เข้าสู่ระบบรถหรูวิ่งมาจอดหน้าบ้าน แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องลงกระทบพื้นยังไม่ถูกปิดลง หลังกลับจากทานอาหารมื้อเย็นนอกบ้าน เมื่อราณีนัดพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายกับสองหนุ่มสาว พร้อมกำหนดการและรายละเอียดที่จัดแจงไว้อย่างลงตัวเรียบร้อยแล้วให้ทีชานนท์และธิดาวดีรับรู้
“ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นอร่อย ๆ นะคะคุณป้า” ธิดาวดีเอ่ยขอบคุณราณีพร้อมหันไปส่งยิ้มให้หญิงสูงวัยที่นั่งอยู่เบาะโดยสารด้านหลัง ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มพลขับที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” พูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบจากเขา เปิดประตูเดินลงจากรถไป
แม่บ้านวิ่งออกมาหาเจ้านายหญิงทันทีที่ลงจากรถ และพูดคุยด้วยท่าทีร้อนใจ ทีชานนท์เหลือบตาไปมอง ก่อนจะเลี้ยวรถกลับออกไป ลุงสนั่นพ่อบ้านยังไม่ทันจะปิดประตูรั้ว ภาคินก็พาร่างโซซัดโซเซเดินสวนรถเข้ามาด้านในทันที เมื่อลุงสนั่นปฏิเสธไม่ให้เขานำรถเข้ามาจอดด้านในตามคำสั่งของธิดาวดี เมื่อถูกตัดการติดต่อทุกช่องทาง เขาจึงทำได้แค่มาดักรอเท่านั้น
“นั่นใครน่ะ...ใช่ภาคินหรือเปล่า”? ราณีที่เอ่ยขึ้นพลางหรี่ตามองภาพเมื่อครู่
“ท่าทางดื่มมาด้วยนะตานนท์ แม่ว่าเรากลับเข้าไปดูหน่อยไหม แม่เป็นห่วงหนูผึ้ง”
“คิน” ธิดาวดีเอ่ยชื่อเขาแผ่วเบาปนแปลกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินตรงเข้ามาหาในเวลาดึกดื่นแบบนี้
“ผึ้ง” คำพูดที่เอ่ยออกมาจากหัวใจที่เจ็บปวด เมื่อแอลกอฮอล์ที่เติมเข้าไปตั้งแต่หัวค่ำเริ่มทำงานได้อย่างดีเยี่ยม และดูเหมือนมันจะไปกระตุ้นต่อมคิดถึงให้ทำงานหนักจนไม่สามารถทัดทานตัวเองไว้ได้ สุดท้ายต้องมาดักรอเพื่อเจอหน้า
“คินขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม” กลิ่นละมุดโชยมาแต่ไกล บ่งบอกว่าเจ้าของร่างสติเหลืออยู่ไม่เต็มร้อย แต่กระนั้นภาคินผู้อ่อนโยนก็ยังพยายามควบคุมตัวเองให้เป็นปกติอยู่ แม้จะทำได้ไม่ค่อยดีนัก
“ดึกแล้วคินมีธุระอะไรค่อยคุยกันวันหลังละกัน” หญิงสาวพูดตัดจบ
“วันไหน...ตอนไหน...ที่ไหน ผึ้งตัดโอกาสคินทุกช่องทางแล้วนี่” ชายหนุ่มตัดพ้อ พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ ป้านารียืนอยู่ข้าง ๆ สายตาเป็นกังวล
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้านารี ไปพักผ่อนเถอะค่ะ” หันไปบอกแม่บ้าน
“ค่ะคุณผึ้ง”
“คินคิดถึงผึ้ง” ภาคินบอกความในใจด้วยท่าทีสิ้นหวัง
“ผึ้งอย่าหมั้นได้ไหม คินปฏิเสธแม่ไปแล้ว งานหมั้นของคินจะไม่เกิดขึ้น เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ แล้วคินจะหาทางช่วยผึ้งเอง นะผึ้ง”
ดึงมือหญิงสาวมากุมไว้สายตาวิงวอน ธิดาวดีดึงมือกลับพร้อมถอนหายใจ
“ผึ้งว่าเราเคลียร์ทุกอย่างกันชัดแล้วนะ อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยนะคิน คินกลับไปเถอะดึกแล้วผึ้งอยากพัก”
