Masukทันทีที่รถจอดหน้าสำนักงานศตพิพัฒน์ ธิดาวดีกวาดสายตามองไปรอบบริเวณที่เธอยังไม่คุ้นชิน ทีชานนท์ก้าวลงจากรถและยืนรอเธอเพื่อเดินเข้าบริษัทพร้อมกัน หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่ข้างเขา มองทะลุกระจกใสเข้าไปด้านใน ที่นี่คือบริษัทของว่าที่สามีในอนาคตไม่ใช่เหรอ เธอจะรู้สึกหนักใจทำไมกันนะ ก่อนจะเผลอถอนหายใจทิ้งอย่างลืมตัวกับการเริ่มต้นงานใหม่ในวันนี้ ทีชานนท์เอื้อมมือคว้ามือบางมากุมไว้และจูงเธอเดินเข้าไปพร้อมกัน หญิงสาวเหรอหรามองตามแผ่นหลังคนตัวสูงและสาวเท้าตามไปติด ๆ
“สวัสดีค่ะบอส”
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ลุกขึ้นยืนและยกมือไหว้ พร้อมกับมองเลยมาที่หญิงสาวข้างกายประธาน ทีชานนท์พยักหน้ารับด้วยใบหน้าเรียบเฉย ธิดาวดีก้มศีรษะน้อย ๆ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ รับไหว้เจ้าหน้าที่สาวเพราะมือถูกเขากุมอยู่ ทันทีที่เจ้านายเดินพ้นหน้าประชาสัมพันธ์ไปเจ้าหน้าที่ก็ผลึบเข้าหากันสุมหัวจุดประเด็นหัวข้อสนทนาทันที
“นี่ห้องทำงานคุณน้ำผึ้งครับ ส่วนห้องบอสอยู่ข้าง ๆ ครับ มีอะไรเรียกผมได้ตลอดเลยนะครับ” ภูริศพูดด้วยท่าทีสุภาพเมื่อรับช่วงต่อจากประธานให้ดูแลเจ้านายหญิงคนใหม่ ระหว่างที่หาผู้ช่วยมาให้เธอ
“ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มน้อย ๆ ภูริศโค้งศีรษะก่อนเดินออกห้องไป ธิดาวดีเดินสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนจะนั่งลงบนโซฟารับรองข้าง ๆ ก็คิดเสียว่าเป็นการเริ่มต้นงานใหม่ที่เงินเดือนโคตรดีก็แล้วกันจะได้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต วางหนังสือที่ถือมาในมือลงบนโต๊ะกลมตรงหน้า พลางทำให้นึกถึงผู้เป็นพ่อขึ้นมาทันที
หนังสือ “ร้อยเรียงรัก” เล่มนี้ที่เธอได้อ่านให้ผู้เป็นพ่อฟังเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเขาจะจากไปอย่างสงบ เหมือนเป็นตัวแทนความผูกพันครั้งสุดท้ายระหว่างเธอกับพ่อที่ทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง
เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องดังขึ้น ปลุกเธอให้ตื่นจากความคิด ทีชานนท์เดินเข้ามาด้านในและนั่งลงโซฟาตรงข้ามเธอ
“ขาดเหลืออะไรก็บอกภูริศละกัน” เอ่ยเสียงเรียบมองหญิงสาวที่นั่งตรงข้าม
“ค่ะ” ธิดาวดีตอบรับสั้น ๆ
“แล้วงานของฉันละคะต้องทำอะไรบ้าง?”
