LOGIN~บันทึกของซองอึน~ (หน้าที่ 30)
ชีวิตของผมเหมือนโดนต้องคำสาป ให้จมกับความรู้สึกผิดภายในจิตใจ หากวันนั้นผมไม่รบเร้าให้พวกเขาพามาเที่ยวที่เชียงใหม่ เรื่องร้ายๆ คงไม่เกิดขึ้น และตัวผมเองก็คงเจ็บปวดขนาดนี้ จากชีวิตที่อบอุ่น สุขสบายได้ล้มละลายอย่างไม่เหลือชิ้นดี แถมการตายยังเป็นข่าวดังในหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อต่างๆ ที่พูดถึงพ่อซึ่งเป็นตำรวจน้ำดีได้กลับกลายเป็นตำรวจค้ายาเสพติดรายใหญ่ไปเสียได้ ชั่วพลิบตาเดียวทุกอย่างก็พังทลาย แม้กระทั่งจิตใจของผมเอง ที่มีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น สุดท้ายผมก็ย้ายมาอยู่ที่แห่งนี้กับคุณย่าอย่างจำใจ เหมือนท่านต้องการให้ผมเผชิญหน้ากับความเป็นจริง และใช้ชีวิตให้เหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่มันยากสำหรับผม จนกระทั่งผมได้เจอเขา "ผู้ที่เติมเต็มส่วนที่ขาดหาย" ~โรงเรียนดังแห่งหนึ่ง~ ก้าวแรกที่ชายหนุ่มลูกครึ่งเกาหลีเดินผ่านข้ามรั้วโรงเรียนมา สายตาทุกคู่จับจ้องมายังเขาเหมือนต้องมนต์สะกด เสียงกรี๊ดดังสนั่นไปทั่วโรงเรียน แต่ทว่าสายตาที่เย็นชานั่นกลับไม่สะทกสะท้านแต่อย่างไร เหมือนทุกคนที่นี่ไร้ตัวตนสำหรับเขาทุกคน ภายในชั่วข้ามคืนชายหนุ่มก็กลายเป็นหนุ่มฮอตมาแรงที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้ ที่แห่งนี้เป็นโรงเรียนนานาชาติในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในตัวเมืองใหญ่ที่ไม่ได้ห่างไกลความเจริญอย่างที่คิด แถมยังมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามมากมาย ชาวต่างชาติ และต่างจังหวัด จึงมักเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่ปล่อยๆ รวมถึงนักเรียนแลกเปลี่ยนเยอะมาก ส่วนมากเป็นลูกครึ่ง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษที่มีฐานะร่ำรวย เพราะเป็นนานาชาติ จึงมีการสอบชิงทุนเรียนมหาลัยชื่อดังฟรีในต่างประเทศ ที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องนักเรียนดี กีฬาเด่น แถมบรรยากาศก็สดชื่น ไร้มลพิษ แม้จะหนาวไปหน่อย แต่ทุกอย่างก็ลงตัว เสียงฝีเท้าของชายหนุ่มดังขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงหน้าห้อง ม.6/1 ซึ่งเป็นห้องสายวิทย์คณิต เมื่อเขากำลังก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับว่าเวลานั้นได้หยุดเดินลง ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังเขาอย่างตกตะลึงในความหล่อเท่สง่างามดั่งเจ้าชาย แบบไม่พบเจอที่ไหนมาก่อน พวกเขาไม่อาจละสายตาออกจากชายหนุ่มตรงหน้าได้เลย หากไม่มีครูยืนอยู่ในคงนี้พวกเขาคงกรี๊ดเสียงดังสนั่นอย่างแน่นอน "วันนี้มีนักเรียนใหม่ย้ายมาจากกรุงเทพ เอ้าปรบมือต้อนรับเพื่อนใหม่ด้วยคะ" คุณครูแนะนำให้นักเรียนในห้องรู้จัก ทุกขึ้นลุกขึ้นปรบมือด้วยความดีใจ มีคนเดียวที่นั่งนิ่ง ด้วยความใจลอย เพราะไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้ "เอ๊ะ!"