ログインเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเลือนหายหรือถูกบันทึกไว้ในห้วงแห่งความทรงจำ กระทั่งเมื่ออคินเรียนจบปริญญาตรีตามที่อาคมคาดหวัง โชคชะตาก็ได้พาให้ทั้งสองคนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ก่อให้เกิดเป็นวังวนที่ผูกมัดหัวใจของเด็กสาวอย่างวราลีให้ลุ่มหลงในตัวของอคินมากขึ้น
ในงานวันเกิดของอาคมปีนี้ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบยี่สิบห้าปีของบริษัทอชิระกรุ๊ป ในงานยังมีการพูดถึงทายาทรุ่นต่อไปของอชิระกรุ๊ปอย่างติณห์และอคิน รวมถึงแสดงความยินดีที่รายหลังได้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี
ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่หนุ่มหล่อไฟแรงอย่างติณห์ อชิรกาญจน์ เจ้าของความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรที่ยืนเด่นบนเวที
ในคืนวันงานซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ท่ามกลางแสงไฟสาดส่องจากเพดานห้องจัดเลี้ยงและแสงแฟลชวิบวับจากกล้องถ่ายรูป บนเวทีปรากฏร่างของหนุ่มหล่อในชุดสูทสีเทาอ่อนขึ้นกล่าวถ้อยคำต่อหน้าสื่อ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของเหล่าพนักงานหลายร้อยชีวิต โดยเฉพาะพนักงานสาวๆ ที่ชื่นชมในความหล่อเหลาของผู้บริหารรายนี้
ติณห์ เป็นลูกชายของอาวุธพี่ชายของอาคม มีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่ของอคิน หนุ่มหล่อมาดนายแบบในวัยยี่สิบห้าปีเพิ่งคว้าปริญญาโทสาขาการจัดการ Logistics จากเมืองนอกมาหมาดๆ เขาเป็นว่าที่ประธานบริหารของบริษัทอชิระกรุ๊ป หากไม่เพราะเกิดเรื่องน่าเศร้าเมื่อสองปีที่แล้ว ทำให้ต้องสูญเสียบิดาซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริหารในเวลานั้นไปอย่างกะทันหัน เขาที่ถูกวางตัวไว้ว่าจะมารับช่วงต่อจากบิดาในอีกห้าปีข้างหน้าคงไม่ต้องรีบร้อนบินกลับมาหลังเพิ่งเรียนจบ
แต่ก่อนหน้านี้เขาเป็นแค่ผู้ช่วยรองประธานบริษัทฯ ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อยจึงต้องค่อยๆ สั่งสม แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาติณห์ได้เลื่อนเป็นรองประธานบริหารในสายงาน C-Level[1] อย่างเต็มตัวแล้ว
ระหว่างที่เขากำลังเอ่ยแนะนำตัว ด้านล่างเวทีห่างออกไปทางโต๊ะของแขกวีไอพีที่อยู่เยื้องด้านขวามือ ร่างบอบบางของสาวน้อยวัยสิบหกย่างสิบเจ็ดปีในชุดเดรสกระโปรงสั้นสีฟ้าก็ค่อยๆ เดินมานั่งที่เก้าอี้ตัวถัดจากอาคมอย่างสำรวม
“ขอโทษค่ะคุณลุง หวาลืมของขวัญไว้ที่หอพักของโรงเรียน ก็เลยต้องกลับไปเอา” วราลียกมือไหว้อาคมด้วยความอ่อนน้อม สีหน้าสำนึกผิดทำให้คนอาวุโสไม่กล้าตำหนิ
“ไม่เป็นไร นั่งเถอะ...นั่นของอะไรเยอะแยะเชียว ของขวัญของพี่ๆ เขาหรือ?”
