LOGINฉันทิ้งกายลงบนเตียงขนาดเล็กภายในห้องนอน หลังจากพยายามโทรหาพี่ธีอยู่หลายรอบ นอกจากอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับสายเขายังไม่ตอบกลับข้อความที่ฉันส่งไปราว ๆ สิบข้อความได้
ความจริงพี่ธีก็บอกไว้แล้วล่ะว่าวันนี้มีนัดทำงานกลุ่มกับเพื่อน อาจไม่มีเวลาตอบแชตหรือรับโทรศัพท์ แต่ฉันก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี กลัวว่าเขาจะทำงานจนไม่มีเวลาได้พัก
ช่วงนี้พี่ธีทำงานหนักจนพวกเราไม่มีเวลาได้คุยกัน วันเสาร์ที่จะถึงนี้ ฉันกะว่าจะชวนพี่ธีทำอาหารกินที่ห้องตามประสาคนเป็นแฟน
พอคิดขึ้นมาก็พานให้ยิ้มจนแก้มปริ ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความ ‘ฝันดีนะคะ’ ไปให้เขา จากนั้นก็ปิดเครื่องมือสื่อสารแล้ววางมันไว้ข้างเตียงนอน ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดสวิตช์โคมไฟแล้วทิ้งศีรษะหนุนหมอน หวังว่าคืนนี้ฉันจะนอนหลับฝันดีเหมือนอย่างที่เพิ่งอวยพรอีกคนไป
วันต่อมา
วันนี้ฉันตื่นแต่เช้ามาทำข้าวผัดกะเพราหมูสับสองกล่อง กล่องหนึ่งตั้งใจเอาไปฝากแสนดี รายนั้นได้กินทีไรก็ชมทุกทีว่าฝีมือทำอาหารของฉันเยี่ยมยอดที่สุด ส่วนอีกกล่องตั้งใจเอาไว้ว่าจะเอาไปฝากพี่ธีที่คณะ
พี่ธีกับฉันเรียนคนละคณะกัน ฉันเรียนอยู่คณะบริหาร ส่วนพี่ธีเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ แม้ตึกเรียนจะอยู่ไกลกันแต่มันไม่ใช่อุปสรรคเลย ทุกครั้งที่พี่ธีไหว้วานให้ช่วยซื้อของสำหรับทำงานไปให้ ฉันใช้เวลาแป๊บเดียวก็เดินถึงคณะของเขาแล้ว
เดินอารมณ์ดีเข้าไปยังตึกเรียนของคณะวิทยาศาสตร์ จากนั้นก็กวาดตามองหาแฟนตัวเอง ในขณะที่พยายามกดโทรหาเขาไปด้วย
‘ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก’
ทำไมปิดเครื่องล่ะ
“ฝันหวาน!!”
เสียงเข้มคุ้นเคยเอ่ยเรียกชื่อฉันจากทางด้านหลัง ฉันกลับหลังหันอย่างรวดเร็วพร้อมแสดงรอยยิ้มอย่างดีใจ ทว่าต้องรีบหุบยิ้มทันทีที่เห็นว่าคนตรงหน้าเดินควงแขนมากับผู้หญิงคนหนึ่ง
“มาทำไม”
พี่ธีถามเสียงดุ สีหน้าและแววตาแสดงออกชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์ที่เห็นหน้าฉัน
แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร เขาก็ลากฉันไปตรงใต้ต้นไม้ใหญ่
“มาทำไม เคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าถ้าพี่ไม่ได้สั่งก็ไม่ต้องมาที่นี่”
“ฝันแค่จะเอาข้าวมาให้พี่ค่ะ”
“เอาข้าวมาให้หรือจะมาทวงเงินกันแน่”
“ฝันไม่ได้จะมาทวงเงินนะคะ ฝันแค่จะแวะเอาข้าวมาให้พี่จริง ๆ นี่ไงคะ”