ซองอึนมองไปยังชายหนุ่มที่พยายามหลบหน้าเขา ชายหนุ่มเลยไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาว่าเราทั้งคู่เคยพบกันมาก่อน "อะไรเนี่ย! โลกกลมเกินไปแล้ว" ท้องฟ้าพูดขึ้น "รู้จักเหรอ แนะนำให้รู้จักหน่อยซิ" ใบชาถามขึ้น เธอคือเพื่อนสาวคนสนิทของท้องฟ้า โตและเล่นมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เป็นลูกครึ่งจีน หน้าทรงกลม ปากแดง ผมยาวเงาสลวย ชอบติดกิ๊บใบชาสีเขียว หันหน้ามาออดอ้อนผู้เป็นเพื่อน "อยากรู้จักแน่นะ บอกก่อนว่า เขาชอบทำตัวแปลกๆ" ท้องฟ้ากระซิบบอกเพื่อนสาวอย่างจริงใจ "ไม่เป็นไร ยิ่งแปลกยิ่งมีเสน่ห์" เธอพูดขึ้น รอยยิ้มผุดออกมาอย่างมีเลคนัย ทำให้เขางงไปตามกัน "แนะนำตัวหน่อยสิจ๊ะ" คุณครูพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าเขานิ่งเงียบ "สวัสดี ผมซองอึน" เขาพูดแนะนำตัวเพียงสั่นๆแต่คุณส่งเสียงกรี๊ดอย่างลืมตัว แต่ทว่าตัวเขาก็ยังแสดงท่าทางที่เย็นชาเหมือนเดิม แววตาคู่นั่นดูเศร้าหมองยิ่งนัก "อืม ไม่เป็นไร แค่นี้ก็ได้ เดียวนานไปพวกเธอคงทำความรู้จักกัน เอาเป็นว่านายท้องฟ้าต่อไปนี้เธอต้องดูแลซองอึนด้วยนะ" ครูพูดขึ้นด้วยยิ้มออกมากว้างถึงแก้ม "ฮะ! ทำไมต้องเป็นผมด้วยครับ" เขาถามขึ้นด้วยตกใจ "ก็เธอเป็นหัวหน้าห้องนี่จ๊ะต่อไปนี้ใบชาเธอย้ายมานั่งใกล้อาเจ ส่วนซองอึนไปนั่งใกล้ท้องฟ้านะคะ" ครูแนะนำที่นั่งให้เขา เขาได้แต่พยักหน้าก่อนเดินตรงไปยังที่ของตน "ซวยจริงๆ" อาเจพูดขึ้นด้วยท่าทางที่เรียบเฉย "เช่นกัน โคตรซวยที่มานั่งใก้ลนาย" ใบชาตอบกลับไปทันทีก่อนที่จะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ซองอึนนั่งลงประจำที่ของตนเอง เรียนชั่วโมงแล้วชั่วโมงเหล่าท ก็ไม่พูดไม่จาตลอดทั้งคาบ ทำให้คนที่นั่งข้างๆ แทบอึดอัดใจ "นี่นาย เอาไอนั่นมาด้วยหรือเปล่า" เขาถามขึ้นด้วยสงสัย เพราะได้ยินเสียงตะกุกตะกักภายในกระเป๋า ในขณะที่อีกคนนั่งกำลังอ่านหนังสือ "........" ไร้เสียงตอบรับ เหมือนว่าเขาเป็นเพียงอากาศที่มองเห็นเท่านั้น "เชอะ! ไม่ตอบก็อย่าตอบ ใบชาไปกินข้าวเที่ยงกัน" เขาเดินไปยังเพื่อนสาวที่นั่งตั้งกลุ่มคุยโม้กับเพื่อนคนอื่นๆ แต่ทว่าใบชารีบลุกเดินมาอย่างไว แต่แววตากับมองไปยังซองอึน "อืม ดีเป็นไปอีกคน หมอนี่มีดีอะไรกัน เหมือนผีเดินได้มากกว่า" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ซองอึนจ๋า" เธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่หวานนุ่มละมุนกว่าทุกครั้ง