LOGINยุทธวีร์กลับบ้านมาด้วยใจที่ยังเป็นกังวล แม้เด็กคนนั้นจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แล้วก็ตาม ดูท่าอาการเธอคงหนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน คืนนั้นเขาหลับไปทั้งที่ใจยังกระวนกระวายกับเรื่องเด็กคนนั้น
เช้าวันต่อมาเดินลงจากคฤหาสน์หลังใหญ่แล้วสั่งลูกน้องทันที “ไปโรงพยาบาล”
“ครับคุณวีร์”
มารดาทำได้เพียงมองตามแล้วเอ่ยตามหลังลูกชาย “วีร์ไม่กินข้าวเช้าก่อนเหรอลูก” เมื่อคืนเขาก็กลับดึกไม่ได้รับประทานอาหารเย็นร่วมกับครอบครัวด้วยซ้ำ ตื่นเช้ามาก็ยังรีบออกไปอีก
“ไม่ครับแม่ ผมมีธุระด่วนต้องทำครับ” เขาไม่แม้แต่จะหยุดรอคุยกับผู้เป็นแม่ด้วยซ้ำ มารดามองตามหลังลูกชายแล้วถอนหายใจ ถึงจะรู้ว่าลูกชายเป็นคนบ้างาน แต่เธอก็ยังไม่ชินสักครั้ง ดูแลทั้งโรงงาน ทั้งสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
มาถึงโรงพยาบาลก็ถามหาห้องเด็กคนนั้นทันที เขารีบสาวเท้าไปยังห้องที่พยาบาลบอก
ภายในห้องพิเศษพยาบาลกำลังตรวจวัดความดันของเธออยู่ เด็กคนนั้นสวมชุดใหม่ของโรงพยาบาล เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน
“อาการเป็นยังไงบ้างครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามพยาบาลเสียงเบา เพราะเกรงว่าจะรบกวนคนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ขนตาเป็นแพงอนสวย ปากเธอแห้งเป็นขุยและซีดขาว ใบหน้าแทบไม่มีสีเลือด
“อาการหนักอยู่เหมือนกันค่ะ ตั้งแต่เมื่อวานยังไม่ฟื้นขึ้นมาเลย อีกสักพักคุณหมอก็คงเข้ามาค่ะ” สิ้นคำแพทย์ผู้ดูแลคนไข้ก็เปิดประตูเข้ามาพอดี
แววตาของคุณหมอดูไม่สู้ดีนัก เขาไม่รอให้ยุทธวีร์ถาม “คนไข้ติดเชื้อในกระแสเลือดครับ เราคงทำได้เพียงรอเท่านั้น” แพทย์หนุ่มพูดเป็นนัย แต่ยุทธวีร์ก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าเธอคงอยู่ได้อีกไม่นาน
เขาเงียบไปภายในเหมือนมีลมตีกลับขึ้นมาจนจุกอก
‘ขอให้เธอลืมตาขึ้นมาคุยกับฉันสักครั้ง…แค่นี้จะได้ไหม’ ยุทธวีร์ร่ำร้องในใจ
ถึงจะไม่ใช่ญาติแต่เขาก็รู้สึกผิดกับเธอเหลือเกิน แต่รอแล้วรอเล่าก็เหมือนเธอจะไม่ได้ยินเสียงที่เขาเอ่ยขอในใจ
คนตัวใหญ่เดินออกมาที่รถเหมือนร่างไร้วิญญาณ
“เกิดอะไรขึ้นครับคุณวีร์”
“เด็กคนนั้นติดเชื้อในกระแสเลือด คงอยู่ได้อีกไม่เกินหนึ่งอาทิตย์” เขาบอกตามที่ได้คุยกับหมอ
ลุงเชยก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน เจ้านายเขาอุตส่าห์อยากช่วยเด็กคนนั้นแต่ก็ช่วยไม่ทัน เขาคงผิดหวังไม่น้อย
ร่างอ่อนแรงลืมตาขึ้นแล้วกลอกมองไปทั่วห้อง แต่พอเห็นพยาบาลเดินเข้ามาเธอก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถาม อีกทั้งสายระโยงระยางอยู่ที่แขนของเธอก็บอกแน่ชัดแล้วว่าเธอนอนอยู่ที่โรงพยาบาล คำถามคือใครเป็นคนพาเธอมาที่นี่ ใครเป็นบุคคลใจบุญผู้นั้น ถ้าจะให้เธอจ่ายค่ายาค่าห้องเองเธอคงจ่ายไม่ไหว
