LOGIN
“ถึงไหนแล้วยิป พวกเราจะเมากันหมดแล้วนะ”
(ลิ้นพันแบบนี้ฉันว่าพวกแกเมาแล้ว ไม่ใช่จะเมาหรอก)
“ไม่ต้องมายอกย้อนตอนนี้หล่อนถึงไหนแล้ว”
(ใกล้ถึงแล้ว อีกไม่เกินสิบนาที แค่นี้นะ)
“ว่าไงนังแวน ไอ้ยิปซีมันถึงไหนแล้ว” เพื่อนชายใจหญิงที่ชื่อปลาหมึกถามเสียงอ้อแอ้
“อีกสิบนาทีถึงชัวร์ แกไปรอรับที่หน้าร้านได้เลย”
“ไปไม่ไหวแล้ว ขืนไปฉันคงโดนหนุ่ม ๆ ที่แอบมองฉุดไปข่มขืนแน่” ปลาหมึกทำเสียงวี้ดว้ายน่าหมั่นไส้
“แกขย่มมันหรือมันขย่มแกล่ะนังหมึก คิก ๆ ๆ”
“หยาบคายที่สุดนังปลา ข่มขืนย่ะไม่ใช่ขย่ม” ปลาหมึกทำปากขมุบขมิบแล้วสะบัดหน้าจนคางเชิด
“แวนแกดูกะเทยควายงอนสิ” ปลาหัวเราะดังลั่นกับท่าทีของเพื่อนชายใจหญิง
“กรี๊ด!.. พวกแกว่าฉันเป็นกะเทยควายเหรอ ถ้าไอ้ยิปมาเมื่อไหร่ฉันจะให้มันจัดการพวกแกคอยดู” ปลาหมึกทำเป็นโวยวายเสียงดังลั่น แต่เธอก็รู้ว่าเพื่อนหยอกเพราะรัก และพวกเธอก็มักจะเล่นกันแบบนี้เสมอจนถือเป็นเรื่องปกติ
“พูดถึงไอ้ยิปแล้วฉันก็เห็นใจมันจริง ๆ นะ เรียนปีหนึ่งเสียพ่อ พอเรียนจบปริญญาโทก็มาเสียแม่ไปอีก แล้วยังเกิดเป็นลูกคนเดียวอีก ญาติพี่น้องก็อยู่ไกลแทบไม่เคยติดต่อกัน ความสนิทสนมจึงไม่มี ถ้ามันไม่มีพวกเรามันจะเป็นยังไงบ้างวะ” แวนรำพันถึงเพื่อนด้วยความเห็นใจ เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจึงรู้เรื่องดีทุกอย่าง
แม้ความสูญเสียของเพื่อนจะผ่านมาเป็นปี แต่ก็ยังจำได้ดี
“ถ้าสงสารมันก็อย่าหนีไปมีผัวก่อนก็แล้วกัน ให้มันมีก่อนแล้วพวกเราค่อยมีทีหลัง”
“แกคิดได้ไงวะนังปลา” แวนใช้สายตาตำหนิเพื่อน แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แกคิดว่าหน้าตาอย่างพวกเราจะขายออกก่อนยิปซีเหรอวะ ยังไงมันก็ขายออกก่อนพวกเราอยู่แล้ว”
“ขำ ๆ น่านังแวน แต่ฉันว่าเป็นยิปซีก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องมีห่วงอะไร ผิดกับพวกเราลิบลับ ที่ยังต้องส่งเสียครอบครัวอยู่ คนเก่ง ๆ อย่างมันไม่ลำบากหรอก เรียนเก่งจบปริญญาโทแค่อายุยี่สิบสอง กีฬาก็เก่ง กับข้าวก็เก่ง สวย หุ่นดี ภาษาก็เก่งทั้งไทย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ล่าสุดได้ข่าวแว่วมาว่าบ้าเกาหลี ไปแอบเรียนมาซะคล่องเชียว ใครกล้าสู้มันวะ ฉันว่าพ่อกับแม่ของมันไปอย่างหมดห่วงแล้ว เพราะท่านส่งเสียให้มันเรียนจนความรู้มันล้นสมองแล้ว” พูดจบก็ยกแก้วค็อกเทลมาดื่มแก้กระหายไปอึกใหญ่
“พวกแกเล่าเรื่องพ่อยิปซีให้ฉันฟังบ้างสิ แกก็รู้ว่าฉันรู้จักพวกแกทีหลัง” นังปลาหมึกของเพื่อน ๆ ร้องขอ เพราะส่วนตัวแล้วหล่อนก็นิยมชมชอบความเก่งของเพื่อนจนยกให้เธอเป็นไอดอล แต่ก็ไม่เคยรู้เรื่องบิดาของเธอมากนัก เพราะไม่เคยถามสักที