“มีของคุณลุงด้วยค่ะ” พูดพลางยื่นกล่องของขวัญขนาดเท่าฝ่ามือให้ผู้มีอาวุโส “สุขสันต์วันเกิดนะคะ หวาขอให้คุณลุงอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรงและมีความสุขมากๆ ค่ะ”
อาคมรับมาด้วยรอยยิ้มและกล่าวขอบใจ มือใหญ่ที่มีริ้วรอยตามวัยยกขึ้นลูบหัวสาวน้อยอย่างเอ็นดู
“ไม่เห็นต้องเปลืองเงินเปลืองทอง แค่คำอวยพรก็พอแล้ว” อาคมกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็พูดเช่นนี้ทุกปีที่วราลีมอบของขวัญอวยพรวันเกิดให้ ส่วนวราลีเองก็ยังคงดื้อจะซื้อของขวัญให้เขาทุกปีเช่นเดียวกัน เพราะเงินที่ใช้ซื้อนั้นเป็นเงินที่ได้มาจากสติปัญญาและน้ำพักน้ำแรงของเธอ
“นั่นๆ ติณห์เขากำลังจะพูดถึง Mission ของบริษัทพอดี” อาคมกล่าว พลางเบนหน้าไปทางเวทีทำให้วราลีหันมองตามอย่างตั้งใจ เธอจับตามองชายหนุ่มร่างสูงเด่นด้านบนด้วยแววตาชื่นชม
พอเริ่มโตเป็นสาว อาคมก็เริ่มให้วราลีเรียนรู้และศึกษางานต่างๆ ในบริษัทอชิระกรุ๊ป พร้อมกับวางอนาคตไว้ว่าเมื่อจบการศึกษา หญิงสาวจะต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในบทบาทใดบทบาทหนึ่ง และเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของคนในตระกูลอชิรกาญจน์ วราลีจึงยินดีที่จะเดินตามแผนอนาคตที่อาคมวางไว้
หญิงสาวปรบมือเป็นกำลังใจเมื่อติณห์กล่าวจบ แม้เสียงปรบมือของเธอนั้นจะเทียบไม่ได้กับความดังกระหึ่มของพนักงานอีกหลายร้อยชีวิตภายในห้องจัดเลี้ยงก็ตาม
ลำดับต่อไปพิธีกรกล่าวถึงท่านประธานกรรมการผู้เป็นเจ้าของงานวันเกิดในค่ำคืนนี้ ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฯ อชิระกรุ๊ป ก่อนจะกล่าวเชิญบุตรชายของเขาขึ้นบนเวที เพื่อแสดงความยินดีและสัมภาษณ์ในฐานะทายาทรุ่นต่อไป
“ขอเสียงปรบมือต้อนรับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านประธานอาคม คุณอคิน อชิรกาญจน์ค่ะ”
ท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่น วราลีชะงักสายตาที่เพ่งมองไปยังเวทีอย่างสนใจ เธอรู้สึกตื่นเต้นพอได้ยินชื่อนี้ เกือบสามปีที่เขาและเธอห่างหายกันไป ล่าสุดที่เจอก็คืองานศพของอาวุธเมื่อสองปีที่แล้ว แต่ก็แค่ทักทายกันธรรมดา ผ่านไปผ่านมาไม่ได้พูดคุยอะไรกัน
บัดนี้ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำยืนโดดเด่นอยู่บนเวที ท่ามกลางแสงไฟสีอบอุ่นที่ฉายส่องให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาและรูปร่างที่เพอร์เฟกต์ราวกับนักแสดงมาดเท่ วราลีเผยยิ้มออกมาด้วยความปลื้มปริ่ม อคินในวันนี้กลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว รูปลักษณ์ในชุดภูมิฐานทำให้เธอเกือบจะลืมภาพอดีตของอคินที่เป็นวัยรุ่นเลือดร้อนไปเลย
แต่ไม่รู้ว่าเขาจะยังจำเธอได้หรือไม่?
