกนเดิม กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนๆ และเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในร้านกาแฟเจ้าประจำควรจะเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจได้เหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้มันกลับให้ความรู้สึกห่างเหิน
เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ในคาเฟ่หน้าคณะมนุษยศาสตร์ มองผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนทางเท้าด้วยสายตาเลื่อนลอย แขนเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีอ่อนถูกดึงลงมาปิดคลุมข้อมือจนมิดชิด แม้ว่าอากาศภายนอกจะค่อนข้างอบอ้าว สัมผัสของผ้าที่เสียดสีกับผิวหนังบริเวณที่เคยมีรอยไหม้ยังคงสร้างความรำคาญใจอยู่เป็นระยะ แม้ตอนนี้มันจะเริ่มตกสะเก็ดและดีขึ้นมากแล้วก็ตาม
ความทรงจำจากคืนนั้นและหลักฐานที่จับต้องไม่ได้ในซองพลาสติกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเงาตามตัว เธอบอกใครไม่ได้ เล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ แม้กระทั่งตัวเองก็ยังยากจะยอมรับ พ่อกับแม่ก็เปลี่ยนไป พวกท่านเงียบขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด บทสนทนาในบ้านมีน้อยลง มีเพียงสายตาห่วงใยที่คอยจับจ้องเธออยู่เสมอ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปอีกครั้ง
“พิม”
เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามเสียง ธามยืนส่งยิ้มกว้างอยู่ข้างโต๊ะ รูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตนักศึกษาพับแขนกับกางเกงสแล็คสีดำดูสบายตาและน่ามองเหมือนเคย
“พี่ธาม มาได้ยังไงคะ” เธอทักทาย พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
“ผ่านมาแถวนี้พอดี คิดว่าพิมน่าจะกลับมาเรียนแล้วเลยแวะเข้ามาดู” เขาตอบพลางเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกมานั่งลงอย่างถือวิสาสะ “ไม่เจอกันหลายวันเลยนะ เป็นไงบ้าง ได้ข่าวว่าไม่สบาย”
สายตาของเขาฉายแววห่วงใยอย่างจริงจัง ทำให้พิมพิลารู้สึกผิดที่ต้องโกหก
“นิดหน่อยค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว”
“ดีแล้วล่ะ พี่เป็นห่วงแทบแย่” เขายกมือขึ้นกวักมือเรียกพนักงาน “ขออเมริกาโน่เย็นแก้วนึงครับ.... ของพิมเอาอะไรเพิ่มไหม”
เธอส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรค่ะ”
เมื่อพนักงานเดินจากไป ความเงียบก็โรยตัวลงมาชั่วครู่ ธามเป็นฝ่ายทำลายมันลงก่อน
“ที่บ้านมีอะไรรึเปล่า ดูเราไม่ค่อยสดใสเลยนะ”
คำถามตรงไปตรงมาของเขาทำให้พิมพิลาชะงัก เธอหลุบตาลงมองแก้วชาเขียวในมือ นิ้วเรียวไล้ไปตามหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้ว จะให้เธอเล่าได้อย่างไรว่าบ้านเธอกลายเป็นสมรภูมิรบของไสยศาสตร์ มีหมอผีเข้ามาทำพิธีประหลาด แล้วเธอก็มีแผลเป็นจากการต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น
“ก็.....มีเรื่องวุ่นๆ นิดหน่อยค่ะพี่ธาม” เธอตอบเสียงอ้อมแอ้ม “เรื่องความเห็นไม่ตรงกันกับพ่อแม่ ปกติน่ะค่ะ”
ธามพยักหน้ารับรู้ ท่าทางของเขาดูเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี
“เรื่องความเชื่อใช่ไหม”
พิมพิลาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาทันที ประหลาดใจที่เขาทายถูก
ธามเพียงแค่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นแต่แฝงความเหนื่อยหน่ายไว้ในที
“พี่พอจะเดาได้ คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราก็แบบนี้แหละ ชอบเอาเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้มาผูกกับทุกอย่างในชีวิต”
