تسجيل الدخولหลังจากวางสายโทรเข้าจากราณี ธิดาวดีเหลือบตามองนาฬิกาหรูที่แขวนอยู่ผนังห้อง ตารางงานที่วางแผนไว้ว่าจะเคลียร์ให้จบในวันนี้คงไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว เมื่อทีชานนท์กำลังจะเข้ามารับเธอเพื่อออกไปสตูดิโอเสื้อผ้าด้วยกัน สำหรับการเตรียมความพร้อมในงานหมั้นที่จะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ตามคำสั่งประกาศิตของผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างราณี
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะที่หน้าห้องหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมกับผู้ช่วยสาวที่เดินเข้ามาด้านใน
“มีแขกมาพบคุณน้ำผึ้งค่ะ” เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะถามต่อ สองสาวเพื่อนซี้เขมจิราและนับดาวก็โผล่หน้าเข้ามาทันที
“เซอร์ไพรส์....” เอ่ยขึ้นพร้อมกัน พร้อมกับยกมือขึ้นกางออกและส่ายสะบัดไปมาเหมือนเล่นจ๊ะเอ๋กับเด็กน้อย
“ยัยเขม ยัยดาว” เอ่ยด้วยท่าทีแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนซี้มาถึงที่ทำงาน
“แหม...ยังจำได้อยู่แฮะว่ามีเพื่อน” นับดาวกระแนะกระแหน ขณะเดินเข้ามาด้านใน
“ช่วงนี้ฉันยุ่ง ๆ น่ะ ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว” ธิดาวดีลุกจากเก้าอี้และเดินไปนั่งที่โซฟามุมรับรองเล็ก ๆ ในห้องทำงาน ถือโอกาสผ่อนคลายเสียเลย วัน ๆ มีแต่เรื่องงานเต็มในหัวสมองไปหมด นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นไมเกรนก็ขึ้นหัวเสียแล้ว
“จะหมั้นทั้งทีไม่คิดจะส่งข่าวบ้างเลยหรือไง?” เขมจิราแกล้งทำหน้าวีน
“พวกแกรู้แล้วเหรอ?” ธิดาวดีมองสองเพื่อนสาว
“เออสิ”
“คุณป้าราณีเป็นคนจัดการน่ะ ฉันมีหน้าที่แค่ทำตาม แกสองคนมาก็ดีแล้ว ฉันกำลังจะออกไปดูชุดที่ใส่ในวันหมั้นน่ะ ป้าราณีนัดกับที่ร้านไว้แล้ว ฉันขี้เกียจเลือกไปช่วยเลือกให้หน่อยได้ไหม?” บอกอย่างเซ็ง ๆ ยังไงเสียมีเพื่อนไปด้วยก็คงดีกว่าไปกับเขาสองคน
“คุณนนท์กำลังออกมา แป๊บนึงก็คงถึงแล้ว”
“ได้อยู่แล้ว” นับดาวยิ้มสดใส
“ไม่ดีมั้งแก เผื่อคุณนนท์อยากไปสองคน” เขมจิราขัดขึ้น
“พี่นนท์นะเหรอไม่มีปัญหาหรอก ฉันจัดการเอง มีที่ไหนจะหมั้นทั้งทีบอกน้องสักคำยังไม่มีเลย” นับดาวบ่นถึงญาติผู้พี่ที่สนิทแต่ไม่ยอมบอกเรื่องสำคัญแบบนี้กับเธอ
“มันใช่เรื่องดีสำหรับเขาหรือไง โดนบังคับหมั้นใครเขาจะแฮปปี้กันล่ะ”
ธิดาวดีเอ่ยด้วยท่าทีราบเรียบ
“แล้วแกโอเคเหรอ?” นับดาวหันมาถามเพื่อนสาวและจับสังเกต เอาจริงแล้วการหมั้นครั้งนี้เธอเห็นด้วยอย่างที่สุด หลังรู้การเคลื่อนไหวของกิ่งฉัตรจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ในเครือข่ายธุรกิจที่คุ้นเคยกับครอบครัวเธอ
“ฉันมีทางเลือกอื่นเหรอ?” พูดแบบยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อีกนัยหนึ่ง ก็นึกเห็นใจทีชานนท์อยู่ไม่น้อย เขาก็คงรู้สึกแย่ไม่แพ้กัน