หญิงสาวพยายามจะอ้าปากถามแต่ก็ไม่มีเสียงออกมา ลมหายใจรวยรินเต็มที เธอรู้สึกเหมือนตัวเองขี้เกียจหายใจ เพิ่งเข้าใจตอนนี้เองว่าอาการที่คนจะจากโลกนี้ไปมันไม่ห่วงอะไรจริง ๆ แต่ก็ดีแล้วการจากไปโดยเร็วมันอาจจะทำให้เธอพ้นทุกข์ก็ได้ ไม่ต้องคิดว่าวันนี้จะเอาอะไรกิน วันนี้จะนอนไหน แต่ถ้าเธอยังไม่เห็นหน้าผู้มีพระคุณคนนั้นเธอจะจากไปอย่างมีความสุขได้อย่างไร พยาบาลมองร่างที่นาน ๆ ทีจะตื่นขึ้นมาก่อนที่จะหลับยาวอีกครั้งด้วยความรู้สึกเวทนา
ตลอดหลายวันที่ผ่านมายุทธวีร์เทียวมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลทุกวัน แต่เธอก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาสักที วันนี้เขาเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยอย่างมีความหวัง
“คุณวีร์มาพอดีเลยค่ะ” พยาบาลเอ่ยอย่างดีใจ
พอเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นมาเขาก็ระบายยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วยแต่ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เธอมองเขาแล้วหยดน้ำตาก็ไหลริน ใช่ผู้ชายคนนั้นจริง ๆ ด้วย ผู้ชายที่บอกว่าให้เธอรออยู่หน้าโรงงาน ผู้ชายที่บอกว่าจะพาเธอไปอยู่บ้านหลังใหม่และจะให้เธอได้เรียนหนังสือ ร่างซูบผอมใบหน้าซีดจนหาสีเลือดไม่เจอยิ้มอ่อนให้เขา ตอนนี้เธอเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนแทบไม่อยากหายใจ
มือใหญ่เอื้อมไปกุมมือเธอไว้ อย่างน้อยเธอจะได้รู้ว่าทั้งชีวิตนี้เธอยังมีเขาอยู่
เธอทำได้เพียงมองหนุ่มหล่อใจดีตรงหน้า เขาเป็นใคร เขาไม่ใช่ญาติ เจอหน้ากันแค่ครั้งเดียว แต่กลับยื่นมือเข้ามาช่วยเธออย่างไม่มีข้อกังขา
หากชาติหน้ามีจริง ขอให้เธอเกิดมามีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ อย่าได้อดอยากเท่ากับชาตินี้เลย ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยก็ขอให้ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ มีเสื้อผ้าสวมใส่เหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง สำคัญกว่านั้นหากเป็นไปได้ขอให้เธอได้ตอบแทนบุญคุณผู้ชายคนนี้ด้วยเถิด ‘คุณวีร์’
จิตสุดท้ายเฝ้าภาวนาก่อนลมหายใจของเธอจะสงบลง
ร่างผ่ายผอมบนเตียงยังเผยรอยยิ้มทั้งน้ำตาออกมาให้เขาเห็น เธอมีหลายอย่างที่อยากคุยกับเขา อยากขอบคุณเขา แต่เธอคงทำได้เพียงสื่อสารทุกอย่างผ่านดวงตาเลื่อนลอยคู่นั้น เธอค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้า ๆ ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มพลันกลับเข้าสู่สภาวะปกติ อวัยวะทุกส่วนบนร่างกายไร้การตอบสนอง