คำพูดของเขาเหมือนกุญแจที่ไขเข้าไปในส่วนลึกของใจเธอ ส่วนที่ยังคงยึดมั่นในเหตุและผล ส่วนที่ปฏิเสธทุกเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่เพิ่งประสบมา
“ค่ะ....ประมาณนั้นเลย”
“แล้วพวกท่านบังคับให้เราทำอะไรแปลกๆ รึเปล่า”
เขาถามต่อ น้ำเสียงอ่อนโยนลง เหมือนไม่อยากจะก้าวก่ายแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“ค่ะ แต่พิมไม่อยากพูดถึงมันเท่าไหร่”
“เข้าใจ” ธามตอบทันที เขายกแก้วกาแฟที่พนักงานเพิ่งนำมาเสิร์ฟขึ้นจิบ ก่อนจะวางมันลงแล้วประสานมือไว้บนโต๊ะ เอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แววตาจริงจังขึ้น “พิม.... พี่อาจจะพูดอะไรที่มันดูก้าวก่ายไปหน่อยนะ แต่พี่พูดเพราะเป็นห่วงเราจริงๆ”
พิมพิลาเงียบ รอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อไป
“พี่ว่า พิมควรจะย้ายออกมาอยู่ข้างนอกนะ”
ข้อเสนอของเขาไม่เชิงทำให้ประหลาดใจเสียทีเดียว แต่การได้ยินมันออกมาจากปากของเขาตรงๆ ก็ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย
“ย้ายออกมา?”
“ใช่” เขาพยักหน้าหนักแน่น “ออกมามีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ต้องอยู่ใต้ความกดดันแบบนี้ สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเชื่อแบบนั้นมันไม่ดีต่อสุขภาพจิตของเราหรอกนะ โดยเฉพาะช่วงที่เรากำลังไม่สบาย มันยิ่งจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง”
เหตุผลของเขาฟังดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง มันคือความคิดที่เคยแวบเข้ามาในหัวของเธอเองหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การได้หลุดพ้นจากบรรยากาศอึดอัดในบ้าน จากสายตาของพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงในสิ่งที่มองไม่เห็น
“พิมจะไปอยู่ที่ไหนได้ล่ะคะ”
เธอถามเสียงแผ่ว มันเป็นคำถามที่สะท้อนความลังเลมากกว่าการปฏิเสธ
ธามยิ้มออกมาทันที เหมือนกับว่าเขารอคำถามนี้อยู่แล้ว
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย พอดีพี่มีเพื่อนที่เขาซื้อคอนโดไว้เก็งกำไรแถวนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีคนเช่า.... ถ้าพิมสนใจ พี่คุยให้ได้เลย ค่าเช่าถูกกว่าตลาดแน่นอน หรือถ้ายังไม่พร้อม จะไปพักที่คอนโดพี่ก่อนก็ได้นะ พี่ไปนอนบ้านได้ ไม่ลำบากอะไรเลย”
ข้อเสนอที่พรั่งพรูออกมาอย่างง่ายดายและเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีทำให้พิมพิลาพูดอะไรไม่ออก ความสับสนตีรวนอยู่ในอก ด้านหนึ่งคือความอึดอัดที่บ้าน อีกด้านหนึ่งคือความรู้สึกเกรงใจและความไม่แน่นอนของการเริ่มต้นใหม่คนเดียว
“พี่อยากให้พิมได้พักผ่อนจริงๆนะ ได้อยู่ในที่ที่สบายใจ ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าเราต้องทำอะไร ต้องเชื่ออะไร” เขาย้ำอีกครั้ง สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ “พี่รู้ว่าพิมเป็นคนมีเหตุผล เรื่องบางเรื่องมันก็แค่ทำให้เราเหนื่อยใจเปล่าๆ”
คำว่า ‘มีเหตุผล’ ของเขาสะกิดใจเธออย่างจัง มันคือตัวตนที่เธอยึดถือมาตลอด.... แต่ตอนนี้ หลักฐานที่ขัดแย้งกับเหตุผลชิ้นนั้นกำลังนอนนิ่งอยู่ในลิ้นชักที่ห้องนอนของเธอ ปอยผมเปียกชื้นที่เคยเป็นด้ายสายสิญจน์
เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ ดวงตาฉายแววสับสนว้าวุ่น ธามจึงค่อยๆ ยื่นมือข้ามโต๊ะมาหาเธอ
“เชื่อพี่นะพิม....” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและหนักแน่นที่สุด “ทุกอย่างจะดีขึ้น”
ปลายนิ้วของเขาสัมผัสลงบนหลังมือของเธอแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่ควรจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอบโยน ทว่าในวินาทีที่ผิวของเขาสัมผัสกับผิวของเธอ.....