ฉันยกกล่องข้าวขึ้นมาเพื่อยืนยัน ทว่าเพียงเสี้ยววินาที มันก็ร่วงลงพื้นเมื่อถูกคนตรงหน้าปัดทิ้งอย่างไม่ไยดี
“พี่พูดว่าอยากกินเหรอ แล้วจำเอาไว้ด้วยนะ อย่ามาหาพี่ที่นี่โดยพลการอีก พี่ไม่ชอบ”
สิ้นประโยคพี่ธีก็เดินเข้าไปในตึกโดยไม่สนใจว่าฉันจะรู้สึกอย่างไร
ฉันยืนนิ่ง มองกล่องข้าวที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกชาไปทั้งร่าง
นักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมาพากันซุบซิบแล้วเปล่งเสียงหัวเราะคิกคักราวกับเห็นฉันเป็นตัวตลก ตอนนี้หัวใจเหมือนถูกบีบแน่นจนเจ็บไปหมด
ฉันกะพริบตาถี่ ๆ ไล่ความรู้สึกร้อนผ่าวที่กำลังเอ่อคลอในดวงตา แล้วก้มลงเก็บกล่องข้าวที่พี่ธีปัดทิ้ง มือสั่นเทาพยายามตะกุยเศษข้าวที่หกบนพื้นใส่ถุงพลาสติกอย่างลวก ๆ
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้ ๆ ฉันเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลมากนัก ดวงตาที่มองมาดูเป็นห่วง
ฉันรีบส่ายหน้า ส่งยิ้มบาง ๆ ไปให้ ทั้งที่รู้ดีว่ามันคงดูไม่เหมือนรอยยิ้มสักเท่าไหร่
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ตอบเสียงเบาแล้วรีบลุกขึ้นยืน มือกำถุงข้าวที่เลอะเทอะไว้แน่น ก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ก้อนสะอื้นจุกอยู่ลำคอ พยายามบอกตัวเองว่าอย่าร้องไห้ อย่าอ่อนแอ แต่ขาทั้งสองข้างกลับสั่นจนแทบพยุงตัวเองไม่ไหว
ระหว่างนั้นก็ตั้งคำถามมากมายเอาไว้ในใจ ทำไมพี่ธีถึงพูดแบบนั้น ทำไมเขาต้องตะคอกเหมือนรำคาญ ทำไมต้องปัดกล่องข้าวของฉันทิ้ง หรือฉันทำอะไรให้เขาโกรธ หรือเขาโกรธที่ฉันฝ่าฝืนคำสั่ง มาหาเขาที่คณะโดยพลการ หรือความจริงแล้ว...เขาไม่ได้รักฉันกันแน่
ฉันหอบหิ้วร่างกายอ่อนแรงเดินกลับคณะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนม้านั่งหินอ่อนหน้าตึก ทั้งที่ในใจเจ็บปวดแต่ร่างกายกลับรู้สึกชาวาบไปทุกส่วน เหมือนน้ำตาจะไหลแต่มันก็ไม่ไหล
“ฝันหวาน”
เสียงแสนดีตะโกนเรียกฉันมาแต่ไกล เธอยิ้มนำมาก่อนพร้อมกับโบกไม้โบกมือให้ ฉันยิ้มตอบกลับ ระหว่างนั้นก็พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เพราะไม่อยากให้แสนดีรู้เรื่องที่เกิดขึ้น
“กินข้าวมารึยัง เราทำข้าวกล่องมาเผื่อด้วยนะ”
พูดขึ้นพร้อมกับยื่นกล่องข้าวไปวางไว้ตรงหน้าเพื่อนสนิท แสนดีเปิดฝากล่องสูดดมกลิ่นหอมของผัดกะเพราที่ฉันตั้งใจผัดมาอย่างสุดฝีมือ เพื่อนสาวยิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจ
ต่างจากอีกคน
“หอมมากเลย ขอบคุณนะเพื่อนรัก”