“ตอนนี้คุณก็ทำความคุ้นเคยกับสถานที่ไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวภูริศจะแจ้งรายละเอียดให้อีกที”
“ค่ะ”
“เอากาแฟมาให้ฉันที่ห้องคุณผึ้งสองแก้ว” เขากดสายโทรออกบอกผู้ช่วยและวางสายไป ไม่นานแม่บ้านก็ยกแก้วกาแฟเข้ามาวางตรงหน้า พร้อมกับร่างเฉิดฉายของวิยาดาที่เดินตามเข้ามาติด ๆ เมื่อเพิ่งถูกพรายกระซิบแจ้งข่าวมาหมาด ๆ ว่าประธานเข้ามาบริษัทและพกหญิงสาวเข้ามาด้วย
“วิโทรหาคุณไม่รับสาย ภูริศบอกอยู่ที่นี่วิก็เลยตามมาดู” พร้อมกับปรายตามองธิดาวดี เช่นเดียวกับหญิงสาวที่มองหล่อนเช่นกัน พร้อมกับคำถามมากมายที่ผุดขึ้นในหัว วิยาดานั่งลงข้างทีชานนท์สะโพกของหล่อนเบียดไปกับสะโพกเขา และยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทีสุดชิว
“คุณคงเป็นคู่หมั้นของนนท์ ฉันชื่อวิยาดาค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ยื่นมือไปตรงหน้าธิดาวดีเป็นการทักทายและรอให้เธอสัมผัส แม้ไม่ได้ยินดีที่จะรู้จักเหมือนที่ปากพูดไป
ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน ธิดาวดีตั้งคำถามขึ้นในใจ เพราะเธอเองไม่เคยใส่ใจเรื่องส่วนตัวของคู่หมั้นหนุ่มเลย ดูจากท่าทีน้ำเสียงและสีหน้าของหล่อนแล้ว ก็เดาได้ไม่ยากว่าหล่อนคงไม่อยากผูกมิตรด้วยเท่าไหร่ แต่ยังไม่มีคำตอบให้ตัวเองทีชานนท์ก็ลุกขึ้นยืนเปลี่ยนไปนั่งลงข้างคู่หมั้นสาว เอนหลังพิงพนักโซฟา เอื้อมมือมาโอบไหล่ธิดาวดีไว้เบา ๆ โดยมีสายตาของวิยาดาที่มองตามอย่างหงุดหงิด
“วิเค้าเป็นคู่ค้าของบริษัทเรา คุณอาจจะได้โคงานกันบ่อยอยู่” เขาพูดเสียงนุ่มแบบที่เธอยังไม่ชิน
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันน้ำผึ้งค่ะ” ธิดาวดีเอ่ยเสียงเรียบแต่วิยาดาชักมือกลับแล้ว
“คุณธิดาวดี วงศ์พิกุลรัตน์ บุตรสาวคนเดียวของคุณกิตติ ใคร ๆ ก็รู้จักล่ะค่ะ ยิ่งมาหมั้นกับนนท์ด้วยแล้ว ข่าวลือหนาหูขนาดนั้นใครจะไม่รู้จัก”
ธิดาวดีสัมผัสใด้ในแววตาเย้ยหยันคู่นั้นของหล่อน ยัยนี่คงพอตัวอยู่ขนาดเพิ่งเจอกันครั้งแรกรังสีนางร้ายยังแผ่ขยายเป็นวงกว้างได้ขนาดนี้ ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองหน้าผู้พูด ยิ้มมุมปากน้อย ๆ
“ข่าวลืออะไรเหรอคะ?” ถามเสียงเรียบ
“อ้าวคุณไม่ทราบเหรอคะ?” วิยาดาตีหน้าซื่อ
“ก็ข่าวลือที่ว่าคุณหมั้นเพราะหนี้สินไงคะ”
“วิ” ทีชานนท์เสียงเข้มและดุเธอด้วยสายตา
“นนท์ไม่ต้องดุวิหรอกค่ะ วิรู้ว่านนท์หมั้นเพราะขัดคุณป้าไม่ได้”
“คุณก็รีบเคลียร์หนี้ให้หมดไว ๆ นะคะ จะได้รีบเป็นอิสระ” หันมาพูดกับธิดาวดี
“การหมั้นและแต่งงานที่ปราศจากความรักน่ะ อยู่ได้ไม่นานหรอกค่ะ” หล่อนออกทัศนะโดยที่ไม่มีใครต้องการฟัง
