เข้าสู่ระบบ@Nebula pup
เสียงเพลงจังหวะครื้นเครงดังกระหึ่มไปทั่วผับหรูใจกลางเมือง แสงไฟสีสันฉูดฉาดส่องวูบวาบเข้ากับบรรยากาศของค่ำคืนแห่งความสนุกสนาน
ไอ้พีทมันชวนผมมานั่งแดกเหล้าในผับของรุ่นพี่ที่รู้จัก ผับนี้ค่อนข้างหรูและเลือกคนเข้ามาใช้บริการ นอกจากมีเงินแล้วหน้าตาต้องดีด้วยถึงเข้าได้
ไม่รู้ไอ้เจ้าของผับมันไปเอาหลักเกณฑ์แบบนี้มาจากไหน แต่คนเข้ามาเที่ยวเสือกเยอะฉิบหาย
ผมเอนหลังพิงพนักโซฟา สูบบุหรี่พ่นควันสีขาวออกเป็นสาย แม้ที่นี่จะห้ามสูบบุหรี่ในผับ และมีจุด Smoking area ไว้คอยบริการอยู่ด้านนอก แต่สำหรับห้องวีไอพีเป็นข้อยกเว้น
ก็ขนาดไอ้เจ้าของผับมันยังสูบในนี้ได้ ทำไมผมจะสูบบ้างไม่ได้ล่ะ
“แค่หลานไม่ยอมกินผัก ถึงกับต้องรีบไปหาเลยเหรอวะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า”
ไอ้พีทมันแซวไม่เลิกตั้งแต่ในคาบเรียนแล้ว แถมมันยังเอามาเล่าต่อในวงเหล้าอีกต่างหาก เรื่องที่เมื่อเช้าพี่สาวผมส่งข้อความมาบอกว่าน้องเจ้าขา หลานสาวสุดที่รักไม่ยอมกินผัก เด็กน้อยพูดเพียงแค่ว่ารอให้น้าเจป้อนถึงจะยอมกิน ในฐานะคุณน้าที่แสนดีผมเลยต้องรีบไปหาหลานสาวก็แค่นั้น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ไปหนักส่วนไหนของหัวมัน แม่งแซวอยู่ได้
ผมนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ใส่ไอ้พีทและไอ้พี่ ‘เสือ’ เจ้าของผับจอมเสือก เลือกกระดกเหล้าลงคอดีกว่าพูดกับพวกมัน
“ใครจะคิดว่าไอ้ผู้ชายน่าโหดแบบมึง จะมีมุมมุ้งมิ้งเวลาอยู่กับหลานวะ”
ไอ้พี่เสือพูดผสมโรงพร้อมกับหัวเราะลั่น อารมณ์ดีเกินเหตุราวกับคนเล่นยา
ดูท่าแล้วคงอัปมาเต็มคาราเบล
ผมส่ายหน้าพลางยกแก้วเหล้าขึ้นมาอีกครั้ง นั่งแดกเงียบ ๆ ดีกว่า
ขณะผมกำลังนั่งนิ่งทิ้งความสนใจจากทุกสิ่งไปที่โทรศัพท์มือถือ เพิ่งจะเปิดหน้าจอยังไม่ทันไร ไอ้พีทที่ยืนอยู่ตรงผนังกระจกก็พูดโพล่งขึ้นมา
“ไอ้เจ มึงมาดูนี่”
เพื่อนซี้กวักมือไว ๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังโต๊ะด้านล่างซึ่งตรงนั้นมีเหล่านักท่องราตรียืนเบียดเสียดแน่นขนัด
ผมมองมันอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ไอ้เพื่อนรักก็กวักมือไม่หยุด สุดท้ายจึงต้องลุกจากโซฟาแล้วเดินไปหามันจนได้
“มีไรวะ”