หลังจากจบช่วงสัมภาษณ์และมอบช่อดอกไม้บนเวที วราลีก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่ไม่คิดว่าระหว่างทางจะเจอเข้ากับติณห์พอดี หญิงสาวยกมือไหว้คนผู้พี่อย่างอ่อนน้อมเช่นเคย
ร่างสูงในชุดสูทสีเทาพยักหน้ารับไหว้ “ไงสาวน้อย หลงทางเหรอจ๊ะ?” เขาแซว เพราะหลังกลับจากต่างประเทศอาคมก็ให้เขากับวราลีเป็นบัดดี้กันเพื่อศึกษางานในบริษัท ดังนั้นทั้งคู่จึงค่อนข้างคุ้นเคยกันดี
“พี่ติณห์ก็ หวามาเข้าห้องน้ำค่ะ พี่ติณห์จะกลับไปที่โต๊ะเหรอคะ?”
“ใช่จ้ะ งั้นหวารีบไปสิ เดี๋ยวพี่รอตรงนี้ จะได้เข้าไปข้างในพร้อมกัน”
“ได้ค่ะ หวาขอเวลาแป๊บเดียว”
“ก็ไม่ต้องรีบขนาดนั้น พี่ยืนรอได้ ไปเถอะ ตามสบาย”
ติณห์ยังคงเป็นพี่ที่น่ารักและน่าเคารพเช่นเคย จะว่าไปอุปนิสัยของติณห์นั้นตรงกันข้ามกับอคินเลย วราลีคิดว่านั่นอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอคินที่ต้องคับข้องใจมาตลอดว่าเธอจะมาแย่งสมบัติไป
ที่ผ่านมาวราลีไม่ใช่ว่าไม่รู้ เธอเองก็แอบได้ยินและรู้มาตลอดว่าคนอื่นพูดถึงเธออย่างไร เธอจึงไม่โกรธที่อคินมองว่าเธอเป็นลูกเมียน้อย ครั้งหนึ่งเธอเองก็อึดอัดและข้องใจถึงขั้นเอ่ยปากถามสะอิ้งออกไปตรงๆ ว่าตนเองใช่ลูกของอาคมที่เกิดจากผู้หญิงคนอื่นหรือไม่ หากสะอิ้งยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่แน่นอน แต่ครั้นถามลึกลงไปนางกลับเลี่ยงที่จะตอบ
ภายในห้องจัดเลี้ยงที่บัดนี้ทุกคนต่างก็กินดื่มกันอย่างสนุกสนาน บริเวณโต๊ะวีไอพีของอาคมและครอบครัว ทันทีที่หนุ่มสาวคู่หนึ่งปรากฏตัวเดินตรงมา สายตาคมคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคนอาวุโสก็จับจ้องหญิงสาวคนข้างๆ ญาติผู้พี่อย่างไม่วางตา ทว่าบิดาที่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“อ้าว มาพร้อมกันก็ดี หวาบอกลุงว่ามีของขวัญของพวกพี่ๆ ไม่ใช่หรือ เจ้าคินก็อยู่นี่แล้ว อยากจะมอบของอยากจะคุยกันก็ตามสบายนะ ลุงไปคุยกับพวกกรรมการทางโน้นก่อน” เขาเปิดประเด็นให้แล้วก็ลุกไปจากโต๊ะ
หลังจากที่อาคมเดินออกไป สายตาของวราลีก็มองไปยังฝั่งตรงข้าม เป็นใบหน้าคมคายหล่อเหลาของคนที่ไม่ได้พบเจอกันมานานแรมปี
“สวัสดีค่ะ คุณคิน” หญิงสาวยกมือไหว้ บุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทำให้เธอรู้สึกถึงความน่าเกรงขาม และด้วยความห่างเหินกันไปนาน อีกฝ่ายเองก็ดูจะตะกุกตะกักไม่น้อย
“อืม” อคินตอบสั้นๆ สั้นจนติณห์ถึงกับมองหน้าคนเป็นน้องว่าเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายเป็นอะไรหรือเปล่า
“ไอ้คิน แกจะนิ่งเงียบให้ยี่หวาอึดอัดทำไม ไอ้นี่” เขาตำหนิ เพราะติณห์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าระหว่างคนสองคนเคยเกิดเรื่องอะไรขึ้น และเพื่อไม่ให้บรรยากาศชวนอึดอัด คนเป็นพี่จึงได้เปิดประเด็นเรื่องของขวัญที่วราลีจะมอบให้ “เมื่อครู่คุณอาบอกว่าหวามีของขวัญให้พี่ด้วยเหรอ ไหนล่ะ?”
