Home / แฟนตาซี / ลิขิตรัก ไสยมนตรา / บทที่ 9: ข้อเสนอของธาม

Share

บทที่ 9: ข้อเสนอของธาม

Author: PEACH_SHERBET
last update publish date: 2026-09-17 15:01:27

สัปดาห์กว่าแล้วที่พิมพิลาพยายามจะหมุนชีวิตกลับเข้าสู่แกนเดิม กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนๆ และเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในร้านกาแฟเจ้าประจำควรจะเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจได้เหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้มันกลับให้ความรู้สึกห่างเหิน

เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ในคาเฟ่หน้าคณะมนุษยศาสตร์ มองผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนทางเท้าด้วยสายตาเลื่อนลอย แขนเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีอ่อนถูกดึงลงมาปิดคลุมข้อมือจนมิดชิด แม้ว่าอากาศภายนอกจะค่อนข้างอบอ้าว สัมผัสของผ้าที่เสียดสีกับผิวหนังบริเวณที่เคยมีรอยไหม้ยังคงสร้างความรำคาญใจอยู่เป็นระยะ แม้ตอนนี้มันจะเริ่มตกสะเก็ดและดีขึ้นมากแล้วก็ตาม

ความทรงจำจากคืนนั้นและหลักฐานที่จับต้องไม่ได้ในซองพลาสติกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเงาตามตัว เธอบอกใครไม่ได้ เล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ แม้กระทั่งตัวเองก็ยังยากจะยอมรับ พ่อกับแม่ก็เปลี่ยนไป พวกท่านเงียบขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด บทสนทนาในบ้านมีน้อยลง มีเพียงสายตาห่วงใยที่คอยจับจ้องเธออยู่เสมอ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปอีกครั้ง

“พิม”

เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามเสียง ธามยืนส่งยิ้มกว้างอยู่ข้างโต๊ะ รูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตนักศึกษาพับแขนกับกางเกงสแล็คสีดำดูสบายตาและน่ามองเหมือนเคย

“พี่ธาม มาได้ยังไงคะ” เธอทักทาย พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด

“ผ่านมาแถวนี้พอดี คิดว่าพิมน่าจะกลับมาเรียนแล้วเลยแวะเข้ามาดู” เขาตอบพลางเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกมานั่งลงอย่างถือวิสาสะ “ไม่เจอกันหลายวันเลยนะ เป็นไงบ้าง ได้ข่าวว่าไม่สบาย”

สายตาของเขาฉายแววห่วงใยอย่างจริงจัง ทำให้พิมพิลารู้สึกผิดที่ต้องโกหก

“นิดหน่อยค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว”

“ดีแล้วล่ะ พี่เป็นห่วงแทบแย่” เขายกมือขึ้นกวักมือเรียกพนักงาน “ขออเมริกาโน่เย็นแก้วนึงครับ.... ของพิมเอาอะไรเพิ่มไหม”

เธอส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรค่ะ”

เมื่อพนักงานเดินจากไป ความเงียบก็โรยตัวลงมาชั่วครู่ ธามเป็นฝ่ายทำลายมันลงก่อน

“ที่บ้านมีอะไรรึเปล่า ดูเราไม่ค่อยสดใสเลยนะ”

คำถามตรงไปตรงมาของเขาทำให้พิมพิลาชะงัก เธอหลุบตาลงมองแก้วชาเขียวในมือ นิ้วเรียวไล้ไปตามหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้ว จะให้เธอเล่าได้อย่างไรว่าบ้านเธอกลายเป็นสมรภูมิรบของไสยศาสตร์ มีหมอผีเข้ามาทำพิธีประหลาด แล้วเธอก็มีแผลเป็นจากการต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น

“ก็.....มีเรื่องวุ่นๆ นิดหน่อยค่ะพี่ธาม” เธอตอบเสียงอ้อมแอ้ม “เรื่องความเห็นไม่ตรงกันกับพ่อแม่ ปกติน่ะค่ะ”

ธามพยักหน้ารับรู้ ท่าทางของเขาดูเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี

“เรื่องความเชื่อใช่ไหม”

พิมพิลาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาทันที ประหลาดใจที่เขาทายถูก

ธามเพียงแค่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นแต่แฝงความเหนื่อยหน่ายไว้ในที

“พี่พอจะเดาได้ คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราก็แบบนี้แหละ ชอบเอาเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้มาผูกกับทุกอย่างในชีวิต”