“ฉันเล่าเอง” แวนยกมือเสนอตัว “พ่อยิปซีเป็นเจ้าของค่ายมวยที่อยู่ติดกับบ้านฉันทุกวันนี้ไง พ่อรักมันมาก สอนให้มันต่อยมวยตั้งแต่เด็ก แล้วให้เรียนวิชาป้องกันตัวสารพัด ถึงขนาดได้ลงแข่งเลยนะแก ส่วนแม่ของมันก็กลัวว่าลูกจะเป็นทอมก็เลยส่งให้ไปเรียนพวกดนตรี ภาษา เย็บปักถักร้อย แล้วก็สอนให้ทำอาหาร ทำขนม
แต่พอมันสอบติดมหาลัยเข้าปีหนึ่งยังไม่ทันไรพ่อมันก็ตายเพราะโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แม่มันก็เลยตัดสินใจขายค่ายมวยให้เพื่อนพ่อ เอาเงินมาเป็นทุนการศึกษาให้มันนั่นแหละ แล้วแม่มันก็ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด ตอนหลังก็ต้องเลิกขายของ แต่ไอ้ยิปซีมันก็ใกล้จบแล้วตอนนั้น ไม่นานแม่มันก็ป่วยหนักแล้วก็จากมันไป ฝืนทนจนลูกเรียนจบแล้วจึงไปอย่างสบายใจไร้กังวล” เธอสรุปส่งท้าย
“แกเคยคุยกับแม่มันเหรอถึงรู้ลึกขนาดนั้นน่ะ” ปลาขัดขึ้น
“วันนี้แม่ฉันอาจจะมาหาแกก็ได้นังปลา” เสียงห้วน ๆของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำให้ทุกคนให้ไปมอง
“ยิปซี!” อุทานออกมาพร้อมกัน
“เออฉันเอง” กล่าวจบก็นั่งลงข้างเพื่อนชายใจหญิงของตัวเอง แล้วจุ๊บแก้มใส ๆ นั้นหนึ่งที “เดี๋ยวนี้สวยกว่าฉันอีกนะปลาหมึก”
ปลาหมึกมองเพื่อนสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มเพราะได้รับคำชมที่ถูกใจ จิ้มนิ้วไปที่หน้าผากของเพื่อนรักด้วยความหมั่นไส้
“แค่แกชมว่าฉันสวยครึ่งหนึ่งของแกฉันก็ดีใจแล้วย่ะ ไม่ต้องมากกว่าแกหรอก คนอะไรหุ่นก็ดี หน้าก็สวย เก่งไปหมดทุกอย่าง เลิศไม่มีที่ติ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแกเคยเป็นนักมวย”
“ใครบอกนักมวย ยูโด เทควันโด ฟันดาบฉันก็เป็นนะแก ลองกันสักตั้งมั้ย” แล้วหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาของเพื่อนรัก
“ฉันขอแค่ความสวยกับหุ่นของแกก็พอ เรื่องอื่นฉันยอมแพ้” ปลาหมึกยกมือทั้งสองข้างขึ้นสูงเพื่อยืนยันคำพูด เรียกเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆได้ดี
เพื่อนทั้งสี่ดื่มสังสรรค์ ผลัดกันเล่าเรื่องที่ต่างประสบพบเจอแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส
“ทำไมแกไม่ไปเป็นไกด์วะยิป ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ด้วย”
“ก็ที่นี่เงินมันดีนี่หว่า ไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อยด้วย”
“ไม่ต้องเดินทางตรงไหนวะ ฉันโทรหาแกทีไรแกก็ออกพื้นที่ตลอด ระวังนะโว้ย ฉันเคยอ่านข่าวพวกที่ไปทวงหนี้แล้วถูกยิงตาย ฉันเป็นห่วงแกนะ” ปลาหมึกเตือนเพื่อนที่เป็นฝ่ายเร่งรัดหนี้สินของบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง
