Masukกรุงปักกิ่งปี ค.ศ.1982 ณ.โรงแรมเสิ่นกุ้ยเฉิน โรงแรมที่ดีที่สุดภายใต้การบริหารจัดการของสกุลเสิ่น ตระกูลเศรษฐีผู้มั่งคั่งร่ำรวยติดอันดับหนึ่งในห้าของปักกิ่ง ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนอนกอดก่ายกันอยู่บนเตียงภายในห้องสวีทอันหรูหรา
ฝ่ายชายคือเมิ่งหลีเหว่ย บุตรชายของมหาเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลติดหนึ่งในสามของปักกิ่ง ครอบครัวดูแลกิจการอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้างโครงการใหญ่ๆของรัฐบาล รวมทั้งโครงการของเอกชนในระดับสูงครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งปักกิ่งและเมืองใกล้เคียง
ส่วนฝ่ายหญิงนั้นเป็นบุตรสาวของตระกูลใหญ่เศรษฐีที่มั่งคั่งร่ำรวยติดหนึ่งในห้าของปักกิ่ง ครอบครัวทำธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารชั้นนำที่มีชื่อเสียงทั้งในปักกิ่งและเมืองสำคัญโดยรอบนามว่าเสิ่นลู่หลิน
‘ทำไมมึนหัวแบบนี้นะ เกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่’ เสิ่นลู่หลินที่อยู่ในอ้อมกอดของหลีเหว่ยเริ่มรู้สึกตัวและตื่นขึ้นมาภายใต้อ้อมกอดของเขา ความรู้สึกแรกที่เธอสัมผัสได้คือสัมผัสอันหนักหน่วงที่กดทับร่างกายเธออยู่จนทำให้รู้สึกอึดอัด
ลู่หลินค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะพบว่าเธอกำลังถูกชายหนุ่มผู้หนึ่งกอดกระชับอยู่ในอ้อมแขน ทำให้ลู่หลินถึงกับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เพราะชายหนุ่มที่ยามนี้หน้าของเขาอยู่แนบชิดติดกับหน้าเธอจนแทบไม่มีระยะห่างเลยสักนิด คือคนเดียวกับที่เธอฝันถึงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
ความฝันอันยาวนานเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่าเสิ่นลู่หลิน หญิงสาวสวยรูปร่างดีลูกคุณหนูผู้เย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ ดื้อรั้น เห็นแก่ตัวแต่มีใจรักและยอมให้กับหลีเหว่ยผู้ชายที่อยู่เบื้องหน้านี้เพียงผู้เดียว ผู้ชายที่ลู่หลินเฝ้ารักเฝ้าตามตื๊อเขามาโดยตลอด เนื่องจากสกุลเมิ่งและสกุลเสิ่นเป็นสหายที่ดีต่อกันมาหลายรุ่นแล้ว อีกทั้งยังมีการวางแผนให้ทั้งสองตระกูลเกี่ยวดองกันเป็นครอบครัวมานานแต่ก็ไม่สำเร็จเสียที เนื่องด้วยทายาทของสองตระกูลล้วนแล้วแต่เป็นบุตรชายด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพิ่งจะมีรุ่นของลู่หลินกับหลีเหว่ยนี่แหละที่เป็นไปได้
แต่หลีเหว่ยไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดคลุมถุงชนของเหล่าบรรดาผู้อาวุโสและต่อต้านมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันลู่หลินกลับมีใจรักมั่นอยู่กับหลีเหว่ยเพียงผู้เดียว แม้นจะรู้ว่าหลีเหว่ยมีคนรักนามว่าเฉินเหม่ยลี่อยู่แล้วเธอก็ไม่ยอมแพ้