“เหมือนคุณนะเหรอ?” ทีชานนท์ต่อให้
“นนท์” เธอแว้ดเสียงสูงเหมือนตัวอิจฉาในละคร
“แต่ผมไม่เหมือนคุณ” ชายหนุ่มพูดอย่างใจเย็น
“ผมหมั้นเพราะอยากหมั้น ถ้าจะแต่งก็เพราะอยากแต่ง และผมกับผึ้ง...ก็รักกันดี” ประโยคสุดท้ายที่เน้นเสียงหนักชัดเจน
“วิไม่เชื่อหรอกค่ะวิรู้จักคุณมานาน คุณไม่ได้ชอบใครง่ายขนาดนั้น” เธอวีนและลุกขึ้นยืน มองหน้าธิดาวดีที่กำลังงงงันฟังเขาและวิยาดาตอบโต้กันไปมา และกำลังจับต้นชนปลายอยู่
“คุณกำลังแกล้งวิให้วิเจ็บ จะให้วิขอโทษคุณอีกสักกี่ร้อยกี่พันครั้งคุณถึงจะหายโกรธ”
ทีชานนท์พลิกตัวหันข้างมาหาธิดาวดี มือประคองแก้มเธอและดันกรอบหน้าหญิงสาวเข้ามาหา พร้อมกับประกบปากลงจูบแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ธิดาวดีตัวแข็งทื่อ ตาเบิกโพลง ตกใจทำอะไรไม่ถูกได้แค่นิ่งอยู่กับที่เหมือนโดนถอดปลั๊ก ก่อนที่เขาจะถอนริมฝีปากออก และหันไปมองวิยาดา
“นนท์” วิยาดาแว้ดเสียงเหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ สองมือกำแน่นกัดฟันจนปากสั่น ก้มหยิบแก้วกาแฟมาถือในมือ อยากจะสาดใส่หญิงสาวตรงหน้าที่กล้ามาแย่งผู้ชายของเธอไป
“อย่าแม้แต่จะคิดนะวิ” เสียงสั่งเข้ม ๆ ของทีชานนท์ วิยาดาหายใจถี่ บีบแก้วในมือแน่น ก่อนจะวางกระแทกลงที่โต๊ะ กาแฟในแก้วหกกระฉอกเปรอะเปื้อนหนังสือที่ธิดาวดีวางไว้ หญิงสาวรีบคว้ากระดาษชำระมาเช็ดออกอย่างรวดเร็ว วิยาดากระแทกส้นรองเท้าสะบัดหน้าเดินออกห้องไปอย่างหัวเสีย พร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายของทีชานนท์ ธิดาวดีเช็ดคราบกาแฟออกจากหนังสือแล้ว ถอนหายใจทิ้งและหันมามองคนที่นั่งกุมขมับอยู่ข้าง ๆ
“คุณทำเกินไปนะคะ” เอ่ยเสียงเรียบกับเขา ทีชานนท์เงยหน้าขึ้นมามองเธอ
“ไม่เกินไปหรอกคุณยังรู้จักวิน้อยไป”
“ฉันหมายถึง...เมื่อกี๊คุณ...จูบฉัน” พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติและจ้องหน้าเขาแบบเอาเรื่อง
“ก็คุณไม่ยอมทำหน้าที่ตัวเอง ผมเลยต้องปวดหัวอยู่นี่ไง” ทีชานนท์อธิบายไปคนละเรื่อง หัวคิ้วย่นเข้าหากัน อาการหงุดหงิดเจืออยู่ที่ใบหน้าคมเข้มแม้จะแค่บาง ๆ เท่านั้น
“หน้าที่?” ธิดาวดีนิ่วหน้าถาม
“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เพิ่งจะเซ็นสัญญาไปไม่กี่วันเอง...คุณก็ลืมแล้ว?”
ธิดาวดีกระพริบตาปริบ ๆ พลางนึกถึงสัญญาฉบับนั้นมันไม่มีข้อไหนเลยนี่นาที่เกี่ยวกับการจูบโชว์
“หน้าที่ของคู่หมั้นคือคุณต้องแสดงตัว และปกป้องผมจากผู้หญิงคนอื่น และหวงคู่หมั้นของตัวเองไม่ใช่เหรอ?” เขาอธิบายโดยที่หัวคิ้วยังไม่คลายออกจากกัน
“ฉันบอกคุณแล้วว่าจะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณ แล้วฉันจะหวงคุณทำไม?