“นั่นปากเหรออีหมึก!” ปลาตวาดเพื่อนแล้วชี้หน้าแบบคาดโทษ
“อะไรยะ ฉันพูดเพราะเป็นห่วงยิปมันหรอกนะ” ปลาหมึกเชิดหน้าโต้ตอบเพื่อน
“หยุด! กินเหล้า ๆ อย่ามาทะเลาะกัน ชนแก้วโว้ยชนแก้ว” แวนห้ามทัพแล้วยกแก้วรอชน
“ฉันชอบทำงานแบบนี้นะ สนุกดี เดินทางบ้างก็ช่างมันเพราะแค่ในเมืองไทย แต่ถ้าเป็นไกด์ก็ต้องบินไปต่างประเทศ ซึ่งฉันปรับตัวกับอากาศไม่ค่อยไหวน่ะ ฉันมันคนผิวบางพวกแกก็รู้” หญิงสาวทำหน้าทะเล้นใส่เพื่อน
“ผิวบางหรือกลัวหนาวกันแน่ แกไม่ต้องมาทำเป็นผู้ดีหรอก” แวนดักคออย่างรู้ทัน เพราะเพื่อนของเธอคนนี้ไม่ชอบอากาศหนาว ถ้าอากาศเริ่มเย็นเมื่อไหร่ภูมิแพ้จะกำเริบ ต้องพึ่งยาอยู่ตลอดเวลา
“พวกแก..ตกลงเรื่องลาพักร้อนว่ายังไง ลาได้ตรงกันหรือเปล่า” ยิปซีหรือพุทธิญาชี้หน้าเพื่อนทีละคนเพื่อเอาคำตอบ “ดีมาก ต่อไปก็มาโหวตกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี”
“อย่าประมาทนะอ๋องน้อย ถึงหมอหลวงบอกว่าอีกยี่สิบวันจะคลอดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแบบนั้นเสมอไปนะ ดีไม่ดีอาจจะคลอดวันนี้พรุ่งนี้เลยก็ได้ เราเตรียมชื่อเอาไว้ก่อนดีกว่า” บิดาแย้งจริงจังแล้วหันไปมองภรรยา “เจ้าว่าหลานเราชื่ออะไรดียิปซี”“ข้าอยากได้ชื่อไทย ๆ ท่านพี่ ถ้าเป็นหลานชายข้าจะให้เขาชื่อเสือ ถ้าเป็นหลานสาวข้าอยากจะให้นางชื่อบัว”“บัว หมายถึงดอกบัวน่ะหรือ”“เจ้าค่ะ”“เพราะดีนะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้หลานชายข้าชื่อเหล่าหู ถ้าเป็นหลานสาวจะให้ชื่อเหลียนฮวา เจ้าว่าดีไหม”“แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าคิดนะท่านพี่ เขาเรียกว่าเลียนแบบ” นางหัวเราะสามี“ก็ชื่อที่เจ้าเลือกมามันถูกใจข้านัก บุรุษต้องยิ่งใหญ่ดั่งเสือ สตรีก็ต้องงดงามดั่งดอกบัว พวกเจ้าเห็นด้วยกับข้าไหม” อ๋องกุ้ยหันไปขอความเห็นจากลูกชายและลูกสะใภ้สองสามีภรรยาพยักหน้ารับพร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มองหน้ากันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุขจำปียื่นมือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะไปดึงมือสามีและกุมไว้ “ขอบคุณท่านมากที่รักข้า พาข้ามาพบกับครอบครัวที่งดงามเช่นนี้” แล้วหันไปส่งความรู้สึกผ่านทางดวงตาที่เปล่งประกายไปด้วยความรัก ขยับปากพูดเบา ๆ ให้เขาได้รับรู้ “ข้
