LOGIN
“ถึงไหนแล้วยิป พวกเราจะเมากันหมดแล้วนะ”
(ลิ้นพันแบบนี้ฉันว่าพวกแกเมาแล้ว ไม่ใช่จะเมาหรอก)
“ไม่ต้องมายอกย้อนตอนนี้หล่อนถึงไหนแล้ว”
(ใกล้ถึงแล้ว อีกไม่เกินสิบนาที แค่นี้นะ)
“ว่าไงนังแวน ไอ้ยิปซีมันถึงไหนแล้ว” เพื่อนชายใจหญิงที่ชื่อปลาหมึกถามเสียงอ้อแอ้
“อีกสิบนาทีถึงชัวร์ แกไปรอรับที่หน้าร้านได้เลย”
“ไปไม่ไหวแล้ว ขืนไปฉันคงโดนหนุ่ม ๆ ที่แอบมองฉุดไปข่มขืนแน่” ปลาหมึกทำเสียงวี้ดว้ายน่าหมั่นไส้
“แกขย่มมันหรือมันขย่มแกล่ะนังหมึก คิก ๆ ๆ”
“หยาบคายที่สุดนังปลา ข่มขืนย่ะไม่ใช่ขย่ม” ปลาหมึกทำปากขมุบขมิบแล้วสะบัดหน้าจนคางเชิด
“แวนแกดูกะเทยควายงอนสิ” ปลาหัวเราะดังลั่นกับท่าทีของเพื่อนชายใจหญิง
“กรี๊ด!.. พวกแกว่าฉันเป็นกะเทยควายเหรอ ถ้าไอ้ยิปมาเมื่อไหร่ฉันจะให้มันจัดการพวกแกคอยดู” ปลาหมึกทำเป็นโวยวายเสียงดังลั่น แต่เธอก็รู้ว่าเพื่อนหยอกเพราะรัก และพวกเธอก็มักจะเล่นกันแบบนี้เสมอจนถือเป็นเรื่องปกติ
“พูดถึงไอ้ยิปแล้วฉันก็เห็นใจมันจริง ๆ นะ เรียนปีหนึ่งเสียพ่อ พอเรียนจบปริญญาโทก็มาเสียแม่ไปอีก แล้วยังเกิดเป็นลูกคนเดียวอีก ญาติพี่น้องก็อยู่ไกลแทบไม่เคยติดต่อกัน ความสนิทสนมจึงไม่มี ถ้ามันไม่มีพวกเรามันจะเป็นยังไงบ้างวะ” แวนรำพันถึงเพื่อนด้วยความเห็นใจ เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจึงรู้เรื่องดีทุกอย่าง
แม้ความสูญเสียของเพื่อนจะผ่านมาเป็นปี แต่ก็ยังจำได้ดี
“ถ้าสงสารมันก็อย่าหนีไปมีผัวก่อนก็แล้วกัน ให้มันมีก่อนแล้วพวกเราค่อยมีทีหลัง”
“แกคิดได้ไงวะนังปลา” แวนใช้สายตาตำหนิเพื่อน แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แกคิดว่าหน้าตาอย่างพวกเราจะขายออกก่อนยิปซีเหรอวะ ยังไงมันก็ขายออกก่อนพวกเราอยู่แล้ว”
“ขำ ๆ น่านังแวน แต่ฉันว่าเป็นยิปซีก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องมีห่วงอะไร ผิดกับพวกเราลิบลับ ที่ยังต้องส่งเสียครอบครัวอยู่ คนเก่ง ๆ อย่างมันไม่ลำบากหรอก เรียนเก่งจบปริญญาโทแค่อายุยี่สิบสอง กีฬาก็เก่ง กับข้าวก็เก่ง สวย หุ่นดี ภาษาก็เก่งทั้งไทย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ล่าสุดได้ข่าวแว่วมาว่าบ้าเกาหลี ไปแอบเรียนมาซะคล่องเชียว ใครกล้าสู้มันวะ ฉันว่าพ่อกับแม่ของมันไปอย่างหมดห่วงแล้ว เพราะท่านส่งเสียให้มันเรียนจนความรู้มันล้นสมองแล้ว” พูดจบก็ยกแก้วค็อกเทลมาดื่มแก้กระหายไปอึกใหญ่
“พวกแกเล่าเรื่องพ่อยิปซีให้ฉันฟังบ้างสิ แกก็รู้ว่าฉันรู้จักพวกแกทีหลัง” นังปลาหมึกของเพื่อน ๆ ร้องขอ เพราะส่วนตัวแล้วหล่อนก็นิยมชมชอบความเก่งของเพื่อนจนยกให้เธอเป็นไอดอล แต่ก็ไม่เคยรู้เรื่องบิดาของเธอมากนัก เพราะไม่เคยถามสักที