ได้ผล! ชายหนุ่มเงยหน้าจากหนังสือมองเธอด้วยสายตาที่เฉยชา "ไม่หิว อย่ารบกวนเวลาอ่านของฉันอีก" "ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงหัวเราะดังสนั่นด้วยความถูกใจยิ่งนัก สายตาคู่จับจองมายังเขา ชายหนุ่มจึงทำได้แต่กลั้นขำ เมื่อหันมองหน้าเพื่อนสาว "ไปกินข้าวคนเดียวเลย เชอะ!" "งอนเหรอ ขอโทษเจ้า ดะเดี๋ยวซิ!" เพื่อนสาวงอนเขาแล้วรีบเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ "เพราะนายเลย!" เขาดึงหนังสือของอีกคนมาเก็บไว้ในกระเป๋าตัวเอง "นายจะทำอะไร เอาคืนมาเดี๋ยวนี้" อีกคนลุกขึ้นยืนพร้อมยื่นมือออกมาเพื่อขอหนังสือคืน "อยากได้คืน นายก็ต้องไปกินข้าวกับฉันก่อน" เขาลุกพรวดแล้วจ้องใบหน้าของอีกคน ด้วยแววตาที่ชิงชังยิ่งนัก "ทำไม ต้องไปด้วยกระเพาะของนาย ไม่ใช่ของฉันสักหน่อย" เขาโต้แย้งกลับไป ทั้งคู่สบตากันด้วยความรู้สึกที่ไม่มีใครยอมแพ้ หรือไม่! ใครสักคนต้องยอมแพ้ "ได้ หนังสือนี่นายคงไม่ต้องการ อืม...นั้นฉันเอาไปทิ้งดีกว่า" เขาพูดขึ้นเพราะมั่นใจว่าหนังสือเล่มนี้ต้องมีความสำคัญมากสำหรับเขา "ยายฉันทำข้าวกล่องมาให้แล้ว" เขาพูดพร้อมยื่นข้าวกล่องขนาดใหญ่ กลิ่นอาหารด้านในหอมแตะจมูกทั้งที่ยังไม่ได้เปิดมันออก อาหารในนั้นดูน่ากินมาก มีทั้งพัดผัก ขนมหวาน ผลไม้ ทำเอาอีกคนแทบกลืนน้ำลายตัวเอง "นั่งซิ" เขาพูดขึ้นในขณะที่นั่งลงเพื่อจะกิน " ทำไมต้องนั่ง" เขาถามทั้งๆ ที่รู้คำตอบ "กินข้าวกัน ไหนบอกว่าอยากจะกินข้าวด้วยกันไง" เขาถามย้ำอีกที "กินซิ! เพราะนายบังคับหรอกนะ ฉันถึงกิน" เขาพูดขึ้นอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบนั่งลง นี่เป็นวันแรกที่พวกเขาเจอกัน และเป็นครั้งแรกที่ซองอึนทานอาหารเที่ยงรวมกับคนอื่น เขามองท้องฟ้าที่ทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยจนลืมไปว่าเขากำลังนั่งอยู่ตรงนี้ ปรากฏรอยยิ้มจางๆจนแทบมองไม่เห็น "ชอนอา"ซองอึนพูดขึ้น "ฮะ! อะไรนะ " อีกคนที่ข้าวเต็มท้องแก้มทั้งสองข้างหยุดทานทันที ก่อนหันมองอีกคนที่นั่งข้างกัน พลันปลายจมูกของทั้งสองก็ชนกัน ด้วยบังเอิญ ทั้งคู่สบตากันเหมือนโดนมนต์สะกด แววตาที่เย็นชาเริ่มเป็นประกายจนทำให้หัวใจเต้นเร็วอย่างไม่จังหวะ ~ตุ๊บ ตุ๊บๆๆๆๆ ~ เสียงหัวใจที่ดังขึ้นอย่างไม่เป็นจังหวะนั้นทำให้สองแก้มแดงเห่อร้อน " ซองอึน นายป่วยเหลือ แก้มนายแดงมาก"เขาเอามือทาบลงบนใบหน้าของซองอึน "ไม่ต้อง!" เขาเบือนหน้าหนี แสร้งหลบตาหนีอย่างเขินอาย ตัวเองเขาเองก็ไม่เข้าใจความรู้ที่เกิดขึ้น รู้แต่ว่า ยิ่งใกล้เขายิ่งอันตราย "อะไรของนาย แปลกพิลึก" "ชอนอา แปลว่า