เธอจากไปอย่างสงบ ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำ แต่ไม่ได้ปล่อยให้หยดน้ำไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว หากวันนั้นเขาลงมาจากห้องทำงานเร็วกว่านี้ เธอก็คงไม่มีจุดจบเช่นนี้
สัปดาห์ต่อมาดอมก็พาครอบครัวย้ายมาทำงานที่โรงสีม้าสีนิล โดยมีทิศเหนือเป็นคนขนย้ายของมาให้ และพาไปที่บ้านพัก ทิศเหนือคอยเหลือบมองดูข้าวหอมตลอด เขารู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาเปล่งประกายระยับคู่นั้นเหลือเกิน แต่คิดไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป เมื่อคิดแล้วไม่ได้คำตอบจึงไม่อยากคิดให้เปลืองสมองอีก เขาอาจจะคิดมากไปเอง แต่เขาก็ปฏิเสธได้ยากว่าดวงตาของเด็กคนนั้นเหมือนมีมนต์สะกดเหลือเกิน “ขอบคุณมากนะครับคุณเหนือ” ดอมกล่าวขอบคุณพร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าน้ำใจและค่าเหนื่อย ทิศเหนือโบกมือและไม่ยอมรับเงินนั้น “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ส่วนเงินอาก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ เถอะครับ” ทิศเหนือผลักเงินในมือดอมกลับไปอย่างสุภาพ ดอมจำต้องเก็บเงินนั้นไว้ในกระเป๋าตามเดิม “ว่าแต่พรุ่งนี้ผมกับเมียต้องเริ่มงานกี่โมงครับ” “แปดโมงเช้าเริ่มงานที่แปลงนาทางโน้นได้เลยครับ พรุ่งนี้น่าจะถอนหญ้าข้าวกับใส่ปุ๋ย” ทิศเหนือพูดพลางชี้นิ้วไปที่แปลงนาที่คนอื่นกำลังทำงานอยู่ ช่วงนี้เป็นช่วงทดลองปลูกข้าวที่เขาเพิ่งปรับปรุงพันธุ์ให้เจ้านาย “ครับผ
“กำนันว่ายังไงบ้างพี่” พุดจีบถามขึ้นเมื่อสามีนั่งลงบนแคร่หน้าบ้านที่เมื่อแปดปีก่อนเป็นกระท่อมมุงหญ้าคา ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น “คุณเหนือลูกเขยเขาจะดูให้” “อ้อ คุณเหนือเขาเป็นคนมีน้ำใจนะ” “ก็น่าจะอย่างนั้น พอกำนันฝากให้เขาดูงานให้พี่เขาก็รีบรับปากทันที” “แล้วนี่เราต้องขายควายสองตัวนี้จริง ๆ เหรอคะ” พุดจีบมองควายคู่ทุกข์คู่ยากด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ปนเศร้าโศก ลูกทั้งสามคงร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรถ้ารู้ว่าต้องขายพวกมันจริง ๆ “ก็คงต้องขาย ไปอยู่ที่โน่นเราคงไม่มีเวลาดูแลมัน” เพราะต้องทำงานทั้งวัน จะปลีกตัวไปเลี้ยงควายก็คงไม่ได้ ไหนจะต้องเกี่ยวหญ้าให้มันในยามที่ขาดแคลนหญ้าอีก เพราะเพื่อนร่วมงานจะว่าเอาได้ ถึงเขาจะรู้สึกเสียดายควายสองแม่ลูกนี้มากก็ตาม ช่วงบ่ายพอทิศเหนือเห็นเถ้าแก่เข้ามาที่โรงสีเขาก็รีบเข้าไปพบทันที วันนี้ภรรยาของเถ้าแก่ไม่ได้มาด้วย ทิศเหนือเคาะประตูหน้าห้องก่อนจะเดินเข้ามา เขาก้มหน้าเล็กน้อยยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “เถ้าแก่ครับ” หาญละสายตาจากเอกสารตรงหน้าแล้วมองคนท