“โอ๊ย!”
พิมพิลาอุทานลั่นพร้อมกับชักแขนกลับอย่างรุนแรงราวกับถูกไฟฟ้าช็อต ความเจ็บปวดแสบร้อนแล่นปราดจากข้อมือขึ้นมาตามท่อนแขนอย่างเฉียบพลัน รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ราวกับมีเหล็กร้อนแดงฉานนาบลงมาบนผิวหนังที่ตกสะเก็ดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเจ็บปวดนั้นทะลุทะลวงผ่านชั้นผิวหนัง ลึกลงไปถึงกระดูก
ใบหน้าของเธอซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นตามไรผม หญิงสาวกุมข้อมือข้างนั้นไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและเจ็บปวด
“พิม! เป็นอะไรไป!” ธามหน้าเสียไปทันที เขาชักมือกลับด้วยความตกใจไม่แพ้กัน “พี่.....พี่ขอโทษ พี่ทำแรงไปเหรอ”
“เปล่า.....เปล่าค่ะ” พิมพิลาปฏิเสธเสียงสั่น ลมหายใจหอบถี่ พยายามควบคุมความเจ็บที่ยังคงเต้นตุบๆ อยู่ใต้ผิวหนัง “แผล......สงสัยแผลมันจะอักเสบ”
เธอก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาเขา ภาพที่เห็นในกระจกเงาบานใหญ่ของร้านสะท้อนให้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของตัวเองกับความงุนงงบนใบหน้าของชายหนุ่ม บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองเมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกระอักกระอ่วนที่จับต้องได้
“แผลอะไรน่ะพิม ไปโดนอะไรมา” ธามขมวดคิ้ว พยายามจะมองแขนของเธอ
“ไม่มีอะไรค่ะ!” เธอตอบเสียงดังขึ้นกว่าปกติ ดึงแขนเสื้อลงมาปิดข้อมืออีกครั้งอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนเสียงดังลั่นอยู่ในหัว ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมันผิดปกติเกินไป มันไม่ใช่ความเจ็บของแผลธรรมดา มันคือความรู้สึก.....ต่อต้าน......อย่างรุนแรง
ความเงียบเข้าครอบคลุมโต๊ะของพวกเขาทั้งสอง พิมพิลาได้แต่ก้มหน้ากุมข้อมือตัวเองเอาไว้ ส่วนธามก็มองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก รอยยิ้มและแววตาห่วงใยหายไปชั่วขณะ ถูกแทนที่ด้วยประกายวูบหนึ่งที่เย็นเยียบและคมกริบก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วและกลับมาเป็นปกติ
“พี่ว่า พิมอาจจะยังไม่ค่อยสบายจริงๆ นั่นแหละ” เขาพูดขึ้น ทำลายความเงียบลงในที่สุด น้ำเสียงของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว “กลับไปพักผ่อนก่อนดีไหม”
พิมพิลาเงยหน้าขึ้น เธอมองนาฬิกาบนผนังร้าน ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน
“ค่ะ....พิมว่าพิมควรจะกลับแล้ว ขอบคุณที่อุตส่าห์มาคุยเป็นเพื่อนนะคะ”
เธอคว้ากระเป๋าสะพาย ไม่รอให้เขาได้พูดอะไรต่อ หันหลังแล้วเดินจ้ำอ้าวออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ธามนั่งมองตามอยู่ที่โต๊ะตามลำพัง
ชายหนุ่มไม่ได้มองตามเธอไปนานนัก เขาก้มลงมองมือขวาของตัวเอง....มือข้างที่สัมผัสเธอเมื่อครู่....แล้วค่อยๆ แบมันออก
