LOGINเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสี่ปี...
ณ เมืองริมน้ำแห่งเจียงหนานอันอุดมสมบูรณ์ ที่ห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้
สายฝนโปรยปรายลงมากระทบกระเบื้องหลังคา ซูเหมยนั่งอยู่ริมหน้าต่างบานเล็ก กลิ่นหมึกและกระดาษหอมฟุ้งอยู่รอบตัว ปลายพู่กันในมือเรียวบรรจงเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษอย่างประณีต
การรับจ้างคัดลอกตำราหายากให้กับหอตำราใหญ่ กลายเป็นอาชีพหลักของนางตลอดหลายปีที่ผ่านมา ด้วยลายมือที่อ่อนช้อยงดงามและมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดี ค่าตอบแทนที่ได้รับจึงมากพอให้นางสร้างบ้านไม้หลังเล็กและดูแลคนในครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน
ซูเหมยชะงักปลายพู่กันชั่วครู่ เงยหน้ามองสายฝนด้านนอก ความเงียบสงบชวนให้นึกย้อนกลับไปสู่อดีตที่ผ่านพ้นมานาน
ภาพจำในวันแรกที่ชีวิตต้องเข้าไปพัวพันกับจ้าวเฟยหลงยังคงชัดเจน ตอนนั้นมารดาป่วยหนักจนแทบสิ้นใจ ซูเหมยที่ยังเป็นเพียงสาวรุ่นและไร้หนทาง จึงจำต้องคลุมผ้าซ่อนใบหน้า แอบออกไปรับจ้างเป็นนางรำในงานเลี้ยงเพื่อหาเงินประทังชีวิต และที่นั่นเองที่นางได้พบกับบุรุษผู้มีอำนาจล้นฟ้า
เขาถูกใจท่วงท่าร่ายรำและกลิ่นอายที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้า จึงใช้อำนาจและเงินตราซื้อตัวนางไป ความสัมพันธ์ไร้ตัวตนในฐานะหญิงอุ่นเตียงจึงเริ่มต้นขึ้นนับแต่นั้น
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มจางๆ ยามดึงสติกลับคืนสู่ปัจจุบัน ทุกอย่างกลายเป็นเพียงอดีตที่ผ่านไปแล้ว เมื่อปีก่อนมารดาของนางจากไปอย่างสงบโดยไม่ทรมาน แม้จะเสียใจ แต่นางก็ทำใจยอมรับได้ เพราะในบั้นปลายชีวิต มารดามีรอยยิ้มและได้สัมผัสความสุขอย่างแท้จริง
เสียงพลิกตัวของเด็กน้อยบนเตียงนอนมุมห้อง ดึงสายตาของซูเหมยให้ทอประกายอ่อนโยน นางวางพู่กันลง เดินไปดึงผ้าขึ้นห่มให้ ‘เป่าอัน’ ก้อนแป้งน้อยวัยสามขวบผู้เป็นแก้วตาดวงใจ โครงหน้ากระจ่างใสและคิ้วเข้มที่เริ่มฉายแววคมคายเหมือนใครบางคน ทำให้หัวใจคนเป็นแม่ทั้งรักทั้งหวงแหน การได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเฝ้าดูลูกเติบโต คือความสุขที่สุดในชีวิตของนางแล้ว
ป่านนี้ชินอ๋องจ้าวเฟยหลงคงใช้ชีวิตคู่กับหลินอวี้เหยา มีทายาทสืบสกุลที่คู่ควร และลืมเลือนลูกอนุไร้ค่าเช่นนางไปจนหมดสิ้น เมืองเจียงหนานแห่งนี้อยู่ห่างไกลนัก ผู้สูงศักดิ์เช่นเขาคงไม่มีวันมาเหยียบเมืองการค้าแห่งนี้
‘เราสองคนแม่ลูกจะอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขตลอดไป...’ ซูเหมยพึมพำบอกตัวเองด้วยรอยยิ้ม
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมแสงแดดอบอุ่น
ถนนสายหลักของเมืองคึกคักไปด้วยผู้คน ซูเหมยในชุดผ้าฝ้ายสีเรียบสะอาดตาก้าวเดินพลางจูงมือลูกชายตัวน้อย โดยมีชิงชิงคอยช่วยถือกล่องไม้ใส่ตำราเพื่อนำไปส่งที่หอตำรา
“ท่านแม่ ดูผีเสื้อตรงนั้นสิขอรับ” เสียงใสแจ๋วของเป่าอันชี้ชวนให้ดูแผงของเล่นข้างทาง ซูเหมยยิ้มรับพลางกระชับมือเล็กไว้อย่างอบอุ่น
แต่ความสุขสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าม้าศึกหลายสิบตัวที่ควบตะบึงเข้ามา เสียงทหารตะโกนสั่งให้ฝูงชนหลีกทางดังลั่นถนน ตามมาด้วยขบวนรถม้าคันใหญ่โตหรูหรา ลวดลายไม้แกะสลักรูป ‘พยัคฆ์เหิน’ สีทองอร่ามบนตัวรถ บ่งบอกถึงตราสัญลักษณ์ของแม่ทัพผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งราชสำนัก
ผู้คนริมถนนต่างพากันแตกตื่นถอยร่น ซูเหมยใจหายวาบเมื่อเห็นตรานั้น ชั่วขณะที่รถม้าเคลื่อนผ่าน สายลมวูบหนึ่งพัดเอาชายม่านหน้าต่างเปิดออกเพียงชั่วพริบตา
สายตาของนางสบเข้ากับเสี้ยวหน้าคมคายดุดันของคนที่นั่งอยู่หลังม่านอย่างจัง... จ้าวเฟยหลง!