ปีต่อมาดอมยืนมองทุ่งนาที่มีอยู่กว่าห้าไร่ของตนด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก ปีนี้ฝนตกชุกกว่าทุกปีจึงทำให้นาแปลงนี้โดนน้ำท่วมทั้งหมด สิบวันแล้วที่น้ำท่วมข้าว พวกเขาคงหมดหวังที่จะได้ผลผลิตข้าวไปขายและแบ่งไว้ทำกิน นาคนอื่นก็โดนน้ำท่วมแต่พวกเขาก็คงไม่หมดตัวเหมือนกับครอบครัวของดอม “เราจะทำยังไงกันดีคะพี่” พุดจีบถามสามีเสียงแผ่ว แววตาดูเหนื่อยล้า สิ่งที่ทุ่มเททำลงไปปีนี้คงสูญเปล่า เกือบทุกปีที่น้ำท่วมนาข้าวแต่ไม่มีครั้งไหนที่จะท่วมหนักเท่าครั้งนี้ แต่ข้าวเปลือกที่เหลือจากปีที่แล้วก็ยังพอที่จะกินได้อีกเกือบปี “เราย้ายไปทำงานกับโรงสีม้าสีนิลดีไหม” ดอมนอนคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เขาต้องเริ่มหางานประจำทำ ไม่เช่นนั้นภายหน้าครอบครัวอาจจะขัดสนมากกว่านี้ เมื่อนั้นคงหาทางแก้ไขลำบาก อีกทั้งในวัยเลขสี่เช่นนี้เขาต้องรีบหางานทำก่อนที่ร่างกายจะทำเพื่อครอบครัวไม่ไหว “แล้วเราจะเข้าไปยังไงคะ เราไม่รู้จักใครในนั้นเลย” ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโรงสีม้าสีนิลมีแต่คนอยากเข้าไปทำงานด้วย อีกอย่างโรงสีก็อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างไรพวกเขาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเหมารถขนย้ายของเข้าไป
เช้าวันปิดเทอมของฤดูเก็บเกี่ยว เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกำลังวิ่งตามหลังพี่ชายพี่สาวเพื่อไปขุดแย้กับพ่อแม่ ข้าวหอมเริ่มรู้ว่าเธอจำเรื่องราวในอดีตชาติของตัวเองได้ตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบ แต่เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง จากนั้นก็ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะมีความคิดความอ่านที่โตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่เธอยังอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ เพราะชาติที่แล้วของเธอไม่เคยได้เรียนหนังสือ เหตุการณ์ก่อนที่เธอจะจากมาอยู่ในยุคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่เคยจางหาย ภาพผู้ชายคนนั้นที่นั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย เธอจำได้ขึ้นใจว่าเขาชื่อวีร์ ข้าวหอมเดินตามหลังพี่กับพ่อแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ชีวิตในชาตินี้ก็ไม่ถือว่าลำบาก เธอยังมีข้าวปลาอาหารได้กินอิ่มทุกมื้อ มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ มีน้ำสะอาดให้ดื่มกิน มีที่ให้หลับนอนไม่ต้องเร่ร่อนไปทุกแห่งหน ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ไม่ได้อดมื้อกินมื้อเหมือนชาติที่แล้ว แค่นี้เธอก็ถือว่าพรที่เธอร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ประทานให้แล้ว พ่อกับพี่ชายกำลังใช้เสียมขุดแย้ ส่วนพี่สาวกับแม่กำลังใช้เ