“ข้าแต่งงานแล้ว ข้าต้องไว้หนวดไว้เครานะ ยิ่งมีเมียสวย มีลูกสาวก็ต้องไว้ให้ยาวกว่าปกติ”“ท่านนี่ตลกนัก ชอบทำให้ข้าหัวเราะอยู่เรื่อย”“ข้าพูดจริง ๆ นะ ถ้าเจ้าคลอดลูกชายข้าจะไว้หนวดแต่พองามให้สมกับความงามของเจ้า แต่ถ้าข้ามีลูกสาวข้าจะไว้ยาวให้ถึงอกเลย ตามความงามของเจ้ากับลูกรวมกัน”“ตามใจท่านเลยเจ้าค่ะ ครั้งนี้จะไม่โกนก็ได้นะ”“ไม่ ครั้งนี้ข้าจะยอมโกนไปก่อน เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าหงุดหงิดตอนกำลังท้อง” เขาตอบอย่างเอาใจและมีแผนแอบแฝง“พี่เฟิงน่ารักเสมอ”“เจ้าต้องตอบแทนความรักของข้าให้มาก ๆ ด้วย”“เจ้าค่ะ ข้าจะมีลูกให้ท่านหลาย ๆ คนดีไหม อย่างที่ท่านพ่อบอก ชายห้าหญิงห้าเข้าตำราพญามังกร ร่ำรวย รุ่งเรือง เฟื่องฟู”“ดีสิ เพราะการมีลูกหลาย ๆ คนนั่นหมายถึงว่า..” เขาโน้มหน้าไปชิดหูนาง “ข้าจะได้ระเริงรักกับเจ้าบ่อย ๆ”หญิงสาวถลึงตาใส่คนรัก “พูดอะไรของท่านเนี่ย คนอื่นมาได้ยินเข้าจะว่าอย่างไร”“เขาก็คงเอาไปนินทาว่าท่านอ๋องน้อยหลงเมีย หรือไม่ก็ท่านอ๋องน้อยมักมากในกาม ถึงมีลูกดกหัวปีท้ายปี” เขาขยิบตาให้นางเมื่อพูดจบ “แต่ถ้ามีใครได้ยินสิ่งที่ข้ากระซิบกับเจ้า พวกนั้นก็คงเป็นเหล่าองครักษ์หรือไม่ก็บิดาของข้
แต่ผ่านไปเพียงสองชั่วยาม ความคิดของนางก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อหมอหลวงแห่งพระราชสำนักยืนยันหนักแน่นว่านางกำลังตั้งท้องอ่อน ๆ ได้ประมาณครึ่งเดือนไม่ถึงครึ่งเดือนต่อมา ของขวัญแสดงความยินดีจากทั่วทุกสารทิศก็ถูกทยอยนำมามอบให้ไม่ขาดสาย บ่าวรับใช้ต่างช่วยกันจัดเก็บจนหลังขดหลังแข็งส่วนตัวนางนั้นก็เอาแต่นอนเพราะอาการแพ้ท้องอย่างหนัก ทั้งหน้ามืด วิงเวียน อาเจียนสามเวลาหลังอาหาร ที่พอกินได้ก็มีแต่อาหารอ่อน ๆ ประเภทน้ำซุป ต้องทนทรมานอยู่ถึงสี่เดือนถึงจะกลับมากินได้เป็นปกติ.............................หลายเดือนผ่านไป“จำปี เจ้าอยู่ไหน”เสียงเรียกทุ้มหูแต่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ทำให้สตรีท้องโตใกล้คลอด ที่นอนอยู่บนพื้นหญ้าภายในสวนดอกไม้ค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก“ข้าอยู่นี่” ขานรับสามีทั้งที่ยังมองไม่เห็นตัวเขาหย่งเฟิงหมุนตัวไปทางด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงตอบรับของภรรยา เดินไปตามทิศทางเสียงจนเจอตัวนาง“ทำไมถึงทำหน้ามุ่ยอย่างนั้นเล่าพี่เฟิง”“เจ้านี่มันดื้อนัก ข้าสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามออกจากเรือนเด็ดขาดจนกว่าข้าจะกลับมาถึงไม่ใช่หรือ” เขาเท้าเอวยืนค้ำหัวภรรยาที่นั่งตัวกลมอยู่กับพื้น“พ