ลมหายใจของนางสะดุดกึก ร่างกายชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า ความหวาดกลัวที่ฝังลึกระเบิดขึ้นมาในอก แต่ก่อนที่เด็กน้อยข้างกายจะทันแหงนหน้ามองตามเสียง สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่งให้นางดึงตัวเป่าอันเข้ามากอดแนบอกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันหลังบังตัวลูกไว้ แล้วก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอก
สองมือกอดลูกน้อยไว้แน่นจนตัวสั่น หัวใจเต้นรัวกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกอก
เสียงล้อรถม้าค่อยๆ เคลื่อนผ่านหลังนางไปอย่างช้าๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายอันตรายอันคุ้นเคย สี่ปีที่หนีมาไกลถึงเพียงนี้... ความปลอดภัยและชีวิตอันสงบสุขที่พยายามสร้างขึ้น กลับพังทลายลงในพริบตาเดียว เพียงเพราะการปรากฏตัวของเขา
บทที่ 15เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในเรือนใหญ่ ซูเหมยยังคงกอดกระชับร่างกลมป้อมของเป่าอันที่ร้องไห้จนผล็อยหลับคาอกไว้แน่น ชิงชิงที่เดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆ มีสีหน้าหวาดกลัวไม่แพ้กันจ้าวเฟยหลงมองเด็กชายที่หลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“พานายน้อยไปนอนพักที่ห้องปีกซ้าย แล้วออกไปให้หมด ห้ามใครเข้ามารบกวนจนกว่าข้าจะสั่ง”“อย่านะ...” ซูเหมยกอดลูกแน่นขึ้นทันทีด้วยความหวาดระแวง“เขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้ลูกไปนอนพักบนเตียงดีๆ เสีย” น้ำเสียงทุ้มต่ำกดลึกเชิงบังคับเมื่อก้มมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ซูเหมยจำต้องข่มความกังวล ส่งเป่าอันให้ชิงชิงช่วยอุ้มออกไปอย่างระวังทันทีที่ประตูห้องปิดลง ความเงียบอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม ซูเหมยยืนประจันหน้ากับเขาตามลำพัง“ท่านโกหกคนทั้งจวนทำไม” นางเค้นเสียงถาม แววตาสั่นไหวเมื่อนึกถึงคำประกาศที่หน้าจวนจ้าวเฟยหลงหันกลับมาสบตานางช้าๆ “ทำไม คิดว่าข้าโกหกเรื่องอะไร”“หึ...” ซูเหมยแค่นยิ้มทั้งน้ำตา “ท่านคงไม่ได้คิดจะบอกหรอกนะ ว่าท่านหลงรักสตรีต่ำต้อยอย่างข้าเข้าจริงๆ”แววตาคมกริบของเขามองสบนิ่งงัน ก่อนจะยก
บทที่ 14หยดเลือดสองหยดในชามกระเบื้องค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน ก่อนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว สีแดงสดกระจายตัวทั่วผิวน้ำใส เป็นหลักฐานชัดเจนที่ไม่มีผู้ใดโต้แย้งได้อีกต่อไป“ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้!” หลินอวี้เหยากรีดร้องเสียงหลง ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น นางชี้นิ้วใส่จ้าวเฟยหลงอย่างลืมตัว“ท่านหลอกข้า! ท่านเหยียบย่ำข้าและทำให้ตระกูลหลินกลายเป็นตัวตลก!”“หลอกลวงงั้นหรือ?” จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง“การหมั้นหมายระหว่างข้ากับเจ้าเป็นเพียงหมากทางการเมืองที่ไร้ค่า แต่กับซูเหมย... นางคือสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้ารักและโปรดปรานมาโดยตลอด”คำโกหกหน้าตายที่หลุดออกมาทำเอาซูเหมยตกตะลึงจนตาค้าง... รักและโปรดปรานงั้นหรือ? สตรีที่ถูกเรียกไปปรนนิบัติบนเตียงยามค่ำคืน แล้วถูกเขี่ยทิ้งให้กลับเรือนซอมซ่อก่อนรุ่งสางอย่างนางน่ะหรือคือคนที่เขารัก!