ที่กลางฝ่ามือของเขา ปรากฏรอยแดงเป็นปื้นเล็กๆ คล้ายกับถูกของร้อนลวก ก่อนที่มันจะเลือนหายไปในเวลาไม่กี่วินาที
กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาก้าวเท้านำออกจากห้องน้ำหญิงที่บัดนี้มีเพียงบานประตูพังยับเยินเป็นประจักษ์พยานแห่งความวิปลาสที่เพิ่งเกิดขึ้น พิมพิลาเดินตามหลังเขาไปอย่างเงียบงัน ร่างกายยังสั่นสะท้านไม่หาย ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอยกขึ้นแตะลำคอเป็นระยะ สัมผัสถึงรอยนิ้วที่ยังประทับอยู่บนผิวเนื้ออย่างแผ่วเบาโถงทางเดินของตึกคณะยามค่ำคืนเงียบสงัด เขานำเธอลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว ผ่านชั้นแล้วชั้นเล่าจนกระทั่งประตูทางออกผลักออกสู่โลกภายนอก ลมยามเย็นพัดวูบเข้าปะทะใบหน้า นำพากลิ่นดินและใบไม้ที่ชื้นฝนเข้ามาด้วย มันเป็นกลิ่นของโลกแห่งความจริงที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งผุดขึ้นมาจากใต้น้ำลึกเขาไม่ได้พาเธอไปที่รถ แต่กลับเดินเลี้ยวไปยังลานหญ้าข้างตึก ที่ซึ่งมีม้านั่งหินอ่อนตัวยาวตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีขนาดใหญ่ แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงริ้วสีส้มปนม่วงจางๆ บนท้องฟ้ากว้างกันต์ธีร์หยุดเดินและผายมือไปยังม้านั่งตัวนั้น พิมพิลาทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง เธอกอดกระเป๋าสะพายไว้แนบอกราวกับเป็นเกราะป้องกันสุดท้าย สองตายังคงเหม่อลอยจับจ้องไปยังพื้นหญ้าเบื้องหน้า ความเงียบโรยตัวล
พิมพิลาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงปิดประตูห้องน้ำด้านนอกดังปังราวกับมีใครกระแทกมันอย่างจงใจ สองวันแล้วที่ภาพรอยเท้าเปียกโชกซึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่ากลางโถงทางเดินยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่หยุด มันทำให้ทุกเสียงที่ดังผิดปกติ ทุกเงาที่ทอดผ่านหางตา กลายเป็นสิ่งที่น่าหวาดระแวงไปเสียหมดเธอเพิ่งจะเลิกชั้นเรียนสุดท้ายของวันและแวะเข้าห้องน้ำหญิงในตึกคณะที่เริ่มจะร้างผู้คนหญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่ามันเป็นแค่ลมที่พัดประตูปิด ทั้งที่ทางเดินด้านนอกไม่มีหน้าต่างสักบานเธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่เหนืออ่างล้างหน้า แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่เก่าจนเกือบเหลืองอาบไล้ใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอให้ดูไร้สีเลือดขึ้นไปอีก ขอบตาคล้ำจางๆ เป็นเครื่องยืนยันถึงการนอนไม่หลับมาสองคืนติดกันเธอเปิดก๊อกน้ำ วักน้ำเย็นๆ ขึ้นล้างหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังให้ความเย็นจะช่วยขับไล่ความหวาดหวั่นและความอ่อนล้าออกไปได้บ้าง เสียงน้ำไหลซ่ากลบเสียงอื่นๆ จนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นระรัวอยู่ในอกเหมือนกลองเฮฟวี่เมทัล กระเบื้องปูผนังสีขาวขุ่นบางแผ่นแตกร้าว เผยให้เห็นรอยดำคล้ำของความ
แสงไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานสูงของตึกเรียนรวมสาดแสงสีขาวนวลลงมา อาบไล้พื้นกระเบื้องยางที่ขัดจนขึ้นเงาให้สะท้อนเป็นทางยาวเหยียด พิมพิลาเดินไปตามโถงทางเดินที่บัดนี้ว่างเปล่า เสียงส้นรองเท้าของเธอกระทบพื้นดังก้องกังวานในความเงียบ เป็นเสียงเดียวที่บ่งบอกว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในอาคารเก่าแก่หลังนี้ ยามโพล้เพล้ทำให้เงาของเสาและมุมห้องทอดยาวบิดเบี้ยว ดูคล้ายอสุรกายที่ซุ่มซ่อนรอคอยเหยื่อเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เธอพยายามทำตัวให้ห่างจากธาม ข้อความและสายที่ไม่ได้รับถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีคำตอบ ปฏิกิริยาของร่างกายที่ต่อต้านเขารุนแรงในร้านกาแฟวันนั้นยังคงติดอยู่ในความรู้สึก มันเป็นสัญชาตญาณดิบที่เธอเองก็หาคำอธิบายไม่ได้ ยิ่งคิดถึงแววตาเย็นเยียบชั่ววูบของเขา ความรู้สึกไม่สบายใจก็ยิ่งเกาะกุมแน่นขึ้นหญิงสาวกระชับสายกระเป๋าสะพายให้เข้าที่ เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิด ห้องสมุดคณะปิดแล้ว เธอจึงต้องมานั่งทำงานต่อที่ห้องอ่านหนังสือรวมซึ่งเปิดถึงสามทุ่ม แต่ตอนนี้บรรยากาศรอบตัวมันช่างวังเวงเกินไป ความเหนื่อยล้าจากการเตรียมโปรเจกต์ตลอดทั้งบ่ายเริ่มส่งผลต่อจินตนาการ หางตาของเธอจับภาพเงาไหววูบที่ปลายสุดของทางเดิ
สัปดาห์กว่าแล้วที่พิมพิลาพยายามจะหมุนชีวิตกลับเข้าสู่แกนเดิม กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนๆ และเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในร้านกาแฟเจ้าประจำควรจะเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจได้เหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้มันกลับให้ความรู้สึกห่างเหินเธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ในคาเฟ่หน้าคณะมนุษยศาสตร์ มองผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนทางเท้าด้วยสายตาเลื่อนลอย แขนเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีอ่อนถูกดึงลงมาปิดคลุมข้อมือจนมิดชิด แม้ว่าอากาศภายนอกจะค่อนข้างอบอ้าว สัมผัสของผ้าที่เสียดสีกับผิวหนังบริเวณที่เคยมีรอยไหม้ยังคงสร้างความรำคาญใจอยู่เป็นระยะ แม้ตอนนี้มันจะเริ่มตกสะเก็ดและดีขึ้นมากแล้วก็ตามความทรงจำจากคืนนั้นและหลักฐานที่จับต้องไม่ได้ในซองพลาสติกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเงาตามตัว เธอบอกใครไม่ได้ เล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ แม้กระทั่งตัวเองก็ยังยากจะยอมรับ พ่อกับแม่ก็เปลี่ยนไป พวกท่านเงียบขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด บทสนทนาในบ้านมีน้อยลง มีเพียงสายตาห่วงใยที่คอยจับจ้องเธออยู่เสมอ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปอีกครั้ง“พิม”เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามเสียง ธามยืนส่งยิ้มกว้างอยู่ข้
เปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับมีแท่งตะกั่วถ่วงไว้ค่อยๆ ปรือเปิด แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างลายดอกไม้สาดกระทบม่านตาจนต้องหยีลงอีกครั้ง พิมพิลาขยับตัวช้าๆ ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังและต้นแขนราวกับถูกไฟลวก กลิ่นสมุนไพรจางที่ไม่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นยาหม่องลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทำให้ห้องนอนของเธอรู้สึกแปลกเปลี่ยนไปหญิงสาวใช้ข้อศอกยันตัวเองขึ้นนั่ง พลันต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บที่แล่นจี๊ดขึ้นมาตามผิวหนัง เธอก้มลงมองแขนตัวเองแล้วเบิกตากว้าง รอยแผลพุพองสีแดงน่ากลัวปรากฏเป็นปื้นยาวตั้งแต่ข้อมือจนเกือบถึงหัวไหล่ บางแห่งเริ่มแห้งตกสะเก็ด แต่บางแห่งยังคงดูช้ำเลือดช้ำหนอง ราวกับถูกประทับด้วยเหล็กร้อนจัด“ตื่นแล้วเหรอลูก”เสียงแหบพร่าของพรศรีดังขึ้นจากข้างเตียง ผู้เป็นแม่นั่งฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใบหน้าอิดโรย ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้มาหลายคืนติดต่อกัน ข้างกายมีชามข้าวต้มที่เย็นชืดวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง“แม่…..นี่มัน…..เกิดอะไรขึ้น??”พิมพิลาถามเสียงสั่น พยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ความทรงจำของเธอกลับขาดห้วงและสับสนวุ่นวายราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างป่าเถื่อนภาพสุดท้าย
เสียงกลอนไม้กระทบกับวงกบดังลั่น ปิดกั้นแสงสุดท้ายจากภายนอกจนหมดสิ้น สมชายถอนหายใจหนักหน่วง เช็ดเหงื่อที่ผุดซึมบนหน้าผากด้วยหลังมือที่สั่นเทา พรศรีผู้เป็นภรรยากอดอกตัวเองแน่น ยืนตัวลีบอยู่ข้างเสา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจับจ้องไปยังภาพตรงหน้าห้องพระขนาดเล็กที่ดัดแปลงจากมุมหนึ่งของบ้านบัดนี้กลายเป็นศูนย์กลางของความตึงเครียด กลิ่นธูปเก่าผสมกับกลิ่นอับของไม้ที่สะสมมานานปีลอยอบอวลไปทั่ว อากาศภายในหนักอึ้งและเย็นเยียบลงอย่างประหลาดราวกับถูกสูบความร้อนออกไปจนหมดสิ้น แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากหลอดไฟนีออนกลมบนเพดานที่สาดแสงสีขาวซีดลงมา อาบไล้ทุกสิ่งให้ดูไร้ชีวิตชีวากันต์ธีร์คุกเข่าลงบนพื้นไม้กระดานที่ขัดจนขึ้นเงา เขาวางบาตรน้ำมนต์ดินเผาใบย่อมลงตรงหน้าอย่าง หยดน้ำที่เกาะอยู่รอบขอบบาตรสะท้อนแสงไฟวิบวับ ข้างกันนั้นมีมัดหญ้าคาและกลุ่มด้ายสายสิญจน์สีขาวบริสุทธิ์วางเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้า สงบนิ่ง และมั่นคง สวนทางกับบรรยากาศกดดันที่แผ่คลุมไปทั่วทั้งบ้านราวกับพายุที่กำลังก่อตัวพิมพิลาถูกจับให้นั่งพิงเสากลางบ้าน ร่างของเธอดูอ่อนปวกเปียก แต่ดวงตากลับแข็งกร้าวแล