คำพูดของเขาเหมือนกุญแจที่ไขเข้าไปในส่วนลึกของใจเธอ ส่วนที่ยังคงยึดมั่นในเหตุและผล ส่วนที่ปฏิเสธทุกเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่เพิ่งประสบมา

“ค่ะ....ประมาณนั้นเลย”

“แล้วพวกท่านบังคับให้เราทำอะไรแปลกๆ รึเปล่า”

เขาถามต่อ น้ำเสียงอ่อนโยนลง เหมือนไม่อยากจะก้าวก่ายแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

“ค่ะ แต่พิมไม่อยากพูดถึงมันเท่าไหร่”

“เข้าใจ” ธามตอบทันที เขายกแก้วกาแฟที่พนักงานเพิ่งนำมาเสิร์ฟขึ้นจิบ ก่อนจะวางมันลงแล้วประสานมือไว้บนโต๊ะ เอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แววตาจริงจังขึ้น “พิม.... พี่อาจจะพูดอะไรที่มันดูก้าวก่ายไปหน่อยนะ แต่พี่พูดเพราะเป็นห่วงเราจริงๆ”

พิมพิลาเงียบ รอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อไป

“พี่ว่า พิมควรจะย้ายออกมาอยู่ข้างนอกนะ”

ข้อเสนอของเขาไม่เชิงทำให้ประหลาดใจเสียทีเดียว แต่การได้ยินมันออกมาจากปากของเขาตรงๆ ก็ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย

“ย้ายออกมา?”

“ใช่” เขาพยักหน้าหนักแน่น “ออกมามีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ต้องอยู่ใต้ความกดดันแบบนี้ สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเชื่อแบบนั้นมันไม่ดีต่อสุขภาพจิตของเราหรอกนะ โดยเฉพาะช่วงที่เรากำลังไม่สบาย มันยิ่งจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง”

เหตุผลของเขาฟังดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง มันคือความคิดที่เคยแวบเข้ามาในหัวของเธอเองหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การได้หลุดพ้นจากบรรยากาศอึดอัดในบ้าน จากสายตาของพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงในสิ่งที่มองไม่เห็น

“พิมจะไปอยู่ที่ไหนได้ล่ะคะ”

เธอถามเสียงแผ่ว มันเป็นคำถามที่สะท้อนความลังเลมากกว่าการปฏิเสธ

ธามยิ้มออกมาทันที เหมือนกับว่าเขารอคำถามนี้อยู่แล้ว

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย พอดีพี่มีเพื่อนที่เขาซื้อคอนโดไว้เก็งกำไรแถวนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีคนเช่า.... ถ้าพิมสนใจ พี่คุยให้ได้เลย ค่าเช่าถูกกว่าตลาดแน่นอน หรือถ้ายังไม่พร้อม จะไปพักที่คอนโดพี่ก่อนก็ได้นะ พี่ไปนอนบ้านได้ ไม่ลำบากอะไรเลย”

ข้อเสนอที่พรั่งพรูออกมาอย่างง่ายดายและเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีทำให้พิมพิลาพูดอะไรไม่ออก ความสับสนตีรวนอยู่ในอก ด้านหนึ่งคือความอึดอัดที่บ้าน อีกด้านหนึ่งคือความรู้สึกเกรงใจและความไม่แน่นอนของการเริ่มต้นใหม่คนเดียว

“พี่อยากให้พิมได้พักผ่อนจริงๆนะ ได้อยู่ในที่ที่สบายใจ ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าเราต้องทำอะไร ต้องเชื่ออะไร” เขาย้ำอีกครั้ง สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ “พี่รู้ว่าพิมเป็นคนมีเหตุผล เรื่องบางเรื่องมันก็แค่ทำให้เราเหนื่อยใจเปล่าๆ”

คำว่า ‘มีเหตุผล’ ของเขาสะกิดใจเธออย่างจัง มันคือตัวตนที่เธอยึดถือมาตลอด.... แต่ตอนนี้ หลักฐานที่ขัดแย้งกับเหตุผลชิ้นนั้นกำลังนอนนิ่งอยู่ในลิ้นชักที่ห้องนอนของเธอ ปอยผมเปียกชื้นที่เคยเป็นด้ายสายสิญจน์

เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ ดวงตาฉายแววสับสนว้าวุ่น ธามจึงค่อยๆ ยื่นมือข้ามโต๊ะมาหาเธอ

“เชื่อพี่นะพิม....” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและหนักแน่นที่สุด “ทุกอย่างจะดีขึ้น”

ปลายนิ้วของเขาสัมผัสลงบนหลังมือของเธอแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่ควรจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอบโยน ทว่าในวินาทีที่ผิวของเขาสัมผัสกับผิวของเธอ.....