“แหมแก...จะทำหน้าซังกะตายอะไรก่อน พี่นนท์ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ฉลาด สุภาพ สาว ๆ ทั้งบางอยากเป็นเจ้าสาวเขาทั้งนั้นแหละ แต่แกกลับเป็นผู้หญิงที่โชคดีคนนั้น” พูดอย่างภาคภูมิใจแทนเพื่อน
“ให้เวลากันสักหน่อย คบ ๆ กันไป อยู่ ๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเองแหละ ในละครมีให้เห็นเยอะแยะ พี่นนท์ไม่ใช่คนเลวร้ายสักหน่อย ดีกว่าแกจะกลับไปคบกับภาคิน แล้วจะต้องปวดหัวกับเรื่องแม่ผัวในอนาคตอีก”
“ยัยดาว” เขมจิราดุแบบไม่เต็มเสียงนัก พลางตวัดสายตามองธิดาวดี บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ
“ก็จริงนี่นา” นับดาวเสียงอ่อย แกล้งทำหน้าม่อย
พร้อมกับเสียงเคาะประตูที่หน้าห้องดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณนนท์มาถึงแล้วค่ะ รอคุณน้ำผึ้งอยู่ข้างล่างค่ะ”
“จ้ะ” ธิดาวดีพยักหน้ารับรู้และลุกจากโซฟา
“ไปกันเถอะ”
“แกคงไม่โกรธฉันหรอกนะที่พูดแบบนั้นน่ะ” นับดาวถามแบบไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด
“ไม่หรอก แกก็พูดถูก” ธิดาวดีเอ่ยขึ้น
“แต่ก็ไม่ควรพูดป่ะ” เขมจิรากระซิบข้างหูนับดาวพร้อมตำหนิด้วยสายตา คนที่ถูกตำหนิทำเสียงจิ๊จ๊ะใส่ และเดินตามเพื่อนสาวลงมาด้านล่าง
ประตูกระจกถูกผลักให้เปิดออก พร้อมกับเสียงใสของกระดิ่งที่ดังอยู่เหนือประตู กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของช่อกุหลาบที่ถูกประดับอยู่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ ลอยอบอวลในอากาศท่ามกลางแอร์เย็น ๆ แสงไฟวอร์มโทนละมุนที่สาดส่องและสะท้อนกับกระจกเงาบานใหญ่ สร้างบรรยากาศอ่อนโยนและอบอุ่น สมกับเป็นสถานที่ของมืออาชีพในการเป็นตัวแทนจัดการเรื่องของความรัก
“สวัสดีค่ะ” พนักงานในร้านยกมือไหว้ลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่ด้วยรอยยิ้มสดใส
“สวัสดีค่ะ” เสียงสดใสของสองสาวนับดาวและเขมจิราที่ทักทายตอบพนักงาน ธิดาวดีแค่ยิ้มบาง ๆ เท่านั้น ส่วนทีชานนท์นั้นยังรักษามาตรฐานความเข้มไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม
ธิดาวดีมีหน้าที่แค่พาร่างมาเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือหน้าที่ของเพื่อนสาวที่จัดการให้เสร็จสรรพ เหมือนเป็นงานหมั้นของตัวเองเสียอย่างนั้น ส่วนสุภาพบุรุษเพียงคนเดียวที่มาด้วยนั่งรออยู่มุมรับรอง
“พี่นนท์หล่ออยู่แล้วใส่อะไรก็หล่อ นั่งรอแบบสบาย ๆ ได้เลยค่ะ เดี๋ยวดาวจัดให้” นับดาวพูดอย่างอารมณ์ดี
หลังจากบอกความต้องการของพนักงานแล้ว ชุดหรูมากมายก็ถูกขนมาให้เลือก แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอใจของนับดาวและเขมจิรา
“พวกแกจะเรื่องมากทำไม ก็ใส่ได้ทุกชุดอยู่แล้ว ชุดไหนก็ได้จะได้รีบกลับ ฉันหิวแล้ว” เมื่อเบื่อที่จะลองก็เริ่มอิดออด
“ไม่ได้” เสียงแข็งจากเพื่อน ๆ
“หมั้นทั้งที อะไรก็ได้ได้ไง ถ้าตอนแต่งละก็ ฉันจะให้จัดหนักกว่านี้อีก” นับดาวเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจในคำพูดของธิดาวดีเลยสักนิด