พูดจบแสนดีก็ตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ สงสัยจะชอบมาก
เธอกินไปพูดไปฉันกลัวว่าข้าวจะติดคอเลยเปิดขวดน้ำที่เพิ่งซื้อมาส่งให้เพื่อน
“ค่อย ๆ กินหน่อยเดี๋ยวก็ติดคอหรอก”
“ขอบคุณนะ ฝันใจดีที่หนึ่งเลย”
แสนดียกขวดน้ำกระดกดื่ม ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“เอ้อ! พรุ่งนี้เอ็มเจจะจัดงานวันเกิดที่ผับ มันบอกให้เราชวนฝันไปด้วยนะ”
“เอ็มเจเป็นคนบอกให้ชวนเหรอ”
“อือฮึ”
ตอนอยู่ต่อหน้าไม่เห็นเขาจะพูดอะไรเลย เอ็มเจเป็นคนชวนจริง ๆ หรือความจริงแล้วฉันกำลังจะโดนแสนดีหลอกให้ไปเป็นเพื่อนเนี่ย
ฉันนั่งเท้าคางกับโต๊ะทำท่าทางลังเล
“ไปด้วยกันนะ ๆ ๆ”
เดิมทีพรุ่งนี้ฉันตั้งใจจะชวนพี่ธีทำอาหารกินที่ห้อง พอเกิดเหตุการณ์เมื่อเช้าสงสัยคงต้องล้มเลิกความคิด แล้วเปลี่ยนใจไปร่วมงานวันเกิดเอ็มเจแทนซะแล้ว
“ไปก็ได้”
เพื่อนสนิทยิ้มดีใจ ขยับมานั่งเบียดเสียดพร้อมกับกอดฉันยกใหญ่ อะไรจะดีใจปานนั้น
ฉันหัวเราะให้กับท่าทางของแสนดี จนลืมเรื่องเครียด ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท
เช้าวันเสาร์ ฉันนัดกับแสนดีที่ห้างสรรพสินค้าละแวกมหาวิทยาลัย พวกเราจะไปหาซื้อชุดสำหรับใส่ไปร่วมงานวันเกิดของเอ็มเจคืนนี้ เลือกกันอยู่หลายร้านแต่ยังไม่ถูกใจสักที แสนดีจึงชวนฉันไปอีกห้างที่หรูหรากว่า เราสองคนนั่งรถแท็กซี่มาถึงภูริวัฒน์พาราไดซ์ ฉันเดินเข้าไปในห้างอย่างตื่นตาตื่นใจ ที่นี่ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริง ๆ “ตอนเดินเข้ามาสังเกตเห็นอะไรบ้างไหม” จู่ ๆ แสนดีก็เอ่ยถามขึ้นมา นอกจากความยิ่งใหญ่ของห้างสายตาก็ไม่ได้สังเกตอะไรเลย ฉันส่ายหน้าเบา ๆ ตอบเพื่อน “ชื่อห้างไง” “ชื่อห้าง? ทำไมเหรอ” “ภูริวัฒน์ไง คุ้น ๆ บ้างไหม” ฉันย่นคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าอีกครั้ง แสนดีพ่นลมหายใจใส่ฉันพลางยกมือขึ้นมาเท้าเอวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ “ก็นามสกุลของเอ็มเจไงล่ะ” “นามสกุลของเอ็มเจ? งั้นก็หมายความว่า...” “ใช่ เอ็มเจเป็นทายาทของภูริวัฒน์พาราไดซ์ที่มีอยู่เกือบยี่สิบสาขาทั่วประเทศ แต่ฝันไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก ปกติก็ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้ พอดีเอ็มเจมันเป็นพวกอินโทรเวิร์ดน่ะ ไม่แสดงตัวแล้วก็ไม่เคยบอกใคร ถ้าพี