“ผมก็บอกอยู่นี่ไงว่ามันคือหน้าที่ของคุณ”
ทำหน้าที่ของคู่หมั้นให้ดีก็พอแล้ว หล่อนนึกถึงคำพูดของเขาในวันนั้น แล้วขอบเขตคำว่าหน้าที่ในมุมมองของเขามันสิ้นสุดที่ตรงไหนกัน ต่างฝ่ายต่างจ้องหน้ากันและกันหาคำตอบให้ตัวเอง และคำสนทนาก็หยุดชะงักลงเมื่อประตูถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของราณีที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“แม่”
“คุณป้า”
“มีอะไรกันหรือเปล่าตานนท์ เสียงลั่นห้อง” ราณีที่รู้ความเคลื่อนไหวของวิยาดาทุกฝีก้าว และครั้งนี้ก็เช่นกัน ไม่มีคำตอบออกจากปากใครคนใดเลย มีเพียงเสียงถอนหายใจทิ้งของทีชานนท์เท่านั้น
“แม่บอกกี่ครั้งแล้วกับเรื่องวิยาดา เมื่อไหร่แกจะเลิกยุ่งกับหล่อนซะที”
เป็นคำพูดที่ยืนยันความสัมพันธ์ของเขาและหญิงขี้วีนเมื่อครู่ที่ธิดาวดีคาดเดาอยู่ในใจ
“ผมไปยุ่งที่ไหนละครับแม่ ก็มีแค่เรื่องงานเท่านั้น” ชายหนุ่มสวนกลับทันที
“ผึ้งขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ” ธิดาวดีพูดเสียงอ่อยท่ามกลางการปะทะ การปลีกตัวออกมาตอนนี้น่าจะดีที่สุด และเดินออกห้องไปปล่อยให้สองแม่ลูกเขาเคลียร์กันเอง
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำ สายตามองทะลุไปที่โซนกาแฟเมื่อกลิ่นหอมกรุ่นโชยมาแตะจมูก กาแฟในห้องเมื่อครู่ที่ยังไม่ได้จิบเลยสักอึก ก็โดนวิยาดากระฉอกทิ้งหมดเสียก่อน จัดการชงกาแฟให้ตัวเอง หากกลับเข้าไปในห้องตอนนี้น่าจะยังไม่เหมาะ และเดินไปนั่งที่มุมพักผ่อน
(“แกแน่ใจเหรอวีณาว่าจะลาออก?”)
(“อืม...ถ้าอยู่ต่อฉันต้องได้ฆ่าคนแน่ คุณวิก็ไบโพล่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แล้วยัยจิ๊ดนั่นอีก บ้าผู้ชายไม่พอ แต่ละวันหาแต่เรื่องมาฟ้อง ทำงานก็เหนื่อยจะแย่ ต้องมาปวดหัวกับเรื่องปัญญาอ่อนอีก”)
นั่งจิบกาแฟไปเรื่อย ๆ ฟังสองสาวพนักงานที่ปรับทุกข์นินทาเจ้านายไปพลาง ๆ พร้อมกับแผนบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัว
หลังจากโต้เถียงกับผู้เป็นลูกที่ไม่ได้ดังใจอยู่พักใหญ่ อารมณ์ขุ่นมัวของราณีก็เริ่มจางลง เธอหย่อนก้นลงนั่งที่โซฟา เอื้อมมือหยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่านฆ่าเวลาระหว่างที่รอธิดาวดี พลันสายตาก็สะดุดกับภาพวาดสีน้ำมันที่สอดอยู่ในหนังสือ เธอหยิบมันขึ้นมาดู พลันอารมณ์ที่เพิ่งสงบลงก็คุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
“แกนี่มันไม่ได้เรื่องจริง ๆ เลยนะตานนท์” ฟาดรูปภาพในมือลงที่โต๊ะกลมตรงหน้า
“แกเคยดูแลใส่ใจหนูผึ้งแบบจริง ๆ จัง ๆ บ้างหรือเปล่า?”