หลีเหว่ยปฏิเสธลู่หลินและหาวิธีบ่ายเบี่ยงการหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลอยู่เสมอ ผู้คนในแวดวงสังคมปักกิ่งจึงรับรู้เพียงว่าเธอเป็นแค่คู่หมายที่ผู้ใหญ่ในตระกูลเมิ่งหมั้นหมายเอาไว้ให้หลีเหว่ยตั้งแต่เด็กเท่านั้นแต่ไม่มีพิธีหมั้นอย่างเป็นทางการมาก่อนเพราะเขาไม่ยอมรับ ซึ่งเหม่ยลีบุตรสาวเจ้าของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในปักกิ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลีเหว่ยปฏิเสธการหมั้นหมายกับลู่หลิน ทุกคนในปักกิ่งต่างรู้เรื่องราวเหล่านี้ดีเพราะหลีเหว่ยควงเหม่ยยลี่ออกงานสังคมร่วมกันกับเขาตลอด
‘ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วอะไรเนี่ยทำไมเราอยู่ในสภาพนี้ เราไม่ได้กำลังจมน้ำอยู่งั้นเหรอ’ เข่อซินที่ยามนี้อยู่ในร่างของลู่หลินคิดอย่างสับสนไปหมด ก่อนที่เธอจะนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เห็นในฝันและนึกเอะใจอะไรบางอย่าง ลู่หลินขยับตัวออกมาช้าๆจากอ้อมกอดของหลีเหว่ยก่อนจะรีบแต่งตัวอย่างรวดเร็วและเดินเข้าห้องน้ำไปส่องกระจกเพื่อพิสูจน์ความคิดของตัวเอง
‘อะไรเนี่ย นี่มันเสิ่นลู่หลินในฝันนี่ ฉันกลายมาเป็นเธอจริงๆงั้นเหรอ หมายความว่าฉันตายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างของผู้หญิงคนนี้เหมือนในนิยายเกิดใหม่ที่เคยอ่านบ่อยๆงั้นสิ นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว’ เข่อซินคิดอย่างไม่อยากจะเชื่อในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“โอ๊ยย เจ็บๆๆ” เข่อซินในร่างของลู่หลินหยิกตัวเองจนรู้สึกเจ็บทำให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ฝันไป
‘แย่แล้ว เรามาอยู่ในร่างเสิ่นลู่หลินได้ยังไงกัน หรือว่าในความฝันที่ลู่หลินโดนวางยาจากนั้นก็เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรงจนทำให้เธอช็อกตายไปแล้วงั้นเหรอ บ้าจริงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย’ เข่อซินพยายามคิดทำความเข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเธอ แต่สุดท้ายสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าก็บอกให้เธอรู้ว่าบัดนี้เธอได้กลายเป็นเสิ่นลู่หลินแล้วจริงๆ
ที่สำคัญไปกว่านั้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับเธอเสียแล้ว ในภาพที่เห็นเหมือนว่าหลีเหว่ยจะถูกวางยาเช่นเดียวกันกับลู่หลินซึ่งคราแรกมันเป็นแผนการของลู่หลินในการครอบครองเขา แต่เธอยังไม่ทันได้ลงมือก็โดนคนอื่นสวมรอยมาก่อน และคนคนนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นเหม่ยลี่คนรักของหลีเหว่ยนั่นเอง
ในขณะเดียวกันเหม่ยลี่ก็วางแผนทำลายลู่หลินด้วยการลอบวางยาและจ้างคนมาทำลายเธอ หากแต่ใครจะรู้ว่าลู่หลินตัวจริงได้ตายไปก่อนหน้านั้นแล้ว กลับเป็นเธอจางเข่อซินที่มาเกิดใหม่ในร่างลู่หลินและหนีรอดออกมาได้ จากนั้นโชคชะตาก็เล่นตลกทำให้เธอต้องมาเจอกับหลีเหว่ยซึ่งดันถูกวางยามาเหมือนกันนี่แหละ
