Mag-log inสิ้นน้ำเสียงดุดัน เอ็มเจก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาใครสักคน
ฉันนั่งนิ่งด้วยความสับสน สรุปเมื่อกี้เขาพูดกับฉันรึเปล่านะ
นั่งขมวดคิ้ว มองหน้าเขาอย่างไม่แน่ใจนัก จนกระทั่งได้คำตอบที่กระจ่าง
ที่แท้เอ็มเจก็บ่นให้คนที่เพิ่งส่งข้อความมาหาเขานี่เอง และตอนนี้ดูเหมือนว่าคนตรงหน้ากำลังจะโทรไปเอ็ดคนปลายสายเรื่องไม่กินผัก
“ทำไมไม่กินผักครับ แล้วอย่างนี้จะโตได้ไงล่ะคนดี”
น่าแปลกที่น้ำเสียงแข็งกระด้างก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นมาทันที ถ้าให้เดา เขาคงคุยกับแฟนแน่ ๆ
น้ำเสียงว่าแปลกแล้ว รอยยิ้มและแววตาที่เผยให้เห็นถึงความอ่อนโยนดูแปลกยิ่งกว่า เท่าที่รู้จักและเคยเจอกัน ฉันไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ของเอ็มเจเลยสักครั้ง
เขายิ้มเป็นเหมือนกันแฮะ
“เลิกเรียนแล้วจะรีบกลับไปหานะ คิดถึงเหมือนกันครับ”
สิ้นประโยคเขาก็กดวางสาย ก่อนใบหน้าจะกลับสู่โหมดดุดันอีกครั้ง
พีทยักคิ้วให้เพื่อนสนิทของเขา ก่อนจะยิ้มน้อย ๆ คล้ายกับการแซว
“ต้องหวานขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“เออ”
เจ้าของใบหน้าขึงขังหันไปตอบเสียงห้วน ระหว่างที่หันกลับมาสนใจจานข้าวตัวเอง เขาก็ไม่ลืมแวะมองหน้าฉันแวบหนึ่ง
ใบหน้าเรียบนิ่งและสายตาอ่านยากที่มองกันให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก หรือฉันจะเคยรู้จักเขามาก่อนนะ
“เออ! ฝันหวาน วันเสาร์นี้เอ็มเจมันจะจัดงานวันเกิด แสนดีก็ไปนะ ฝันหวานไปด้วยกันสิ”
พีทเอ่ยชวนฉันในขณะที่เจ้าของวันเกิดเอาแต่นั่งเงียบ แถมยังก้มหน้าก้มตากินข้าวโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง แล้วอย่างนี้ฉันจะกล้าตอบตกลงได้ยังไง เจ้าของงานอยากให้ไปรึเปล่าก็ไม่รู้
อีกอย่างก็ได้ยินพี่ธีพูดว่าเสาร์นี้มีทำงานกลุ่มกับเพื่อน บางทีฉันอาจจะได้ไปช่วยเขาทำงานก็ได้
ตอบเป็นกลาง ๆ ไว้ก่อนละกัน
“เราไม่แน่ใจว่าจะว่างรึเปล่า เอาไว้เดี๋ยวบอกอีกทีนะ”
“โอเค แต่ถ้าว่างก็มานะ รับรองว่าสนุกแน่นอน”
พีทยิ้มกว้างก่อนจะตักข้าวเข้าปาก ส่วนฉันได้แค่ยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ
หลังทานข้าวอิ่มพวกเราก็แยกย้ายกลับคณะ ระหว่างเดินขึ้นตึก เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น
ฉันล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้ารักษ์โลกลวดลายธรรมชาติ หยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมา ดวงตาเพ่งไปยังหน้าจอแล้วยิ้มออกมาจนแก้มปริเมื่อเห็นว่าคนที่โทรเข้ามาเป็นใคร
“ค่ะพี่ธี”
[ฝันยุ่งอยู่รึเปล่าครับ พอดีพี่มีเรื่องอยากรบกวนฝันสักหน่อย]
“ฝันกำลังจะไปเรียนค่ะ พี่ธีมีเรื่องอะไรคะ”
[ฝันพอมีเงินให้พี่ยืมสักหมื่นห้าก่อนไหม พอดีไอแพดพี่พัง แล้วพี่ก็จำเป็นต้องใช้ทำงานกลุ่มด้วย ก็เลยว่าจะซื้อใหม่ แต่เงินไม่พอยังขาดอีกหมื่นห้า บัตรเครดิตที่พ่อให้มาก็รูดจ่ายค่าซ่อมรถจนเต็มวงเงินแล้วด้วย]
เท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดหยุดชะงักราวกับมีบางอย่างมาฉุดรั้งเอาไว้ หมื่นห้าไม่ใช่เงินน้อย ๆ เลยนะ
“เอ่อ...”
