เข้าสู่ระบบบรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูน่าอึดอัดกว่าทุกวันเมื่อคุณชาคริตเอาแต่ถามเรื่องการฮันนีมูนของคู่แต่งงานใหม่ ซึ่งชินวุฒิปฏิเสธโดยไม่หยุดคิดในขณะที่เอวารินเอาแต่นั่งเงียบ
"ทำไมล่ะชิน ถือว่าไปพักผ่อนด้วย" "ผมงานยุ่งครับ" "มันจะยุ่งอะไรนักหนา แต่งงานก็ต้องฮันนีมูนสิจริงมั้ยหนูเอม" "ให้พี่ชินเคลียร์งานเถอะค่ะเอมเที่ยวบ่อยแล้วไม่อยากไปไหน" เอวารินทร์ปฏิเสธออกมาในที่สุดเพราะถ้าหากเธอยังเงียบคุณชาคริตก็ยังคงขยั้นขยอลูกชายต่อไป "แล้วนั่นอิ่มแล้วเหรอไหนบอกว่าหิวทำไมกินนิดเดียวเอง" คุณวัลภาเอ่ยถามลูกสะใภ้เมื่อเห็นว่าเธอวางช้อน "อิ่มแล้วค่ะคุณป้า" เธออยากจะบอกเสียจริงว่าพอเห็นความเย็นชาของสามีความหิวก่อนหน้านี้ก็หายไปสิ้น แต่ก็กลัวว่าบอกไปแล้วเขาจะหาว่าเธอเรียกร้องความสนใจ นลินดานั่งเงียบแทบจะไม่ได้ยินสิ่งที่ใครๆพูดกันเลย เพราะในใจเธอมันมีแต่ความกลัวตามประสาวัวสันหลังหวะ "หมอก...หนูหมอก!" "คะ! คะคุณป้า" "เหม่ออะไรน่ะลูกหนูเป็นอะไรหรือเปล่า" "เปล่าค่ะ" "ไหนว่าหายดีแล้วไงหมอกพี่ว่าหน้ายังซีดอยู่เลยนะอยากไปหาหมอมั้ยพี่พาไป" คุณชาคริตและภรรยาหันมาสบตากันโดยอัตโนมัติ เพราะการที่ชินวุฒิแสดงความห่วงใยนลินดามากเป็นะเศษอาจทำให้เอวารินรู้สึกไม่ดีได้ "ไม่ต้องค่ะหมอกไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ" "คุยอะไรกันอยู่ครับเนี่ย" ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วของนลินดาซีดลงไปอีก เมื่อชัชวินทร์เดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร มือบางกำช้อนแน่นเพราะความกดดันโดยไม่รู้ตัว "มานั่งลูก มากินข้าวต้มปลาอร่อยมาก" คุณชาคริตรีบชวนลูกชายอย่างกระตือรือร้น เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องในวันนั้น ชัชวินทร์ก็ไม่เคยนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวอีกเลย "แววตักข้าวให้คุณชัชสิ เอาปลามากหน่อยนะชัชชอบกินปลาเก๋า" คุณวัลภาเองก็บอกอย่างกระตือรือร้นเพราะสำหรับนางชัชวินทร์คือลูกชายคนหนึ่ง "ลงมาสายกว่าคนอื่นเสียมารยาทจังค่ะพี่ชัช" เอวารินเอ่ยแซวแล้วส่งยิ้มสดใสในแบบของเธอ "พอดีเมื่อคืนพี่นอนดึกมากน่ะ ทุกคนจะลุกออกไปก่อนก็ได้นะครับผมนั่งกินคนเดียวได้" นลินดาเลื่อนเก้าอี้เป็นคนแรกเพราะเธอรู้สึกอึดอัดเกินกว่าจะนั่งต่อไป "เดี๋ยว!" ยังไม่ทันที่นลินดาจะได้ลุกไปไหนชัชวินทร์ก็เรียกเอาไว้อย่างรู้ทัน "ทีแรกผมกะว่าจบมื้อเช้าก่อนถึงจะบอก แต่ตอนนี้ดูเหมือนทุกคนจะอิ่มกันหมดแล้วงั้นผมพูดเลยละกัน" นลินดาแทบจะหยุดหายใจเมื่อชัชวินทร์จับจ้องมาที่เธอ หญิงสาวพยายามที่จะส่งแววตาอ้อนวอนให้เขา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจเลยสักนิด "มีอะไรหรือเปล่าชัช" "มีสิครับแม่ มีแน่นอน" สิ่งที่ชัชวินทร์กำลังทำอยู่ตอนนี้มันบีบคั้นความรู้สึกของนลินดาเหลือเกิน หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของมัน "ผมกับนลินดา..." เขายังไม่ทันพูดจบน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาเสียแล้วเพราะไม่อาจเก็บกลั้นได้อีกต่อไป "เรามีอะไรกันครับ" ฮะ! อะไรนะ! ทุกคนต่างก็ตกใจเมื่อได้ยินอย่างนั้น แต่คนที่ช็อคที่สุดเห็นจะเป็นชินวุฒิ "มึงพูดอะไร!" ชินวุฒิลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วกระชากคอเสื้อของน้องชายอย่างเดือดดาล "ก็พูดความจริงไงว่าตอนนี้น้องหมอกของแกเป็นเมียฉันแล้ว!" "ไอ้สารเลว!" "หมอก!!" เอวารินหวีดร้องเมื่อจู่ๆนลินดาก็เป็นลมไปเพราะเธอไม่อาจทนรับแรงกดดันได้ "มาช่วยกันเร็ว!" ชินวุฒิรีบวิ่งอ้อมโต๊ะไปหมายจะอุ้มนลินดาแต่ก็ถูกน้องชายตามมากระชากแขนให้พ้นทาง "อย่ามาแตะต้องเมียฉัน!" ชัชวินทร์อุ้มร่างไร้สติของนลินดาออกไปจากห้องอาหารท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน หลังจากที่พาเธอขึ้นไปพักผ่อนบนห้องเรียบร้อยชัชวินทร์ก็ลงมาสะสางเรื่องที่ค้างคา โดยที่เอวารินอาสาเฝ้านลินดาไว้ให้ เนื่องจากเธอไม่ต้องการรับฟังเรื่องราวที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวของครอบครัวเขา "แกพูดมาสิชัชว่ามันเกิดอะไรขึ้น!" คุณชาคริตถามเสียงกระด้างใบหน้าเครียดจัด "เมื่อคืนผมเมามากครับ นลินดากลับมาตอนที่ผมกำลังดื่มอยู่ ผมก็..." "นี่อย่าบอกนะว่าแก..." คุณชาคริตโกรธจนใบหน้าแดงก่ำในขณะที่ชัชวินทร์ยิ้มอย่างยียวน "ผมทำไมครับ พ่อจะพูดว่าผมข่มขืนเธออย่างนั้นเหรอ มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกครับ..." ชัชวินเหลือบตามองพี่ชายที่นั่งโซฟาตรงข้ามด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความสะใจเป็นที่สุด ตอนนี้สำหรับเขาคงไม่มีอะไรที่น่ามองไปกว่าใบหน้าที่ซีดเผือกไร้สีเลือดของพี่ชายอีกแล้ว "แกจะบอกว่าหมอกเต็มใจงั้นเหรอ! ฉันไม่มีวันเชื่อ!" "จะพูดว่าเต็มใจก็คงไม่ได้ จะว่าข่มขืนก็ไม่ถูก เอาเป็นว่า..." "พอเถอะ! มันไม่ใช่เรื่องที่น่าพูดเลยสักนิด!" ชินวุฒิขบกรามแน่นเพราะกำลังระงับอารมณ์ที่กำลังจะพุ่งถึงขีดสุด "จะไม่พูดได้ไงล่ะครับคุณแม่ก็พี่ชายผมเขาอยากรู้" ชัชวินทร์ยิ้มยียวนโดยที่ไม่รู้สึกเกรงกลัวแววตาดุดันของพี่ชายเลยแม้แต่น้อย "ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ตอนนี้สิ่งที่แกต้องทำคือรับผิดชอบเข้าใจมั้ย!" "แน่นอนอยู่แล้วครับคุณพ่อ ถ้าผมไม่อยากรับผิดชอบก็คงจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครหรอก" "ไม่มีทาง! ฉันไม่มีวันยอมให้หมอกแต่งงานกับแกแน่!" "มันไม่เกี่ยวอะไรกับพี่เลยนะ คนที่ร่วมเตียงกับผมเมื่อคืนคือนลินดาไม่ใช่พี่สักหน่อย!" "ไอ้เลว!" "มึงทำไม!" "หยุดนะ!" คุณชาคริตรีบลุกขึ้นขวางลูกชายที่กระโจนเข้าใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร "หยุดเดี๋ยวนี้ถ้าพวกแกยังนับถือพ่อ!" ชินวุฒิโกรธจนตัวสั่น และสุดท้ายก็เลือกที่จะเดิน ออกจากห้องรับแขกไปเพราะไม่อาจทนฟังคำพูดที่ทำให้หัวใจยอกแสลงได้อีกต่อไปพอกินอิ่มกันแล้วสองพ่อลูกก็ออกจากคาเฟ่กลับบ้าน เด็กชายชลธีก็ไปเล่นกับเด็ก ๆ แถวนั้นตามประสา แต่ก็ไม่ได้ไปไกลเกินบริเวณบ้าน ส่วนชัชวินทร์ก็ไปที่ห้องทำงานเพื่อทำงานต่อ เวลาไม่ได้ออกไปดูงานที่ไร่เขาก็จะมานั่งทำเอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่ที่ห้องทำงานทั้งวัน เมื่อถึงเวลาบ่ายอุ๊ยจันทร์ก็ส่งตะกร้าสานใบใหญ่ที่มีฝาปิดด้านบนให้พ่อเลี้ยง "เที่ยวให้สนุกนะคะพ่อเลี้ยง" "อืม เดี๋ยวผมกลับมาตอนเย็น" ชัชวินทร์รับตะกร้ามาแล้วเดินออกจากบ้าน เรียกลูกชายที่วิ่งเล่นแถวนั้นมาหา "พ่อจะไปไหนฮะ" "พาแม่กับชลเที่ยวไงครับ ไปเถอะ" "เที่ยวเหรอ" เด็กชายชลธีสายตาเป็นประกายเมื่อผู้เป็นพ่อจะพาไปเที่ยว ซึ่งนาน ๆ ครั้งจึงจะได้ออกจากเขตพื้นที่ไร่แสนกว้างใหญ่ จึงทำให้เด็กน้อยตื่นเต้นมาก ชัชวินทร์ขับรถไปที่ฟาร์มแกะเพื่อรับภรรยา จากนั้นก็ขับรถออกจากไร่ไปตามถนนที่คดเคี้ยว สักพักก็เลี้ยวเข้าทางแยกที่เป็นถนนแคบ ๆ ของชาวบ้าน "คุณชัชจะไปที่ไหนคะ" นลินดาอดถามไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เส้นทางไปในเมือง แต่เหมือนจะเป็นป่ามากกว่า "ปิกนิกไง" "ในป่าเนี่ยนะ" นลินดายิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น แต่ชัชวินทร์ไม่ตอบเธออีก เธอ
หลังจากมื้อเช้ากันแล้ว ชัชวินทร์ก็เตรียมตัวไปทำงานที่ไร่ ส่วนนลินดาก็เตรียมไปดูแลคาเฟ่ของเธอที่ฟาร์มแกะ ทุกๆอย่างคือกิจวัตรประจำวันที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่มีความสุขสงบใบแบบที่ทั้งเขาและเธอต่างต้องการ "ไปป้อนหญ้าแกะกัน" ชัชวินทร์อุ้มลูกชายออกจากบ้านไปทางฟาร์มแกะที่ตอนนี้เปิดเป็นฟาร์มกึ่งสวนสัตว์สำหรับนักท่องเที่ยว ซื้อแกะมาเพิ่ม และยังปรับพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน สร้างคอกกวาง คอกนกกระจอกเทศ มีนกยูงกับไก่ฟ้าที่ปล่อยให้เดินเล่นบนสนามหญ้าที่กั้นตาข่ายเอาไว้ และมีร้านค้าของที่ระลึกกับของพื้นเมืองที่เปิดให้ชาวบ้านมาขายของ รวมถึงคาเฟ่ที่นลินดาบริหารงานเอง จัดโซนพักผ่อนและมุมถ่ายรูปสวย ๆ ไว้หลายจุด มีบ่อปลาคาร์ปสีสวยตลอดแนวทางเดินจนทั่วฟาร์ม ส่วนไร่ชา ไร่สตรอว์เบอร์รี่ ไร่องุ่น ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเก็บชิมและซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างไวน์องุ่น ไวน์สตรอว์เบอร์รี่ ใบชาอบแห้ง สตรอว์เบอร์รี่อบแห้งติดมือกลับไปได้ ไร่อุ่นไอหมอกจึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ ชัชวินทร์จูงมือลูกชายเดินเข้าไปที่คอกแกะที่ตอนนี้นักท่องเที่ยวหลายคนกำลังรับหญ้าเส้นยาวจากมือคนเลี้ยงเอาไปป้อนแกะในคอกที