วราลีเลิกจับจ้องอคินและหันมาให้ความสนใจคนพูด พลันหยิบกล่องของขวัญเล็กเท่าฝ่ามือออกมาสองกล่อง โดยเลือกส่งให้ติณห์ก่อน
“ของพี่ติณห์ค่ะ ยินดีกับตำแหน่งใหม่ เดี๋ยวอีกสองปี หวาก็คงต้องมาเป็นลูกน้องพี่ติณห์แล้ว” เจ้าตัวพูดพลางยิ้มร่า ด้านชายหนุ่มรับของขวัญแล้วยิ้มในความน่าเอ็นดู พลางแกล้งเขย่ากล่องแล้วทายว่าด้านในเป็นที่กลัดเน็กไท คนมอบให้ถึงหุบยิ้มแทบไม่ทันเพราะเขาดันทายถูก
“พี่ติณห์อ่ะ เอาคืนมาเลย” หญิงสาวทำปากยื่นเล็กน้อย แกล้งจะคว้าของขวัญคืนแต่ถูกคนเป็นพี่ดึงมือหนีเสียก่อน
ท่าท่างสนิทสนมหยอกล้อกันของสองคนนี้ขัดหูขัดตาอคินเข้าอย่างแรง พวกเขาทำราวกับว่าที่โต๊ะนี้มีกันอยู่แค่สองคน ไม่เห็นหรือว่าตนก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้
“อะแฮ่ม!” อคินทำกระแอมขัดจังหวะ ทั้งสองถึงได้หยุดและหันมาสนใจเขา ซึ่งติณห์ดูก็รู้ว่าญาติผู้น้องกำลังเรียกร้องความสนใจ เป็นเขาที่รู้จักนิสัยเอาแต่ใจของอคินดีกว่าใคร เพราะคลุกคลีกันมาตั้งแต่เด็ก
‘ไอ้เด็กขี้อิจฉาเอ๊ย’ ติณห์นึกในใจพลันอมยิ้ม ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวไปทักทายพนักงานในออฟฟิศที่นั่งอยู่โซนด้านหลัง
พอเหลือกันอยู่แค่สองคนในโต๊ะ วราลีที่อ้ำอึ้งก็รีบหยิบของขวัญส่งให้อคินเป็นการทำลายความเงียบ
“ยินดีที่เรียนจบค่ะ” พูดพลางยื่นของขวัญกล่องดังกล่าวให้เขา แต่ดูเหมือนเธอไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ ด้วยซ้ำ
อคินยื่นมือออกไปรับของขวัญมา แล้วกล่าว “แค่นั้น?”
“คะ?”
“ที่จะพูดมีแค่นี้เหรอ?”
“เอ่อ ค่ะ” พอถูกซักมากเข้าก็เริ่มทำตัวไม่ถูก
อคินรู้สึกว่าวราลีในวันนี้แตกต่างจากเมื่อสามปีที่แล้ว หญิงสาวโตเป็นสาวและสวยขึ้นตามวัย การวางตัวก็ดูจะระมัดระวังขึ้นด้วย เธอไม่ใช่เด็กหญิงที่กล้าพูดกล้าเถียงอย่างเช่นแต่ก่อนแล้วจริงๆ
“ปิดเทอมอีกทีเมื่อไหร่?”