ฉันอึกอักเล็กน้อย กำกระชับสายกระเป๋าแน่นขึ้น
“พี่ธีต้องใช้ด่วนเลยเหรอคะ”
[ใช่ พี่จำเป็นต้องใช้จริง ๆ ถ้าฝันให้พี่ยืมก่อน พี่สัญญาว่าจะรีบหาเงินมาคืนให้เร็วที่สุดเลย]
ริมฝีปากเม้มแน่นขณะครุ่นคิดอย่างหนัก เงินเก็บของฉันมีพอให้ยืมก็จริง แต่นั่นเป็นเงินที่พ่อแม่ส่งให้สำหรับจ่ายค่าเทอม ถ้าฉันให้พี่ธีไปก่อน แล้วจะเอาเงินที่ไหนจ่าย
“คือว่า... ฝันมีอยู่ค่ะ แต่...”
[งั้นโอนเข้าพร้อมเพย์พี่เลยนะ ขอบคุณมากนะครับ ฝันน่ารักที่สุดเลย]
ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ เขาก็เอ่ยขอบคุณเสร็จสรรพและวางสายไปโดยไม่รอฟังคำตอบของฉันเลย
ฉันยืนค้างอยู่ตรงบันได ขณะมือยังจับโทรศัพท์ค้างอยู่แบบนั้น
น่ารักที่สุดงั้นเหรอ? เวลามีเรื่องให้ช่วยเขาก็พูดแบบนี้ทุกที
“เฮ่อ!”
ฉันถอนหายใจแผ่วเบา
พี่ธีเป็นคนใช้เงินเก่ง เขาเลี้ยงเพื่อนบ่อย ซื้อของแพง ๆ ตามใจตัวเองตลอด แต่ฉันก็ไม่เคยคิดจะปฏิเสธเวลาที่เขาขอความช่วยเหลือ
ก็เพราะเป็นแฟนกัน เลยอยากช่วยเขาเท่าที่จะทำได้ แม้บางครั้งจะรู้สึกว่ามันมากเกินไปก็ตาม
ฉันก้มมองหลักฐานการโอนเงินบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือแล้วถอนหายใจอีกครั้ง จากนั้นก็เดินขึ้นตึกเรียน ทว่าความรู้สึกหนักอึ้งกลับไม่ยอมจางหายไปจากอกเลยแม้แต่นิดเดียว สีหน้าเคร่งเครียดที่ปิดไม่มิดทำให้แสนดีที่นั่งรออยู่ก่อนหน้าเกิดความสงสัย
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ เมื่อเช้ายังดี ๆ อยู่เลย”
ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับเพื่อนสนิทที่มองมาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วพยายามฝืนยิ้ม
“เปล่านี่”
แต่ยิ่งฝืนกลับยิ่งดูมีพิรุธ เหมือนว่าแสนดีจะไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดเลยสักนิด
“ไม่จริงอะ ฝันดูเครียด ๆ นะ มีเรื่องอะไรรึเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่…”
เม้มปากอย่างลังเลว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แสนดีฟังดีไหม ถ้ายัยเพื่อนซี้รู้เข้าต้องโวยวายขึ้นมาแน่
ฉันถอนหายใจแรง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าจนได้
“พี่ธีโทรมายืมเงินน่ะ”
“อะไรนะ! ยืมเงินอีกแล้วเหรอ คราวก่อนที่ยืมไปห้าพันยังไม่ได้คืนไม่ใช่รึไง แล้วไหนจะครั้งนู้นอีก รวม ๆ แล้วตอนนี้ไม่เกือบสองหมื่นแล้วเหรอฝัน”
คิดไว้ไม่มีผิดว่าแสนดีต้องโวยวาย แต่ถ้าไม่เล่าให้ฟัง เธอก็ต้องคาดคั้นเอาคำตอบจนได้ ฉันก้มหน้างุดไม่กล้าพูดอะไรต่อ
“แล้วรอบนี้ยืมเท่าไหร่”
“หมื่นห้า”
“หา! หมื่นห้าเลยเหรอ”
ดวงตารีเรียวของสาวไทยเชื้อสายจีนเบิกกว้างขึ้นทันที แสนดีคงตกใจมากเพราะเงินหมื่นห้ามันไม่ใช่น้อย ๆ
ฉันพยักหน้าเบา ๆ
“แล้วฝันก็ให้ยืมเนี่ยนะ”
ฉันไม่ตอบ แต่ก้มลงมองโทรศัพท์ในมือแทน แม้ไม่ได้พูดอะไรออกไป แต่แสนดีก็คงพอเดาคำตอบได้จากท่าทางที่แสดงออก
“ฝันไม่คิดบ้างเหรอว่ามันเกินไป”
“พี่ธีจำเป็นต้องใช้น่ะ พี่เขาบอกว่าต้องซื้อไอแพด แล้วเงินไม่พอ”
“แล้วฝันคิดว่าเป็นเรื่องจริงเหรอ พี่ธีใช้เงินเปลืองจะตายฝันก็รู้ ทั้งเลี้ยงเพื่อน ซื้อของแพง ๆ เอาแต่ใช้เงินโดยไม่คิด แล้วสุดท้ายก็มาขอยืมฝันตลอด ฝันไม่เหนื่อยรึไง”
ฉันเงียบไปเพราะไม่รู้จะตอบยังไงดี ยอมรับว่าลึก ๆ ในใจก็คิดแบบเดียวกันกับที่แสนดีพูด แต่ฉันเป็นแฟนพี่ธีนี่นา ถ้าฉันไม่ช่วยเขาแล้วใครจะช่วย
“ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากให้ฝันช่วยนะ แต่นี่มันไม่ใช่ครั้งแรก และดูท่าแล้วก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วย ถ้าฝันยังให้พี่ธียืมเงินง่าย ๆ แบบนี้ ต่อไปก็คงจะยืมอีกเรื่อย ๆ”
ฉันเงยหน้ามองเพื่อนสนิทที่กำลังพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะหลุบตาลงต่ำอีกครั้ง