“โอ๊ย!”

พิมพิลาอุทานลั่นพร้อมกับชักแขนกลับอย่างรุนแรงราวกับถูกไฟฟ้าช็อต ความเจ็บปวดแสบร้อนแล่นปราดจากข้อมือขึ้นมาตามท่อนแขนอย่างเฉียบพลัน รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ราวกับมีเหล็กร้อนแดงฉานนาบลงมาบนผิวหนังที่ตกสะเก็ดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเจ็บปวดนั้นทะลุทะลวงผ่านชั้นผิวหนัง ลึกลงไปถึงกระดูก

ใบหน้าของเธอซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นตามไรผม หญิงสาวกุมข้อมือข้างนั้นไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและเจ็บปวด

“พิม! เป็นอะไรไป!” ธามหน้าเสียไปทันที เขาชักมือกลับด้วยความตกใจไม่แพ้กัน “พี่.....พี่ขอโทษ พี่ทำแรงไปเหรอ”

“เปล่า.....เปล่าค่ะ” พิมพิลาปฏิเสธเสียงสั่น ลมหายใจหอบถี่ พยายามควบคุมความเจ็บที่ยังคงเต้นตุบๆ อยู่ใต้ผิวหนัง “แผล......สงสัยแผลมันจะอักเสบ”

เธอก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาเขา ภาพที่เห็นในกระจกเงาบานใหญ่ของร้านสะท้อนให้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของตัวเองกับความงุนงงบนใบหน้าของชายหนุ่ม บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองเมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกระอักกระอ่วนที่จับต้องได้

“แผลอะไรน่ะพิม ไปโดนอะไรมา” ธามขมวดคิ้ว พยายามจะมองแขนของเธอ

“ไม่มีอะไรค่ะ!” เธอตอบเสียงดังขึ้นกว่าปกติ ดึงแขนเสื้อลงมาปิดข้อมืออีกครั้งอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนเสียงดังลั่นอยู่ในหัว ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมันผิดปกติเกินไป มันไม่ใช่ความเจ็บของแผลธรรมดา มันคือความรู้สึก.....ต่อต้าน......อย่างรุนแรง

ความเงียบเข้าครอบคลุมโต๊ะของพวกเขาทั้งสอง พิมพิลาได้แต่ก้มหน้ากุมข้อมือตัวเองเอาไว้ ส่วนธามก็มองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก รอยยิ้มและแววตาห่วงใยหายไปชั่วขณะ ถูกแทนที่ด้วยประกายวูบหนึ่งที่เย็นเยียบและคมกริบก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วและกลับมาเป็นปกติ

“พี่ว่า พิมอาจจะยังไม่ค่อยสบายจริงๆ นั่นแหละ” เขาพูดขึ้น ทำลายความเงียบลงในที่สุด น้ำเสียงของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว “กลับไปพักผ่อนก่อนดีไหม”

พิมพิลาเงยหน้าขึ้น เธอมองนาฬิกาบนผนังร้าน ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน

“ค่ะ....พิมว่าพิมควรจะกลับแล้ว ขอบคุณที่อุตส่าห์มาคุยเป็นเพื่อนนะคะ”

เธอคว้ากระเป๋าสะพาย ไม่รอให้เขาได้พูดอะไรต่อ หันหลังแล้วเดินจ้ำอ้าวออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ธามนั่งมองตามอยู่ที่โต๊ะตามลำพัง

ชายหนุ่มไม่ได้มองตามเธอไปนานนัก เขาก้มลงมองมือขวาของตัวเอง....มือข้างที่สัมผัสเธอเมื่อครู่....แล้วค่อยๆ แบมันออก

ที่กลางฝ่ามือของเขา ปรากฏรอยแดงเป็นปื้นเล็กๆ คล้ายกับถูกของร้อนลวก ก่อนที่มันจะเลือนหายไปในเวลาไม่กี่วินาที