“เป๋าฮื้อน้ำแดงก็ดีต่อสุขภาพ เจ้าสองคนต้องกินเยอะ ๆ นะ”“ขอบคุณท่านพ่อ” อ๋องน้อยคลี่ยิ้มพึงพอใจกับการเอาใจใส่ของบิดา“เอาใจใส่เมียเจ้าให้มาก ๆ หน่อยสิอ๋องน้อย” บิดาคีบเป๋าฮื้อให้ลูกชายบ้าง “แล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย เจ้ามีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ต้องรับผิดชอบนะ” แล้วคีบเป๋าฮื้อชิ้นใหญ่อีกชิ้นเอาใจลูกสะใภ้ เพราะหวังจะให้นางมีหลานตัวน้อยให้เขาในเร็ววันจำปีเห็นเป๋าฮื้อแล้วอยากจะเขี่ยทิ้งให้พ้น ๆ ถ้วยข้าว รู้สึกขยะแขยงกลิ่นคาวที่แรงติดจมูกอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ปกติก็ชอบเอามาทำโจ๊กกินเวลาจับได้ในทะเล แต่เพราะเกรงใจพ่อสามีมาก นางจึงจำใจคีบมาใส่ปากแล้วฝืนใจเคี้ยวให้แหลกสักนิดเพื่อจะกลืนได้สะดวกแต่ความพยายามของนางล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่เริ่มกัดคำแรก นางรีบปิดปากแล้ววิ่งออกไปจากห้อง อาเจียนเอาของในปากในท้องออกจนหมด“เป็นอะไรจำปี ไม่สบายหรือเปล่า” กุ้ยหย่งเฟิงที่วิ่งตามภรรยาออกมาช่วยลูบหลังแล้วถามอย่างเป็นห่วง“ข้าปกติดีพี่เฟิง จนกระทั่งถึงตอนกินเป๋าฮื้อนั่นแหละ มันเหม็นคาวมากจนข้าทนไม่ไหว” นางตอบสามีเสียงหอบน้อย ๆ“มันถูกปรุงสุกแล้วนะ ไม่เหม็นคาวเลยสักนิด”“แต่ข้าเหม็นจริง ๆ นะ กลิ่
อ๋องน้อยมองภรรยาที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่สนใจตนแม้แต่นิด แต่ถ้าจะพูดให้ถูกนางคงอายคนรับใช้ที่มายืนรอรับใช้อยู่มากกว่า เพราะวันนี้เขากับนางต่างก็หรรษากันมากจนลืมเวลา จึงได้กินข้าวเช้ากับเที่ยงรวมเป็นมื้อเดียวกัน.. เขาคลี่ยิ้มละมุนด้วยความขันระคนเอ็นดู หันไปสะบัดมือไล่ให้คนรับใช้ทั้งสองคนออกไปจากห้อง“หิวมากเลยหรือจำปี”“เจ้าค่ะ”“เงยหน้ามองข้าสักนิดแล้วค่อยตอบก็ได้นะ”หญิงสาวเหลือบมองสามี เหลือบมองไปทางซ้ายขวาไม่เห็นมีใครก็รู้สึกโล่งอก จึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสบายใจมากขึ้น วางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะ“ข้าอึดอัดแทบแย่” นางเริ่มบ่นให้เขาฟัง “ข้าไม่ชอบเลยที่มีคนอื่นอยู่ด้วย มันทำให้ข้ากินข้าวไม่อร่อย”เขากลั้วหัวเราะ “ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก”“จริงนะพี่เฟิง บ่าวรับใช้ของท่านทำข้าประหม่าไปหมด” นางยืนยันเสียงแข็ง เริ่มหยิบตะเกียบคีบอาหารใส่ปากตัวเองอีกครั้ง.. “หือ” เลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นคำถามเมื่อเขาเอาแต่มองจ้องยิ้ม ๆ ไม่ยอมพูดอะไร แล้วคีบเกี๊ยวนึ่งชิ้นสุดท้ายที่รสชาติถูกปากมากที่สุดยื่นให้เขา “อร่อยมากเลย ข้ายกชิ้นสุดท้ายให้ท่าน”เขาจับมือที่คีบเกี๊ยวให้กลับไปที่ปากของนาง “อร่อยก็กินให้หมด”หญิงสาว