“ฉันเล่าเอง” แวนยกมือเสนอตัว “พ่อยิปซีเป็นเจ้าของค่ายมวยที่อยู่ติดกับบ้านฉันทุกวันนี้ไง พ่อรักมันมาก สอนให้มันต่อยมวยตั้งแต่เด็ก แล้วให้เรียนวิชาป้องกันตัวสารพัด ถึงขนาดได้ลงแข่งเลยนะแก ส่วนแม่ของมันก็กลัวว่าลูกจะเป็นทอมก็เลยส่งให้ไปเรียนพวกดนตรี ภาษา เย็บปักถักร้อย แล้วก็สอนให้ทำอาหาร ทำขนม
แต่พอมันสอบติดมหาลัยเข้าปีหนึ่งยังไม่ทันไรพ่อมันก็ตายเพราะโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แม่มันก็เลยตัดสินใจขายค่ายมวยให้เพื่อนพ่อ เอาเงินมาเป็นทุนการศึกษาให้มันนั่นแหละ แล้วแม่มันก็ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด ตอนหลังก็ต้องเลิกขายของ แต่ไอ้ยิปซีมันก็ใกล้จบแล้วตอนนั้น ไม่นานแม่มันก็ป่วยหนักแล้วก็จากมันไป ฝืนทนจนลูกเรียนจบแล้วจึงไปอย่างสบายใจไร้กังวล” เธอสรุปส่งท้าย
“แกเคยคุยกับแม่มันเหรอถึงรู้ลึกขนาดนั้นน่ะ” ปลาขัดขึ้น
“วันนี้แม่ฉันอาจจะมาหาแกก็ได้นังปลา” เสียงห้วน ๆของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำให้ทุกคนให้ไปมอง
“ยิปซี!” อุทานออกมาพร้อมกัน
“เออฉันเอง” กล่าวจบก็นั่งลงข้างเพื่อนชายใจหญิงของตัวเอง แล้วจุ๊บแก้มใส ๆ นั้นหนึ่งที “เดี๋ยวนี้สวยกว่าฉันอีกนะปลาหมึก”
ปลาหมึกมองเพื่อนสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มเพราะได้รับคำชมที่ถูกใจ จิ้มนิ้วไปที่หน้าผากของเพื่อนรักด้วยความหมั่นไส้
“แค่แกชมว่าฉันสวยครึ่งหนึ่งของแกฉันก็ดีใจแล้วย่ะ ไม่ต้องมากกว่าแกหรอก คนอะไรหุ่นก็ดี หน้าก็สวย เก่งไปหมดทุกอย่าง เลิศไม่มีที่ติ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแกเคยเป็นนักมวย”
“ใครบอกนักมวย ยูโด เทควันโด ฟันดาบฉันก็เป็นนะแก ลองกันสักตั้งมั้ย” แล้วหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาของเพื่อนรัก
“ฉันขอแค่ความสวยกับหุ่นของแกก็พอ เรื่องอื่นฉันยอมแพ้” ปลาหมึกยกมือทั้งสองข้างขึ้นสูงเพื่อยืนยันคำพูด เรียกเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆได้ดี
เพื่อนทั้งสี่ดื่มสังสรรค์ ผลัดกันเล่าเรื่องที่ต่างประสบพบเจอแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส
“ทำไมแกไม่ไปเป็นไกด์วะยิป ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ด้วย”
“ก็ที่นี่เงินมันดีนี่หว่า ไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อยด้วย”
“ไม่ต้องเดินทางตรงไหนวะ ฉันโทรหาแกทีไรแกก็ออกพื้นที่ตลอด ระวังนะโว้ย ฉันเคยอ่านข่าวพวกที่ไปทวงหนี้แล้วถูกยิงตาย ฉันเป็นห่วงแกนะ” ปลาหมึกเตือนเพื่อนที่เป็นฝ่ายเร่งรัดหนี้สินของบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง
“นั่นปากเหรออีหมึก!” ปลาตวาดเพื่อนแล้วชี้หน้าแบบคาดโทษ
“อะไรยะ ฉันพูดเพราะเป็นห่วงยิปมันหรอกนะ” ปลาหมึกเชิดหน้าโต้ตอบเพื่อน
“หยุด! กินเหล้า ๆ อย่ามาทะเลาะกัน ชนแก้วโว้ยชนแก้ว” แวนห้ามทัพแล้วยกแก้วรอชน
“ฉันชอบทำงานแบบนี้นะ สนุกดี เดินทางบ้างก็ช่างมันเพราะแค่ในเมืองไทย แต่ถ้าเป็นไกด์ก็ต้องบินไปต่างประเทศ ซึ่งฉันปรับตัวกับอากาศไม่ค่อยไหวน่ะ ฉันมันคนผิวบางพวกแกก็รู้” หญิงสาวทำหน้าทะเล้นใส่เพื่อน
“ผิวบางหรือกลัวหนาวกันแน่ แกไม่ต้องมาทำเป็นผู้ดีหรอก” แวนดักคออย่างรู้ทัน เพราะเพื่อนของเธอคนนี้ไม่ชอบอากาศหนาว ถ้าอากาศเริ่มเย็นเมื่อไหร่ภูมิแพ้จะกำเริบ ต้องพึ่งยาอยู่ตลอดเวลา
“พวกแก..ตกลงเรื่องลาพักร้อนว่ายังไง ลาได้ตรงกันหรือเปล่า” ยิปซีหรือพุทธิญาชี้หน้าเพื่อนทีละคนเพื่อเอาคำตอบ “ดีมาก ต่อไปก็มาโหวตกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี”
“ข้าก็เคยเห็นคุณหนูไป๋ไปที่คฤหาสน์กุ้ยอ๋องอยู่บ่อย ๆ ข้าจำรถม้าของนางได้ ผ่านทีไรก็เห็นจอดอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ทุกที”“ข้ายิ่งมั่นใจมากขึ้นก็ตอนที่ได้ยินชาวบ้านเขาคุยกันนี่แหละ”“ถ้าพวกเจ้าอยากคุยเรื่องคุณหนูไป๋กับอ๋องน้อยมากนักก็เชิญไปคุยกันที่อื่น พวกข้าจะขายของ อย่ามายืนบังหน้าร้านแบบนี้” มะลิหมดความอดทนที่จะฟังคำพูดบาดหู จึงขึ้นเสียงใส่บุรุษวัยกลางคนทั้งสาม“เจ้าจะมาอารมณ์เสียกับเรื่องที่น่ายินดีนี้ไม่ได้นะแม่หนู”“แล้วยังไง จะให้ข้าดีใจจนเอาไปพูดต่อเลยไหม”“ดีสิ เรื่องน่ายินดีแบบนี้ต้องรีบเล่าสู่ให้คนอื่นฟัง พวกเขาจะได้แสดงความยินดีกับอ๋องน้อยและคุณหนูไป๋ เพราะถ้าพวกเขาแต่งงานกันจริง ๆ คนที่ดีใจที่สุดก็คงไม่พ้นเจ้าของตลาดแห่งนี้ เพราะพวกเขาก็คงอยากมีหลานไว้สืบสกุลเหมือนกัน”“พวกท่านแน่ใจนะว่าสองตระกูลนั้นจะดองกัน”“แน่ใจสิ”“ท่านเห็นกับตาเลยใช่ไหมว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันเมื่อคืนก่อน”“ใช่ ๆ”“พวกท่านคงเข้าใจผิดแล้ว” จำปีเอ่ยปากพูดขึ้นหลังจากเป็นฝ่ายฟังเงียบ ๆ มาตลอด เพราะไม่สามารถทนเก็บความหึงหวงเอาไว้ได้อีกแล้ว เขากับนางรักกัน ส่วนคุณหนูไป๋คือมือที่สามที่แทรกเข้ามา นางจะไม่ยอมเสียเขาไป