ฉันทิ้งกายลงบนเตียงขนาดเล็กภายในห้องนอน หลังจากพยายามโทรหาพี่ธีอยู่หลายรอบ นอกจากอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับสายเขายังไม่ตอบกลับข้อความที่ฉันส่งไปราว ๆ สิบข้อความได้ ความจริงพี่ธีก็บอกไว้แล้วล่ะว่าวันนี้มีนัดทำงานกลุ่มกับเพื่อน อาจไม่มีเวลาตอบแชตหรือรับโทรศัพท์ แต่ฉันก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี กลัวว่าเขาจะทำงานจนไม่มีเวลาได้พัก ช่วงนี้พี่ธีทำงานหนักจนพวกเราไม่มีเวลาได้คุยกัน วันเสาร์ที่จะถึงนี้ ฉันกะว่าจะชวนพี่ธีทำอาหารกินที่ห้องตามประสาคนเป็นแฟน พอคิดขึ้นมาก็พานให้ยิ้มจนแก้มปริ ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความ ‘ฝันดีนะคะ’ ไปให้เขา จากนั้นก็ปิดเครื่องมือสื่อสารแล้ววางมันไว้ข้างเตียงนอน ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดสวิตช์โคมไฟแล้วทิ้งศีรษะหนุนหมอน หวังว่าคืนนี้ฉันจะนอนหลับฝันดีเหมือนอย่างที่เพิ่งอวยพรอีกคนไป วันต่อมา วันนี้ฉันตื่นแต่เช้ามาทำข้าวผัดกะเพราหมูสับสองกล่อง กล่องหนึ่งตั้งใจเอาไปฝากแสนดี รายนั้นได้กินทีไรก็ชมทุกทีว่าฝีมือทำอาหารของฉันเยี่ยมยอดที่สุด ส่วนอีกกล่องตั้งใจเอาไว้ว่าจะเอาไปฝากพี่ธีที่คณะ พี่ธีกับฉันเรียนคนละคณะกัน ฉันเรียนอยู่คณะบริ
@Nebula pupเสียงเพลงจังหวะครื้นเครงดังกระหึ่มไปทั่วผับหรูใจกลางเมือง แสงไฟสีสันฉูดฉาดส่องวูบวาบเข้ากับบรรยากาศของค่ำคืนแห่งความสนุกสนานไอ้พีทมันชวนผมมานั่งแดกเหล้าในผับของรุ่นพี่ที่รู้จัก ผับนี้ค่อนข้างหรูและเลือกคนเข้ามาใช้บริการ นอกจากมีเงินแล้วหน้าตาต้องดีด้วยถึงเข้าได้ไม่รู้ไอ้เจ้าของผับมันไปเอาหลักเกณฑ์แบบนี้มาจากไหน แต่คนเข้ามาเที่ยวเสือกเยอะฉิบหายผมเอนหลังพิงพนักโซฟา สูบบุหรี่พ่นควันสีขาวออกเป็นสาย แม้ที่นี่จะห้ามสูบบุหรี่ในผับ และมีจุด Smoking area ไว้คอยบริการอยู่ด้านนอก แต่สำหรับห้องวีไอพีเป็นข้อยกเว้นก็ขนาดไอ้เจ้าของผับมันยังสูบในนี้ได้ ทำไมผมจะสูบบ้างไม่ได้ล่ะ“แค่หลานไม่ยอมกินผัก ถึงกับต้องรีบไปหาเลยเหรอวะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า”ไอ้พีทมันแซวไม่เลิกตั้งแต่ในคาบเรียนแล้ว แถมมันยังเอามาเล่าต่อในวงเหล้าอีกต่างหาก เรื่องที่เมื่อเช้าพี่สาวผมส่งข้อความมาบอกว่าน้องเจ้าขา หลานสาวสุดที่รักไม่ยอมกินผัก เด็กน้อยพูดเพียงแค่ว่ารอให้น้าเจป้อนถึงจะยอมกิน ในฐานะคุณน้าที่แสนดีผมเลยต้องรีบไปหาหลานสาวก็แค่นั้น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ไปหนักส่วนไหนของหัวมัน แม่งแซวอยู่ได้ผมนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ใส่ไอ