‘บ้าไปแล้ว กลายเป็นว่าลู่หลินยังไม่ทันได้ลงมือแต่สุดท้ายกลับต้องมาลงเอยกับหลีเหว่ยอยู่ดีเนี่ยนะ ที่สำคัญเฉินเหม่ยลี่คนรักของหลี่เหว่ยคิดวางยาเขาไปเพื่ออะไร ในเมื่อพวกเขารักกันเสียขนาดนั้น โอ๊ยยย..สับสัน’ เข่อซินงุนงงไปหมด
‘ไม่ได้การแล้วล่ะ..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้เราคงต้องรีบหลบออกไปก่อน ไม่งั้นถ้าหลีเหว่ยตื่นขึ้นมาพบเข้าจะเข้าใจว่าเรื่องทุกอย่างเป็นฝีมือเรา ลู่หลินขอโทษนะฉันคงทำตามความต้องการของเธอที่จะครอบครองหลีเหว่ยไม่ได้ ฉันไม่ยินดีไปเป็นมือที่สามของใคร แต่ฉันรับปากว่าตั้งแต่นี้ต่อไปฉันจะใช้ชีวิตแทนเธอให้ดี ไม่ปล่อยให้ใครมาด่าเธอว่าเป็นผู้หญิงหน้าด้านไร้ยางอายคอยวิ่งตามผู้ชายที่มีคนรักอยู่แล้วอีก เพราะฉันรับไม่ได้จริงๆ’ ลู่หลินคนใหม่คิดเกลียดการเป็นมือที่สามของคนอื่นดั่งเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับแม่ของเธอในชาติก่อนหน้านี้ จากนั้นเธอก็ค่อยๆย่องออกไปจากห้องที่หลีเหว่ยเปิดเอาไว้เพื่อหลบเลี่ยงแผนการร้ายที่เขาถูกวางยา แต่ใครจะไปคิดว่าตัวเธอซึ่งเป็นลู่หลินในเวลานี้ดันบังเอิญมาเจอกับเขาได้
หลังออกมาจากโรงแรมแล้วลู่หลินก็รีบขับรถตรงกลับบ้านสกุลเสิ่นซึ่งเธอมองเห็นในความทรงจำทันที ความคุ้นเคยที่หลอมรวมอยู่ในตัวลู่หลินทำให้เธอขับรถไปตามเส้นทางได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีปัญหาใด ทั้งๆที่ถนนหนทางและทุกอย่างซึ่งอยู่สองข้างทางช่างไม่คุ้นตาและคุ้นเคยสำหรับเข่อซินเลยสักนิด
ทางด้านหลีเหว่ยที่ความจริงแล้วเขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาหลังลู่หลินไม่นานนักแต่แกล้งทำเป็นหลับแล้วลอบสังเกตพฤติกรรมของลู่หลินตลอดเวลาที่เธออยู่ในห้อง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาอดนึกแปลกใจสงสัยไม่ได้ว่าทำไมลู่หลินถึงไม่คิดฉวยโอกาสกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้บังคับให้เขารับผิดชอบและแต่งงานกับเธอ เรื่องดันกลายเป็นว่าพอลู่หลินรู้สึกตัวเธอก็รีบเผ่นหนีออกไปจากที่เกิดเหตุเร็วเสียยิ่งกว่ากระต่ายป่าเสียอีก
‘ฮึ..เรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ฝีมือเธองั้นเหรอลู่หลิน แต่ถ้าใช่..เธอก็ไม่น่าจะวิ่งหนีฉันไปเร็วขนาดนั้น เธอต้องอยู่เสแสร้งแกล้งบีบน้ำตาเรียกร้องให้ฉันรับผิดชอบตามนิสัยที่เธอถนัดสิ แล้ว..ถ้าไม่ใช่เธอ..มันจะเป็นฝีมือใครไปได้ล่ะ’ หลีเหว่ยคิดอย่างุนงงสับสนไปหมด ทั้งยังประหลาดใจกับการกระทำของลู่หลินซึ่งผิดไปจากที่เขาคาดการณ์เอาไว้เยอะทีเดียว
หลีเหว่ยนิ่งคิดอะไรคนเดียวอยู่อีกพักใหญ่ จากนั้นจึงโทรเรียกเหรินลี่หยางคนสนิทให้ขึ้นมาพบเขาพร้อมกับสั่งการอะไรบางอย่างให้ลี่หยางไปจัดการอย่างเร่งด่วน
