LOGIN
“ถึงไหนแล้วยิป พวกเราจะเมากันหมดแล้วนะ”
(ลิ้นพันแบบนี้ฉันว่าพวกแกเมาแล้ว ไม่ใช่จะเมาหรอก)
“ไม่ต้องมายอกย้อนตอนนี้หล่อนถึงไหนแล้ว”
(ใกล้ถึงแล้ว อีกไม่เกินสิบนาที แค่นี้นะ)
“ว่าไงนังแวน ไอ้ยิปซีมันถึงไหนแล้ว” เพื่อนชายใจหญิงที่ชื่อปลาหมึกถามเสียงอ้อแอ้
“อีกสิบนาทีถึงชัวร์ แกไปรอรับที่หน้าร้านได้เลย”
“ไปไม่ไหวแล้ว ขืนไปฉันคงโดนหนุ่ม ๆ ที่แอบมองฉุดไปข่มขืนแน่” ปลาหมึกทำเสียงวี้ดว้ายน่าหมั่นไส้
“แกขย่มมันหรือมันขย่มแกล่ะนังหมึก คิก ๆ ๆ”
“หยาบคายที่สุดนังปลา ข่มขืนย่ะไม่ใช่ขย่ม” ปลาหมึกทำปากขมุบขมิบแล้วสะบัดหน้าจนคางเชิด
“แวนแกดูกะเทยควายงอนสิ” ปลาหัวเราะดังลั่นกับท่าทีของเพื่อนชายใจหญิง
“กรี๊ด!.. พวกแกว่าฉันเป็นกะเทยควายเหรอ ถ้าไอ้ยิปมาเมื่อไหร่ฉันจะให้มันจัดการพวกแกคอยดู” ปลาหมึกทำเป็นโวยวายเสียงดังลั่น แต่เธอก็รู้ว่าเพื่อนหยอกเพราะรัก และพวกเธอก็มักจะเล่นกันแบบนี้เสมอจนถือเป็นเรื่องปกติ
“พูดถึงไอ้ยิปแล้วฉันก็เห็นใจมันจริง ๆ นะ เรียนปีหนึ่งเสียพ่อ พอเรียนจบปริญญาโทก็มาเสียแม่ไปอีก แล้วยังเกิดเป็นลูกคนเดียวอีก ญาติพี่น้องก็อยู่ไกลแทบไม่เคยติดต่อกัน ความสนิทสนมจึงไม่มี ถ้ามันไม่มีพวกเรามันจะเป็นยังไงบ้างวะ” แวนรำพันถึงเพื่อนด้วยความเห็นใจ เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจึงรู้เรื่องดีทุกอย่าง
แม้ความสูญเสียของเพื่อนจะผ่านมาเป็นปี แต่ก็ยังจำได้ดี
“ถ้าสงสารมันก็อย่าหนีไปมีผัวก่อนก็แล้วกัน ให้มันมีก่อนแล้วพวกเราค่อยมีทีหลัง”
“แกคิดได้ไงวะนังปลา” แวนใช้สายตาตำหนิเพื่อน แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แกคิดว่าหน้าตาอย่างพวกเราจะขายออกก่อนยิปซีเหรอวะ ยังไงมันก็ขายออกก่อนพวกเราอยู่แล้ว”
“ขำ ๆ น่านังแวน แต่ฉันว่าเป็นยิปซีก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องมีห่วงอะไร ผิดกับพวกเราลิบลับ ที่ยังต้องส่งเสียครอบครัวอยู่ คนเก่ง ๆ อย่างมันไม่ลำบากหรอก เรียนเก่งจบปริญญาโทแค่อายุยี่สิบสอง กีฬาก็เก่ง กับข้าวก็เก่ง สวย หุ่นดี ภาษาก็เก่งทั้งไทย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ล่าสุดได้ข่าวแว่วมาว่าบ้าเกาหลี ไปแอบเรียนมาซะคล่องเชียว ใครกล้าสู้มันวะ ฉันว่าพ่อกับแม่ของมันไปอย่างหมดห่วงแล้ว เพราะท่านส่งเสียให้มันเรียนจนความรู้มันล้นสมองแล้ว” พูดจบก็ยกแก้วค็อกเทลมาดื่มแก้กระหายไปอึกใหญ่
“พวกแกเล่าเรื่องพ่อยิปซีให้ฉันฟังบ้างสิ แกก็รู้ว่าฉันรู้จักพวกแกทีหลัง” นังปลาหมึกของเพื่อน ๆ ร้องขอ เพราะส่วนตัวแล้วหล่อนก็นิยมชมชอบความเก่งของเพื่อนจนยกให้เธอเป็นไอดอล แต่ก็ไม่เคยรู้เรื่องบิดาของเธอมากนัก เพราะไม่เคยถามสักที