“แม้จะขัดต่อธรรมเนียมที่ข้ารับนางไว้ข้างกายก่อนแต่งงาน” เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่สะทกสะท้าน“แต่เราอยู่ด้วยกันมาตั้งสามปี การที่นางจะตั้งครรภ์สายเลือดของข้า มันน่าแปลกตรงไหน”“หากเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดจู่ๆ ท่านอ๋องถึงไม่
บทที่ 13สายตาของไท่เฟยมองซูเหมยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความชิงชัง แต่เมื่อก้มลงเห็นใบหน้าของเด็กชายในอ้อมกอด ร่างของหญิงสูงศักดิ์พลันแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงขณะเดียวกัน หลินอวี้เหยาที่เดินเชิดหน้าเข้ามาเตรียมจะหาเรื่อง ก็ต้องชะงักกึก รอยยิ้มเยาะแข็งค้างบนใบหน้าทันทีที่เห็นชัดว่าคนที่ก้าวลงมาจากรถม้าคือใคร“ซูเหมย!” หลินอวี้เหยาแผดเสียงแหลม ลืมกิริยาคุณหนูผู้สูงศักดิ์ไปจนหมด “นังลูกอนุชั้นต่ำ! เจ้า... หายหัวไปตั้งสี่ปี ยังกล้าเสนอหน้ากลับมาที่นี่อีกหรือ!”“ใครสั่งให้คนนอกอย่างเจ้ามาส่งเสียงเห่าหอนหน้าจวนของข้า”น้ำเสียงเยือกเย็นของจ้าวเฟยหลงดังขัดขึ้น ทำเอาหลินอวี้เหยาสะดุ้งสุดตัว สีหน้าซีดเผือดลงทันตา“ทะ... ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ใช่คนนอก หม่อมฉันเป็น...”“ข้ากับเจ้าไม่ได้แต่งงานกัน หลินอวี้เหยา เจียมตัวไว้บ้างว่าเจ้าไม่มีฐานะใดในจวนนี้!”คำพูดเชือดเฉือนนั้นไม่ได้ตอกหน้าแค่หลินอวี้เหยาคนเดียว แต่มันทำให้ซูเหมยตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ... สี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้แต่งงานกับหลินอวี้เหยาหรอกหรือ!“ฟะ... เฟยหลง” ไท่เฟยที่เพิ่งได้สติรีบก้าวเข้ามา สองมือสั่นเทาด้วยคว
บทที่ 12เสื้อผ้าถูกกระชากจนหลุดลุ่ยร่วงลงไปกองกับพื้นความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาเมื่อร่างกายที่ห่างหายเรื่องเช่นนี้ไปถึงสี่ปีถูกรุกล้ำอย่างดุดัน ซูเหมยนิ่วหน้า กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงร้อง แต่จ้าวเฟยหลงกลับไม่ยอมปล่อยให้นางเงียบเสียง“ข้าบอกให้ส่งเสียงออกมา... ซูเหมย”เขาขยับกายหนักหน่วงและดุดัน ใบหน้าคมคายก้มลงขบเม้มยอดอกจนขึ้นรอยแดง ปลุกเร้าความร้อนผ่าวจนสติของนางแตกกระเจิง เสียงหอบหายใจและเสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วห้องตลอดคืน ร่างกายไม่รักดีเผลอตอบรับสัมผัสอย่างไม่อาจต้านทาน แม้ในใจจะชิงชังความอับอายนี้เพียงใด แต่นางกลับถูกเขารังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งหมดสติไปแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่าง ซูเหมยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวพอยันกายลุกขึ้น นางก็เห็นจ้าวเฟยหลงสวมใส่เสื้อผ้าหรูหราเรียบร้อยแล้ว เขายืนไพล่หลังมองนางจากปลายเตียง ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ ช่างตัดกับสภาพยับเยินของนางอย่างสิ้นเชิง“ใส่เสื้อผ้าเสีย ขบวนรถม้าจะออกเดินทางแล้ว” น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเย็นชา“เป่าอันร้องหาเจ้าตั้งแต่เช้าตรู่ หากชักช้า... ข้าจะให้ทหารพาเขาเดินทางล่วงหน้าไปก่อน”“