“ขอไปดูอีกรอบละกัน” ว่าแล้วก็ลากมือเขมจิราออกไปเลือกชุดด้านนอก
ระหว่างที่รอเพื่อนสาวฟังคำสาธยายคุณสมบัติของชุดหรูมากมาย จากพนักงานรอบที่ร้อยแปด ธิดาวดีก็เดินชมความงามของชุดฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ สายตาไปสะดุดกับชุดสวยตรงหน้าและเอื้อมมือไปหยิบ พร้อมกับมือใครคนหนึ่งที่ใจตรงกันพอดิบพอดี
สองสาวหันมามองหน้ากัน พร้อมกับส่งยิ้มให้ในความชอบที่เหมือนกัน
“เชิญค่ะ” เป็นธิดาวดีเอ่ยขึ้นก่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณหยิบก่อน” แพรพรรณส่งยิ้มและผายมือไปที่ชุดอย่างน่ารัก
“เชิญคุณเถอะค่ะ ฉันแค่ดูเฉย ๆ ค่ะ มีชุดแล้ว” เธอโกหก เพราะยังไงเสียก็คงต้องผ่านตาของเพื่อนสาวสองคนก่อนอยู่ดีทุกอย่างถึงจะโอเค และงานหมั้นของตัวเองนั้นมันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น คงต่างจากหญิงสาวคนนี้
“ขอบคุณค่ะ” แพรพรรณหยิบชุดพร้อมส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องลองชุด
ทีชานนท์นั่งไขว่ห้าง เอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างสบายเหมือนผ่อนคลายอยู่ที่บ้าน มือเขี่ยหน้าจอโทรศัพท์ไปพลาง ๆ แต่หูกลับฟังถ้อยคำจากชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ถัดไปและกำลังคุยสายโทรศัพท์อยู่ เมื่อจำได้ขึ้นใจว่าเขาคือ ภาคิน
“เออ...เสร็จธุระเดี๋ยวกูเข้าไป...คนเดียวสิ...ดีใจพ่องมึงดิ...ใครอยากจะแต่ง...แม่กูบังคับ...ยังไม่เคลียร์กันเลย...ผึ้งบอกเลิกกูแล้ว...บล็อกกูทุกช่องทาง...ติดต่อไม่ได้...แม่กูก็ตามทุกฝีก้าวเหมือนกูเป็นเด็กสองขวบ...กลุ้มฉิบหาย...เออ ๆ ตอนเย็นเจอกัน” ก่อนจะวางสายไป
“พี่นนท์” เสียงสดใสจากนับดาว
“แถ่นแถ๊น...” เธอผายมือไปที่ธิดาวดีที่อยู่ในชุดสีชมพูเบจสุดหรู แม้เครื่องหน้าและทรงผมจะยังไม่ได้แต่งเติมให้เข้ากับชุด บวกกับสีหน้าของคนที่สวมใส่ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับชุดหรูเลยสักนิด แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงสวยสง่าน่ามองจนปฏิเสธไม่ได้ ทีชานนท์มองตามคำเชื้อเชิญของน้องสาว ก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อนับดาวเดินมาดึงแขนให้ลุกขึ้น
“พี่นนท์ลองสวมชุดนี้นะคะว่าพอดีหรือเปล่า เธอยื่นชุดที่ถือมาด้วยในมือให้ชายหนุ่ม พร้อมกับภาคินที่ลุกขึ้นยืนเช่นกัน ทุกสายตาของสามสาวมองไปยังผู้ชายคนเดียวกัน ทำไมโลกมันกลมขนาดนี้นะ ต่างฝ่ายต่างนิ่งอยู่ชั่วขณะเหมือนตุ๊กตาไขลานที่หยุดหมุน
“ชุดนี้ดีไหมคะคิน?” เสียงเอ่ยถามจากแพรพรรณที่ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ แต่เหมือนเสียงนั้นไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของภาคินเลยแม้แต่น้อย ผิดกับสามสาวที่หันมาจ้องเธอพร้อมกันเป็นตาเดียว