‘ปักกิ่งปี ค.ศ.1982 งั้นเหรอ นี่เราย้อนกลับมาเกิดในร่างใหม่เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนเนี่ยนะ น่าเหลือเชื่อจริงๆ บ้านเมืองยังไม่ขยายเติบโตแออัดมากนัก รถรายังคงไม่เยอะเท่ากับช่วงเวลาที่เธอจากมา ดีมากเลย..เธอน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะแยะเชียวล่ะ’ ลู่หลินคิดอย่างพอใจที่เธอมีโอกาสเป็นครั้งที่สองได้มาเกิดใหม่ในร่างของเสิ่นลู่หลิน หลังจากนี้เธอจะคิดทำเพื่ออนาคตของตัวเองและครอบครัวให้ดีเลยทีเดียว
เสิ่นลู่หลินมีพ่อหรือก็คือนายท่านเสิ่น เสิ่นจิ้งหยาง กับแม่หรือคุณนายเสิ่น เสิ่นจื่อเยว่ รวมทั้งพี่ชายเสิ่นลี่เฉินซึ่งรักและตามใจเธอมาก ส่วนตระกูลเมิ่งของหลีเหว่ยนั้นก็มีคุณปู่เมิ่ง เมิ่งจินไห่สหายสนิทของปู่ลู่หลินที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนซึ่งรักและดีต่อเธอมาก ทั้งยังคิดอยากให้เธอแต่งงานเข้าไปเป็นคนของตระกูลเมิ่งด้วย
หากแต่ดูเหมือนว่าพ่อแม่ของหลีเหว่ยนายท่านเมิ่ง เมิ่งตงจื่อกับคุณนายเมิ่ง เมิ่งไฉ่หงจะไม่ค่อยชอบลู่หลินเท่าไหร่นัก ด้วยนิสัยที่คนทั่วปักกิ่งต่างก็รู้กันดีว่าลู่หลินเป็นลูกคุณหนูเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ดื้อรั้น บ้าอำนาจ ชอบดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นที่ด้อยกว่า หากแต่เวลาอยู่ต่อหน้าคุณปู่เมิ่งเธอกลับทำตัวเรียบร้อยน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าลู่หลินคงแสร้งทำไปเพื่อเอาอกเอาใจคุณปู่เมิ่งให้สนับสนุนเธอได้แต่งงานกับหลีเหว่ยผู้เป็นหลานชายนั่นเอง
หลังจากฮันนีมูนที่ยูนนาน ท่องเที่ยวไปในเมืองสวยๆจนพอใจราวสองอาทิตย์ก็ถึงเวลาที่หลีเหว่ยกับลู่หลินจะกลับมาหาลูกชายสองคนซึ่งผลัดกันอยู่ที่บ้านสกุลเมิ่งและบ้านสกุลเสิ่นคนละหนึ่งสัปดาห์แล้ว ลี่หยางทำหน้าที่ไปรับห่าวหรานและหลิวเหว่ยกลับจากบ้านสกุลเสิ่นเพราะก่อนหน้านี้พวกเขาไปพักที่บ้านสกุลเมิ่งมาแล้ว เมื่อกลับมาถึงบ้านริมน้ำของตัวเองก็พบว่าพ่อกับแม่ของพวกเขากลับมาจากการฮันนีมูนพร้อมทำมื้อเย็นให้ทุกคนรวมทั้งลี่หยางรออยู่ก่อนแล้ว “สวัสดีครับพ่อ สวัสดีครับแม่ เป็นยังไงบ้างไปฮันนีมูนรอบนี้สนุกไหมครับ” หลิวเหว่ยเอ่ยถามลู่หลินกับหลีเหว่ย “ก็สนุกดีนะลูกเอาไว้ ถ้าลูกๆอยากไปคราวหน้ารอช่วงโรงเรียนปิดเทอมแล้วเราค่อยไปด้วยกันนะทั้งครอบครัวเลยนะ”หลีเหว่ยตอบบุตรชาย “แล้
หลีเหว่ยขับรถพาลู่หลินออกมาเที่ยวชมความงดงามทางธรรมชาติของหุบเขาและสายน้ำนีจูที่พาดผ่านเมืองซวนเหว่ย ก่อนจะตรงไปยังร้านอาหารท้องถิ่นเนื่องจากเลยเวลาเที่ยงมาเล็กน้อยแล้ว หลีเหวยพาลู่หลินมายังร้านอาหารท้องถิ่นร้านหนึ่งที่เขาค้นหาข้อมูลเจอว่าเป็นร้านอาหารขึ้นชื่อเป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นที่มีรสชาติในแบบดั้งเดิมซึ่งเขาคิดว่าภรรยาต้องชอบแน่ “ร้านนี้ดูเก่าแก่เป็นแบบท้องถิ่นขนานแท้เลยนะคะ”ลู่หลินเอ่ย พร้อมกับมองดูสภาพแวดล้อมโดยรวม ซึ่งเหมือนมาทานอาหารที่บ้านเพื่อนยังไงอย่างงั้น บรรยากาศของร้านเหมือนเป็นบ้านไม้หลังหนึ่งที่ค่อนข้างกว้างขวางกว่าบ้านทั่วไปที่ใช้อยู่อาศัยมี โต๊ะไม้ให้นั่งอยู่ราวสิบโต๊ะด้วยกันและส่วนใหญ่ก็เต็มหมด โชคดีที่มีคนเรียกเก็บเงินพอดีลู่หลินกับหลีเหว่ยจึงมีที่นั่ง “ที่รักเดี๋ยวผมจะสั่งอาหารให้คุณเอง ระหว่างนี้ทานของว่างรอง
หลังจากลู่หลินแต่งงานกับหลีเหว่ยมาได้กว่า 8 ปี ตอนนี้เธอก็มีบุตรชายให้เขาด้วยกัน 2 คนแล้ว คนโตอายุราว 8 ขวบชื่อเมิ่งห่าวหรานเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ 1 ส่วนคนเล็กอายุ 7 ขวบชื่อเมิ่งหลิวเหว่ยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่ 3 ซึ่งนับว่าโตมากพอที่จะปล่อยให้พ่อกับแม่ออกไปฮันนีมูนรอบที่ห้าที่หกกันได้โดยที่ไม่ต้องห่วงกังวลมากนักดังนั้นครั้งนี้หลีเหว่ยจึงอยากจะพาลู่หลินไปเยือนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มณฑลยูนนานที่ลู่หลินสนใจอยากจะไปดูวิธีการทำแฮมยูนนานและพวกการถนอมอาหารแบบดั้งเดิมมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือนเสียที เนื่องจากหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบของตนเองรวมทั้งหลีเหว่ยด้วยโดยเฉพาะช่วงที่มีบุตรชาย 2 คนในระยะแรกที่เรียกได้ว่ามีบุตรหัวปีท้ายปีลู่หลินใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลบุตรชายด้วยตัวเอง ทุ่มเทความรักแรงกายแรงใจทั้งหมด แม้นจะมีพี่เลี้ยงมาคอยช่วยเลี้ยงดูอยู่แล้ว แต่ลู่หลินก็ยังคงดูแลบุตรชายอย่างใกล้ชิดอยู่ดี ทำให้ไม่สามารถตัดใจไปที่ไหนไกลๆได้ แต่นั่นก็เป็นความสุขและความเต็มใจที่เธอยินดีทำยิ่งนักยูนนานอยู่ห่างจากปักกิ่งราวสองพันกิโลเมตร
วันต่อมาหลังจากเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นที่โรงแรมเยว่หมิงอัน ก็แทบจะไม่มีใครในปักกิ่งที่ไม่รู้เรื่องเลวๆที่เฉินเหม่ยลี่ได้กระทำเอาไว้ แต่ทางหลีเหว่ยขอความช่วยเหลือจากตำรวจให้ข่าวเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงแรมเยว่หมิงอันเมื่อคืน ไม่ให้พูดถึงคดีเก่าที่เขากับลู่หลินถูกวางยาเพราะไม่อยากให้ชื่อเสียงของลู่หลินเสียหาย ซึ่งทางตำรวจเข้าใจพร้อมร่วมมือเป็นอย่างดี“พวกหลานนี่ทำเรื่องอันตรายลับหลังพวกเราแบบนี้ไม่ดีเลยจริงๆนะ” ปู่เมิ่งเอ่ยขึ้น ในขณะที่วันนี้ได้เชิญครอบครัวสกุลเสิ่นมาทานข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านสกุลเมิ่งอย่างพร้อมหน้า“นั่นสิ มันอันตรายมากเลยนะเสี่ยวเหว่ย โชคดีที่หลินเอ๋อไม่เป็นอะไร” คุณนายเมิ่งกล่าวเสริมขึ้นอีกคน“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณอาเมิ่ง พี่ไฉ่หง ตอนนี้หลินเอ๋อก็สบายดีทุกอย่างไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียหายอะไรเลยนี่คะ” คุณนายเสิ่นแม่ของลู่หลินกล่าวขึ้น“นั่นสิครับ อีกอย่างผมเชื่อใจเสี่ยวเหว่ย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาย่อมปกป้องคุ้มครองลู่หลินได้เป็นอย่างดีแน่” นายท่านเสิ่นกล่าวเสริมอีกคน ส่วนลี่เฉินที่นั่งอยู่ด้ว
พนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์ที่เหม่ยลี่ซื้อตัวเอาไว้ นำแก้วเครื่องดื่มผสมยาชั่วร้ายที่เหม่ยลี่มอบให้เดินตรงไปที่ลู่หลินทันทีที่ได้รับสัญญาณจากเธอ“คุณผู้หญิงคะ รับเครื่องดื่มไหมคะ” พนักงานสาวถาม ในขณะเดียวกันบนถาดก็มีน้ำส้มเหลืออยู่เพียงแก้วเดียวเท่านั้น“ขอบใจจ้ะ” ลู่หลินกล่าวขอบคุณแล้วก็ยกแก้วน้ำส้มมาถือเอาไว้ในมือ ซึ่งเมื่อเหม่ยลี่เห็นแล้วก็ยิ้มด้วยความยินดีที่เหยื่อตกหลุมพรางเธออีกครั้ง‘ครั้งนี้ฉันไม่ปล่อยแกไปแน่นังลู่หลิน’ เหม่ยลี่คิดพร้อมยิ้มอย่างร้ายกาจหลังลู่หลินรับเครื่องดื่มมาแล้วก็หันหลังกลับไปสนใจขนมตรงหน้าต่อก่อนจะยกแก้วน้ำส้มขึ้นมาจิบนิดหนึ่ง ซึ่งเหม่ยลี่เห็นแล้วก็อารมณ์ดียิ่งนัก จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้สาวเสิร์ฟคนเดิมคอยจับตาลู่หลินเอาไว้ ส่วนเธอจะหาทางหลอกล่อหลีเหว่ยไปทางอื่นไม่นานนักลู่หลินก็เริ่มมีอาการมึน รู้สึกง่วงและอ่อนเพลียขึ้นมาทันที สาวเสิร์ฟคนเดิมรีบตรงเข้าไปช่วยพยุงเธอเอาไว้ ส่วนเหม่ยลี่ก็ทำทีเข้าไปดึงความสนใจของหลีเหว่ย โดยเอาเรื่องงานโครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าใหม่ของสกุลเฉินมาอ้าง ทำให้ค
ลู่หลินยื่นมือไปจับหน้าหลีเหว่ยซึ่งเธอยอมรับเป็นคนรักแล้วด้วยความเต็มใจ จากการกระทำที่เขาแสดงออกมาให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญและรักเธอมากแค่ไหน ช่วงนี้หลีเหว่ยเองก็มีโปรเจคงานก่อสร้างของรัฐบาลที่ต้องจัดการ ทำให้เขาค่อนข้างยุ่งและเหนื่อยไม่น้อย แต่เขาก็ยังแบ่งเวลามาอยู่กับเธอ บางครั้งบางคราวยังทำซุปบำรุงร่างกายมาส่งให้เธอถึงภัตตาคารเสิ่นอันด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ภัตตาคารหรือบ้านของเธอไม่ได้ขาดของบำรุงพวกนี้เลยสักนิด“หลีเหว่ย ขอบคุณนะคะที่แสดงให้ฉันเห็นว่าคุณมีความจริงใจต่อฉัน แต่ฉันเองก็อยากให้คุณคิดห่วงตัวเองบ้าง อย่าได้ฝืนร่างกายจนเกินไป ช่วงนี้คุณมีโปรเจคใหญ่ที่ต้องดูแล ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่มาพบฉันทุกวันก็ได้ค่ะ” ลู่หลินกล่าวด้วยความสงสารคนตัวโต“ฉันไม่ได้ฝืนอะไรเสียหน่อย แล้วที่ฉันมาเจอกับเธอทุกวันเป็นความต้องการจากใจของฉันล้วนๆ การได้อยู่กับเธอเป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยล่ะ”“ปากหวานจริงๆนะคะ”“งั้นต้องลองชิมดูหน่อยแล้ว” พูดจบหลีเหว่ยก็เอื้อมมือมาเชยคางเธอขึ้นมาก่อนจะกดริมฝีปากหยักหนาลงไปบนกลีบปาก







