로그인เมื่อเสิ่นซื่อเห็นประกายน้ำตาเบาบางในดวงตาของจี้หานอี หัวใจก็พลันปวดร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาหวนนึกถึงตอนที่นางร้องไห้ในวัยเยาว์ เวลานั้นนางมักร้องไห้เสียงดังลั่นอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจพลางซุกตัวเข้าหาอ้อมอกบิดา ทว่าบัดนี้นางกลับทำได้เพียงหลั่งน้ำตาในความเงียบ คล้ายเป็นผู้ที่ผ่านความน้อยเนื้อต่ำใจมามากมายจนไม่อาจร้องไห้เสียงดังได้อีกต่อไปเสิ่นซื่อจึงถามนางด้วยเสียงแหบพร่า "เหตุใดถึงได้เศร้าใจนัก?"เป็นเพราะคิดถึงอดีตระหว่างนางกับคนผู้นั้น หรือเป็นเพราะนางยังคงอาลัยอาวรณ์ความหลังของคนทั้งสอง หรือเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ปลายนิ้วอันเย็นเยียบสัมผัสลงบนปลายคางของจี้หานอี นางชะงักงันไปเล็กน้อย เมื่อกะพริบตา หยดน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมา จี้หานอีไม่ได้อยากเป็นเช่นนี้ และยิ่งไม่อยากหลั่งน้ำตาต่อหน้าเสิ่นซื่อแม้แต่น้อยทว่านางกลับไม่อาจควบคุมตนเองได้หลังได้ยินเสียงของเสิ่นซื่อ นางก็ยิ่งรู้สึกปวดร้าว สุ้มเสียงที่สั่นเครือและแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากลำคอ จี้หานอีกล่าวด้วยความเศร้าสร้อย "ข้าน้อยคิดถึงบิดาเจ้าค่ะ"ปลายนิ้วของเสิ่นซื่อพลันชะงักกึก ก่อนจะค่อย ๆ ดึงมือกลับลมหายใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง เขาเฝ้า
ตัวนางเมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นซื่อนั้นช่างต่ำต้อยเหลือเกิน ประโยคที่นางเอ่ยถามออกไป เสิ่นซื่อคงต้องรู้สึกขบขันเป็นแน่แพขนตาสั่นระริกขณะก้มหน้าลง เอ่ยเสียงแผ่ว "หากภายหน้ามีวันใดที่ข้าน้อยสามารถช่วยเหลือใต้เท้าเสิ่นได้ ไม่ว่าเรื่องใดข้าน้อยล้วนยินดีทั้งสิ้นเจ้าค่ะ"เสิ่นซื่อทอดสายตามองจี้หานอีที่กำลังก้มหน้างุด เผยให้เห็นลำคอระหงขาวเนียน ปอยผมอ่อนนุ่มทิ้งตัวระต้นคอ ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายอันบอบบางงดงามดุจวสันตฤดูอันสดใส ชวนให้ผู้คนรู้สึกหวั่นไหวไปทั้งใจความจริงใจ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความอ่อนโยนจากภายในสู่ภายนอกที่แฝงอยู่ในตัวนาง ล้วนสะกดให้ผู้คนหวั่นไหวเสิ่นซื่อจับจ้องจี้หานอีไม่วางตา เรือนกายสูงใหญ่โน้มเข้าไปใกล้นางมากขึ้น สายตาเพ่งพิศเปลือกตาของหญิงสาว กลิ่นหอมกรุ่นบนร่างนางโชยเบาบางในรถม้าอันมืดสลัว ก่อให้เกิดความอบอุ่นปะทุวูบขึ้นมาในหัวใจของชายหนุ่มเขากล่าวด้วยเสียงแหบพร่าเล็กน้อย "ไม่ว่าเป็นเรื่องใดก็ยินดีหรือ?"จี้หานอียังไม่ทันสังเกตเห็นเสิ่นซื่อที่โน้มตัวขยับเข้ามาใกล้ เมื่อได้ยินเสียงของเขา นางก็เงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาอันดำขลับลึกล้ำดั่งน้ำหมึกดว