“คินคะ” เธอเรียกเขาอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มยังนิ่งอยู่
“อ้าวคิน” เป็นนับดาวที่เอ่ยขึ้นเมื่อได้สติก่อนใคร ทำให้แพรพรรณหันมามองตามเสียง
“โลกกลมจังเนาะ” นับดาวเอ่ยขึ้น พร้อมกับหัวเราะแห้ง ๆ ร้านเวดดิ้งมีเป็นร้อยเป็นพันทำไมต้องเลือกร้านเดียวกันด้วยนะ
“จะมีข่าวดีแล้วเหรอไม่เห็นบอกพวกเราบ้างเลย” นับดาวพูดต่อ ภาคินฝืนส่งยิ้มให้
“ไม่แนะนำว่าที่เจ้าสาวให้รู้จักบ้างเหรอ?” นับดาวที่ขยันนักกับการปั่น
“นี่คุณแพร” เขาผายมือมาที่หญิงสาว เธอยิ้มและค้อมศีรษะเป็นการทักทาย
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” น้ำเสียงที่นุ่มนวลจากใบหน้าสวยของแพรพรรณ
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”
“ดาวค่ะ”
“เขมค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”
แต่ธิดาวดียังคงยืนนิ่ง พยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติเท่าที่จะทำได้
“ส่วนนี่พี่ชายของดาวเองค่ะ พี่นนท์”
นับดาวผายมือมาที่ทีชานนท์ เป็นการยืนยันคำพูดของธิดาวดีที่พูดกับเขาในวันนั้น ว่าชายหนุ่มที่เธอกำลังจะหมั้นหมายนั้นคือเขาคนนี้นี่เอง
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ทีชานนท์ยื่นมือไป เนิ่นนานกว่าภาคินจะยื่นมือออกมาสัมผัสทักทายตอบ
“ครับ”
สองสายตาของสองหนุ่มที่จ้องมองกันไม่มีใครยอมหลบ พร้อมกับภาคินที่ไม่ยอมปล่อยมือและเผลอบีบแน่นอย่างลืมตัว
“พี่นนท์ไปลองชุดเร็วค่ะดาวหิวแล้ว” เป็นคนเริ่มและตัดจบเอง
พูดจบทีชานนท์ก็เอื้อมมือไปกุมมือธิดาวดีเดินเข้าไปด้านในท่ามกลางสายตาเศร้าของภาคิน แพรพรรณปะติดปะต่อเรื่องราวแวบเดียวในสมองก็ถึงบางอ้อทันที
“น้ำผึ้ง” หญิงสาวคนนี้สินะ และลอบมองใบหน้าว่าที่คู่หมั้นที่จิตใจล่องลอยไปตามคนที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่
แสงสลัวจากด้านนอกที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาด้านในห้อง ของค่ำคืนที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังอื้ออึงแข่งกับความเงียบอยู่เป็นระยะ ธิดาวดีหลับตาในอ้อมกอดของเขา อาการนอนไม่หลับติดต่อกันมาหลายคืนเพราะแพ้ท้องอย่างรุนแรงนั้น ตอนนี้กลับเหมือนถูกปลิดทิ้งเสียอย่างนั้นหรืออาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้อง จะรับรู้ถึงความอบอุ่นในอ้อมกอดของพ่อที่ส่งผ่านมาให้นะ เธอตั้งคำถามให้ตัวเอง แม้ลูกยังเป็นแค่ก้อนเลือดอยู่เท่านั้น หรืออาจจะเป็นเพราะความกังวลทั้งหลายมันหายไป และรู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดของเขาช่วงเวลาที่ห่างกันไปเพียงไม่นาน มาในวันนี้เธอมีคำตอบให้ตัวเองแล้วกับความรู้สึกของหัวใจที่มีต่อเขา แม้พยายามปฏิเสธ ก่อนจะซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอก ภาษากายของเธอที่แสดงออกมานั้น สร้างรอยยิ้มให้กับทีชานนท์อย่างพอใจ ก่อนจะกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ประทับจูบลงที่เรือนผมของเธอ“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” พูดเสียงทุ้มอยู่ข้างหู“ไปฝากท้อง ให้หมอตรวจให้ละเอียด ผมสงสารคุณเวลาเห็นคุณแพ้ท้อง” ธิดาวดีพยักหน้าเบา ๆ “รอให้คุณดีขึ้นแล้วเราค่อยจัดงานแต่ง...ดีไหม?” “แต่งงาน...เหรอคะ?”“