หันหลังกำลังจะก้าวขาเข้าบ้าน แต่ภาคินเดินมาดักหน้าไว้ ดึงมือหญิงสาวมากุมไว้อีกครั้ง และบีบแน่นไม่ยอมปล่อย นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่ทำตัวงี่เง่าปัญญาอ่อนแบบนี้ แม้ว่าต้องทำตัวไร้ค่าแค่ไหนเขาก็พร้อมที่จะทำ เมื่อหัวใจมันบอกชัดแล้ว ว่าไม่สามารถตัดใจจากหญิงสาวตรงหน้าได้เลย
ยังไม่ทันที่ธิดาวดีจะเอ่ยอะไรออกไป รถสปอร์ตคันเดิมที่เพิ่งขับออกไปเมื่อครู่ก็ขับกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง ธิดาวดีและภาคินหรี่ตาลงเมื่อแสงจ้าจากหน้ารถสาดกระทบดวงตาจนขาวโพลนไปหมด พร้อมกับร่างของทีชานนท์ที่เดินลงจากรถ
“กลับไปได้แล้วที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณควรอยู่” เอ่ยขึ้นทันทีเมื่อมายืนอยู่ข้างหญิงสาว ดึงมือธิดาวดีออกจากการเกาะกุมของภาคิน และกุมมือเธอไว้แทน จ้องหน้าคนเมาด้วยสายตาจริงจัง คนขับรถของภาคินที่คอยชะเง้ออยู่ด้วยความกังวล รีบวิ่งเข้ามาด้านในทันที
“คุณคินกลับเถอะครับ คุณนายโทรตามแล้วครับ”
ภาคินจ้องมองสองมือที่กุมกันไว้แน่นตรงหน้า เผลอขบกรามแน่น แต่ก็ทำได้แค่นั้น ก่อนจะเดินคอตกกลับออกไปอย่างสิ้นหวัง
ทีชานนท์ปล่อยมือหญิงสาวให้เป็นอิสระ ยืดอกจัดท่าทีให้ตัวเองใหม่ มือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง สบตากับคนตรงหน้า
“ผมหวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกนะ”
“คะ?” ธิดาวดีย่นคิ้วมองหน้าผู้พูด จากท่าทีที่เขาแสดงออก เหมือนมันเป็นความผิดของเธอเสียอย่างนั้น
“อีกหน่อยคุณกับผมก็ต้องหมั้นกัน คุณควรเคลียร์กับคนเก่าให้จบก่อนไหม ผมไม่อยากดูโง่ในสายตาคนอื่น เพราะคุณแม่คงไม่มีทางตำหนิคุณแน่นอน” พูดจบก็หันหลังเดินขึ้นรถไปทันทีไม่เปิดโอกาศให้หญิงสาวได้อธิบายเลยสักคำ
“หึ” ธิดาวดีแค่นหัวเราะในลำคอ ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีในอนาคตของเธอ ถืงเธอจะไม่มีสิทธิ์เลือก แต่เขาก็ไม่ควรดูถูกเธอด้วยคำพูดและกิริยาแบบนี้ ดูท่าแล้วคงจูนเข้ากันลำบากแล้วกระมัง ก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
“ไม่เป็นไรหรอกมั้งคะคุณป้า มีแม่บ้านพ่อบ้านอยู่ด้วยไม่ต้องห่วงผึ้งหรอกค่ะ” ธิดาวดีปฏิเสธคำเชิญของราณีที่จะให้เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยกัน โดยอ้างความเป็นห่วงที่มีต่อหญิงสาว จากเหตุการณ์เมื่อวาน
“ยังไงเสียหลังแต่งก็ต้องย้ายมาอยู่แล้ว ก็ย้ายให้จบ ๆ ไปเลยก็แล้วกัน ป้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องมีแต่หรอกจ้ะ หนูผึ้งกับพี่นนท์ยังไม่คุ้นเคยกัน มาอยู่บ้านหลังเดียวกันจะได้ปรับตัวได้เร็วขึ้น อีกหน่อยก็ต้องแต่งกันแล้ว”
ราณีสรุปตัดจบอย่างอารมณ์ดี มองหน้าหญิงสาวรอฟังคำตอบ ทั้งที่เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลย
“ค่ะคุณป้า” คำตอบที่ทำให้ราณียิ้มได้
“หนูผึ้งไปทำงานเถอะจ้ะป้ามีเรื่องพูดแค่นี้แหละ”