“ข้าไปดูแม่ของอาเส้ากับอาซันมา”“อาเส้า อาซัน.. เด็กสองคนเมื่อวานน่ะเหรอ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”“ท่านหมอบอกว่าอีกประมาณเจ็ดวันก็น่าจะแข็งแรงขึ้น พักฟื้นต่ออีกสักหน่อยก็กลับมาเป็นปกติเจ้าค่ะ”“ได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ” คนตัวใหญ่โน้มตัวลงสบตา ใบหน้าห่างแค่คืบกับหญิงคนรัก “แต่ตอนนี้ข้าหิวมากเลย”“หิวก็รีบกลับคฤหาสน์ของท่านสิเจ้าคะ ข้าไม่มีเวลาทำอะไรให้ท่านกินหรอก”“เจ้ายังไม่หายน้อยใจข้าอีกเหรอ”“ข้าต้องรีบทำซาลาเปา ป้าเย็นแม่ของมะลิสั่งซาลาเปาข้าห้าสิบลูก ท่านจะเอาไปฝากญาติสามีแต่เช้า” นางยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากคุยกับเขา แต่วันนี้เวลาไม่เป็นใจจึงไม่อยากเอ่ยขึ้นมา“ถ้าอย่างนั้นข้าอยู่ช่วยนะ”“อย่าเลยเจ้าค่ะ อยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ กลับไปพักผ่อนที่คฤหาสน์ของท่านเถิด”กุ้ยหย่งเฟิงเริ่มรู้สึกแปลกใจกับอาการไม่ยินดียินร้ายของนาง “เจ้าแปลกไปนะจำปี มีอะไรอยากพูดกับข้าหรือเปล่า”“ข้าเหนื่อยเจ้าค่ะ อยากทำซาลาเปาให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้พักผ่อนบ้าง”“ถ้าไม่อยากบอกตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ข้าจะยอมกลับไปก่อนก็ได้ แต่พรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางไปต่างเมือง อีกสามวันถึงจะกลับ ข้าคงมาหาเจ้าไม่ได้”“เจ้าค่ะ” พูดจบหญิ
“ข้าได้ยินข่าวลือแปลก ๆ มา”“ข่าวลืออะไรเจ้าคะ” หญิงสาวสงสัย“ข้าเคยได้ยินมะลิพูดให้ฟังว่าเจ้ามีคนรักแล้ว”“เจ้าค่ะ” หญิงสาวยอมรับอย่างหวั่นใจ ไม่ได้รู้สึกกระดากอายแต่รู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก“คนรักของเจ้าเป็นใครมาจากไหน เจ้าพอจะบอกให้ข้ารู้ได้ไหม”“ป้า ที่ข้าไม่ได้บอกเล่าให้ป้าฟังตั้งแต่แรกก็เพราะข้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบอกอย่างไร และยังไม่มั่นใจพอ เห็นว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมก็เท่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอกป้าหรอกเจ้าค่ะ” จำปีรีบแก้ตัวเมื่อรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกอีกฝ่ายตัดพ้อ“ได้รู้ความคิดของเจ้าแล้วข้าก็สบายใจ ข้านึกว่าความรักจะทำให้เจ้ากลายเป็นคนบ้าไร้สติไปแล้ว”“ไม่หรอกเจ้าค่ะ มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และข้ากับเขาก็ต่างกันมาก ตอนที่ข้าตัดสินใจรับรักเขาข้าก็ได้เผื่อใจเอาไว้แล้วเหมือนกันเจ้าค่ะ”เย็นมองหญิงสาวผู้อาภัพด้วยสายตาเห็นใจ ไม่เคยคิดกีดกันความรักของหนุ่มสาว แต่เมื่อรู้ว่าบุรุษที่นางรักนั้นเป็นชนชั้นสูงนางก็กลัวมาตลอด เพราะหลายคู่ที่นางรู้จักมักจะจบไม่สวย และยังไม่เคยเห็นใครได้เป็นเมียเอกสักราย ต้องกลายเป็นแค่อนุที่ตรอมตรมเพราะฐานะอันต่ำต้อยแล้ววันนี้สิ่งที่นางได้ยินม