ถามมันแล้วมองไปยังด้านล่างตรงจุดที่ไอ้พีทชี้บอก ก่อนสายตาจะหยุดตรงคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคนที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี
‘ไอ้ธีรัช’
มันกำลังยืนโอบเอวผู้หญิงคนหนึ่ง มืออีกข้างยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบ ใบหน้ากวนโมโหนั่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี สาวสวยคนนั้นยืนแนบกับมันจนแทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว
“กูแม่งโคตรสงสารฝันหวานเลยว่ะ ทำไมคนดี ๆ เรียบร้อย น่ารักอย่างฝันหวานต้องมาเจอผู้ชายเหี้_ย ๆ อย่างไอ้ธีด้วยวะ”
สิ้นคำพูดไอ้พีทก็ส่ายหน้าไปมา หลายครั้งที่พวกผมเห็นไอ้ธีมากินเหล้ากับผู้หญิง มาทุกครั้งก็ชอบทำตัวโชว์ป๋าอวดรวย ทั้งที่ความจริงครอบครัวของมันแทบไม่มีจะแดกอยู่แล้ว
ถามว่าผมรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ
ไม่มีเรื่องไหนที่ผมอยากรู้แล้วไม่ได้รู้
พ่อของไอ้ธีรัชเป็นพนักงานบริษัท ทำงานได้เงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่นบาท อุตส่าห์ทำงานหาเงินส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยดี ๆ ซื้อรถยนต์ให้ขับขี่ไปไหนมาไหนได้สะดวก แถมยังเช่าคอนโดให้อยู่อีกต่างหาก แทนที่มันจะสำนึก กลับเอาเงินพ่อแม่มาผลาญเล่น เห็นแล้วเหนื่อยใจแทน
เหนื่อยใจแทนยัยนั่นด้วย
“เอาไงดีวะ มึงว่าเราโทรไปบอกฝันหวานดีป้ะ”
ไอ้พีทถามความเห็น ผมยืนนิ่งใช้ความคิดครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ไอ้พี่เสือจอมเสือกก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“จะบอกทำไม แฟนเขาทะเลาะกันเดี๋ยวเดียวก็คืนดีแล้ว ทีนี้พวกมึงก็กลายเป็นหมา”
ฟังแป๊บเดียวเสือกรู้เรื่องซะด้วย สมแล้วกับฉายาเสือจอมเสือก
ผมเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ แล้วเดินกลับมานั่งที่โซฟาตามเดิม ระหว่างนั้นผมเห็นไอ้พีทมันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปไอ้ธีเก็บไว้
ความจริงพวกผมรู้เรื่องเลวระยำของไอ้ธีรัชหมดทุกอย่าง ดูท่าแล้วมันคงไม่ได้จริงจังกับยัยนั่นสักเท่าไหร่ เหมือนจะหลอกใช้ไปวัน ๆ มากกว่า