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 20: อ้อมกอดช่วยชีวิต

    คำถามของกันต์ธีร์แขวนค้างอยู่ในมวลอากาศเย็นเยียบรอบกายพิมพิลา เธอไม่ได้ตอบ ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ประทับอยู่บนข้อเท้าขาวของตัวเอง มันเป็นจ้ำสีเขียวอมม่วง ชัดเจนราวกับรอยสักที่เพิ่งลงหมึกเสร็จใหม่ๆ แต่กลับแผ่ไอเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นออกมา ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากจุดนั้นขึ้นมาตามเรียวขา เกร็งช่องท้อง และจู่โจมเข้าที่หัวใจ ไม่ใช่ความเย็นจากสายลมยามค่ำคืน แต่เป็นความเยียบเย็นอันผิดธรรมชาติที่กัดกินมาจากภายในลมหายใจของเธอสะดุดกึก กลายเป็นถี่กระชั้นและตื้นเขิน ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทุกขณะจนควบคุมไม่อยู่ ฟันของเธอกระทบกันดังกึกๆ เสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู ภาพแสงไฟนีออนจากตึกสูงที่เคยสะท้อนบนผิวน้ำ ตอนนี้บิดเบี้ยวแหลกสลายในม่านตาที่พร่าเลือนของเธอ แสงไฟทุกดวงแตกกระจายเป็นเส้นสายยาวเหยียดราวกับดาวตกที่กำลังร่วงหล่นลงมาทิ่มแทงดวงตา“พิม! พิมพิลา!” กันต์ธีร์เขย่าแขนเธอเบาๆ ด้วยมือขวาข้างเดียวที่ใช้งานได้ แต่เสียงของเขากลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที เหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่มืดมิด “มองหน้าผม ได้ยินผมไหม!”เธอไม่ได้ยิน.... หรืออาจจะได้ยินแต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไปแล้ว

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 19: นิมิตใต้น้ำ

    ลมกลางคืนพัดเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นคลอรีนจางๆ จากสระว่ายน้ำเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า พิมพิลานั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้หวายเทียมริมสระ ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านไม่หายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองวันเต็มแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด แสงไฟใต้น้ำสาดส่องผืนน้ำเป็นสีครามเรืองรอง สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ที่บิดเบี้ยวไปตามแรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ราวกับโลกอีกใบที่กำลังจะแตกสลายเธอโทรศัพท์หากันต์ธีร์ด้วยเสียงสั่นเครือ เล่าเรื่องราวปะติดปะต่อไม่เป็นคำ และเขาก็แค่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “มาหาผม”เธอจึงหนีมาที่นี่ คอนโดใจกลางเมืองของกันต์ธีร์เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออก กันต์ธีร์เดินออกมาพร้อมแก้วสองใบในมือขวา ส่วนแขนซ้ายที่ยังคงอยู่ในเฝือกปูนขนาดใหญ่ถูกคล้องไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยม เขาเดินมาหยุดข้างเธอแล้วยื่นแก้วให้ใบหนึ่ง ข้างในเป็นนมอุ่นรสจืดส่งกลิ่นหอมจางๆ“ดื่มหน่อยครับ จะได้หลับง่ายขึ้น”พิมพิลารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือแต่ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจลดลงเลย“ฉันไม่อยากหลับ” เธอตอบเสียงแผ่ว “ฉันกลัว......กลัวว่าจะฝันเห็นหน้าเขา”กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทร

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 18: รอยร้าวกับรุ่นพี่

    คำพูดของกันต์ธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัวพิมพิลาเหมือนเสียงสะท้อนในบ่อน้ำลึกไร้ก้น ‘ชีวิตของคุณ…. พิม’ มันไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่น ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับจากวันที่เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถเก่าๆ คันนั้นกลางลานวัดป่าอันวิเวก แต่ประโยคนั้นกลับตามหลอนเธอไม่ต่างจากเงาวันนี้พิมพิลาฝังตัวเองอยู่ท่ามกลางกำแพงหนังสือในห้องสมุดของคณะ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละเอียดที่ลอยอ้อยอิ่งในลำแสงยามบ่ายเคยเป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี แต่ตอนนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสุสานที่เก็บงำความรู้ซึ่งไร้ประโยชน์ต่อปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ เธอก้มหน้ามองหน้าจอแล็ปท็อป ตัวอักษรเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารพร่าเลือนรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำสนิท สมาธิของเธอแตกกระจัดกระจายเหมือนเศษแก้วเสียงฝีเท้าที่นุ่มนวลหยุดลงข้างโต๊ะ แต่เธอก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง“พี่นึกว่าพิมจะดรอปเทอมนี้ไปแล้วซะอีก ไม่เห็นหน้าเลย”พิมพิลาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับธาม รุ่นพี่ที่เธอเคยนับถือและไว้ใจ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย แต่