ท้องฟ้าใช่ไหม" เขาพูดขึ้น ก่อนหันมามองอีกคน "อืม!" เขาถามย้ำ "ต่อไปนี้นายจะเรียกฉันว่า ชอนอาก็ได้นะ" เขาพูดขึ้นด้วยแววตาที่เป็นประกาย แต่แววตาของอีกคนเหมือนมีอะไรที่ซ่อนเก็บไว้ในใจมากมาย โดยเฉพาะความเศร้าที่เขาทำให้ท้องฟ้ารู้สึกว่า ตัวเองอยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้ ทำไมเขาถึงย้ายมาอยู่และเรียนที่นี่ พ่อแม่เขาอยู่ที่ไหนกัน ถึงปล่อยให้เขาโดดเดี๋ยวถึงเพียงนี้ มันเกิดคำถามมากมายในสมอง ที่เขาอยากจะถามออกไป เมื่อเราสนิทกันมากกว่านี้ "อืม" เขาตอบเพียงสั่นๆ "โอเค! เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ" ท้องฟ้าถามย้ำอีกครั้ง ด้วยสายตาที่จริงจัง "นายกินข้าวเที่ยงฉันจนอิ่ม ยังจะกล้าถามแบบนี้อีก" เขายกกล่องข้าวที่เหลือแต่ความว่างเปล่าขึ้นให้อีกคนดู "แฮ่รๆๆ ก็มันอร่อยนะ กินเพลินเลย" เขาพูดแก้เขิน "อืม เข้าใจแล้ว คงเพลินไปหน่อย" ซองอึนย้ำอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มตรงมุมปาก นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยยิ้มแบบนี้มาก่อน "เอ้านี่ หนังสือ ~สร้างศิลปะโดยใช้ใจ~"เขายื่นหนังสือเล่มโปรดคืนไป แต่ก็ไม่วายแอบอ่านชื่อเรื่อง "เกี่ยวกับการวาดภาพซินะ" เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปมองเจ้าตัวที่นอนก้มหน้าลงบนโต๊ะอย่างสบายใจ เมื่อมองไปรอบๆ ห้องเรียนพบว่าในห้องมีแค่พวกเขาสองคน บางครั้งเราไม่อาจรับรู้ความรู้สึกของอีกคนได้ หากเขาไม่เปิดใจให้ใครสักคนเข้าไปทำความรู้จัก หากว่ามีโอกาสที่จะทำให้อีกคนหันมาเปิดเผยความลับ หรือทุกอย่างที่เก็บมันไว้ให้รับรู้บ้างไหม หากวันนั้นมาถึง เขาจะช่วยอีกคนได้หรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับการจับมือกันไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งให้อีกคนต้องโดดเดี๋ยวอีกต่อไป "นายเป็นใครกันแน่" มันเป็นคำถามที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ ที่เขาไม่กล้าถาม "มีอะไร อยากรู้อะไร" เขาถามขึ้นด้วยความสงสัยเมื่อเห็นอีกคนมองหน้าเขาอย่างครุ่นคิด "ปะ ปะ เปล่า" ~มันรู้ได้ไงหว่า~มันก็แค่ความคิดนะโว้ย "หรือนายหลงเสน่ห์ฉันอีกคน" "...." หมดคำที่จะพูด เขาไปเอาความมโนมาจากไหนกันนะห้องรับแขกเรียบหรูมีสไตล์ ที่ตกแต่งด้วยแจกันลายไทย ประดับตกแต่งด้วยดอกลิลลี่สีขาว ดูสบายตายิ่งนัก ชายหนุ่มทั้งสองกำลังนั่งเผชิญหน้ากับหญิงชราผู้เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งใหญ่ในเกาหลีอย่างไม่ละสายตา ท้องฟ้ามองหน้าซองอึนที่กำลังจ้องมองหญิงชราอย่างไม่ลดละสายตา "เอ่อ...