“อะไรอีกครับแม่?” ทีชานนท์ถามอย่างเหนื่อยใจ
“พกรูปคู่ติดตัวขนาดนี้หมายความว่าไง ก็หมายความว่ายังตัดกันไม่ขาดไง” ราณีถามเองตอบเอง
“แล้วถ้าเขากลับมาคืนดีกันล่ะแกจะทำยังไง...ฮะ?”
ทีชานนท์หยิบภาพเจ้าปัญหาขึ้นมาดู มันคือภาพคู่ระหว่างธิดาวดีและภาคิน ที่ยังอยู่ในชุดนิสิต
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นให้ผึ้งรู้ไว้ว่าคินอยู่ข้าง ๆ ผึ้งเสมอ” คือข้อความที่ถูกเขียนไว้บนภาพ
นี่หล่อนลูบ ๆ คลำ ๆ หนังสือเล่มนี้มาตลอดทางเพียงเพราะคิดถึงคนรักเก่าสินะ สุดท้ายก็ตัดใจจากกันไม่ขาด นี่คงเห็นเขาเป็นนายทุนใจดีกระมัง ถึงคิดว่าหมั้นหรือแต่งแค่ในนามเท่านั้นก็จบ ก่อนจะวางรูปลงที่เดิม
“สรุปก็คือ...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นคนผิดก็คือผม?” มองหน้าราณีและชี้นิ้วมาที่ตัวเอง
แสงสลัวจากด้านนอกที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาด้านในห้อง ของค่ำคืนที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังอื้ออึงแข่งกับความเงียบอยู่เป็นระยะ ธิดาวดีหลับตาในอ้อมกอดของเขา อาการนอนไม่หลับติดต่อกันมาหลายคืนเพราะแพ้ท้องอย่างรุนแรงนั้น ตอนนี้กลับเหมือนถูกปลิดทิ้งเสียอย่างนั้นหรืออาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้อง จะรับรู้ถึงความอบอุ่นในอ้อมกอดของพ่อที่ส่งผ่านมาให้นะ เธอตั้งคำถามให้ตัวเอง แม้ลูกยังเป็นแค่ก้อนเลือดอยู่เท่านั้น หรืออาจจะเป็นเพราะความกังวลทั้งหลายมันหายไป และรู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดของเขาช่วงเวลาที่ห่างกันไปเพียงไม่นาน มาในวันนี้เธอมีคำตอบให้ตัวเองแล้วกับความรู้สึกของหัวใจที่มีต่อเขา แม้พยายามปฏิเสธ ก่อนจะซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอก ภาษากายของเธอที่แสดงออกมานั้น สร้างรอยยิ้มให้กับทีชานนท์อย่างพอใจ ก่อนจะกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ประทับจูบลงที่เรือนผมของเธอ“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” พูดเสียงทุ้มอยู่ข้างหู“ไปฝากท้อง ให้หมอตรวจให้ละเอียด ผมสงสารคุณเวลาเห็นคุณแพ้ท้อง” ธิดาวดีพยักหน้าเบา ๆ “รอให้คุณดีขึ้นแล้วเราค่อยจัดงานแต่ง...ดีไหม?” “แต่งงาน...เหรอคะ?”“
ธิดาวดีเปิดอ่านทีละหน้าอย่างช้า ๆ มากมายเรื่องราวที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน รวมทั้งเรื่องที่กิตติถูกนำเข้าโครงการวิจัยโรคร้าย และถูกยกเว้นค่าใช้จ่ายนั้น มันเป็นเรื่องโกหก เป็นเขาต่างหากที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ทุกบาททุกสตางค์ นี่เขาหรอกเหรอที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ คอยซัพพอร์ทเธอในหลาย ๆ เรื่อง แต่ทำไมต่อหน้าเธอเขากลับแสดงออกมาอีกอย่าง เขารู้ว่ากิ่งฉัตรยักยอกเงิน และเตรียมเทคโอเว่อร์บริษัทต่อจากกิ่งฉัตร และโอนหุ้นคืนให้เธออ่านไปพร้อมกับความแข็งในหัวใจที่อ่อนยวบลงเช่นกัน พลันทำให้นึกถึงใบหน้าของเขาขึ้นมาทันที คนสุขุมมาดเข้มอย่างเขามีโมเม้นเขียนบันทึกความทรงจำแบบนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ“เป็นคุณเองเหรอคะคุณนนท์” พูดคนเดียวอย่างแผ่วเบาทีชานนท์เดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องทำงานชั้นล่าง หลังจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นไปรบกวนธิดาวดีด้านบน และคืนนี้เขาก็ต้องนอนในห้องนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องขัดคำสั่งราณีและเดินขึ้นไปชั้นบนเพราะแพ้เสียงในหัวตัวเอง มือที่กำลังจะยกขึ้นเคาะห้องชะงักไปชั่วครู่ เมื่อตั้งคำถามให้กับตัวเอง แล้วถ้าเจอหน้าเขาแล้วเธอโมโหล่ะ หมอบอกคุณแม่ท้องอ่อนอารมณ์แปรปรวน แล้วถ้าเธอฉุนเฉีย
รอเคลื่อนออกจากบริษัทมาได้ไม่นานก็ต้องจอดข้างทาง เมื่ออาการแพ้ท้องกำเริบขึ้นอีกเหมือนแกล้งเธอ ยาดม ยาลม ยาหม่อง ที่เขาให้แม่บ้านเตรียมไว้ในรถดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร ทีชานนท์รวบผมเธอไว้เมื่อธิดาวดีโก่งคออาเจียนอยู่ริมถนน มืออีกข้างลูบหลังเธอแผ่วเบา ธิดาวดีนั่งหายใจหอบอยู่ข้างทางจนตัวโยนใบหน้าซีดเซียว ทีชานนท์เข้าไปหยิบขวดน้ำและกระดาษชำระในรถยื่นให้เธอ ก่อนจะพยุงหญิงสาวเข้าไปนั่งในรถ“ไหนบอกจะไปเอาโฉนดที่คอนโดไงคะ?” เธอหันมาถามเขาสายตาเอาเรื่อง เมื่อรถเปลี่ยนเส้นทาง“มีช่างมาซ่อมแอร์ และท่อน้ำในห้อง เครื่องมือเกะกะไปหมดคงไม่สะดวก”“คุณนนท์” ไม่บอกก็รู้ว่าโกหกชัด ๆ จ้องหน้าเขาอย่างหงุดหงิด ทีชานนท์กดสายหาภูริศและเปิดลำโพงให้เธอได้ยิน“เอาโฉนดและเอกสารทุกอย่างของคุณผึ้งอยู่ที่คอนโดมาให้ฉันที่บ้าน” เขากรอกเสียงลงไป(“ครับบอส”)“โอเคนะ” สั่งภูริศจบก็หันมาพูดกับเธอเพื่อให้อารมณ์หญิงสาวเย็นลง“งั้นให้คุณภูริศเอาไปให้ที่บ้านฉันก็แล้วกันค่ะ”“ไปส่งผึ้งที่บ้านด้วยค่ะ” ส่งเสียงบอกคนขับรถ“คุณแม่เป็นห่วงคุณมากและตอนนี้ก็ไม่สบาย ขอให้คุณแม่เจอหน้าคุณก่อนได้ไหม ให้ท่านสบายใจก่อนว่าคุณสบายดี” เอาราณ