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 17: ศรัทธาแรกเริ่ม

    หนึ่งสัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล กันต์ธีร์ขับรถด้วยมือข้างเดียว เฝือกปูนสีขาวท่อนใหญ่พาดจากหัวไหล่ซ้ายมาตามลำตัว บีบให้เขาต้องนั่งเอียงเล็กน้อยขณะบังคับพวงมาลัยด้วยมือขวาที่กำแน่น พิมพิลาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพตึกรามบ้านช่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยทิวไม้เขียวครึ้ม สัญญาณไฟจราจรหายไป เหลือเพียงถนนดินลูกรังสีแดงฝุ่นคลุ้งที่ทอดลึกเข้าไปในความวิเวกความเงียบในรถอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงกันเหมือนที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบที่เกิดจากคำถามซึ่งค้างคาอยู่ในห้องพักฟื้นคืนนั้น คำถามที่เธอไม่เคยตอบ“อีกไม่ไกลแล้วครับ” กันต์ธีร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงเขายังคงทุ้มต่ำ แต่เจือความเหนื่อยล้า “วัดป่าที่ผมเคยบอก”“ฉัน.....ไม่เคยมาวัดแบบนี้” เธอตอบเสียงแผ่ว สายตายังจับจ้องอยู่ที่แนวไม้สักสูงชะลูดริมทาง“ที่นี่สงบดี บางทีอาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”พิมพิลาหันมามองเขาเป็นครั้งแรก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอกำลังจะแย้งว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าการมาวัดจะช่วยได้ ในเมื่อสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่เรื่องที่จะสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญแล้วจะหาย แต่เมื่อสายตาปะทะกับเฝือกหนาเตอะบนแขนซ้ายของเขา คำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ในลำค

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 16: น้ำตาแห่งความสับสน ( 2 )

    “ร้องไห้ทำไม”เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกว่าที่เคย พยายามจะยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้างส่งสัญญาณเตือน“ฉันขอโทษ” พิมพิลาปล่อยโฮออกมาในที่สุด คำพูดหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นจนตัวโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้.....ฉันมัน.....ฉันมันเป็นตัวซวย.....”ประโยคของเธอขาดหายไปกลางคัน เมื่อฝ่ามือขวาที่อบอุ่นและหยาบกร้านเล็กน้อยของเขา เอื้อมมาวางบนศีรษะของเธอ นิ้วมือแข็งแรงของเขาสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม ลูบไล้ขึ้นลงอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความใคร่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปลอบขวัญอย่างแท้จริง“อย่าโทษตัวเอง” กันต์ธีร์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด”เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“และต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ หรือต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกร้อยครั้ง ผมก็จะทำเหมือนเดิม”“ทำไม......” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ.......ทำไมคะ”“เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม” แววตาของเขาจริงจั

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 16: น้ำตาแห่งความสับสน

    กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศของห้องพักฟื้นพิเศษ มันเป็นกลิ่นที่สะอาดจนน่ากลัวกลบกลิ่นอื่นจนหมดสิ้นและตอกย้ำถึงความผิดปกติของสถานการณ์ พิมพิลาขยับตัวอย่างเมื่อยขบอยู่บนโซฟาเบดที่จัดไว้สำหรับญาติ ดวงตาของเธอแห้งผากจากการฝืนถ่างมาหลายคืน แม้แสงแดดยามสายของวันที่สามจะลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาอาบไล้ห้องจนเป็นสีนวล แต่ความมืดในใจเธอกลับไม่จางลงเลยบนเตียงคนไข้ ร่างสูงของกันต์ธีร์ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง จังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันเดียวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าซีกขวามีรอยครูดเป็นทางยาวเริ่มตกสะเก็ด แต่สิ่งที่บีบหัวใจเธอทุกครั้งที่มองคือเฝือกปูนสีขาวหนาเตอะที่พันธนาการแขนซ้ายของเขาตั้งแต่หัวไหล่จนเกือบถึงข้อมือ วางพาดนิ่งอยู่บนหมอนรองราวกับเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้อีกเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างสับสนอลหม่าน เสียงไซเรน ความโกลาหลในห้างสรรพสินค้า แสงไฟจากเพดานห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างหมุนคว้างอยู่ในหัวจนน่าคลื่นไส้ มะลิเพื่อนรักของเธอวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสาร ติดต่อโรงพยาบาล และพยายามโทรหาญาติของกันต์ธีร์ จน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status