“เราแค่…”
พึมพำออกมาแผ่วเบา แค่ไม่อยากให้พี่ธีลำบาก แค่ไม่อยากให้เขาต้องเดือดร้อน ฉันคิดแค่นั้น
“เออ ๆ เราไม่พูดแล้วก็ได้”
แสนดีถอนหายใจ ก่อนจะยกมือลูบแขนฉันเบา ๆ เพื่อปลอบประโลมคงเพราะไม่อยากให้ฉันคิดมาก
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่พยักหน้า ก่อนที่ความเงียบจะโรยตัวล้อมรอบเราสองคนไปครู่หนึ่ง และเป็นจังหวะที่อาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียนพอดี บทสนทนาของเราจึงจบลงเพียงเท่านั้น
พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร
เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห
พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ
ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”
หลังจากขอฝันหวานแต่งงาน สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปคือเดินทางไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เราสองคนเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า ใช้เวลาราว ๆ ห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงจังหวัดพิษณุโลกเกือบบ่ายสอง ความจริงผมอยากขับรถพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ฝันหวานก็ดื้อดึงไม่ยอมนั่งมาด้วย เธอบอกอยากนั่งรถไฟกลับบ้านมากกว่า ประมาณว่าอยากได้ฟีลเหมือนสมัยเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ อะไรทำนองนั้น รถไฟสายเหนือเทียบชานชาลาอย่างเชื่องช้า เสียงเบรกครูดโลหะปลุกให้ผมตื่นจากงีบสั้น ๆ ฝันหวานหันมายิ้มให้ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถึงแล้ว” เราสองคนก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งใบ จากสถานีรถไฟยังต้องต่อรถอีกหลายต่อกว่าจะถึงบ้านของเธอ ฝันหวานไม่ยอมให้ผมเช่ารถ เธอยืนยันว่าอยากนั่งรถโดยสารประจำทางเหมือนสมัยที่ยังเรียนมัธยม “นั่งรถโดยสารลมเย็นดีออก” ผมก็เลยยอมจำนนนั่งเบียดกับเธอในรถสองแถวคันเก่า เครื่องยนต์กระหึ่มลั่นฝ่าอากาศเย็น ลมปะทะหน้าแรงแต่ให้ความสดชื่น ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่ง
ฉันหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำออกจากคอนโดของเอ็มเจทันทีที่เห็นข้อความที่เขาส่งมา เขาบอกว่าจะออกไปทำธุระโดยไม่ได้บอกว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร เอ็มเจเป็นแบบนี้มาสองสัปดาห์ แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ ฉันไม่อยากเป็นคนงี่เง่า ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้ระแวงในสายตาเขา แต่เมื่อเช้าหลังจากที่ได้ยินประโยคสารภาพรักและคำขอแต่งงานที่เอ็มเจพูดกับคนในโทรศัพท์ ฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที ที่แท้เอ็มเจก็มีคนใหม่แล้ว และเขาก็กำลังขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ารักของเรามันเริ่มจืดจางลงไปตอนไหน ไม่รู้ว่าเราไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขากับผู้หญิงคนนั้นไปรักกันได้ยังไง สติที่หลุดลอยบวกกับความรู้สึกเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจ ทำให้ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ฉันควรอยู่ที่นี่ต่อแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือควรออกไปจากชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนี้ หลังเอ็มเจออกจากห้องไปฉันก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น มันเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจราวกับถูกใครบางคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ ฉันไม่มีหน้าอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ เ