“ค่ะ”
ราณีมองตามร่างหญิงสาวที่เพิ่งเดินออกห้องไป แววตาของเธอที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูที่มีต่อเด็กสาวคนเดิมไม่เคยจางหายไป พร้อมกับภาพในอดีตที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
เด็กสาวในเครื่องแบบนักเรียนมัธยมโรงเรียนเดียวกับทีชากรณ์ ที่อยู่กับเธอหน้าห้องฉุกเฉิน ในครั้งที่ทีชากรณ์ประสบอุบัติเหตุโดนชนแล้วหนีอาการโคม่าเป็นตายเท่ากัน เป็นธิดาวดีที่โทรแจ้งเหตุและพาเขามาส่งโรงพยาบาล เสื้อนักเรียนสีขาวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดของทีชากรณ์
“ไม่เป็นไรนะคะคุณป้า” ธิดาวดีกอดปลอบร่างราณีที่ร้องให้แทบเสียสติ เมื่อเคราะห์ซ้ำกรรมซัด สามีป่วยเรื้อรังอาการทรุดหนัก มีภาวะแทรกซ้อนและยังอยู่ในห้องไอซียู ส่วนลูกชายคนเล็กนั้นก็มาประสบอุบัติเหตุเป็นตายเท่ากัน ในขณะที่บริษัทกำลังประสบกับภาวะวิกฤตทางการเงิน แม้เงินค่ารักษาพยาบาลก็ต้องวิ่งเต้นหาจนหัวหมุนแทบสิ้นหวัง
“คุณพ่อกำลังมารับหนู หนูจะคุยกับคุณพ่อให้ คุณพ่อต้องช่วยคุณป้าแน่นอนค่ะ” เธอพูดปลอบใจเมื่อได้ยินสิ่งที่ราณีพูดสายโทรศัพท์
เด็กหนอเด็ก คิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ในโลกความเป็นจริงความใจดีมันไม่ได้หาได้ง่ายขนาดนั้น แม้สายเลือดเดียวกันยังพึ่งพาไม่ได้ ปะสาอะไรกับคนที่ไม่รู้จัก แต่เธอคิดผิด กิตติไม่ได้เป็นเหมือนคนอื่น ๆ รอบข้างเธอเลย
ธิดาวดีนั่งลงคิดทบทวนวกไปวนมา คงเหลือทางเดียวกระมังที่เธอต้องลองดู
ทีชานนท์ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างใจเย็น และวางลงก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองธิดาวดีที่นั่งอยู่ตรงข้าม และผายมือไปที่เธอส่งสัญญาณให้หญิงสาวพูดธุระของเธอมาได้เลย
“ฉันไม่ทราบว่าคุณป้าคุยกับคุณแล้วหรือยัง?” พูดอย่างระมัดระวัง
“เรื่อง?” ทีชานนท์ถามสั้น ๆ
“ฉันต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านคุณ”
หัวคิ้วชายหนุ่มกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ฟังประโยคนั้น แต่ยังคงนิ่งอยู่ ธิดาวดีจับสังเกตสีหน้าของเขาหลังจากพูดจบประโยค
“แล้วยังไง?”
“เอ่อ...ฉันคิดว่าอาจจะทำให้คุณอึดอัด”
“อะไรที่ทำให้คุณคิดอย่างงั้น?” ทีชานนท์ถามพร้อมประเมินท่าทีของอีกฝ่ายว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“คุณป้าอาจจะให้เรา...เอ่อ...คือ...เพราะเรายัง...ไม่ได้เป็นะอะไรกัน...และฉันคิดว่า...” กลายเป็นคนพูดจากระท่อนกระแท่นไปเสียอย่างนั้น เมื่อเรื่องที่กำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้มันไม่ค่อยสะดวกปากสักเท่าไหร่
“ถ้าคุณใจร้อนอยากเป็นผมเป็นให้เลยก็ได้ เพราะยังไงเราก็หนีคุณแม่ไม่พ้นอยู่ดี?” ยกขาขึ้นไขว่ห้างเอนหลังพิงพนักโซฟา มองหน้าหญิงสาวแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” ธิดาวดีสวนกลับทันทีที่เขาพูดจบ
“แล้วคุณหมายความแบบไหน?”