พุดจีบจึงถอดสร้อยคอเส้นนั้นออก แล้วมองแหวนทองแบบเรียบ ๆ วงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อชั้นในแล้วกล่าวกับลูกสาว “เมื่อถึงเวลาแม่จะคืนให้หนูนะ” ข้าวหอมยิ้มร่าออกมาเหมือนรู้ความ ผู้เป็นแม่มองแล้วก็ยิ่งเอ็นดูแกมมันเขี้ยว “งั้นฉันวานแกไปซื้อนมผงให้หน่อยสิ”“ได้” พุดจีบรีบหยิบเงินที่พอเหลืออยู่อย่างจำกัดให้สามี ดอมเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อซื้อนมผงให้ลูกสาวคนเล็ก ก่อนไปภรรยายังกำชับเขาว่าอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาดพุดจีบหันไปสั่งลูกชาย “ธันก่อไฟต้มน้ำให้แม่หน่อยลูก” เธอจะต้มน้ำทำความสะอาดลูกน้อยก่อนจะทายาให้ และต้มไว้ให้เด็กดื่มกินด้วย“ครับแม่”“หนูช่วยนะคะ” ธารทิพย์มองน้องจนพอใจแล้วจึงเดินไปก่อไฟช่วยพี่ชาย ฝนตกทั้งคืนทำให้ฟืนที่เก็บไว้ใต้ถุนเรือนหลังเล็กค่อนข้างชื้น พื้นดินที่มีหินวางอยู่สามก้อนที่ใช้เป็นเตาไฟก็ชื้นเช่นเดียวกัน แต่พื้นที่ตรงนั้นแม่เพิ่งก่อไฟทำอาหารเสร็จไฟจึงยังไม่มอดดับ คงทำให้ธันวาก่อไฟได้ง่ายขึ้น ถึงจะอายุแค่เพียงแปดขวบแต่เขาก็ทำสิ่งที่พ่อกับแม่สอนได้เป็นอย่างดีอาบน้ำให้ลูกเสร็จพุดจีบนำปูนที่ใช้กินหมากออกมาทาตุ่มที่โดนมดกัดให้ลูก เด็กคนน
กลางเดือนสิงหาคมปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยยี่สิบแปดดอมตื่นแต่เช้าเพื่อมาดูคันนา เมื่อคืนฝนตกหนักตลอดทั้งคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หยุดแต่ก็ซาลงไปมาก ช่วงนี้ฝนตกชุก ไม่รู้ว่าคันนาจะขาดไปมากเท่าใดแล้ว ชายร่างใหญ่กำยำ ผิวคล้ำเข้มเพราะกรำแดดเดินแบกจอบเล่มใหญ่ไปตามคันนาเรื่อย ๆ ยังไม่เห็นจุดไหนที่คันนาขาดเลยแม้แต่จุดเดียว จะมีก็เพียงรอยรั่วที่เกิดจากไส้เดือนตัวใหญ่ที่ชอบขุดรูอยู่ตามคันนาจนทำให้คันนารั่วซึมอย่างไรก็ต้องใช้จอบขุดดินอุดรอยรั่วพวกนั้นอยู่ดี ไม่เช่นนั้นน้ำในนาข้าวก็จะเหือดแห้งไปทุกวันจนหมดนาผืนนี้ครอบครัวของเขาขอเช่ากับพิมซึ่งเป็นแค่คนรู้จักกันในหมู่บ้าน เพราะครอบครัวทั้งฝั่งของเขาและฝั่งภรรยาไม่มีสมบัติให้ มีเพียงควายสองตัวแม่ลูกที่ตอนนี้ไถนาได้ทั้งคู่แล้ว อีกทั้งดอมกับภรรยาย้ายมาจากที่อื่นจึงไม่มีญาติอยู่ที่นี่เลย อาศัยว่าอยู่นานเกือบสิบปีจึงพอมีคนรู้จักและสนิทกันอยู่บ้าง ส่วนพิมเป็นสาวโสดอายุราวสี่สิบห้าปี เธอมีอาชีพหลักคือเปิดร้านขายของชำ อาศัยอยู่คนเดียวนาแห่งนี้จึงไม่มีใครทำให้ จากที่ดอมขอเช่าเธอจึงให้เขาทำนาแล้วแบ่งผลผลิตกันคนละครึ่งแทน ซึ่งดอมก็คิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดี แต่บา