“จะซื้อไปทำไม ถ้าอยากกินก็กินสิ”“ท้องข้าจะแตกแล้ว”“แล้วจะซื้อไปทำไม”“จะซื้อให้เด็กสองคนนั้น” แล้วนิ้วเรียวยาวก็ดีดดังเปรี้ยะ ทำให้เด็กสองคนที่แต่งตัวมอมแมม กำลังเดินขอเศษเงินจากผู้คนที่เดินผ่านหันมามอง “มานี่..หิวไหม”“หิว” เด็กชายวัยประมาณเจ็ดขวบและแปดขวบตอบพร้อมกัน“เอาซาลาเปาไปกินนะ” หย่งเฟิงยื่นซาลาเปาให้พวกเขาคนละลูก “อิ่มไหม”“อิ่ม แต่ข้าขออีกสองลูกได้ไหม” เด็กชายคนที่โตกว่าไม่ยอมกัดซาลาเปาที่ได้รับแต่ยัดใส่เอาไว้ในอกแทน“ขอไปทำไม”“ข้าจะเอาไปให้ท่านแม่ที่ป่วยกับน้องสาว”“แม่เจ้าป่วยเป็นอะไร”“ไม่รู้ แต่แม่ป่วยมาหลายวันแล้ว แม่ก็เลยไม่ได้พาเราไปขออาหารที่โรงทาน ข้ากับน้องอยากได้เงินไปรักษาแม่ ก็เลยชวนกันออกมาขอทาน”“น่าสงสารนัก แล้วตอนนี้แม่เจ้าอยู่ที่ไหนเล่า”น้ำเสียงหดหู่ที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้กุ้ยหย่งเฟิงและจำปีที่มัวแต่ให้ความสนใจอยู่กับเด็กชายหันไปมองทันทีที่ได้เห็นหน้ากันและกัน สตรีทั้งสองต่างก็จำอีกฝ่ายได้ทันที ไป๋หลานนั้นตกใจมากแต่ก็แสร้งเก็บอาการทำเหมือนไม่รู้จักอีกฝ่าย นึกก่นด่าสาวใช้ที่ไม่ยอมบอกให้รู้ก่อนว่าศัตรูหัวใจก็คือนาง“อ๋องน้อย!” ไป๋หลานแสร้งทำเป็นตกใจที่ได้
คฤหาสน์กุ้ยอ๋อง“หม่อมฉันนึกว่าตัวเองจะไร้วาสนาได้พบอ๋องน้อยเสียแล้วเพคะ” ไป๋หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานกังวาน อิ่มเอิบไปทั้งหัวใจที่วันนี้มีโอกาสได้พบกับบุรุษที่เสียเวลาเทียวหามานานวัน“คุยแบบกันเองดีกว่านะคุณหนู ข้าไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบทำตัวติดดินด้วยซ้ำไป”“เจ้าค่ะอ๋องน้อย”“ได้ยินท่านแม่พูดว่าคุณหนูแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อย ๆ แต่วันนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าไม่อยู่หรอกนะ เจ้าคงมาเสียเที่ยวแล้ว”“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ โอกาสหน้ายังมี” ทำไมนางจะไม่รู้ว่าท่านอ๋องกับพระชายาเดินทางไปพักผ่อนที่ต่างเมือง ที่มาในวันนี้ก็เพราะรู้ดีต่างหาก “อ๋องน้อยสบายดีหรือเจ้าคะ”“ข้าสบายดี แล้วเจ้าล่ะ”“สบายดีเจ้าค่ะ ข้ามาที่นี่บ่อย ๆ แต่ไม่เคยเจออ๋องน้อยเลย”“ข้าไม่ค่อยได้อยู่บ้านหรอก ไปช่วยงานของท่านพ่อบ้าง ดูงิ้วจิบน้ำชากับสหายบ้าง บางทีก็เข้าวังหลวงไปสอนหลาน ๆ ฟันดาบ เจ้าก็งานยุ่งมากไม่ใช่หรือ ต้องช่วยท่านผู้เฒ่าทำงานแต่ก็ยังมีเวลาแวะมาเยี่ยมกันอีก”“เจ้าค่ะ งานของข้ายุ่งทั้งวัน แต่ข้าก็อยากมาทักทายพระชายากับท่านอ๋อง เพราะได้คุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ทำให้ข้าอบอุ่นใจเหมือนได้คุยกับท่านพ่อท่านแม่”“อย่างน