“ฉันอยากให้คุณช่วยพูดกับคุณป้าอีกที”
อ้อมไปอ้อมมาที่แท้ก็ไม่อยากย้าย สุดท้ายก็ตัดแฟนเก่าไม่ขาดสินะ นี่ก็คงไม่กล้าปฏิเสธคุณแม่กระมัง
“พูดว่าอะไร?”
“คุณเข้าใจอยู่แล้วจะแกล้งถามทำไม?” เกลียดนักคนแกล้งโง่ หรือไม่ก็คงจะตั้งใจกวนประสาท
“นี่คุณมาขอร้องผมหรือคุณมาสั่งผมกันแน่?” ยกคิ้วสูงมองหน้าหญิงสาวแบบรอคำตอบ แต่คำสนทนาก็หยุดอยู่แค่นั้นเมื่อเสียงเคาะที่หน้าประตูดังขึ้น พร้อมกับร่างของราณีที่เดินเข้ามาด้านใน สองสายตาหันไปมองพร้อมกัน
“อ้าว...หนูผึ้ง” มองหน้าสองหนุ่มสาวสลับกันไปมา
“คุยเรื่องซีเรียสกันอยู่หรือเปล่า แม่จะได้ออกไปก่อน”
“เปล่าครับคุณแม่ คุณผึ้งเค้าแค่มาบอกว่าคุณแม่จะให้ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้าน”
“อ๋อ...แม่ก็กำลังจะมาพูดเรื่องนี้พอดีเลย หนูผึ้งบอกก่อนก็ดีแล้วจ้ะ งั้นคุยกันต่อเลย แม่กลับแล้ว” พูดเสร็จก็หันหลังกลับ
“คุณป้าคะ” ธิดาวดีเรียกตามร่างหญิงสูงวัย ราณีหันมามองหน้าเธอแทนคำถาม ธิดาวดีหันมามองชายหนุ่มส่งสัญญาณให้เขาช่วยพูด แต่ทำลายความนิ่งของเขาที่มีอยู่ไม่ได้เลย พร้อมกับเสียงสั่นจากโทรศัพท์มือถือของราณีที่ดังขึ้น หล่อนหยิบโทรศัพท์ออกมากดรับสาย และยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่าไม่ว่างจะฟังแล้ว และเดินออกห้องไป
ทีชานนท์มองหน้าหญิงสาวพร้อมกับยักไหล่แบบช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ ธิดาวดีถอนหายใจทิ้งอย่างสิ้นหวัง และเดินกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเอง นั่งพิงพนักเก้าอี้นวมปิดเปลือกตาลงผ่อนคลาย เข้าใจในความเมตตาของราณีที่มีให้เธอเสมอ แม้บางครั้งมันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ราณีเองไม่ได้ทำให้เธออึดอัด แต่เป็นว่าที่คู่หมั้นของเธอต่างหาก
แสงสลัวจากด้านนอกที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาด้านในห้อง ของค่ำคืนที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังอื้ออึงแข่งกับความเงียบอยู่เป็นระยะ ธิดาวดีหลับตาในอ้อมกอดของเขา อาการนอนไม่หลับติดต่อกันมาหลายคืนเพราะแพ้ท้องอย่างรุนแรงนั้น ตอนนี้กลับเหมือนถูกปลิดทิ้งเสียอย่างนั้นหรืออาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้อง จะรับรู้ถึงความอบอุ่นในอ้อมกอดของพ่อที่ส่งผ่านมาให้นะ เธอตั้งคำถามให้ตัวเอง แม้ลูกยังเป็นแค่ก้อนเลือดอยู่เท่านั้น หรืออาจจะเป็นเพราะความกังวลทั้งหลายมันหายไป และรู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดของเขาช่วงเวลาที่ห่างกันไปเพียงไม่นาน มาในวันนี้เธอมีคำตอบให้ตัวเองแล้วกับความรู้สึกของหัวใจที่มีต่อเขา แม้พยายามปฏิเสธ ก่อนจะซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอก ภาษากายของเธอที่แสดงออกมานั้น สร้างรอยยิ้มให้กับทีชานนท์อย่างพอใจ ก่อนจะกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ประทับจูบลงที่เรือนผมของเธอ“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” พูดเสียงทุ้มอยู่ข้างหู“ไปฝากท้อง ให้หมอตรวจให้ละเอียด ผมสงสารคุณเวลาเห็นคุณแพ้ท้อง” ธิดาวดีพยักหน้าเบา ๆ “รอให้คุณดีขึ้นแล้วเราค่อยจัดงานแต่ง...ดีไหม?” “แต่งงาน...เหรอคะ?”“