เมื่อคลายปมใที่เคยผูกไว้ในใจได้ชัชวินทร์ก็คือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน เขาไม่เคยทำให้นลินดารู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เลือกให้โอกาส เพราะทุกนาทีที่เธอเคียงข้างเขามันผ่านไปอย่างมีความสุข "หมอกว่าเอาสีอะไรดี" นลินดาเงยหน้ามองร้านคาเฟ่ของไร่อุ่นไอหมอกอย่างครุ่นคิด "คุณชัชว่าสีอะไรดีคะ" "สีขาวสิ หรือหมอกว่าไง" "สีขาวหมอกก็ว่าดีค่ะ ร้านคาเฟ่เล็กๆสีขาวท่ามกลางธรรมชาติสีเขียว หมอกคงมีความสุขกับที่นี่ทั้งวันแน่ๆค่ะ" "หืม..." เขาทำเสียงในลำคอพร้อมเลิกคิ้วใส่ภรรยา "ฉันไม่ยอมให้หมอกมาอยู่ที่นี่ทั้งวันหรอกนะ ให้ทำแก้เหงานิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งตอนเจ้าตัวน้อยคลอดหมอกก็ยิ่งต่องดูแลลูก ต้อง..." "พอค่ะ เรื่องนั้นหมอกรู้แล้ว หมอกแค่เปรียบเทียบเฉยๆ" ฟู่!! ชัชวินทร์ถอนใจโล่งอกทำราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย "ค่อยยังชั่ว นึกว่าคิดจะมาขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวันจริงๆจะได้สั่งรื้อเลย" ดวงตาคู่สวยค้อนขวับใส่สามีทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น "ล้อเล่นจ้า...คาเฟ่ของเมียผัวจะไปกล้าแตะได้ยังไง" ชัชวินทร์ไม่ใช่เพียงพูดเอาใจแต่หมายความตามนั้นจริงๆ ทุกวันนี้อะไรที่จะทำให้เธอกระทบกระเทือนความรู้สึกเขาจะไม่ทำอย่างเด็ด
นอกจากจะมีบรรยากาศที่ดีแล้วเชียงรายยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และวัดต่างๆที่งดงามตระการตา บางที่ก็เก่าแก่ควรค่ากับการอนุรักษ์ ทริปสุดท้ายของครอบครัวก่อนที่พวกเขาจะกลับกรุงเทพฯ ชัชวินทร์จึงเลือกพาไปไหว้พระตามวัดต่างๆ ซึ่งดูเหมือนสาวๆจะถูกใจมากเป็นพิเศษ "วัดต่อไปชื่อวัดป่าแฝกนะ ที่นั่นมีที่ให้อาหารปลาด้วย" "ดีจ้ะ แม่ชอบ ทำบุญแล้วก็ต้องทำทานด้วย" "วันนี้คุณไม่บ่นปวดเมื่อยเลยนะลืมหรือเปล่า" คุณชาคริตแซวภรรยาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่คนถูกแซวกลับส่งยิ้มกว้างตอบมา "เหมือนอาการปวดเมื่อยจะหายไปเลยค่ะ สงสัยจะสนุกจนลืมเจ็บลืมปวด" "ผมจำได้นะครับว่าครั้งสุดท้ายที่เราไปเที่ยวกันเป็นครอบครัวก็ตอนผมเป็นเด็กๆ จากนั้นเราก็ไม่ได้ไปกันอีกเพราะบ้านเรามีเด็กขี้น้อยใจอยู่คนนึง" ชินวุฒิบอกเสียงกลั้วหัวเราะพลางปรายตามองน้องชาย "แหม...ทีแบบนี้จำแม่นะไอ้พี่ชาย" "แม่นสิ เด็กอะไรก็ไม่รู้โคตรใจน้อยโคตรงอแง ระวังเถอะหมอกลูกออกมาจะงอแงเหมือนพ่อมัน" "ไม่หรอกค่ะ ขนาดคุณชัชหมอกยังเปลี่ยนจากสามีเจ้าอารมณ์ให้น่ารักได้ขนาดนี้ กับลูกหมอกเชื่อว่าไม่เกินความสามารถค่ะ แต่ถ้ามีพ่อคอยให้ท้ายหมอกก็จะกำราบทั้งพ่อทั้งลูก" "ฮ