บทที่ 11ขบวนรถม้าเร่งเดินทางตลอดทั้งวันจนกระทั่งค่ำ จึงแวะพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ในเมืองทางผ่านภายในห้องพัก เป่าอันร้องไห้ด้วยความตกใจกลัวจนเหนื่อยอ่อนและหลับไปในที่สุด ชิงชิงที่ถูกคุมตัวตามมาด้วย กำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นคอยเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของเด็กน้อยเบาๆ“คุณหนู... พวกเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ ท่านอ๋องดูน่ากลัวเหลือเกิน” ชิงชิงกระซิบถามเสียงสั่น พลางมองซูเหมยที่นั่งกอดเข่าหน้าซีดอยู่ข้างเตียง“ข้าไม่รู้...” ซูเหมยตอบเสียงแผ่ว สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “แต่ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะไม่ยอมให้เขาพรากเป่าอันไปเด็ดขาด”ปัง!บานประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนชนผนัง!ร่างสูงใหญ่ของจ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามา ท่าทางคุกคามทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนน่ากลัว ชิงชิงสะดุ้งสุดตัว รีบถอยกรูดไปยืนตัวสั่นอยู่ที่มุมห้องสายตาคมกริบมองร่างเล็กที่หลับสนิทเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันกลับมาจ้องซูเหมยอย่างดุดัน“ดูแลนายน้อยของเจ้าให้ดี อย่าให้คลาดสายตา” เขาสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “หากลูกของข้าต้องตื่นมาร้องไห้เพราะความประมาทของเจ้า... หัวของเจ้าได้หลุดจากบ่าแน่”สิ้นคำสั่ง เขาก็ก้าวประ
บทที่ 10ภายในห้องรับรองเงียบสนิท สายตาคมดุของจ้าวเฟยหลงจับจ้องใบหน้าของเด็กชายวัยสามขวบไม่วางตาร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แรงกดดันอันเยือกเย็นทำให้ซูเหมยต้องรีบดึงตัวเป่าอันเข้ามากอดแนบอก ร่างกายสั่นเทาพลางถอยร่นจนแผ่นหลังชนผนังห้องอย่างไร้ทางหนี“เด็กคนนี้... เป็นลูกของเจ้าอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวบนใบหน้านาง“ชะ... ใช่!” ซูเหมยตอบเสียงสั่น หลบสายตาอันตรายคู่นั้นอย่างลนลาน “เขาเป็นลูกของข้า... ของข้าคนเดียว!”ท่าทีตื่นตระหนกและพิรุธที่ปิดไม่มิดทำให้ริมฝีปากของเขากระตุกยิ้มเยาะ“ลูกของเจ้าคนเดียวงั้นหรือ...” เขาก้าวประชิดตัวนาง โน้มตัวลงมากระซิบเสียงเย็น“ช่างน่าขันนัก ที่ใบหน้าลูกของหญิงรับจ้างคัดตำราเช่นเจ้า กลับถอดแบบเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงมาไม่มีผิดเพี้ยน”“ท่านอ๋องพูดเรื่องอะไร หม่อมฉันไม่เข้าใจ!”“ในเมื่อเจ้ายืนกรานปฏิเสธ ข้าก็จะให้ความเป็นธรรม” จ้าวเฟยหลงยืดตัวขึ้น เอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ทหาร! ไปตามหมอและเตรียมชามน้ำสะอาดมา ข้าจะหยดเลือดพิสูจน์สายเลือดให้เห็นกันชัดๆ ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชาวบ้าน... หรือเป็นสายเลือดตระกูลจ้าวที