“อาทิตย์หน้าค่ะ” ความห่างเหินทำให้เธอประดักประเดิด กลายเป็นว่าถามคำก็ตอบคำ
“ปิดเทอมนี้จะกลับบ้านมั้ย?...อ้อไม่สิ ปกติเธอก็กลับตลอด เป็นฉันต่างหากที่ไม่กลับ” อคินลืมไปเสียสนิท แต่ก็ตั้งใจว่าครั้งนี้เขาจะอยู่ให้ติดบ้านบ้าง ไหนๆ ก็เรียนจบแล้ว กิน เที่ยว ดื่มมาเยอะ พักร่างเสียหน่อยก็คงดี
และเพราะการตัดสินใจในครั้งนี้ ทำให้ทั้งคู่ได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันภายใต้ชายคาของบ้านหลังใหญ่อีกครั้ง และถ้ามองผ่านเบื้องหน้าอันสวยหรูของทายาทนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศไป ก็จะพบกับความดำมืดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวตนอันแท้จริง
เพราะเมื่อถอดสูทหรูราคาแพงนี้ออก อคินก็แค่ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่ยังคงไม่ทิ้งนิสัยเกเร ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นหาความสุขสำราญไปเรื่อย
[1] C-Level หรือ C-suite คือคำที่ใช้เรียกกลุ่มผู้บริหารระดับสูงภายในองค์กร เป็นกลุ่มคนที่มีหน้าที่มีวางแผนและตัดสินใจทิศทางรวมถึงกลยุทธ์สำคัญของบริษัท
สี่ปีหลังแต่งงาน... บัตรเชิญงานแต่งที่อยู่ในมือวราลีถูกเปิดออกอ่านด้วยสีหน้าแสดงความยินดี ด้านในเขียนถึงรายละเอียดพิธีการต่างๆ รวมถึงรูปแบบงานและสถานที่จัดเลี้ยง สำคัญตรงชื่อเจ้าบ่าวเป็นชื่อของคนที่เคยคุ้นเคย ญานิศา & ปกป้อง หลังจากแยกย้ายกันที่รีสอร์ตเมื่อสามปีที่แล้วนั้น เธอและเขายังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง หลังเรียนจบปริญญาโท ทั้งคู่ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย แต่ก็พอจะทราบข่าวคราวของกันและกันบ้างผ่านแชตกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่น เมื่อไม่กี่วันมานี้วราลีไปพบกับปกป้องที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเขานัดเธอมาก็เพื่อแจกการ์ดเชิญหญิงสาวและครอบครัวให้มาร่วมฉลองในงานมงคลสมรส สายตาของคนเป็นสามีกำลังจับจ้องภรรยาคนสวยไม่
เมื่อเจ็ดปีก่อน... ในงานวันเกิดของอาคมที่มีการจัดงานฉลองครบรอบยี่สิบห้าปีของบริษัท หลังจากที่ลงจากเวทีแล้วหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเทาอ่อนก็ออกไปด้านนอกเพื่อเข้าห้องน้ำ ขากลับพบเจอวราลีตรงทางเดินซึ่งหญิงสาวกำลังจะไปเข้าห้องน้ำเช่นเดียวกัน เวลานั้นติณห์เอ่ยทักทายและรอเธอเพื่อที่จะได้กลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงพร้อมกัน ทว่าหลังจากเข้าไปแล้วก็พบว่าอคินนั่งรออยู่ที่โต๊ะ ผู้เป็นอาเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าตนเดินมากับวราลี ซึ่งหลังจากนั้นอาคมก็ขอตัวออกไปเสวนากับพวกคณะกรรมการ เหลือแค่พวกเขาทั้งสามที่ยังนั่งอยู่ตรงโต๊ะวีไอพี เวลานั้นวราลีได้พบกับอคินอีกครั้ง หลังจากที่ทั้งคู่ห่างหายกันไปนาน ติณห์อยากให้พวกเขาได้มีเวลาพูดคุยกันจึงหาข้ออ้างออกไปด้านนอก หนุ่มร่างสูงขอตัวออกไปทักทายกับบรรดาพนักงานที่นั่งอยู่ยังโซนด้านหลัง เวลานั้นทุกคนต่างกินดื่มกันอย่างสนุกสนานหลังหมดช