“ไม่” นางรีบปฏิเสธทันควัน ร้อนวาบด้วยความอับอายไปทั้งใบหน้า“ไม่อาบก็ไม่อาบ” เขายอมตามใจนาง พาเดินออกจากห้องอาบน้ำไปที่เตียงนอน“ท่านจะทำอะไรอีก” หญิงสาวรีบดันร่างหนาที่ขึ้นคร่อมร่างตน“เจ้าคงลืมไปแล้วว่าพูดอะไรไว้”“พูดอะไร” นางชักสีหน้างุนงง“หึ! คนเรานะ” อ๋องน้อยทำเป็นค้อนใส่ภรรยา “ใครกันที่บอกว่าวันนี้จะชดเชยให้ข้า”คนถูกทวงถามมองสามีตาโต “นี่ท่านจะทวงกันแต่เช้าแบบนี้เลยหรือ”“อือฮึ” สามีพยักหน้ายอมรับด้วยท่าทางยียวนนิด ๆ แล้วพลิกตัวลงไปนอนแผ่บนเตียง “จัดการชดเชยมาให้ข้าเสียดี ๆ” ในเมื่อพูดดี ๆ ขอดี ๆ แล้วลีลาเยอะนัก เขาก็จะเล่นบทเอาแต่ใจแบบนี้แหละ“พี่เฟิงเจ้าขา”“ไม่ต้องมาทำเสียงอ้อน ข้าไม่ยอมหลงกลเจ้าหรอก”“ฮึ!” นางกระฟัดกระเฟียด เชิดปากอย่างมีแง่งอนเมื่อถูกเขาจับไต๋ได้ “ท่านใจร้ายนัก”“เจ้าต่างหากที่ใจร้าย มีสามีที่ไหนบ้างที่อยากมีอะไรกับเมียตัวเองแล้วต้องมาอ้อนวอนขอแบบข้า”คำถามของสามีทำให้นางครุ่นคิดอยู่สักพัก “ข้าคิดว่าน่าจะมีนะ”“ไม่มีหรอกทูนหัว เรื่องแบบนี้เขาไม่มีความอดทนกันหรอก ถ้าอยากแล้วต้องได้ปลดปล่อย”“จริงหรือเจ้าคะ” นางลังเลไม่อยากเชื่อ มองเขาอย่างจับผิด“ไม่อย่าง
“บ้าจริง บอกให้ไปก็ไปจริง ๆ ข้ากลับคนเดียวก็ได้” แล้วหันหลังกลับ ออกวิ่งทันที “โอ๊ย!” ความไม่ระวังทำให้นางชนเข้ากับอะไรบางอย่างเต็มแรง จนหงายหลังลงไปนอนกับพื้น ถึงแม้จะเจ็บแต่ก็อายมากกว่า จึงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมองอีกฝ่ายอย่างหาเรื่อง แต่เมื่อเห็นชัด ๆ จึงรู้ว่าสิ่งที่ตนชนคือม้า เป้าหมา
“เช่นนั้นเจ้าต้องรีบให้กำเนิดบุตรชายเป็นของขวัญแก่เขาสักคน แย่จริง! ข้าไม่น่าพูดเรื่องนี้ ทั้งที่ท่านอ๋องเคยสั่งห้ามไว้แล้ว” เห็นสีหน้าสำนึกผิดขององค์หญิง กุ้ยถิงรีบคลี่ยิ้มแล้วพูดปลอบ“อย่าคิดมากเพคะ ถ้าหม่อมฉันไม่บอกท่านอ๋องจะรู้ได้อย่างไร” “เจ้าช่างเป็นคนดียิ่งกุ้ยถิง ข้าจะช่
“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ฟังผิด” กุ้ยถิงถามด้วยความสงสัย คนในเมืองนี้มีใครบ้างไม่รู้จักคฤหาสน์กุ้ยอ๋อง ไม่มีแน่นอน “ไม่ผิดแน่เจ้าค่ะ นางย้ำคำว่ากุ้ยอ๋องตั้งหลายครั้ง ข้าคงไม่หูฝาดบ่อยขนาดนั้น” “นางได้บอกหรือไม่ว่ามีธุระอันใด แล้วนางชื่อแซ่อะไร” “ไม่ได้บอกเจ้าค่ะ
“ท่านอ๋องมีเรื่องอันใดกับเจ้าหรือหลัน” กุ้ยถิงก็นึกสงสัยเหมือนกัน จึงถามกับนางหลังจากที่สามีเดินออกไปแล้ว“ไม่รู้เจ้าค่ะ พระชายาไม่ระแคะระคายบ้างเลยหรือเจ้าคะ” สาวใช้สงสัยจนใจไม่สงบแล้ว“ไม่รู้เลย”“เช่นนั้นถ้าท่านอ๋องบอกพระชายาแล้ว พระชายารีบเรียกบ่าวเลยนะเจ้าค่ะ ตอนนี้ใจของบ่าวไม่สงบสุขเลย”“ไม่บ