ธิดาวดีเปิดอ่านทีละหน้าอย่างช้า ๆ มากมายเรื่องราวที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน รวมทั้งเรื่องที่กิตติถูกนำเข้าโครงการวิจัยโรคร้าย และถูกยกเว้นค่าใช้จ่ายนั้น มันเป็นเรื่องโกหก เป็นเขาต่างหากที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ทุกบาททุกสตางค์ นี่เขาหรอกเหรอที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ คอยซัพพอร์ทเธอในหลาย ๆ เรื่อง แต่ทำไมต่อหน้าเธอเขากลับแสดงออกมาอีกอย่าง เขารู้ว่ากิ่งฉัตรยักยอกเงิน และเตรียมเทคโอเว่อร์บริษัทต่อจากกิ่งฉัตร และโอนหุ้นคืนให้เธออ่านไปพร้อมกับความแข็งในหัวใจที่อ่อนยวบลงเช่นกัน พลันทำให้นึกถึงใบหน้าของเขาขึ้นมาทันที คนสุขุมมาดเข้มอย่างเขามีโมเม้นเขียนบันทึกความทรงจำแบบนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ“เป็นคุณเองเหรอคะคุณนนท์” พูดคนเดียวอย่างแผ่วเบาทีชานนท์เดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องทำงานชั้นล่าง หลังจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นไปรบกวนธิดาวดีด้านบน และคืนนี้เขาก็ต้องนอนในห้องนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องขัดคำสั่งราณีและเดินขึ้นไปชั้นบนเพราะแพ้เสียงในหัวตัวเอง มือที่กำลังจะยกขึ้นเคาะห้องชะงักไปชั่วครู่ เมื่อตั้งคำถามให้กับตัวเอง แล้วถ้าเจอหน้าเขาแล้วเธอโมโหล่ะ หมอบอกคุณแม่ท้องอ่อนอารมณ์แปรปรวน แล้วถ้าเธอฉุนเฉีย
รอเคลื่อนออกจากบริษัทมาได้ไม่นานก็ต้องจอดข้างทาง เมื่ออาการแพ้ท้องกำเริบขึ้นอีกเหมือนแกล้งเธอ ยาดม ยาลม ยาหม่อง ที่เขาให้แม่บ้านเตรียมไว้ในรถดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร ทีชานนท์รวบผมเธอไว้เมื่อธิดาวดีโก่งคออาเจียนอยู่ริมถนน มืออีกข้างลูบหลังเธอแผ่วเบา ธิดาวดีนั่งหายใจหอบอยู่ข้างทางจนตัวโยนใบหน้าซีดเซียว ทีชานนท์เข้าไปหยิบขวดน้ำและกระดาษชำระในรถยื่นให้เธอ ก่อนจะพยุงหญิงสาวเข้าไปนั่งในรถ“ไหนบอกจะไปเอาโฉนดที่คอนโดไงคะ?” เธอหันมาถามเขาสายตาเอาเรื่อง เมื่อรถเปลี่ยนเส้นทาง“มีช่างมาซ่อมแอร์ และท่อน้ำในห้อง เครื่องมือเกะกะไปหมดคงไม่สะดวก”“คุณนนท์” ไม่บอกก็รู้ว่าโกหกชัด ๆ จ้องหน้าเขาอย่างหงุดหงิด ทีชานนท์กดสายหาภูริศและเปิดลำโพงให้เธอได้ยิน“เอาโฉนดและเอกสารทุกอย่างของคุณผึ้งอยู่ที่คอนโดมาให้ฉันที่บ้าน” เขากรอกเสียงลงไป(“ครับบอส”)“โอเคนะ” สั่งภูริศจบก็หันมาพูดกับเธอเพื่อให้อารมณ์หญิงสาวเย็นลง“งั้นให้คุณภูริศเอาไปให้ที่บ้านฉันก็แล้วกันค่ะ”“ไปส่งผึ้งที่บ้านด้วยค่ะ” ส่งเสียงบอกคนขับรถ“คุณแม่เป็นห่วงคุณมากและตอนนี้ก็ไม่สบาย ขอให้คุณแม่เจอหน้าคุณก่อนได้ไหม ให้ท่านสบายใจก่อนว่าคุณสบายดี” เอาราณ