สิ้นน้ำเสียงดุดัน เอ็มเจก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาใครสักคนฉันนั่งนิ่งด้วยความสับสน สรุปเมื่อกี้เขาพูดกับฉันรึเปล่านะนั่งขมวดคิ้ว มองหน้าเขาอย่างไม่แน่ใจนัก จนกระทั่งได้คำตอบที่กระจ่างที่แท้เอ็มเจก็บ่นให้คนที่เพิ่งส่งข้อความมาหาเขานี่เอง และตอนนี้ดูเหมือนว่าคนตรงหน้ากำลังจะโทรไปเอ็ดคนปลายสายเรื่องไม่กินผัก“ทำไมไม่กินผักครับ แล้วอย่างนี้จะโตได้ไงล่ะคนดี”น่าแปลกที่น้ำเสียงแข็งกระด้างก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นมาทันที ถ้าให้เดา เขาคงคุยกับแฟนแน่ ๆน้ำเสียงว่าแปลกแล้ว รอยยิ้มและแววตาที่เผยให้เห็นถึงความอ่อนโยนดูแปลกยิ่งกว่า เท่าที่รู้จักและเคยเจอกัน ฉันไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ของเอ็มเจเลยสักครั้งเขายิ้มเป็นเหมือนกันแฮะ“เลิกเรียนแล้วจะรีบกลับไปหานะ คิดถึงเหมือนกันครับ”สิ้นประโยคเขาก็กดวางสาย ก่อนใบหน้าจะกลับสู่โหมดดุดันอีกครั้งพีทยักคิ้วให้เพื่อนสนิทของเขา ก่อนจะยิ้มน้อย ๆ คล้ายกับการแซว“ต้องหวานขนาดนั้นเลยเหรอวะ”“เออ”เจ้าของใบหน้าขึงขังหันไปตอบเสียงห้วน ระหว่างที่หันกลับมาสนใจจานข้าวตัวเอง เขาก็ไม่ลืมแวะมองหน้าฉันแวบหนึ่งใบหน้าเรียบนิ่งและสายตาอ่านยากที่มองกันให้
@คณะบริหารธุรกิจ “ฝันหวาน ทางนี้” หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มแบบฉบับสาวไทยเชื้อสายจีนกำลังกวักมือเรียกฉันให้เดินเข้าไปหาตรงโต๊ะหินอ่อนหน้าตึกคณะ ฉันคลี่ยิ้ม ก่อนจะสืบเท้าตรงดิ่งไปนั่งร่วมโต๊ะกับเธอ ‘แสนดี’ คือเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน เธอเป็นลูกสาวเจ้าของร้านทองในเยาวราช ครอบครัวทำธุรกิจมาหลายรุ่น ฐานะดีจนไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง แต่ถึงกระนั้นแสนดีก็ไม่เคยอวดรวยหรือถือตัว “ทำไมเพิ่งมาถึงล่ะ ไหนบอกว่าจะมากินข้าวเช้าด้วยกันไง” นั่งลงยังไม่ทันไรแสนดีก็เอ็ดฉันยกใหญ่ เมื่อวานเรานัดกันไว้ว่าเช้านี้จะมากินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน แต่ฉันดันมาสาย “ตื่นสายน่ะสิ เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนเลย” “อย่าบอกนะว่ามัวแต่ทำรายงานให้พี่ธีจนไม่ได้นอนอีกแล้วน่ะ” ฉันยู่ปากแล้วพยักหน้าช้า ๆ ‘พี่ธีรัช’ เป็นแฟนของฉันเอง เราสองคนรู้จักกันเมื่อปีที่แล้ว เขาเป็นคนเข้ามาจีบฉัน เราคุยกันมาเรื่อย ๆ จนเมื่อหกเดือนก่อนพี่ธีก็ขอฉันเป็นแฟน แน่นอนว่าฉันตอบตกลงทันที ใครจะปฏิเสธได้ลงคอ พี่ธีทั้งหล่อทั้งเก่ง เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นประธานชมรมกีฬาอีก