ไม่ใช่ว่าพวกผมไม่อยากบอกเรื่องนี้ให้ยัยนั่นรู้นะ แต่หลายครั้งที่ไอ้พีทพยายามจะพูด ทว่าดูเหมือนคุณเธอจะหลงแฟนจนแทบโงหัวไม่ขึ้น ขืนพูดไปมีแต่จะได้แดกอาหารหมาอย่างที่ไอ้พี่เสือว่า
คนมันรักจนไม่ลืมหูลืมตาอันนี้ก็พอเข้าใจได้แหละ
ผมมองไปที่ไอ้พีทซึ่งกำลังหลุดเสียงหัวเราะเบา ๆ สายตายังคงจับจ้องคนที่ทำตัวเป็นพวกสายเปย์ท่ามกลางสาว ๆ ด้วยความสมเพช
“กูว่าพวกเราไปหาอะไรสนุก ๆ ทำดีกว่าว่ะ”
เพื่อนซี้เสนอขณะหันมายักคิ้วแล้วยิ้มให้ผม แค่มองตาก็รู้ทันทีว่าใจมันกำลังคิดเรื่องไม่ดีอยู่
ผมยักยิ้มแล้วพยักหน้าตอบรับอย่างทันควัน เรื่องเลว ๆ อะงานถนัดเลย
“เฮ้ย ๆ พวกมึงจะทำเชี่ยอะไรกัน ก็อย่าให้มีปัญหามาถึงกูนะเว้ย”
ไอ้เจ้าของผับรีบพูดดักคอ คงเพราะไม่อยากให้มีปัญหาหรือเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในผับของตัวเอง เดี๋ยวกระทบกับชื่อเสียงของร้าน
“เออน่า! ไม่มีปัญหาแน่นอน”
“มึงน่ะไม่เท่าไหร่หรอกไอ้พีท แต่ไอ้นั่นน่ะดิ กูแม่งไม่ค่อยไว้ใจมันเลย”
พี่เสือตวัดสายตาพลางบุ้ยปากมาทางผม ทำอย่างกับว่าผมเป็นพวกชอบหาเรื่องคนอื่นอย่างไรอย่างนั้น
“ทุกทีผมก็อยู่ของผมดี ๆ ไม่เคยไปหาเรื่องใครก่อน”
“มึงไม่ไปหาเรื่องใครก่อน แต่หน้ามึงโคตรอ้อนตีนเลยไอ้สัสเจ”
“เออ! ไม่มีเรื่องหรอกน่า ไว้ใจพวกผมได้”
ไอ้พีทพูดตัดบท พี่เสือพยักหน้าเออออตามน้ำ เหมือนขี้เกียจพูดกับคนมึน ๆ อย่างพวกผม แถมยังยอมร่วมมือสั่งให้ลูกน้องเคลียร์โต๊ะข้าง ๆ โต๊ะไอ้ธีให้ว่าง
ไม่นานพวกผมก็เดินออกมาจากห้องวีไอพี แล้วลงไปยังชั้นล่าง ดวงตาสองคู่เพ่งเล็งไปยังโต๊ะเป้าหมายทันที
มาถึงไอ้พีทก็สั่งเหล้าราคาแพงที่สุดในร้าน พร้อมกับขนมขบเคี้ยวหลายอย่าง กระดกเหล้าลงคอได้ไม่เท่าไหร่เพื่อนผมก็ส่งสายตาเจ้าชู้ไปให้ผู้หญิงของไอ้ธี
แล้วฝ่ายนั้นก็เสือกเล่นด้วยซะด้วยสิ
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นตรงมุมปากของไอ้พีททันทีที่ผู้หญิงคนนั้นเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง ดวงตาหวานฉ่ำของเธอฉายแววสนใจไม่น้อย ปากอิ่มสีแดงสดยกยิ้มบาง ๆ ขณะจิบเหล้าก็ปรายตามองเพื่อนผมเป็นระยะ ก่อนที่จู่ ๆ แม่สาวเจ้าเสน่ห์จะหันมาทางผม
“ดูท่าเธอจะสนใจมึงมากกว่ากูว่ะ มึงต้องแสดงฝีมือแล้วล่ะเพื่อน”
ไอ้พีทกระซิบเสียงเบา ในขณะที่ผมยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเพ่งมองไปยังคนที่กำลังทอดสะพานมาให้ ทั้งที่มีวงแขนของไอ้ธีโอบเอวเธออยู่