เมื่อขึ้นไปบนรถม้า กลิ่นไม้กฤษณาอันเย็นเยียบจากร่างของเสิ่นซื่อก็ลอยมาปะทะจมูก แสงสว่างภายในรถม้านั้นสลัวราง บนโต๊ะตัวเล็กตรงกลางมีโคมงาช้างแปดเหลี่ยมวางอยู่ เสิ่นซื่อนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม อาภรณ์สีดำสนิทบนร่างเขาแทบจะกลืนหายไปกับความมืดมิด ทว่ากลับไม่อาจละเลยกลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาได้เลยแม้แต่น้อยการตกแต่งภายในรถม้านั้นหรูหรา ตัวรถม้าทำจากไม้กฤษณา แฝงไว้ด้วยความสง่างามเช่นเดียวกับกลิ่นอายบนร่างเสิ่นซื่อ เปลือกหอยมุกที่ประดับอยู่ทั่วผนังทั้งสี่ด้านทอประกายระยิบระยับภายใต้แสงโคมสลัวราง บนผนังด้านในคือภาพวาด 'วั่งชวน' เต็มผืนซึ่งถูกปักด้วยดิ้นเงินบนผ้าแพรเยวี่ยหลัวสีดำมืดสายตาของจี้หานอีทอดมองเพียงผนังรถม้า ไม่กล้าเหลือบมองใบหน้าเสิ่นซื่อ ทั้งนางยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก ท่ามกลางแสงโคมวูบไหว นางรู้สึกเพียงว่าเวลานี้สีหน้าของเสิ่นซื่อคงต้องเคร่งขรึมถึงขีดสุดเป็นแน่นัยน์ตาลึกล้ำของเสิ่นซื่อจับจ้องไปที่จี้หานอีผู้นั่งสำรวมกิริยา คล้ายว่ามีเพียงยามอยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น นางจึงระแวดระวังตัวถึงเพียงนี้วันนี้เขาเห็นนางพูดคุยหยอกล้อกับบุรุษอื่นด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ช่างผิดแผกไปจากยาม
กู้เยี่ยนปรายตามองจี้หานอีผู้นั่งก้มหน้าต้มชาอยู่ตรงโต๊ะตัวเล็กด้านข้างอย่างรวดเร็ว ก่อนตอบด้วยเสียงแผ่วเบา "ข้าเต็มใจขอรับ"นางกู้สังเกตเห็นสายตาของกู้เยี่ยน เพียงปราดเดียวที่เขามองไป นางก็เข้าใจความหมายได้ในทันทีว่ากู้เยี่ยนทำไปเพื่อจี้หานอีคราวก่อนตอนที่สนทนากับท่านแม่ ท่านแม่ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ให้นางฟัง โดยบอกว่ากู้เยี่ยนเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อน ทว่าจี้หานอีกลับปฏิเสธในตอนนั้นนางกู้มัวแต่คิดว่าตนได้รับปากจี้หานอีไปแล้วว่าจะเดินทางไปอำเภอเว่ยเชี่ยนด้วยกัน ทั้งกู้เยี่ยนก็รับราชการเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวง จึงไม่อยากให้เขาต้องมาพลอยลำบากไปด้วย นางจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก โดยคิดว่าบุตรสาวเองก็คงคิดเห็นเช่นเดียวกันเพียงแต่การเดินทางในครั้งนี้กลับมีอันต้องล้มเลิกไปเพราะสุขภาพของนางเอง บัดนี้เมื่อเห็นกู้เยี่ยนคล้ายยังคงมีใจ ซ้ำกู้เยี่ยนก็ไม่รังเกียจที่บุตรสาวนางเคยออกเรือนแล้ว ทั้งยังคอยเอาอกเอาใจถึงเพียงนี้ ในอดีตก็เป็นกู้เยี่ยนที่คอยดูแลนางมาตลอด ภายในใจจึงรู้สึกว่ากู้เยี่ยนเป็นคนดี หากเรื่องราวในคราวนี้ราบรื่นด้วยดี ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้กู้เยี่ยนอยู่ช่วยงานจนถึงช่วงบ่าย ซ้ำย