ธิดาวดีเปิดอ่านทีละหน้าอย่างช้า ๆ มากมายเรื่องราวที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน รวมทั้งเรื่องที่กิตติถูกนำเข้าโครงการวิจัยโรคร้าย และถูกยกเว้นค่าใช้จ่ายนั้น มันเป็นเรื่องโกหก เป็นเขาต่างหากที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ทุกบาททุกสตางค์ นี่เขาหรอกเหรอที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ คอยซัพพอร์ทเธอในหลาย ๆ เรื่อง แต่ทำไมต่อหน้าเธอเขากลับแสดงออกมาอีกอย่าง เขารู้ว่ากิ่งฉัตรยักยอกเงิน และเตรียมเทคโอเว่อร์บริษัทต่อจากกิ่งฉัตร และโอนหุ้นคืนให้เธออ่านไปพร้อมกับความแข็งในหัวใจที่อ่อนยวบลงเช่นกัน พลันทำให้นึกถึงใบหน้าของเขาขึ้นมาทันที คนสุขุมมาดเข้มอย่างเขามีโมเม้นเขียนบันทึกความทรงจำแบบนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ“เป็นคุณเองเหรอคะคุณนนท์” พูดคนเดียวอย่างแผ่วเบาทีชานนท์เดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องทำงานชั้นล่าง หลังจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นไปรบกวนธิดาวดีด้านบน และคืนนี้เขาก็ต้องนอนในห้องนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องขัดคำสั่งราณีและเดินขึ้นไปชั้นบนเพราะแพ้เสียงในหัวตัวเอง มือที่กำลังจะยกขึ้นเคาะห้องชะงักไปชั่วครู่ เมื่อตั้งคำถามให้กับตัวเอง แล้วถ้าเจอหน้าเขาแล้วเธอโมโหล่ะ หมอบอกคุณแม่ท้องอ่อนอารมณ์แปรปรวน แล้วถ้าเธอฉุนเฉีย
รอเคลื่อนออกจากบริษัทมาได้ไม่นานก็ต้องจอดข้างทาง เมื่ออาการแพ้ท้องกำเริบขึ้นอีกเหมือนแกล้งเธอ ยาดม ยาลม ยาหม่อง ที่เขาให้แม่บ้านเตรียมไว้ในรถดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร ทีชานนท์รวบผมเธอไว้เมื่อธิดาวดีโก่งคออาเจียนอยู่ริมถนน มืออีกข้างลูบหลังเธอแผ่วเบา ธิดาวดีนั่งหายใจหอบอยู่ข้างทางจนตัวโยนใบหน้าซีดเซียว ทีชานนท์เข้าไปหยิบขวดน้ำและกระดาษชำระในรถยื่นให้เธอ ก่อนจะพยุงหญิงสาวเข้าไปนั่งในรถ“ไหนบอกจะไปเอาโฉนดที่คอนโดไงคะ?” เธอหันมาถามเขาสายตาเอาเรื่อง เมื่อรถเปลี่ยนเส้นทาง“มีช่างมาซ่อมแอร์ และท่อน้ำในห้อง เครื่องมือเกะกะไปหมดคงไม่สะดวก”“คุณนนท์” ไม่บอกก็รู้ว่าโกหกชัด ๆ จ้องหน้าเขาอย่างหงุดหงิด ทีชานนท์กดสายหาภูริศและเปิดลำโพงให้เธอได้ยิน“เอาโฉนดและเอกสารทุกอย่างของคุณผึ้งอยู่ที่คอนโดมาให้ฉันที่บ้าน” เขากรอกเสียงลงไป(“ครับบอส”)“โอเคนะ” สั่งภูริศจบก็หันมาพูดกับเธอเพื่อให้อารมณ์หญิงสาวเย็นลง“งั้นให้คุณภูริศเอาไปให้ที่บ้านฉันก็แล้วกันค่ะ”“ไปส่งผึ้งที่บ้านด้วยค่ะ” ส่งเสียงบอกคนขับรถ“คุณแม่เป็นห่วงคุณมากและตอนนี้ก็ไม่สบาย ขอให้คุณแม่เจอหน้าคุณก่อนได้ไหม ให้ท่านสบายใจก่อนว่าคุณสบายดี” เอาราณ