ผมควรออกไปดีกว่าครับ แฮร่ ๆ " ชายหนุ่มฉีกยิ้มเล็กน้อยเพื่อปกปิดความละอายใจที่จู่ ๆ ก็ถูกซองอึนกระชากแขนมาด้วย "ไม่ต้อง! คนที่ควรออกไปไม่ใช่นาย" น้ำเสียงที่หนักแน่นทำให้ท้องฟ้าดิ่งก้นนั่งลงตามเดิมด้วยความกังวลใจ"อืม...เด็กหนุ่มคนนี้คงมีความสำคัญกับหลานมากซินะ ถึงไม่ยอมเว้นระยะห่างกัน" เธอเผยยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย"ใช่ครับ! สำหรับผมท้องฟ้าสำคัญที่สุด ว่าแต่อะไรทำให้คุณอยากเจอผม ผมลืมไปแล้วว่ามีคุณอยู่ในชีวิต""อึก! " ท้องฟ้ามองหน้าซองอึนด้วยความตกตะลึงไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดอย่างนี้ออกมา จู่ ๆดวงหน้าร้อนพลัน ร้อนฉ่าขึ้นมาทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ "ฉันไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอกนะ ว่าทำไมฉันถึงโผล่มาตอนนี้" แววตาที่มองซองอึนนั้นลึก ๆ แล้วเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ภายในใจเอาไว้มากมายเหลือเกิน"หึหึ เยี่ยมครับ สิบแปดปีที่ผ่า
ในห้องชมรมศิลปะอันกว้างใหญ่ ภาพวาดงดงามที่ถูกตวัดลวดลายหลากหลายสีสันด้วยแปรงพู่กันผ่านสีโปสเตอร์ ถูกตั้งสง่าเรียงรายอย่างโดดเด่นเพื่อผลการแข่งขัน ขึ้นชื่อว่าเป็นผลงานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากจินตนาการของนักวาดก็ยากจะตัดสินได้ว่า ผลงานชิ้นไหนดีที่สุด ยกเว้นองค์ประกอบรวมที่ผู้วาดได้ถ่ายทอดลงไปเพื่อสื่อความหมายของภาพนั้น ๆ คณะกรรมตรวจสอบผลงานได้เดินดูภาพวาดแต่ละภาพอย่างภาคภูมิใจในผลงานทุกชิ้น แต่พวกเขาต้องมาสะดุดตากับภาพวาดแผ่นหนึ่ง ยืนมองวิเคราะห์ภาพวาดนั้นนานสองนาน"ภาพนี้ถึงแม้จะดูธรรมดา ใช้เฉดสีน้อยนิดแต่มีการใช้ส่วนประกอบมูลฐาน! ทำให้ผลงานโดดเด่นและแตกต่างกว่าของนักเรียนคนอื่นๆ พวกคุณดูซิ!"คณะกรรมการผู้อาวุโสชายท่านหนึ่งพูดขึ้น ก่อนที่คุณครูท่านอื่นๆจะมองสังเกตภาพนั้นใกล้ๆ"จริงด้วยค่ะอาจารย์ เส้น รูปร่าง น้ำหนัก สี ผิวเผินอาจดูธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อรวมองค์ประกอบรวมดันมีความสมดุลกัน" คณะกรรมการผู้หญิงพูดขึ้น"แบบด้านสองด้านไม่เท่ากัน"คณะกรรมการผู้ชายเสริมขึ้นเมื่อสังเกตเห็นจุดเด่นของภาพวาดใบนี้"ใช่ค่ะ แบบด้านสองด้านไม่เท่ากัน แต่ยังมีความเคลื่อนไหวที่สั่นพลิ้วสลวยอย่างละเอีย