เสียงร้องตามด้วยเสียงตุบทำให้บุรุษที่เดินนำหน้าไปก่อนประมาณห้าก้าวหันกลับไปมองทางด้านหลัง มองพื้นหญ้าที่มีร่างระหงนอนคว่ำหน้าอยู่.. เขาเดินไปหานางแล้วนั่งยอง มองคนที่กำลังประคองตัวเองขึ้น“เจ็บไหม”“เจ็บสิ ถามได้” เธอทำหน้ามุ่ยข่มความอายใส่เขา “ผีผี่นะผีผี่ มานี่เลยนะ มาให้ข้าตีเสียดี ๆ” นางหันไปชี้นิ้ว ทำเสียงเขียวใส่หมาน้อยที่ยืนจ้องห่างออกไป“ให้ข้าฆ่ามันเลยไหม”“ไม่นะ!” จำปีรีบจับมือคนรักเอาไว้ เพราะท่าทางขึงขังของเขาทำให้นางคิดว่าเขาจะทำจริง “มันก็แค่เล่นด้วยเท่านั้น ข้าไม่ทันระวังตัวเอง”“แต่มันทำให้เจ้าเจ็บ”“ท่านนั่นแหละที่ผิด” นางกระตุกมือที่จับเขาไว้“มาพาลใส่ข้าได้อย่างไร”“ก็เพราะข้าจะรีบเดินตามท่านให้ทันน่ะสิ” นางปล่อยมือจากเขาแล้วลุกขึ้น.. แล้วสะท้านไปทั้งใจเมื่อถูกคนตัวใหญ่ที่ยังนั่งยองปัดเศษดินเศษหญ้าที่ติดตามชุดออกให้ “เขาะขอบคุณ”“เจ็บตรงไหนบ้าง”“ไม่เจ็บหรอก”“แน่ใจเหรอ”“เจ้าค่ะ”“แต่ข้าอยากให้เจ้าเจ็บนะ”“ทำไมถึงอยากให้ข้าเจ็บนัก ข้าเพิ่งจะหายป่วยเองนะ”“เพราะข้าอยากจะอุ้มเจ้าน่ะสิ”หญิงสาวสะท้านหวั่นไหวกับคำพูดและแววตาจริงจังของเขาจนต้องหลบสายตา“เลิกหยอกข้าเล่นส
“ไม่! ข้าไม่ยอมรับเด็ดขาด”“แล้วจะให้ตามนางกลับมาทำไม” เขายิ่งสงสัย“ก็ให้นางกลับมาเป็นชายาของท่าน ส่วนข้าก็จะขอหย่าจากท่าน แล้วไปหาสามีใหม่บ้าง” นางเชิดหน้าท้าทาย จ้องเขาตาไม่กะพริบกุ้ยอ๋องเริ่มมีอารมณ์หึงหวง เมื่อได้ยินคำประกาศก้องของนาง“จะให้ข้าหย่าแล้วไปหาสามีใหม่หรือ ฮา ๆ ๆ ฮา ๆ ๆ ช่างฝันเฟื
บทส่งท้าย ตอนที่ 3กุ้ยหย่งหมิงมองชายากินเงียบ ๆ ไม่แย้งไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ปล่อยให้นางกินเต็มที่ นางคงอยากกินมาก จึงกินอย่างไม่สนใจเขาสักนิด ไม่แม้แต่จะชวน แต่เขาไม่น้อยใจหรอกก็เพราะนางกำลังจะมีทารกตัวน้อยให้เขา ทำไมเขาถึงเพิ่งมารู้ตัวตอนนี้นะ รอบเดือนนางขาดเมื่อเดือนที่แล้วเขาก็รู้ เพราะได้ร่วมรั
บทส่งท้าย ตอนที่ 12 ปีผ่านไป “โอ๊ย..เจ็บเหลือเกิน อี่เฉินอยู่ไหน อี่เฉินข้าเจ็บท้อง ช่วยข้าที ฮือ ๆ ๆ” “อดทนหน่อยนะหลัน อดทนหน่อย” อี่เฉินตะโกนโต้ตอบกับภรรยาสุดที่รักอยู่หน้าห้องด้วยใจที่ร้อนรุ่ม ใกล้ ๆ กันมีโต้วฉือกับเสี่ยวซิงที่กำลังท้องลูกคนที่สองได้ห้าเดือนคอยให้กำลังใจ
บทส่งท้าย ตอนที่ 2กุ้ยถิงวิ่งออกไปที่หน้าบ้านเป็นคนแรก มองหาทั่วบริเวณแต่ไร้วี่แววของเด็กทารก นางมองไปตรงจุดที่เห็นเด็กทารกนอนอยู่ตอนที่ฝันถึง มองจ้องอยู่แบบนั้นเหมือนจะรอให้ภาพปรากฏ “เข้าบ้านเถิด” มือใหญ่แตะบ่าของชายาเหมือนปลอบโยน นางคงฝันและคิดเป็นตุเป็นตะไปเอ็ง “แต่มันเห