“ฉันเล่าเอง” แวนยกมือเสนอตัว “พ่อยิปซีเป็นเจ้าของค่ายมวยที่อยู่ติดกับบ้านฉันทุกวันนี้ไง พ่อรักมันมาก สอนให้มันต่อยมวยตั้งแต่เด็ก แล้วให้เรียนวิชาป้องกันตัวสารพัด ถึงขนาดได้ลงแข่งเลยนะแก ส่วนแม่ของมันก็กลัวว่าลูกจะเป็นทอมก็เลยส่งให้ไปเรียนพวกดนตรี ภาษา เย็บปักถักร้อย แล้วก็สอนให้ทำอาหาร ทำขนม
แต่พอมันสอบติดมหาลัยเข้าปีหนึ่งยังไม่ทันไรพ่อมันก็ตายเพราะโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แม่มันก็เลยตัดสินใจขายค่ายมวยให้เพื่อนพ่อ เอาเงินมาเป็นทุนการศึกษาให้มันนั่นแหละ แล้วแม่มันก็ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด ตอนหลังก็ต้องเลิกขายของ แต่ไอ้ยิปซีมันก็ใกล้จบแล้วตอนนั้น ไม่นานแม่มันก็ป่วยหนักแล้วก็จากมันไป ฝืนทนจนลูกเรียนจบแล้วจึงไปอย่างสบายใจไร้กังวล” เธอสรุปส่งท้าย
“แกเคยคุยกับแม่มันเหรอถึงรู้ลึกขนาดนั้นน่ะ” ปลาขัดขึ้น
“วันนี้แม่ฉันอาจจะมาหาแกก็ได้นังปลา” เสียงห้วน ๆของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำให้ทุกคนให้ไปมอง
“ยิปซี!” อุทานออกมาพร้อมกัน
“เออฉันเอง” กล่าวจบก็นั่งลงข้างเพื่อนชายใจหญิงของตัวเอง แล้วจุ๊บแก้มใส ๆ นั้นหนึ่งที “เดี๋ยวนี้สวยกว่าฉันอีกนะปลาหมึก”
ปลาหมึกมองเพื่อนสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มเพราะได้รับคำชมที่ถูกใจ จิ้มนิ้วไปที่หน้าผากของเพื่อนรักด้วยความหมั่นไส้
“แค่แกชมว่าฉันสวยครึ่งหนึ่งของแกฉันก็ดีใจแล้วย่ะ ไม่ต้องมากกว่าแกหรอก คนอะไรหุ่นก็ดี หน้าก็สวย เก่งไปหมดทุกอย่าง เลิศไม่มีที่ติ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแกเคยเป็นนักมวย”
“ใครบอกนักมวย ยูโด เทควันโด ฟันดาบฉันก็เป็นนะแก ลองกันสักตั้งมั้ย” แล้วหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาของเพื่อนรัก
“ฉันขอแค่ความสวยกับหุ่นของแกก็พอ เรื่องอื่นฉันยอมแพ้” ปลาหมึกยกมือทั้งสองข้างขึ้นสูงเพื่อยืนยันคำพูด เรียกเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆได้ดี
เพื่อนทั้งสี่ดื่มสังสรรค์ ผลัดกันเล่าเรื่องที่ต่างประสบพบเจอแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส
“ทำไมแกไม่ไปเป็นไกด์วะยิป ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ด้วย”
“ก็ที่นี่เงินมันดีนี่หว่า ไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อยด้วย”
“ไม่ต้องเดินทางตรงไหนวะ ฉันโทรหาแกทีไรแกก็ออกพื้นที่ตลอด ระวังนะโว้ย ฉันเคยอ่านข่าวพวกที่ไปทวงหนี้แล้วถูกยิงตาย ฉันเป็นห่วงแกนะ” ปลาหมึกเตือนเพื่อนที่เป็นฝ่ายเร่งรัดหนี้สินของบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง
“นั่นปากเหรออีหมึก!” ปลาตวาดเพื่อนแล้วชี้หน้าแบบคาดโทษ
“อะไรยะ ฉันพูดเพราะเป็นห่วงยิปมันหรอกนะ” ปลาหมึกเชิดหน้าโต้ตอบเพื่อน
“หยุด! กินเหล้า ๆ อย่ามาทะเลาะกัน ชนแก้วโว้ยชนแก้ว” แวนห้ามทัพแล้วยกแก้วรอชน
“ฉันชอบทำงานแบบนี้นะ สนุกดี เดินทางบ้างก็ช่างมันเพราะแค่ในเมืองไทย แต่ถ้าเป็นไกด์ก็ต้องบินไปต่างประเทศ ซึ่งฉันปรับตัวกับอากาศไม่ค่อยไหวน่ะ ฉันมันคนผิวบางพวกแกก็รู้” หญิงสาวทำหน้าทะเล้นใส่เพื่อน
“ผิวบางหรือกลัวหนาวกันแน่ แกไม่ต้องมาทำเป็นผู้ดีหรอก” แวนดักคออย่างรู้ทัน เพราะเพื่อนของเธอคนนี้ไม่ชอบอากาศหนาว ถ้าอากาศเริ่มเย็นเมื่อไหร่ภูมิแพ้จะกำเริบ ต้องพึ่งยาอยู่ตลอดเวลา
“พวกแก..ตกลงเรื่องลาพักร้อนว่ายังไง ลาได้ตรงกันหรือเปล่า” ยิปซีหรือพุทธิญาชี้หน้าเพื่อนทีละคนเพื่อเอาคำตอบ “ดีมาก ต่อไปก็มาโหวตกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี”
หญิงสาวได้แต่ขบฟัน มองหน้าที่หลับตาลงอย่างขัดเคืองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แม้อยากจะเดินไปผลักไสเขาออกไปจากกระท่อมแต่ก็ยังไร้เรี่ยวแรงจะทำถึงขนาดนั้น จึงเอนตัวลงนอนแล้วมองเขาไม่กะพริบตาด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน แล้วด้วยความเพลียหรือฤทธิ์ยาก็ไม่แน่ใจ ทำให้นางค่อย ๆ หลับไปไม่รู้ตัวกุ้ยหย่งเฟิงค่อย ๆ ลืมตาเมื่อได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอที่บอกให้รู้ว่าหญิงสาวหลับแล้ว คลี่ยิ้มละมุนเมื่อเห็นใบหน้าที่กระทบกับแสงสว่างของตะเกียง แล้วลุกออกไปจากกระท่อม ยืดเส้นยืดสายด้วยการฝึกเพลงดาบริมชายหาด....................ร้านทอผ้าแซ่ปิง“มะลิอยู่ไหน”“ย้อมผ้าอยู่หลังบ้านกระมัง” สามีตอบคำถามภรรยาที่เพิ่งกลับมาจากตลาด “ลูกเราไปสร้างเรื่องอะไรไว้อีกหรือเย็น” และถามต่ออย่างใส่ใจเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของนาง“เปล่าหรอกพี่ฉู แต่ข้าอยากรู้ว่านางรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า”สามีดึงมือภรรยาไปนั่งลงที่โต๊ะแล้วรินน้ำชาให้นาง “ดื่มน้ำชาให้ชื่นใจแล้วเล่าให้ข้าฟังว่าเรื่องอะไร”สตรีชาวหลอหูจิบน้ำชาที่สามีรินให้ครึ่งถ้วยก็วางลง “ข้าไปซื้อปลาที่ร้านพี่เสียง แล้วข้าก็ได้ยินมาว่าจำปีมีคนรักแล้ว”ปิงฉูคลี่ยิ้มกว้างอย่างยินดีกับข่