ธิดาวดีเปิดฝายาดมและยกขึ้นจ่อจมูกสูดกลิ่นเข้าลึกจนเต็มปอด เหนื่อยกับการแพ้ท้องก็อ่อนแรงพอตัวแล้ว ไหนจะต้องมาหงุดหงิดกับคำบอกเล่าของทนายนาครที่เพิ่งวางสายไปเมื่อครู่อีก“คนโรคจิต” เธอพึมพำคนเดียวอย่างหงุดหงิด เมื่อนึกถึงใบหน้าพ่อของลูกในท้อง นึกอยากจะขอหย่าก็ขอ ยัดเยียดความผิดให้คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล พอมาวันนี้บอกว่าไม่คิดจะหย่าแล้ว เห็นเธอเป็นที่รองรับอารมณ์ของเขาหรืออย่างไร แน่ชัดแล้วว่าเขาเป็นไบโพล่าจริง ๆ หรือไม่ก็คงปั่นประสาทเธออยู่“คุณนนท์ไล่ตามหาแกให้ขวักเลย ไหนจะป้าราณีอีก ทุกคนเป็นห่วงแกมากเลยนะ อีกหน่อยคุณนนท์ก็คงรู้ว่าแกอยู่ที่ไหน กลับมาได้แล้ว” คำพูดของเขมจิรา ฟังดูแล้วทุกคนคงคิดว่าเธอกำลังงอนเขาอยู่ เหมือนกับว่านี่มันคือความผิดของเธอเสียอย่างนั้น เขาเองต่างหากที่ผลักเธอให้ออกห่าง แต่มาวันนี้กลับวิ่งวุ่นตามหาเธอเหมือนจำการกระทำของตัวเองไม่ได้เสียอย่างนั้น นี่ขนาดไม่รู้ว่าเธอตั้งท้องทุกคนยังขอร้องแทนเขาขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าท้องไม่ตามอุ้มกลับเลยหรือยังไงแค่นึกความขุ่นมัวในอารมณ์ก็ก่อตัวเข้มขึ้น ทำไมเธอจะต้องทำตามความต้องการของเขาด้วย ไม่อยากจะหย่าตอนนี้อย่างนั้นหรือ ได้เลย น้ำผึ
“คุณน้ำผึ้งกลับมาเมื่อหลายวันก่อนแล้วค่ะ เก็บกระเป๋าออกไปพร้อมกับคุณภายังไม่กลับมาเลยค่ะคุณนนท์” คำบอกเล่าของแม่บ้านนารีที่สร้างความรู้สึกหวั่น ๆ ในใจให้กับชายหนุ่ม ถ้าอย่างนั้นเธอโกหกราณีว่าจะกลับมาบ้านสินะ“แล้วผึ้งได้บอกไหมครับว่าจะกลับมาวันไหน?”“ไม่ได้บอกค่ะ” ทีชานนท์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถ แม่บ้านนารีมองตามหลังรถที่เคลื่อนออกรั้วบ้านไป พร้อมกับถอนหายใจ“มิน่าล่ะคุณน้ำผึ้งถึงดูเศร้าจัง ที่แท้ก็ทะเลาะกันนี่เอง” เธอพึมพำคนเดียวและเดินเข้าบ้านไปทีชานนท์นั่งใช้ความคิดอยู่ในรถอย่างเงียบ ๆ ปะติดปะต่อหลายเรื่องราวและทบทวนคำพูดของแม่บ้านเมื่อครู่ หรือเธอจะเดินทางไปต่างประเทศกับวิภารัตน์ และกดสายหาผู้ช่วยหนุ่มภูริศทันที ก่อนจะกลับเข้าบ้านศตพิพัฒน์อีกครั้ง“อ้าว ไหนบอกไปรับหนูผึ้งไง” ราณีทักเมื่อเห็นชายหนุ่มกลับเข้ามาคนเดียว ผู้ถูกถามไม่ตอบแต่ก้าวขายาว ๆ กลับขึ้นไปบนห้องทันที เปิดตู้เสื้อผ้าออกสำรวจอย่างร้อนใจ พลันหัวใจก็หล่นวูบเป็นครั้งที่สอง เมื่อเสื้อผ้าของเธอหายไปเกือบเกลี้ยงตู้ ตรงไปที่หน้ากระจกทันที ของใช้ส่วนตัวของเธอไม่เหลืออยู่แม้แต่ชิ้นเดียว เปิดลิ้นชัก และสำรวจทุก
“วันนี้คุณนนท์ไม่กลับบ้านคุณผึ้งให้ตั้งโต๊ะมื้อเย็นเลยไหมคะ?” แม่บ้านพิไลเอ่ยถามธิดาวดี เมื่อกลับเข้าบ้านศตพิพัฒน์อีกครั้งหลังจากวิภารัตน์กลับต่างประเทศไปแล้วหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ทีชานนท์ก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย เขาขลุกอยู่ที่คอนโดจนถึงวันที่ต้องเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ คงไม่อยากเห็นหน้าเธอกระมัง“คุณแม่จะกลับจากปฏิบัติธรรมวันไหนเหรอคะป้าพิไล?”