ก่อนหน้านี้อาคมได้เฉลยถึงสาเหตุการเสียชีวิตของดวงชีวัน ซึ่งวันนั้นอคินก็ฟังอยู่ด้วยขณะที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นเขาที่ขอให้คนเป็นพ่อเล่าออกมา ถึงวันนี้แล้วชายหนุ่มก็อยากรู้ว่าตัวเองทำอะไรไว้ ย้อนไปเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน... ในขณะที่อคินซึ่งอยู่ในวัยเพียงแค่แปดขวบ เด็กน้อยมักจะไปวิ่งเล่นไล่กวดกับพวกพี่ผู้ชายที่ลานจอดรถเสมอ และก็ชอบวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟ บางทีก็แอบหนีไปเล่นเงียบๆ คนเดียวด้านหลังประตูฉุกเฉิน ซึ่งในตอนนั้นเขาก็หิ้วตะกร้าของเล่นไปแอบนั่งคนเดียวที่ด้านหลังประตูหนีไฟชั้นห้า ชิ้นส่วนตัวต่อยังกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น มีส่วนที่กำลังต่ออยู่แต่ยังไม่เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง พอได้ยินเสียงบิดาเปิดประตูตะโกนเรียกจากชั้นบนก็รีบวิ่งขึ้นไป โดยที่ทิ้งทุกอย่างระเกะระกะไว้ตรงนั้น 
“ถ้าพ่อปล่อยหวา หวาจะให้เงินพ่อล้านนึง แล้วพ่อก็ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ด้วย พ่อปล่อยหวาไปเถอะนะ” เสียงอ้อนวอนของคนเป็นลูกดังขึ้นมาจากด้านในห้องชั้นสอง ซึ่งเดิมเป็นห้องนอนแต่บัดนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างจนมีสภาพเละเทะ วราลีถูกมัดมือไพล่หลังพร้อมกับมัดเท้า แต่คนเป็นพ่อเอาผ้าคลุมศีรษะกับผ้าอุดปากออก ปล่อยให้นอนกองอยู่บนเตียงที่ฟูกเก่าจนเป็นสีคล้ำ ก่อนหน้าวราลีได้ยินบิดากับคนร้ายคุยกันมาในรถว่าหลังจากได้เงินแล้วจะแบ่งกันเพื่อหนีออกไปประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางธรรมชาติ “ก่อนหน้ากูขอมึงดีๆ ทำไมถึงไม่ให้” คนเป็นพ่อนั่งอยู่ปลายเตียง ในมือกุมปืนกระบอกหนึ่งไว้ไม่ปล่อย “ก็เพราะหวารู้แล้วว่าพ่อโกหกหวา ที่ผ่านมาพ่อไม่ได้ไปหาเงินมาช่วยหวากับแม่แต่พ่อทิ้งหวากับแม่ไปตั้งแต่หวายังไม่เกิด พ่อทุบตีแม่แล้วก็ใส่ร้ายแม
เพราะติณห์ได้ยินพนักงานฝ่ายบุคคลคุยกันหน้าลิฟต์ชั้นล่าง เรื่องที่อคินสั่งให้หัวหน้าอาวุโสฝ่ายฯ รวบรวมข้อมูลพนักงานเก่าของบริษัทให้เขา พอให้เลขาไปสอบถามจึงรู้ว่าเป็นข้อมูลของคนที่ทำงานในช่วงเวลาเดียวกับอดีตหัวหน้าแม่บ้านที่ชื่อดวงชีวัน จึงได้โทรมาถามอาคมว่าเคยได้ยินชื่อบุคคลที่ว่าหรือไม่ เพราะติณห์เองก็อยากรู้ว่าอคินต้องการข้อมูลพวกนั้นไปทำไม