สยบเข่าวลือศึกสายเลือดได้ชนิดที่ว่าขาเม้าท์ต้องถึงกับหน้าหงาย เมื่อสะใภ้คนโตของรุ่งกิจวัฒนาโพสต์ภาพสามีที่นอนกอดกับพ่อและน้องชายที่ก่อนหน้านี้มีวงในบอกว่าเกิดศึกสายเลือดแย่งชิงมรดกกัน แต่จากภาพที่เห็นทำให้ทุกคนรู้ว่าข่าวลือก็คือข่าวลือ เพราะสองพี่น้องเขารักกันแน่นแฟ้นเอามากๆ... ทุกสำนักข่าวพาดหัวด้วยข้อความที่ไปในทิศทางเดียวกันซึ่งมันเกิดผลดีอย่างเกินคาด และเมื่อสามหนุ่มได้เห็นภาพของตัวเองโชว์หราอยู่ในข่าว ก็ถึงกับเขินจนหน้าแดงเพราะทุกครั้งที่ออกสื่อ พวกเขาจะต้องหล่อเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า "เอมอะ จะถ่ายก็ไม่บอกพี่ก่อน พี่ไม่หล่อเลย" "เขาเรียกภาพหลุดไงคะ" "แล้วมีเด็กซนคนนึงไปคอมเมนต์ว่า 'เมาแล้วก็นอน' ด้วยนะพี่เห็น" ชัชวินทร์พูดพลางปรายตาไปหาภรรยาที่ยิ้มแหยอยู่ข้างๆ "แหม...ก็ภาพมันฟ้องนี่คะ หมอกก็อดคอมเมนต์ไม่ได้" นลินดาซบใบหน้ากับต้นแขนของสามีอย่างออดอ้อน เพียงเท่านั้นชัชวินทร์ก็แทบจะใจละลาย "พ่อไม่เคยสนุกอย่างนี้มานานมากๆแล้วนะเนี่ย" "เชื่อค่ะ เห็นนอนกลิ้งเมื่อคืนก็รู้แล้ว แก่แล้วเมากลิ้งกับลูกได้ ห้ามไปเมากลิ้งที่อื่นนะคะเตือนไว้ก่อน" คุณวัลภาเอ่ยแซวจนทุกคนอมยิ้มไปตามๆกัน
กองไฟเล็กๆถูกก่อขึ้นที่ลานข้างบ้าน ทุกคนในครอบครัวล้อมรับรับไออุ่น ชัชวินทร์ร้องเพลงคลอเบาๆในขณะที่ชินวุฒิดีดกีตาร์ให้จังหวะ นลินดานั่งมองสามีด้วยแววตาเปี่ยมรักซึ่งชัชวินทร์เองก็มองภรรยาด้วยแววตาเช่นเดียวกัน เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อเพลงจบต่างคนต่างจูบแก้มสามีเป็นการตอบแทนบทเพลงที่เพิ่งจบไป "สามีหมอกร้องเพลงเพราะจังค่ะ..." "สามีเอมก็ดีดกีตาร์เก่งมากค่ะ" สองสาวต่างก็อวยสามีอย่างไม่มีใครยอมใครจนสองพี่น้องยิ้มแก้มปริ "ผมมีความสุขจังคุณ" "ฉันเองก็มีความสุขค่ะ" คุณวัลภาบอกสามีแล้วส่งยิ้มให้คู่ชีวิต ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าสามีสุขแค่ไหนที่เห็นลูกชายทั้งสองรักใคร่กัน "ชัช..." "ครับพ่อ" "พ่ออยากคุยด้วยเรื่องบริษัทก่อสร้างของเรา" "ครับ" "พ่ออยากส่งต่อให้ลูกดูแล" "ผมไม่..." "อย่าปฏิเสธเลยนะพ่อตั้งใจยกให้แกจริงๆ" "อย่ามาทำเป็นลังเลเลยว่ะ แกจะปฏิเสธพ่อลงเลยหรือไง คุณพ่อตั้งใจยกให้แกจริงๆนะชัช" ชินวุฒิรีบสนับสนุนคำพูดของบิดาเมื่อเห็นน้องชายทำสีหน้าคล้ายลำบากใจ "ฉันชอบที่นี่ว่ะชิน อยากอยู่กับหมอกแล้วก็ลูกที่นี่ ถ้าฉันต้องดูแลบริษัทก่อสร้างก็ต้องไปๆมาๆระหว่างกรุงเทพ-เชียงราย ฉันไม่อยากทิ้ง