ธิดาวดีเปิดฝายาดมและยกขึ้นจ่อจมูกสูดกลิ่นเข้าลึกจนเต็มปอด เหนื่อยกับการแพ้ท้องก็อ่อนแรงพอตัวแล้ว ไหนจะต้องมาหงุดหงิดกับคำบอกเล่าของทนายนาครที่เพิ่งวางสายไปเมื่อครู่อีก“คนโรคจิต” เธอพึมพำคนเดียวอย่างหงุดหงิด เมื่อนึกถึงใบหน้าพ่อของลูกในท้อง นึกอยากจะขอหย่าก็ขอ ยัดเยียดความผิดให้คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล พอมาวันนี้บอกว่าไม่คิดจะหย่าแล้ว เห็นเธอเป็นที่รองรับอารมณ์ของเขาหรืออย่างไร แน่ชัดแล้วว่าเขาเป็นไบโพล่าจริง ๆ หรือไม่ก็คงปั่นประสาทเธออยู่“คุณนนท์ไล่ตามหาแกให้ขวักเลย ไหนจะป้าราณีอีก ทุกคนเป็นห่วงแกมากเลยนะ อีกหน่อยคุณนนท์ก็คงรู้ว่าแกอยู่ที่ไหน กลับมาได้แล้ว” คำพูดของเขมจิรา ฟังดูแล้วทุกคนคงคิดว่าเธอกำลังงอนเขาอยู่ เหมือนกับว่านี่มันคือความผิดของเธอเสียอย่างนั้น เขาเองต่างหากที่ผลักเธอให้ออกห่าง แต่มาวันนี้กลับวิ่งวุ่นตามหาเธอเหมือนจำการกระทำของตัวเองไม่ได้เสียอย่างนั้น นี่ขนาดไม่รู้ว่าเธอตั้งท้องทุกคนยังขอร้องแทนเขาขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าท้องไม่ตามอุ้มกลับเลยหรือยังไงแค่นึกความขุ่นมัวในอารมณ์ก็ก่อตัวเข้มขึ้น ทำไมเธอจะต้องทำตามความต้องการของเขาด้วย ไม่อยากจะหย่าตอนนี้อย่างนั้นหรือ ได้เลย น้ำผึ
“คุณน้ำผึ้งกลับมาเมื่อหลายวันก่อนแล้วค่ะ เก็บกระเป๋าออกไปพร้อมกับคุณภายังไม่กลับมาเลยค่ะคุณนนท์” คำบอกเล่าของแม่บ้านนารีที่สร้างความรู้สึกหวั่น ๆ ในใจให้กับชายหนุ่ม ถ้าอย่างนั้นเธอโกหกราณีว่าจะกลับมาบ้านสินะ“แล้วผึ้งได้บอกไหมครับว่าจะกลับมาวันไหน?”“ไม่ได้บอกค่ะ” ทีชานนท์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถ แม่บ้านนารีมองตามหลังรถที่เคลื่อนออกรั้วบ้านไป พร้อมกับถอนหายใจ“มิน่าล่ะคุณน้ำผึ้งถึงดูเศร้าจัง ที่แท้ก็ทะเลาะกันนี่เอง” เธอพึมพำคนเดียวและเดินเข้าบ้านไปทีชานนท์นั่งใช้ความคิดอยู่ในรถอย่างเงียบ ๆ ปะติดปะต่อหลายเรื่องราวและทบทวนคำพูดของแม่บ้านเมื่อครู่ หรือเธอจะเดินทางไปต่างประเทศกับวิภารัตน์ และกดสายหาผู้ช่วยหนุ่มภูริศทันที ก่อนจะกลับเข้าบ้านศตพิพัฒน์อีกครั้ง“อ้าว ไหนบอกไปรับหนูผึ้งไง” ราณีทักเมื่อเห็นชายหนุ่มกลับเข้ามาคนเดียว ผู้ถูกถามไม่ตอบแต่ก้าวขายาว ๆ กลับขึ้นไปบนห้องทันที เปิดตู้เสื้อผ้าออกสำรวจอย่างร้อนใจ พลันหัวใจก็หล่นวูบเป็นครั้งที่สอง เมื่อเสื้อผ้าของเธอหายไปเกือบเกลี้ยงตู้ ตรงไปที่หน้ากระจกทันที ของใช้ส่วนตัวของเธอไม่เหลืออยู่แม้แต่ชิ้นเดียว เปิดลิ้นชัก และสำรวจทุก