เหอะ! สันดานเหมือนกันทั้งคู่ ความจริงก็เหมาะสมกันอยู่นะ
ถ้าไม่ติดว่าต้องเอาคืนแทนยัยนั่น ผมคงจะปล่อยให้ทั้งคู่ได้กันจนสาสมใจ
ผมโปรยยิ้มให้หญิงสาว ในขณะที่ไอ้ธีเริ่มหันมาทางพวกผม สีหน้ามันฉายแววไม่พอใจนิด ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร สงสัยมันจำพวกผมไม่ได้มั้ง
ก็แหงสิ มันไม่เคยใส่ใจแฟนตัวเองเลยนี่นา ถ้าจะจำเพื่อนแฟนไม่ได้ก็คงไม่แปลก
เริ่มดึกบรรยากาศเริ่มครึกครื้น สาว ๆ เริ่มออกสเต็ปให้ท่า จังหวะที่ไอ้ธีเผลอผมจึงยกแก้วขอชนกับพวกเธอ รวมถึงแม่สาวเจ้าเสน่ห์ข้างกายมันด้วย
แน่นอนว่าฝ่ายหญิงก็ยอมเล่นด้วย เธอคลี่ยิ้มแล้วค่อย ๆ ยกแก้วของตัวเองขึ้นตอบรับ
ผมเห็นไอ้ธีชักสีหน้าไม่พอใจ มันทำหน้าดุใส่ผู้หญิงของตัวเอง ก่อนจะขยับตัวประชิดกับเธอแนบแน่นกว่าเดิมเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ แต่สายตาของสาวเจ้ากลับมองมาที่ผมอย่างไม่ลดละ
เหยื่อติดกับแล้ว คราวนี้ก็เหลือแค่รอดูคู่รักทะเลาะกัน
“ไอ้ธีเริ่มออกอาการแล้วว่ะ”
เพื่อนซี้เอียงหน้ามากระซิบ ผมยกยิ้มก่อนจะหันไปทางหญิงสาว ส่งยิ้มโปรยเสน่ห์ปิดจ๊อบ เธอยิ้มตอบทันทีโดยไม่สนใจท่าทางเดือดดาลของไอ้ธี
“เมื่อกี้ทำอะไร ยิ้มให้มันเหรอ”
ไอ้ธีเปล่งคำพูดอย่างไม่พอใจ เสียงดังมากจนผู้คนรอบข้างหันไปมองมันด้วยความสงสัย
“ยิ้มอะไร หนูไม่ได้ยิ้มสักหน่อย”
“อย่ามาตอแหล เมื่อกี้กูเห็นอยู่ว่ามึงยิ้มให้มัน”
นอกจากจะพ่นคำพูดหยาบคายออกมา มันยังบีบต้นแขนเรียวเล็กของเธอแน่น ดวงตาคมฉายแววโทสะแรงกล้า ผู้หญิงคนนั้นเบ้หน้าเจ็บปวดขณะพยายามแกะมือหนา ๆ นั่นออก
จังหวะนี้แหละ ที่พระเอกขี่ม้าขาวอย่างผมจะได้แสดงตัว
“เฮ้ย! มึงกำลังทำผู้หญิงเจ็บนะ”
พยายามพูดเสียงนุ่มทุ้มอย่างผู้ชายอ่อนโยนแต่หน้าเสือกไม่ให้
ไอ้ธียอมปล่อยมือจากผู้หญิง ผมจึงอาศัยจังหวะนี้คว้าตัวเธอมาไว้ด้านหลัง ประจันหน้ากับมันเพื่อปกป้องสตรี
“นอกจากชอบยุ่งกับเมียคนอื่น มึงยังชอบเสือกด้วยสินะ”
คนตรงหน้าเอ่ยเต็มปากเต็มคำว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเมียมัน แล้วยัยนั่นเป็นอะไรวะ
จังหวะนี้ผมไม่สนห่าเหวอะไรแล้ว เปิดก่อนแม่งเลยดีกว่า
ผลัวะ!!! ผลัวะ!!!