ธิดาวดีเปิดฝายาดมและยกขึ้นจ่อจมูกสูดกลิ่นเข้าลึกจนเต็มปอด เหนื่อยกับการแพ้ท้องก็อ่อนแรงพอตัวแล้ว ไหนจะต้องมาหงุดหงิดกับคำบอกเล่าของทนายนาครที่เพิ่งวางสายไปเมื่อครู่อีก“คนโรคจิต” เธอพึมพำคนเดียวอย่างหงุดหงิด เมื่อนึกถึงใบหน้าพ่อของลูกในท้อง นึกอยากจะขอหย่าก็ขอ ยัดเยียดความผิดให้คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล พอมาวันนี้บอกว่าไม่คิดจะหย่าแล้ว เห็นเธอเป็นที่รองรับอารมณ์ของเขาหรืออย่างไร แน่ชัดแล้วว่าเขาเป็นไบโพล่าจริง ๆ หรือไม่ก็คงปั่นประสาทเธออยู่“คุณนนท์ไล่ตามหาแกให้ขวักเลย ไหนจะป้าราณีอีก ทุกคนเป็นห่วงแกมากเลยนะ อีกหน่อยคุณนนท์ก็คงรู้ว่าแกอยู่ที่ไหน กลับมาได้แล้ว” คำพูดของเขมจิรา ฟังดูแล้วทุกคนคงคิดว่าเธอกำลังงอนเขาอยู่ เหมือนกับว่านี่มันคือความผิดของเธอเสียอย่างนั้น เขาเองต่างหากที่ผลักเธอให้ออกห่าง แต่มาวันนี้กลับวิ่งวุ่นตามหาเธอเหมือนจำการกระทำของตัวเองไม่ได้เสียอย่างนั้น นี่ขนาดไม่รู้ว่าเธอตั้งท้องทุกคนยังขอร้องแทนเขาขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าท้องไม่ตามอุ้มกลับเลยหรือยังไงแค่นึกความขุ่นมัวในอารมณ์ก็ก่อตัวเข้มขึ้น ทำไมเธอจะต้องทำตามความต้องการของเขาด้วย ไม่อยากจะหย่าตอนนี้อย่างนั้นหรือ ได้เลย น้ำผึ
“คุณน้ำผึ้งกลับมาเมื่อหลายวันก่อนแล้วค่ะ เก็บกระเป๋าออกไปพร้อมกับคุณภายังไม่กลับมาเลยค่ะคุณนนท์” คำบอกเล่าของแม่บ้านนารีที่สร้างความรู้สึกหวั่น ๆ ในใจให้กับชายหนุ่ม ถ้าอย่างนั้นเธอโกหกราณีว่าจะกลับมาบ้านสินะ“แล้วผึ้งได้บอกไหมครับว่าจะกลับมาวันไหน?”“ไม่ได้บอกค่ะ” ทีชานนท์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถ แม่บ้านนารีมองตามหลังรถที่เคลื่อนออกรั้วบ้านไป พร้อมกับถอนหายใจ“มิน่าล่ะคุณน้ำผึ้งถึงดูเศร้าจัง ที่แท้ก็ทะเลาะกันนี่เอง” เธอพึมพำคนเดียวและเดินเข้าบ้านไปทีชานนท์นั่งใช้ความคิดอยู่ในรถอย่างเงียบ ๆ ปะติดปะต่อหลายเรื่องราวและทบทวนคำพูดของแม่บ้านเมื่อครู่ หรือเธอจะเดินทางไปต่างประเทศกับวิภารัตน์ และกดสายหาผู้ช่วยหนุ่มภูริศทันที ก่อนจะกลับเข้าบ้านศตพิพัฒน์อีกครั้ง“อ้าว ไหนบอกไปรับหนูผึ้งไง” ราณีทักเมื่อเห็นชายหนุ่มกลับเข้ามาคนเดียว ผู้ถูกถามไม่ตอบแต่ก้าวขายาว ๆ กลับขึ้นไปบนห้องทันที เปิดตู้เสื้อผ้าออกสำรวจอย่างร้อนใจ พลันหัวใจก็หล่นวูบเป็นครั้งที่สอง เมื่อเสื้อผ้าของเธอหายไปเกือบเกลี้ยงตู้ ตรงไปที่หน้ากระจกทันที ของใช้ส่วนตัวของเธอไม่เหลืออยู่แม้แต่ชิ้นเดียว เปิดลิ้นชัก และสำรวจทุก