“วันนี้คุณนนท์ไม่กลับบ้านคุณผึ้งให้ตั้งโต๊ะมื้อเย็นเลยไหมคะ?” แม่บ้านพิไลเอ่ยถามธิดาวดี เมื่อกลับเข้าบ้านศตพิพัฒน์อีกครั้งหลังจากวิภารัตน์กลับต่างประเทศไปแล้วหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ทีชานนท์ก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย เขาขลุกอยู่ที่คอนโดจนถึงวันที่ต้องเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ คงไม่อยากเห็นหน้าเธอกระมัง“คุณแม่จะกลับจากปฏิบัติธรรมวันไหนเหรอคะป้าพิไล?”“วันนี้แหละค่ะคุณผึ้ง ตาเข่งออกไปรับนานแล้วค่ะ เดี๋ยวก็คงถึงมั้งคะ”“งั้นรอคุณแม่ก่อนดีกว่าค่ะ”“ได้ค่ะ”หญิงสาวขึ้นไปบนห้อง กวาดตามองไปทั่วทุกมุมที่เงียบงัน นับจากนี้ไปที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงความทรงจำที่ไม่ควรเกิดขึ้นของเธอเท่านั้น เปิดตู้เสื้อผ้าเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋า“เราไปเริ่มต้นใหม่ในที่ของเรานะคะ” ลูบหน้าท้องเบา ๆ ฝืนยิ้มให้ก้อนเนื้อที่อยู่ในนั้นแต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเศร้า เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องทำให้เธอวางมือจากการเก็บของ เมื่อพิไลขึ้นมาแจ้งว่าราณีกลับมาถึงบ้านแล้ว“หนูผึ้งมาพอดีเลย” ราณีเอ่ยทักเมื่อเธอเดินเข้าไปนั่งลงที่โซฟา นายเข่งคนขับรถขนถุงของฝากมากมาย มากองรวมกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น“แม่ซื้อขนมที่หนูผึ้งชอบมาฝากด้วยนะ”
ทีชานนท์มองคนตัวเล็กไม่วางตา เธอรู้ว่าวิยาดาคืออดีตคนคุ้นเคยของเขาแล้ว และคงคิดว่าเขาแกล้งเมาเพื่ออ่อยแฟนเก่ากระมัง“ต้องไม่เมาและแอบนัดเจอกันเหมือนคุณกับแฟนเก่าคุณนะเหรอ?” พูดจบก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบชุดนอนมาสวม“หมายความว่าไงคะ?” คนฟังที่หูผึ่งและถามกลับทันทีอย่างเอาเรื่อง“อ้าว...ใครนะที
สวนอาหารกลางกรุงในยามราตรี ที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนในวันหยุดสุดสัปดาห์ โต๊ะยาวที่ถูกจัดไว้อย่างง่าย ๆ สำหรับปาร์ตี้เล็ก ๆ ของการนัดพบปะเพื่อน ๆ ของงานเลี้ยงรุ่นแบบไม่เป็นทางการ เสียงหัวเราะและแข่งกันพูดของคนสนิท ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณแม้จะเลือกโซนที่อยู่ด้านนอกแล้วก็ตามเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ สร้าง
“ป่าที่สมบูรณ์คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพดี” คือข้อความที่ระบุอยู่ด้านบนของแผ่นประชาสัมพันธ์โครงการ ที่จัดโดยองค์กรการกุศลเพื่อระดมทุนฟื้นฟูผืนป่า และโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ที่ยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือที่ทันสมัย“ผมจะได้อะไรจากการเสียเงินบริจาคก้อนโตในครั้งนี้?” ทีชานนท์เอ่ยถามห
การปรับตัวกับการเริ่มต้นงานใหม่ ที่สำนักงานใหญ่ของทีชานนท์นั้นไม่มีปัญหาใด ๆ สำหรับธิดาวดีเลย เพราะมีพ่อพวงมาลัยทีชากรณ์ที่แวะเวียนมาหาบ่อยครั้ง ถึงแม้จะยังไม่อยากทำใจยอมรับแต่จะให้คาสโนว่าตัวพ่ออย่างเขาซึมเศร้าอยู่ตลอดนั้นคงไม่ใช่ คอยให้ข้อมูลที่หญิงสาวต้องการทั้งเรื่องนอกและเรื่องในที่ทำงาน อีกทั