ผมซัดหน้าไอ้ธีไปสองหมัดจนมันหน้าหงายล้มไปกองกับพื้น พอมันทำท่าจะตั้งหลักได้ ไอ้พีทก็กระทืบมันต่ออีกสองสามครั้ง
ผมกะว่าจะเข้าไปกระทืบซ้ำอีกสักหน่อย แต่ไอ้พี่เสือเสือกปล่อยให้การ์ดของผับเข้ามาแยกไวจัด
ไอ้ธีถูกลากตัวออกไปด้านนอก ส่วนเด็กเส้นอย่างพวกผมลอยตัว
หลังเอาคืนแทนยัยนั่นได้สำเร็จผมก็หันไปแปะมือกับไอ้พีท ตั้งท่าจะเดินกลับไปยังห้องวีไอพีเพื่อฉลอง แต่ถูกสาวสวยที่ผมแกล้งช่วยชีวิตคว้าข้อมือไว้
เธอส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มชนิดที่ผู้ชายคนไหนเห็นเป็นต้องใจสั่น
“ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้พี่ช่วยไว้เนเน่คงแย่”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ไม่เป็นไรไม่ได้ค่ะ ยังไงเนเน่ต้องตอบแทนพี่ คืนนี้เนเน่ขอไปกับพี่ได้ไหมคะ”
ผมยกยิ้มมุมปาก ใช้มือเกลี่ยไล้ปอยผมของเธออย่างอ่อนโยน โน้มใบหน้าเข้าใกล้ใบหูเล็ก จากนั้นก็กระซิบบอกเธอไปว่า
“ผมก็อยากนะ แต่ผมไม่ชอบกินของเน่าว่ะ”
พูดจบก็เดินตามหลังไอ้พีทซึ่งเดินนำหน้าทิ้งห่างไปไกลแล้ว โดยไม่ได้หันไปสนใจว่าผู้หญิงที่เรียกแทนตัวเองว่าเนเน่มีท่าทียังไง
ก็อย่างที่บอกแหละ ผมไม่ชอบกินของเน่า ๆ ไง
พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร
เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห
พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ
ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”
หลังจากขอฝันหวานแต่งงาน สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปคือเดินทางไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เราสองคนเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า ใช้เวลาราว ๆ ห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงจังหวัดพิษณุโลกเกือบบ่ายสอง ความจริงผมอยากขับรถพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ฝันหวานก็ดื้อดึงไม่ยอมนั่งมาด้วย เธอบอกอยากนั่งรถไฟกลับบ้านมากกว่า ประมาณว่าอยากได้ฟีลเหมือนสมัยเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ อะไรทำนองนั้น รถไฟสายเหนือเทียบชานชาลาอย่างเชื่องช้า เสียงเบรกครูดโลหะปลุกให้ผมตื่นจากงีบสั้น ๆ ฝันหวานหันมายิ้มให้ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถึงแล้ว” เราสองคนก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งใบ จากสถานีรถไฟยังต้องต่อรถอีกหลายต่อกว่าจะถึงบ้านของเธอ ฝันหวานไม่ยอมให้ผมเช่ารถ เธอยืนยันว่าอยากนั่งรถโดยสารประจำทางเหมือนสมัยที่ยังเรียนมัธยม “นั่งรถโดยสารลมเย็นดีออก” ผมก็เลยยอมจำนนนั่งเบียดกับเธอในรถสองแถวคันเก่า เครื่องยนต์กระหึ่มลั่นฝ่าอากาศเย็น ลมปะทะหน้าแรงแต่ให้ความสดชื่น ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่ง
ฉันหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำออกจากคอนโดของเอ็มเจทันทีที่เห็นข้อความที่เขาส่งมา เขาบอกว่าจะออกไปทำธุระโดยไม่ได้บอกว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร เอ็มเจเป็นแบบนี้มาสองสัปดาห์ แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ ฉันไม่อยากเป็นคนงี่เง่า ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้ระแวงในสายตาเขา แต่เมื่อเช้าหลังจากที่ได้ยินประโยคสารภาพรักและคำขอแต่งงานที่เอ็มเจพูดกับคนในโทรศัพท์ ฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที ที่แท้เอ็มเจก็มีคนใหม่แล้ว และเขาก็กำลังขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ารักของเรามันเริ่มจืดจางลงไปตอนไหน ไม่รู้ว่าเราไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขากับผู้หญิงคนนั้นไปรักกันได้ยังไง สติที่หลุดลอยบวกกับความรู้สึกเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจ ทำให้ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ฉันควรอยู่ที่นี่ต่อแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือควรออกไปจากชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนี้ หลังเอ็มเจออกจากห้องไปฉันก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น มันเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจราวกับถูกใครบางคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ ฉันไม่มีหน้าอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ เ