ทว่าคนที่ได้ยินชื่อดวงชีวันถึงกับชะงักเล็กน้อย และพอรู้ว่าอคินสืบเรื่องพวกนี้เพราะต้องการจะช่วยวราลีหาความจริง เขาก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ มือชื้นเหงื่อของชายสูงวัยวางโทรศัพท์ลง ก่อนหน้านี้อาคมได้โทรหาอคินเพื่อเรียกให้ชายหนุ่มมาพบเขาที่ห้องทำงานในช่วงค่ำ “มีอะไรครับพ่อ ทำไมถึงห้ามผมไม่ให้บอกยี่หวา?” “ฉันรู้เรื่องที่แกกับน้องกำลังสืบเรื
คราวก่อนที่นัดบิดามาทานข้าวในร้านอาหารซึ่งห่างจากออฟฟิศพอสมควร ขากลับวราลีได้โอนเงินให้กับวัชระไปหนึ่งหมื่นบาท เพราะบิดาบอกว่ายังค้างค่าเช่าห้องอยู่สามเดือน แต่พอเธอถามว่าอยากจะมาอยู่ที่คอนโดด้วยกันหรือไม่ วัชระกลับอ้างนู่นอ้างนี่ แล้วบอกอีกว่าตนยังติดหนี้คนที่เป็นธุระช่วยพาเขากลับมาเมืองไทยอยู่อีกราวหนึ่งแสน วัชระคิดว่าเงินจำนวนเท่านี้สำหรับวราลีคงไม่ได้มากมายนัก พอเห็นว่าบุตรสาวเชื่อใจตนแล้วก็พูดจาเลียบๆ เคียงๆ เพื่อขอยืมเงินจำนวนนั้นแก่บุตรสาวเพื่อเอาไปใช้หนี้ ทั้งยังขอเป็นเงินสดเพราะตนเองไม่สะดวกไปถอนออกจากบัญชีที่ธนาคาร มาวันนี้วราลีจึงต้องนำเงินสดหนึ่งแสนบาทไปให้บิดาตามที่นัดหมายกันไว้ในร้านอาหารของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งหญิงสาวไม่รู้เลยว่าเย็นวันนี้อคินจะแอบสะกดรอยตามเธอมา เมื่อหญิงสาวแยกย้ายกับวัชระและเดินออกจากร้านเขาก็ปรากฏตัว “พี่
เมื่อถึงงานเลี้ยงทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในร้านอาหารกึ่งผับแห่งหนึ่ง แน่นอนว่าเจ้าของวันเกิดอย่างอธิปยืนเท่รอต้อนรับอยู่หน้าทางเข้าโซนวีไอพี พอเห็นหน้าเพื่อน อคินก็ส่งถุงของขวัญให้แล้วกำชับให้รีบเปิดดู ก่อนจะพาวราลีเดินเข้าไปด้านในห้องกระจกที่กั้น
ร่างบอบบางในชุดนักศึกษาเดินเข้ามาในตึกเช่นทุกวัน ผ่านหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หยุดยืนทำความเคารพเธอก็ส่งยิ้มให้ด้วยความคุ้นเคย รอยยิ้มสดใสภายใต้เครื่องสำอางบางเบาที่แต่งแต้มตามวัยทำให้ใบหน้าที่สวยหวานอยู่แล้วโดดเด่นขึ้นอีก&nb
ใบหน้าหวานของหญิงสาวที่บดเบียดไปกับกำแพงแดงก่ำ เธอไม่รู้ว่าไอ้เดรัจฉานนี่กำลังจะทำอะไรต่อ กางเกงขาสั้นของหญิงสาวถูกดึงลงไปกองที่หัวเข่า รับรู้ถึงดุ้นปลายมนที่พยายามดุนดันจะสอดแทรกเข้ามาทางร่องก้น เธอพยายามสะบัดตัวหนี กลัวเหลือเกิน กลัวจนเนื้อ
อากาศตอนเช้าในช่วงใกล้ฤดูหนาวค่อนข้างเย็นชื้น หลังจากที่เมื่อคืนยังมีฝนตกพรำๆ ตอนแรกตั้งใจว่าจะพาสะอิ้งไปโรงพยาบาลตามที่แพทย์นัด แต่ดูเหมือนอคินจู่ๆ ก็แผลงฤทธิ์ทำให้สาวใช้ต้องมาขอความช่วยเหลือจากวราลี&nbs







![เด็กแสบของคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 3/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)