“ข้าได้ยินคนในตลาดคุยกันว่าลูกชายของท่านมีคนรัก อยู่กินด้วยกันแล้วด้วย”“โธ่เอ๊ย ข้าก็นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายที่ไหนเสียอีก”“ท่านไม่ตกใจเลยหรือ”“มีอะไรให้น่าตกใจเล่าหลินโม่ว ลูกเฟิงของข้าเป็นผู้ชายนะ จะมีคนรักก็ไม่เห็นแปลกอะไร ว่าแต่ข่าวลือที่เจ้าได้ยินมานั้น บอกด้วยหรือเปล่าว่าคนรักของลูกชายข้าเป็นบุรุษหรือสตรี”“พี่ยิปซี!” หลินโม่วคลึงขมับเมื่อได้ยินคำถาม“แบบนี้แสดงว่าเป็นสตรีสินะ”“ลูกชายท่านชอบบุรุษหรือ”“ต้องชอบสตรีสิ”“แล้วทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”“มีข่าวลือว่าลูกเฟิงของข้าไม่ยอมแต่งงานเพราะชอบเพศเดียวกัน”หลินโม่วทุบอกที่อัดอั้นด้วยความโมโห เพราะเรื่องที่ได้ยินจากปากของพี่สาวร่วมสาบานหนักกว่าเรื่องที่ตัวเองได้ยินมาเสียอีก“บ้าไปแล้ว ๆ ๆ ใครกันเป็นคนปล่อยข่าวลือเลว ๆ แบบนี้”“ไม่ต้องโมโหไปหรอกหลินโม่ว เสียสุขภาพเปล่า ๆ”“ท่านไม่โกรธบ้างหรือพี่ยิปซี”“เพราะข้ามั่นใจว่าลูกเฟิงของข้าไม่เป็นแบบนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าจะโกรธไปทำไม”“จิตใจของท่านช่างประเสริฐนัก ถ้าเป็นข้าคงจบไม่สวยแน่”ยิปซีหรือกุ้ยถิงคลี่ยิ้มละมุน “แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่าคนรักของลูกเฟิงข้าคือผู้ใด เจ้าพอจะได้ยินชื่อแซ่นางมาบ
ร้านทอผ้าแซ่ปิง“ขอบคุณนายท่าน”“ให้ข้าไปส่งข้างในไหม”“ไม่ต้อง แค่นี้ก็พอแล้ว ข้าไม่อยากให้คนในบ้านแตกตื่น” มะลิปฏิเสธน้ำใจของเจี้ยนคัง“ตามใจ ถ้าอย่างนั้นข้าขอลา”“เดี๋ยวก่อนนายท่าน” มะลิรั้งเขาไว้ด้วยคำพูด “ท่านมีม้าหรือไม่”“ทำไมหรือ”“ข้าเป็นห่วงจำปี ถ้าท่านมีม้าพรุ่งนี้มารับข้าไปหานางหน่อยได้ไหม”“ดูแลตัวเองให้หายก่อนดีกว่า ส่วนเพื่อนของเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่าอ๋องน้อยให้ข้าพาอาสะใภ้ของข้าไปช่วยดูแลนาง”“ถึงอย่างนั้นข้าก็อยากไปอยู่เป็นเพื่อนนางอยู่ดี ได้โปรดเถอะนะนายท่าน ข้าอยากให้นางฟื้นขึ้นมาแล้วเจอกับคนที่คุ้นเคย ไม่ใช่เจอแต่คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้”คำพูดของนางมีเหตุผลพอที่จะให้เจี้ยนคังเริ่มใจอ่อน ในที่สุดเขาก็พยักหน้ารับ“จะให้มารับยามไหนล่ะ”“ถ้าเป็นยามเหม่าจะเช้าไปไหม”“เช้าแน่ ข้าจะมารับเจ้าต้นยามเฉินก็แล้วกัน เตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม ถ้าข้ามาถึงแล้วไม่เห็นเจ้าข้าจะไปทันที” เขาตบท้ายด้วยคำขู่“ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน” หญิงสาวคลี่ยิ้มยินดี ก้มศีรษะกล่าวขอบคุณจากใจก่อนจะบอกลาและกระโดดขาเดียวเข้าไปในบ้าน.....................หมู่บ้านชาวประมง“คารวะอ๋องน้
คำพูดของนางทำให้เขาอึ้งไปเลยทีเดียว นางคิดวิธีนี้มาได้อย่างไร แต่ก็ยอมปล่อยมือตามที่นางขอ“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตรงนี้ถึงกระท่อมของเพื่อนเจ้ามันห่างกันแค่ไหน”“ทราบเจ้าค่ะ แต่ข้ากระโดดเก่งมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไปก่อนนะ”เจี้ยนคังมองหญิงสาวที่กระโดดขาเดียวจากไปด้วยความเร็วที่น่าทึ่งไม่วางตา จนกระทั่งมองเห็นว่าร่างบางเริ่มแรงแผ่วจึงก้าวเท้าตามไปประกบด้านหลัง ทิ้งระยะห่างประมาณสองก้าวยาว ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร กระทั่งนางยืนนิ่งแล้วค่อย ๆ วางเท้าข้างที่เจ็บลงบนพื้นพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ“ให้ข้าช่วยไหม”“ว้าย! โอ๊ย..” หญิงสาวสะดุ้งตกใจเสียงทุ้มจากด้านหลัง เผลอก้าวเท้าหนีจนทำตัวเองเจ็บ ตามมาด้วยอาการเขินอายจนร้อนฉ่าไปทั้งตัว เมื่อถูกคนตัวใหญ่อุ้มเอาไว้อีกครั้งและก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคง “ขะ ๆ ข้า ๆ เดิน ๆ เองได้ ปล่อยข้าลงเถอะ”“ข้าไม่อยากเสียเวลา ป่านนี้นายท่านของข้าคงเป็นกังวลแล้ว รีบไปกันดีกว่า”“ท่านก็นำไปก่อนสิเจ้าคะ เดี๋ยวข้ากระโดดตามไปเอง”“หยุดพูดก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วโยนเจ้ากลับเข้าไปอยู่กับงูในป่าเหมือนเดิม” คนขู่กระตุกยิ้มบางเบาเมื่อคำขู่ใช้ได้ผล……………
“แล้วถ้าดูแลได้ไม่ดีเล่า” หย่งเฟิงถามเผื่อเอาไว้“ก็อย่างที่ข้าบอก อาการของนางถือว่าสาหัสมากเพราะโดนผึ้งต่อยถึงสองรอบ อาการแพ้พิษอาจทำให้นางชัก และอาจจะหยุดหายใจได้ขอรับ”“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก” หย่งเฟิงหยิบเงินก้อนหนึ่งมอบให้หมอ “พอหรือไม่”“มากเกินไปขอรับ”“เอาไปเถอะ ถ้าเจอคนป่วยที่ไม่มีเงินก็ช่วยรักษาให้พวกเขาบ้างก็แล้วกัน”“ขอบคุณนายท่าน ข้าจะแวะมาดูอาการให้นางทุกวัน แต่ถ้าตกดึกอาการนางน่าเป็นห่วงก็ไปตามข้าได้ตลอดนะขอรับ”“ขอบใจท่านมาก”“นายท่านขอรับ คือว่า..”“พูดมาเถอะ ถ้าเกี่ยวกับคนป่วยก็ไม่ต้องเกรงใจ”“ข้าขอละลาบละล้วงถาม นายท่านเป็นอะไรกับนางขอรับ”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “มันเกี่ยวกับการรักษาด้วยเหรอท่านหมอ”“เกี่ยวสิขอรับ คือนางต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ ปอดนางจะบวมน้ำเอาง่าย ๆ ถ้านายท่านเป็นคนอื่นข้าในฐานะหมอจะจัดการเรื่องนี้เอง”“เจี้ยนคัง” อ๋องน้อยเรียกองครักษ์เสียงเครียดเมื่อจบคำพูดของหมอวัยกลางคน เพราะเพิ่งนึกได้ว่าเพื่อนสนิทของคนเจ็บหายไป “ปิงปิงเพื่อนของนาง ข้าไม่แน่ใจว่ายังหลงอยู่ในป่าหรือเปล่า รีบไปตามหานางเดี๋ยวนี้เลย” แล้วบอกทิศทางที่เดินเข