~ห้องศิลปะ~วันแข่งขันมาเยือนเหล่าเพื่อน ๆ ต่างสถาบันต่างหลั่งไหลกันเข้ามาร่วมกิจกรรมวิชาการและงานบันเทิงอย่างครบเครื่องมีหรือจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปได้ เสียงหัวเราะเขาเหล่านักเรียนต่างส่งเสียงดังกึกก้องไปทั่วอาคารเรียน"สวัสดีครับครูเบนนะยินดีที่ได้รู้จักนักเรียนทุกคนในห้องนี้ ครูดีใจมากที่วันนี้มีนักเรียนหลากหลายโรงเรียนเข้าร่วมประกวดวาดภาพระบายสีโปสเตอร์ในหัวข้อ ซากุระ อาร์ต คันเทสทฺ "วาดภาพทิวทัศน์" เพื่อไม่ให้เสียเวลาอีกต่อไป ทุกคนมาเริ่มกันเลย ไฟติ้ง!"ครูเบนเดินไปนั่งตรงโต๊ะประจำของตนก่อนมองไปยังซองอึนด้วยความภาคภูมิใจไม่คิดเลยว่าเขาจะร่วมกิจกรรมด้วย"ซองอึน เขาเปิดใจให้ท้องฟ้าคนเดียวซินะ" เผยรอยยิ้มตรงมุมปาก ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะมาถึงจุดนี้ได้พู่กันและสีน้ำต่างถูกบรรเลงลงบนกระดาษขนาดใหญ่ สไตล์การวาด ความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันออกไป ผู้เข้าแข่งขันทุกคนดูมุ่งมั่น ตั้งใจหมายจะคว้าความภาคภูมิใจกลับบ้านไปให้ได้ มีเพียงซองอึนที่ยังคงหลับตาด้วยความผ่อนคลาย "ให้ตายซิ นอนได้ทุกเวลาจริงๆ" ท้องฟ้าที่กำลังแอบมองอยู่ผ่านกระจกเล็ก ๆ ด้วยความหงุดหงิดแต่ทว่ามือเรียวของซองอึนกำล
เปิดเรียนวันแรกหลังจากการพักผ่อนของพวกเขา อากาศยามเช้าที่เย็นสบาย ไร้มลพิษ ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติที่เขียวชอุ่ม สองข้างทางรายล้อมไปด้วยดอกไม้นานาพรรณสีสันสดใสช่างงดงามตายิ่งนัก ไร่องุ่น ไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเป็นเมืองที่เหมาะกับคนที่รักความสงบ รักความเรียบง่าย รักชีวิตที่อิสระ และรักธรรมชาติถึงจะอาศัยอยู่ที่แห่งนี้ได้ ซองอึนยืนมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาสุกใสในวิธีการชีวิตของชาวไร่ช่างเหน็ดเหนื่อยทั้งเก็บเกี่ยว พรวนดิน ดูแลรักษาพืชผลด้วยความใส่ใจทะนุถนอมดังลูกในไส้ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข ดั่งคำกล่าวที่ว่า"สุขแท้จริง คือสุขที่ใจ" เขาไม่เคยคิดเลยว่าการได้มาใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้จะทำให้พบเจอสิ่งมหัศจรรย์มากมาย ความพอเพียง ความจริงใจ และมิตรภาพที่ดี ไม่แปลกใจที่คนที่นี่ล้วนดูมีรอยยิ้มบนใบหน้าทำให้เข้าสัมผัสได้ถึงความสุขที่หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ และตัวเขาล่ะพอใจกับสิ่งที่มี อยู่ ณ ตอนนี้แล้วหรือยัง หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงถือกระดานวาดภาพ พู่กัน และสีติดตัวมาด้วย และคงยากที่จะห้ามใจไม่ให้วาดความสุขเหล่านี้เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดได้หรอก อารมณ์ศิลปินของเขากำลังพุ่งก
~ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง~เสียงร้องห่มร้องไห้ดังทั่วห้องผู้ป่วยรวม ผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ ต่างลุกขึ้นมามองคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนมองคนไข้อย่างหมดอาลัยตายอยาก เหมือนกับคนบนเตียงนั้นสิ้นลมหายใจไปแล้ว "ไม่น่าเลยลูกชายสุดที่รักของพ่อ" กระดาษเช็ดชู้ที่ถูกดึงจากกล่องชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่ใช้แล้วตกลงสู้พื้นมากมายรวมทั้งในถังขยะ ชายวัยกลางคนนี้คงร้องไห้มานานมากแล้ว"ถ้าแม่ไปด้วยคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอกพ่อ อึก! ""โธ่ อาชิลูกพ่อ เกิดมาพ่อแม่ดูแลอย่างดี ยุ่งไม่ให้กัดแมลงวันก็ไม่ให้ตอม ทำไมถึงรนหาที่นัก ฮึฮื้อฮื้อ" หัวอกคนเป็นพ่อแทบใจสลายเมื่อมองลูกชายที่บัดนี้ถึงแม้จะพ้นขีดอันตรายแล้วก็ตาม"ยังไม่ตายครับพ่อ แม่บอกพ่อด้วยซิครับ ที่นี่โรงพยาบาลช่วยเบา ๆ หน่อย ผมอายเขา" ร้องซะทำเอาผมแทบไม่กล้ามองหน้าใครเลย โดยเฉพาะ ครอบครัวผู้หญิงที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้ามที่กำลังยืนมองด้วยแววตาซาบซึ้งใจ แต่ก็นะปากคนเราย่อมไม่ตรงกับใจเอาเสียเลย"เฮ้ย! น่าส่งสารบ้านนู้นนะร้องไห้เพราะสงสารลูกชาวบ้าน กลัวคนอื่นจะคิดว่าเป็นพ่อขี้แย" พ่อของใบชายิ้มเย้ยหยัน พร้อมแววตาดูถูก "เพราะช่วยลูกมึงนั้นแระ! ลูกกูถึงเป็นแบบนี้ขอบคุณสักคำมีไหม
แสงแดดยามเช้าที่ส่องสว่างไปทั่วผืนป่า กำลังโอบอุ้มความหนาวเหน็บให้เบาบางลง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าสิ่งดีๆกำลังจะเกิดขึ้น ปลาขนาดใหญ่ที่กำลังถูกย่างบนไฟร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่วป่า ชวนน้ำลายไหลยิ่งนัก ทุกคนนั่งล้อมวงด้วยความหิว ก่อนจะต้องเตรียมตัวกลับบ้านก่อน เพราะในวันพรุ่งนี้สถานที่อันสวยงามราวกับเทพนิยายแห่งนี้ กำลังจะถูกเปิดขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกครั้งหลังถูกปิดทำการปรับปรุงมานานนับเดือน"พี่เจ้าหน้าที่อนุรักษ์โทรบอกว่าทั้งคู่พ้นขีดอันตรายแล้ว ต้องอยู่ดูแลพวกเขาแทนเรา ดังนั้นลูกชายของเขาจะมาช่วยดูแลพวกเราแทนก่อนจะกลับบ้าน" ท้องฟ้าบอกเพื่อนๆเพื่อให้หายความกังวลใจ"สวัสดีครับน้องๆ" น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นทำให้ท้องฟ้ารีบหันหน้าไปมอง เขาเบิกตาโตยิ้มกวางขึ้นด้วยความดีใจยิ่งนัก"อ้าว พี่บาส" โลกมันจะกลมอะไรขนาดนี้ รุ่นพี่คนโปรดของเขากำลังยืนยิ้มหวานตรงหน้าเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะถูกรุ่นพี่โอบกอดด้วยความคิดถึง" ไม่คิดว่าจะได้เจอนายอีก โครตคิดถึงเลย" นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้เจอเจ้าเด็กแสบตัวป่วน ที่ทำให้เขาหวั่นไหวทุกครั้งที่ได้เจอกัน จนกระทั่งในวันเขาไปเรียนต่อมหาลัย โดยไม่มีโอกาสแ







![สถานะเมียในสมรส [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)