“วันนี้แหละค่ะคุณผึ้ง ตาเข่งออกไปรับนานแล้วค่ะ เดี๋ยวก็คงถึงมั้งคะ”“งั้นรอคุณแม่ก่อนดีกว่าค่ะ”“ได้ค่ะ”หญิงสาวขึ้นไปบนห้อง กวาดตามองไปทั่วทุกมุมที่เงียบงัน นับจากนี้ไปที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงความทรงจำที่ไม่ควรเกิดขึ้นของเธอเท่านั้น เปิดตู้เสื้อผ้าเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋า“เราไปเริ่มต้นใหม่ในที่ของเรานะคะ” ลูบหน้าท้องเบา ๆ ฝืนยิ้มให้ก้อนเนื้อที่อยู่ในนั้นแต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเศร้า เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องทำให้เธอวางมือจากการเก็บของ เมื่อพิไลขึ้นมาแจ้งว่าราณีกลับมาถึงบ้านแล้ว“หนูผึ้งมาพอดีเลย” ราณีเอ่ยทักเมื่อเธอเดินเข้าไปนั่งลงที่โซฟา นายเข่งคนขับรถขนถุงของฝากมากมาย มากองรวมกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น“แม่ซื้อขนมที่หนูผึ้งชอบมาฝากด้วยนะ”
ทีชานนท์มองคนตัวเล็กไม่วางตา เธอรู้ว่าวิยาดาคืออดีตคนคุ้นเคยของเขาแล้ว และคงคิดว่าเขาแกล้งเมาเพื่ออ่อยแฟนเก่ากระมัง“ต้องไม่เมาและแอบนัดเจอกันเหมือนคุณกับแฟนเก่าคุณนะเหรอ?” พูดจบก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบชุดนอนมาสวม“หมายความว่าไงคะ?” คนฟังที่หูผึ่งและถามกลับทันทีอย่างเอาเรื่อง“อ้าว...ใครนะที
สวนอาหารกลางกรุงในยามราตรี ที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนในวันหยุดสุดสัปดาห์ โต๊ะยาวที่ถูกจัดไว้อย่างง่าย ๆ สำหรับปาร์ตี้เล็ก ๆ ของการนัดพบปะเพื่อน ๆ ของงานเลี้ยงรุ่นแบบไม่เป็นทางการ เสียงหัวเราะและแข่งกันพูดของคนสนิท ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณแม้จะเลือกโซนที่อยู่ด้านนอกแล้วก็ตามเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ สร้าง
“ป่าที่สมบูรณ์คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพดี” คือข้อความที่ระบุอยู่ด้านบนของแผ่นประชาสัมพันธ์โครงการ ที่จัดโดยองค์กรการกุศลเพื่อระดมทุนฟื้นฟูผืนป่า และโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ที่ยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือที่ทันสมัย“ผมจะได้อะไรจากการเสียเงินบริจาคก้อนโตในครั้งนี้?” ทีชานนท์เอ่ยถามห
การปรับตัวกับการเริ่มต้นงานใหม่ ที่สำนักงานใหญ่ของทีชานนท์นั้นไม่มีปัญหาใด ๆ สำหรับธิดาวดีเลย เพราะมีพ่อพวงมาลัยทีชากรณ์ที่แวะเวียนมาหาบ่อยครั้ง ถึงแม้จะยังไม่อยากทำใจยอมรับแต่จะให้คาสโนว่าตัวพ่ออย่างเขาซึมเศร้าอยู่ตลอดนั้นคงไม่ใช่ คอยให้ข้อมูลที่หญิงสาวต้องการทั้งเรื่องนอกและเรื่องในที่ทำงาน อีกทั