“ข้าว่าไม่ดีหรอก เราควรไปตามหานางตอนนี้ดีกว่า หรือไม่ก็ลองถามชาวบ้านพวกนั้นดู นางเพิ่งจะฟื้นไข้นะ ถ้าเกิดไปเป็นลมอยู่ในป่าจะทำยังไง”มะลิได้แต่มองตามร่างใหญ่ที่เดินไปหาชาวบ้านที่กำลังหาหอยเหล่านั้นทีละคน สักพักก็เดินหน้านิ่วกลับมา“มีคนหนึ่งบอกว่าเห็นนางเดินไปทางนั้น น่าจะเข้าไปหาของป่าอย่างที่เจ้าคิดไว้นั่นแหละ”“แล้วจะเอาอย่างไร”“ตามไปดูสิ เขาบอกว่านางไปนานแล้วนะ ตั้งแต่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่คนเดียว แล้วตอนนี้คนอื่น ๆ หาหอยได้เต็มกระบุงแล้ว แต่นางยังไม่กลับมาแบบนี้ เจ้าไม่เป็นห่วงเพื่อนบ้างหรือ ถ้าเจ้าไม่ไปข้าไปคนเดียวก็ได้”“ไปก็ไปเจ้าค่ะ” มะลิเห็นความห่วงใยที่เขามีต่อเพื่อนก็ไม่ลังเล รีบเดินตามคนใจร้อนไปทันที“ป่าทึบขนาดนี้นางยังกล้าเข้ามา จิตใจนางทำด้วยดีหมีหรืออย่างไร” เขาเริ่มบ่นอย่างไม่พอใจเมื่อเข้าสู่เขตป่าได้ไม่นาน“นางต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนะเจ้าคะ ไม่ได้เกิดมามั่งมีเช่นท่าน” มะลิประชดใส่คนที่ขี้บ่นเกินเหตุ เพราะนางยังไม่รู้สึกว่าป่านี้รกทึบอย่างที่เขาว่าตรงไหนเลย“ทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือเอาไปเลี้ยงคนอื่นหมด ข้ารู้นะว่านางเอาเงินไปทำอะไร”“ก็นางเป็นคนจิตใจดี นางกำพร้าพ่อแม
คฤหาสน์สกุลกุ้ยพ่อบ้านฉินย่ำเท้าด้วยความไม่เร่งรีบไปยังศาลารับลม เพื่อแจ้งข่าวแก่กุ้ยอ๋อง ความจริงเขาถ่วงเวลามาพักใหญ่แล้ว เพราะอยากให้สามีภรรยาใช้เวลาอยู่ด้วยกันนาน ๆ เขารู้สึกว่าช่วงนี้ทั้งสองค่อนข้างจะห่างเหินกัน เพราะคนอื่นเป็นต้นเหตุทั้งสิ้นเขาหยุดนิ่งและใช้สายตาที่ยังมองเห็นชัดเจนสอดส่องเข้
หลังผ่านศึกรักที่แสนดุเดือดแล้ว จึงจูงมือชายาออกไปจากศาลา ส่งนางถึงตำหนักส่วนตัวแล้วจูบหนัก ๆ“อาบน้ำแต่งตัวให้มิดชิด แล้วไปรอเพื่อนของเจ้าที่ศาลาข้างคอกม้า ข้าจะส่งโต้วฉือไปตามพวกเขากลับมา” เรื่องแค่นี้มันไม่ยากเกินไปที่เขาจะแก้ปัญหาเขาออกไปรับแขกด้านหน้า ส่วนนางก็เจรจาด้านหลังแค่นี้ก็จบ“ให้อี่
“เจ้ามีชายอื่นอยู่ในใจหรือ ทำไมต้องใช้เวลานานขนาดนั้น” ความหึงหวงวิ่งวุ่นอยู่ในหัวใจ ถามออกไปด้วยเสียงที่เครียดขรึม ต่อให้นางมีฮ่องเต้อยู่ในใจ เขาก็ไม่ยอมหลีกทางเด็ดขาด “เจ้าเป็นเมียข้าแล้วนะ” จะมาย้ำทำไมให้รู้สึกอายด้วยนะ “ข้ารู้ดี พวกเราเป็นสามีภรรยากันมานานแล้ว..ไม่ใช่หรือ” เห็นหัวคิ
เสี่ยวหลันรีบวิ่งไปหานายหญิงของตนด้วยความร้อนใจ นางไม่มีอารมณ์จะเดินเป็นปกติสุขได้แล้วในตอนนี้ “..เจ้าเห็นแน่นะ” “แน่เจ้าค่ะ บ่าวตั้งใจจะไปบอกกับท่านอ๋องว่าพระชายากลับมาแล้ว ไม่คาดว่าจะได้เห็นหลินโม่วออกมาจากห้องนอนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ดีนะที่บ่าวซ่อนตัวทัน นางจึงไม่เห็น”“