คำพูดอันราบเรียบเพียงประโยคเดียวของเสิ่นซื่อ ทำเอาหัวสมองของจี้หานอีขาวโพลนไปชั่วขณะประโยคนี้ไม่ว่าฟังอย่างไรก็ออกจะรู้สึก...ครั้นสบเข้ากับนัยน์ตาจริงจังของเสิ่นซื่อ จี้หานอีก็อยากถามว่าเขาจะมาหานางด้วยเรื่องอันใด แต่หากถามออกไปตรง ๆ ก็คงดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก ขณะที่ในใจกำลังใคร่ครวญว่าควรถามออกไปเช่นไรดี ม่านรถม้าตรงหน้าก็พลันถูกปิดลงมาอีกครั้ง ก่อนที่สุ้มเสียงอันราบเรียบตามปกติของเสิ่นซื่อจะดังมาจากด้านใน “ไว้คืนนี้ค่อยคุยกันเถิด”ประโยคนี้ของเสิ่นซื่อทำให้ถ้อยคำทั้งหมดของจี้หานอีได้แต่จุกค้างอยู่ในลำคอเท่านั้นนางขานรับในลำคอแผ่วเบา ก่อนหมุนตัวเดินกลับไปทางประตูหน้าเมื่อกู้เยี่ยนผู้เฝ้ามองดูอยู่โดยตลอดเห็นจี้หานอีเดินกลับมา ก็ถามด้วยเสียงแผ่วเบา "เจ้ารู้จักหรือ?"จี้หานอีช่วยรับกล่องเครื่องเขียนมาจากมือหรงชุน ขณะก้าวเดินเข้าไปด้านในพลางตอบ "นั่นเป็นรถม้าของจวนสกุลเสิ่นเจ้าค่ะ ผู้ที่อยู่ด้านในคือท่านโหวเสิ่น"แววตาของกู้เยี่ยนชะงักงันไปเล็กน้อย สีหน้าที่ดูเคร่งเครียดตื่นตระหนกเมื่อครู่ พลันผ่อนคลายลงเขาย่อมรู้จักตระกูลสูงศักดิ์ระดับสกุลเสิ่นดี จี้หานอีคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปข้
จี้หานอีเลิกม่านก้าวออกมาพลางทอดสายตามองมือกู้เยี่ยน เมื่อคิดว่ามีรถม้าอีกคันหนึ่งรออยู่ หากมัวแต่ปฏิเสธญาติผู้พี่จนล่าช้าคงไม่ดีนัก จึงวางมือทาบลงไปทว่าทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า นางกลับเห็นเหวินอันยืนส่งยิ้มให้อยู่ไม่ไกลเมื่อจี้หานอีเห็นเหวินอันก็อดชะงักงันไม่ได้ หากเหวินอันอยู่ที่นี่ เช่นนั้นคนภายในรถม้าคันนั้นก็คง...สายตาของจี้หานอีอดมองไปที่รถม้าซึ่งปิดม่านสนิทคันนั้นไม่ได้หลังกู้เยี่ยนช่วยประคองมารดานางลงมาเรียบร้อยแล้ว เขาก็ก้าวมาหยุดอยู่ข้างกายนางพลางกระซิบ "น้องหญิงอีประคองท่านอาหญิงเข้าไปก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะไปขนของลงมาให้เอง"กล่าวจบกู้เยี่ยนก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนลดเสียงให้เบาลงกว่าเดิม "คนในรถม้าฝั่งตรงข้ามน่าจะมีฐานะสูงส่ง ซ้ำพวกเขายังอุตส่าห์หลีกทางให้ก่อน พวกเราไม่ควรให้คนอื่นต้องรอนานนัก"จี้หานอีพยักหน้ารับ จากนั้นจึงประคองมารดาเดินหลบเข้าข้างทางแต่เพิ่งเดินมาถึงบริเวณประตูใหญ่ เหวินอันก็ก้าวเข้ามาไต่ถาม "แม่นางจี้พักอยู่ที่นี่หรือขอรับ? ไม่ได้พำนักอยู่ที่จวนสกุลกู้แล้วหรือ?"จี้หานอีเห็นเหวินอันเข้ามาถาม จึงผงกศีรษะตอบ "ข้ากับท่านแม่ตั้งใจจะมาพำนักอยู่ที่นี่ส