“วันนี้คุณนนท์ไม่กลับบ้านคุณผึ้งให้ตั้งโต๊ะมื้อเย็นเลยไหมคะ?” แม่บ้านพิไลเอ่ยถามธิดาวดี เมื่อกลับเข้าบ้านศตพิพัฒน์อีกครั้งหลังจากวิภารัตน์กลับต่างประเทศไปแล้วหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ทีชานนท์ก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย เขาขลุกอยู่ที่คอนโดจนถึงวันที่ต้องเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ คงไม่อยากเห็นหน้าเธอกระมัง“คุณแม่จะกลับจากปฏิบัติธรรมวันไหนเหรอคะป้าพิไล?”“วันนี้แหละค่ะคุณผึ้ง ตาเข่งออกไปรับนานแล้วค่ะ เดี๋ยวก็คงถึงมั้งคะ”“งั้นรอคุณแม่ก่อนดีกว่าค่ะ”“ได้ค่ะ”หญิงสาวขึ้นไปบนห้อง กวาดตามองไปทั่วทุกมุมที่เงียบงัน นับจากนี้ไปที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงความทรงจำที่ไม่ควรเกิดขึ้นของเธอเท่านั้น เปิดตู้เสื้อผ้าเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋า“เราไปเริ่มต้นใหม่ในที่ของเรานะคะ” ลูบหน้าท้องเบา ๆ ฝืนยิ้มให้ก้อนเนื้อที่อยู่ในนั้นแต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเศร้า เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องทำให้เธอวางมือจากการเก็บของ เมื่อพิไลขึ้นมาแจ้งว่าราณีกลับมาถึงบ้านแล้ว“หนูผึ้งมาพอดีเลย” ราณีเอ่ยทักเมื่อเธอเดินเข้าไปนั่งลงที่โซฟา นายเข่งคนขับรถขนถุงของฝากมากมาย มากองรวมกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น“แม่ซื้อขนมที่หนูผึ้งชอบมาฝากด้วยนะ”
ทันทีที่รถจอดหน้าสำนักงานศตพิพัฒน์ ธิดาวดีกวาดสายตามองไปรอบบริเวณที่เธอยังไม่คุ้นชิน ทีชานนท์ก้าวลงจากรถและยืนรอเธอเพื่อเดินเข้าบริษัทพร้อมกัน หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่ข้างเขา มองทะลุกระจกใสเข้าไปด้านใน ที่นี่คือบริษัทของว่าที่สามีในอนาคตไม่ใช่เหรอ เธอจะรู้สึกหนักใจทำไมกันนะ ก่อนจะเผลอถอนหายใจทิ้งอย่าง
โคมไฟคริสตัลแสงสีขาวนวลในโรงแรมหรูระดับห้าดาว ที่ส่องสว่างกระทบม่านบางสีหวานที่ถูกจัดตกแต่งไว้อย่างประณีต ดอกไม้สดสีหวานหลากหลายชนิดที่ถูกปักประดับอยู่ที่ฉากด้านหลัง ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยปะปนในอากาศทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง บวกกับเสียงสนทนาและเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ประสานกันอยู่เป็นระยะ ในพิธีหมั้นหมายระห
รถหรูวิ่งมาจอดหน้าบ้าน แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องลงกระทบพื้นยังไม่ถูกปิดลง หลังกลับจากทานอาหารมื้อเย็นนอกบ้าน เมื่อราณีนัดพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายกับสองหนุ่มสาว พร้อมกำหนดการและรายละเอียดที่จัดแจงไว้อย่างลงตัวเรียบร้อยแล้วให้ทีชานนท์และธิดาวดีรับรู้“ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นอร่อย ๆ นะคะคุณป้า” ธิดาวดีเอ่ยขอ
น้ำผลไม้คั้นสดสีสันสดใสถูกบรรจุอยู่ในแก้วใบหรูรูปทรงแปลกตา คือเมนูโปรดของธิดาวดีที่ภาคินจำได้ขึ้นใจ ถูกยกมาวางที่โต๊ะทันทีที่หญิงสาวมาถึง และนั่งลงตรงข้ามกับเขาภายในร้านอาหารประจำของสองหนุ่มสาว หลังจากที่ธิดาวดีปฏิเสธที่จะเจอหน้าชายหนุ่มมาตลอด จากเหตุการณ์ที่สนามม้าในวันนั้น แต่วันนี้เป็นเธอเองที่น







