LOGINไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไร หม่าเจี่ยซินรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยกันจากด้านนอก ตอนแรกที่ตื่นขึ้นมานางยังงุนงงและยังคงสับสนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตระหนักได้ว่าตอนนี้ตนเองเป็นใครและอยู่ที่ไหน
หม่าเจี่ยซินลุกขึ้นมานั่งบิดตัวเบาๆ ไล่ความง่วงที่ยังหลงเหลืออยู่ออกไป จากนั้นก็ลงจากเตียง เดินออกจากห้องลงบันไดไปยังชั้นล่างของบ้าน
เมื่อเดินออกมาด้านนอก เสียงพูดคุยของบุรุษทั้งกลุ่มก็พากันหยุดลง เท้าของนางก็หยุดชะงักไปเพราะพวกเขาเช่นกัน
หม่าเจี่ยซินมองกลุ่มบุรุษทั้งห้าที่นั่งบ้าง ยืนบ้างด้วยความตกใจ สมองที่ควรจะทำงานราวกับหยุดชะงักไปพักหนึ่งอย่างไม่รู้ตัวไป
เหตุใดคนตระกูลเหอถึงหล่อเหลาหน้าตาดีราวกับรูปสลักแทบจะทุกคนเช่นนี้?
หม่าเจี่ยซินกวาดสายตามองคนแปลกหน้าทั้งสี่ไปทีละคนอย่างผ่านๆ ก่อนจะสรุปได้ว่า แม้พวกเขาจะมีหน้าตาคล้ายกับเหอชางอยู่บ้าง แต่ว่าแต่ละคนกลับมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไปอย่างเห็นได้ชัด
แล้วหม่าเจี่ยซินยังสามารถรู้ได้จากอายุบนใบหน้าของพวกเขาอีกว่าบุรุษสองคนที่ค่อนข้างมีอายุตรงนั้นน่าจะมีคนใดคนหนึ่งเป็นบิดาของเหอชาง ส่วนบุรุษตัวสูงใหญ่ที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันอีกสองคนนั้นน่าจะเป็นพี่น้องของเขา
เพียงแต่ทำไมทั้งบ้านมีแต่บุรุษเช่นนี้ สตรีหายไปไหนหมดรึ นอกจากหลิวซื่อแล้ว เหตุใดนางถึงไม่เห็นคนอื่นอีก
“เจ้าตื่นแล้วรึ ข้ากำลังจะไปปลุกเจ้าพอดี”
เหอชางที่นั่งอยู่ลุกขึ้นมาพูดกับหม่าเจี่ยซิน แล้วเดินมาช่วยประคองนางเอาไว้ จากนั้นก็พาร่างบางในอ้อมแขนเดินไปหาบิดาและพี่ชายของเขา
“อาซินนี่คือท่านพ่อทั้งสองของข้า เจ้าต้องเรียกว่าท่านพ่อใหญ่และท่านพ่อรอง ส่วนนี่คือพี่ชายทั้งสองข้า เหอหยวนกับเหอตง”
“ท่านพ่อ พี่ชาย”
หม่าเจี่ยซินคำนับพวกเขาคนละครั้งช้าๆ
“ส่วนนี่คือ เจี่ยซิน นางตอบตกลงเป็นภรรยาของข้าแล้ว”
เหอชางแนะนำให้คนในครอบครัวได้รู้จัก ประโยคต่อท้ายคำแนะนำของเขาทำให้ใบหน้าที่ค่อนข้างซีดของหม่าเจี่ยซินซับสีขึ้นมาด้วยความขัดเขิน นางจึงหันไปตวัดสายตาใส่เหอชางครั้งหนึ่ง
อยู่ต่อหน้าคนในครอบครัวของเขา หม่าเจี่ยซินพบว่าเหอชางค่อนข้างแตกต่างจากภาพลักษณ์เดิมที่นางรู้จัก เพราะนอกจากเขาจะพูดมากขึ้นแล้ว ยังรู้จักหยอกล้อผู้อื่นให้เขินอายอีกด้วย
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่ตระกูลเหอของเรา”
เหอคังกล่าวต้อนรับหม่าเจี่ยซินด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่เหอเจาเพียงยิ้มอย่างยินดีมาให้เท่านั้น ส่วนเหอหยวนและเหอตงนั้น พวกเขามองนางนิ่ง มองจนหม่าเจี่ยซินรู้สึกอึดอัด
“นางตอบตกลงเป็นภรรยาของเจ้า? หมายความว่าอย่างไร แล้วพี่ใหญ่ พี่รองกับข้าล่ะ”
เหอตงละสายตาจากหม่าเจี่ยซินไปถามเหอชางผู้เป็นน้องด้วยความข้องใจ สีหน้าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าสงสัยและไม่ชอบใจกับคำพูดเช่นนี้ของเหอชาง
“เจ้ายังไม่ได้บอกเรื่องสำคัญกับนางสินะ”
หากเหอชางเป็นคนที่มีสีหน้าเดียวและพูดน้อย เหอหยวนผู้เป็นพี่ใหญ่ของบ้านก็คงบรรยายได้ด้วยคำเดียวว่าราวกับก้อนหินที่เยือกเย็น ดวงตาคมคู่นั้นของเขาแลดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ตวัดไปมองผู้อื่น หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้สะดุ้งได้แล้ว
แต่ถึงเหอหยวนจะให้ความรู้สึกหนาวติดลบมากแค่ไหน กลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบุรุษผู้นี้มีรูปโฉมที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง ในบรรดาพี่น้องทั้งสามของตระกูลที่ยืนอยู่ตรงหน้า เหอหยวนนับว่าหน้าตาดีที่สุด ใบหน้าของเขาหล่อเหลาจนแทบจะคล้ายเทพเซียนไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป
“ข้ายังไม่ได้พูดเรื่องนั้น”
เหอชางตอบเสียงเรียบขึ้นมาเมื่อถูกเหอหยวนถาม นั่นทำให้หม่าเจี่ยซินสงสัยขึ้นมาว่าเรื่องสำคัญที่ว่านั้นมันคือเรื่องอะไร เหตุใดเหอชางถึงไม่ได้บอกนาง
“เฮ้อ เช่นนั้นก็บอกนางเถอะ หากนางไม่ยอมรับพวกเรา เจ้าก็ส่งนางกลับไป”
เหอคังพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่กังวลเล็กน้อย แต่บุรุษทั้งสามตรงหน้าหม่าเจี่ยซินกลับพากันเงียบ นั่นยิ่งทำให้นางที่ถูกปิดบังยิ่งงุนงงและสงสัยมากขึ้นกว่าเดิม
“มีเรื่องอะไรที่ท่านไม่ได้บอกข้ารึ”
หม่าเจี่ยซินย่อมไม่ถามคนอื่น เพราะคนที่นางคุ้นเคยที่สุดมีเพียงเหอชางเท่านั้น นางจึงดึงชายเสื้อของเขาเบาๆ แล้วเอ่ยถามเขา
เหอชางหันมามองหม่าเจี่ยซินด้วยสีหน้าลังเลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างหลากหลาย บางทีนี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงสีหน้าที่มีมากกว่าอารมณ์เดียวให้นางได้เห็น เพียงแต่หม่าเจี่ยซินไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลย เพราะนางเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาว่า เรื่องสำคัญที่พวกพูดถึงกันนั้น อาจจะเป็นเรื่องแย่มากกว่าดี
“เจ้าไม่พูด ข้าจะเป็นคนบอกนางเอง”
เหอตงที่ค่อนข้างโผงผางมีนิสัยแตกต่างจากเหอหยวนและเหอชางไปคนละอย่าง เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับกลอกตามองพี่ชายและน้องชายด้วยความหงุดหงิด จากนั้นเขาถึงได้จับจ้องมาที่นางนิ่ง
“ให้น้องสี่เป็นคนบอกนางเอง เจ้าไปช่วยข้าทำอาหาร”
เหอหยวนเหลือบมามองหญิงสาวที่ทั้งซีดทั้งผอมที่น้องสี่ของเขาพามาอีกครั้ง แล้วลากคอเหอตงเดินออกไปด้วยกัน ส่วนเหอคังและเหอเจาผู้เป็นบิดานั้นพากันลุกขึ้นเดินออกไปจากบ้านด้วยเช่นกัน หน้าบ้านที่เคยมีคนอยู่หลายคน ยามนี้จึงเหลือเพียงเหอชางและหม่าเจี่ยซินเพียงสองคน
“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”เสียงตะโกนของเหอตงดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา เล่นเอานกบางตัวถึงกับตกใจจนกระพือปีกบินหนี หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ความคิดของนางจึงหยุดชะงักแล้วใบหน้าหมดจดที่เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาเล็กน้อยก็เงยขึ้นไปมองทางโน้นเพียงแต่นางอยู่ต่ำเกินไป สายตาจึงถูกต้นข้าวในนาบังเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลุกขึ้นยืนถึงจะมองเห็นคนที่เหอตงทักทายพี่รอง?เป็นเหออันสินะบุรุษที่ออกเงินซื้อตัวนางผู้นั้นบนทางสายเล็กที่ทอดยาวมาจากปากถ้ำอีกฝั่ง บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินจางๆ ผู้หนึ่งเดินจูงม้าตัวใหญ่ที่บรรทุกสำภาระกองหนึ่งกลับมาด้วย ร่างของเขาสูงสะโอดสะอง ใบหน้าที่ยังเห็นไม่แจ่มชัดสะท้อนรัศมีความโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเขาจ้องมองเหออันอยู่เพียงไม่นาน หม่าเจี
“เป็นภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเจ้า จะดีกับเจ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”“...”เหตุผลเสี้ยวสุดท้ายของนางพลันขาดลงด้วยคำพูดประโยคนี้ หม่าเจี่ยซินที่ถูกอารมณ์ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดจึงยื่นหน้าไปจุมพิตคนตรงหน้าครั้งหนึ่งอย่างขาดสติ จากนั้นนางก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองถูกเหอชางจุมพิตอยู่นานมากแค่ไหน เพราะโลกของนางถูกสัมผัสของเขาทำให้ขาวโพลนและหยุดชะงักไปอย่างเนิ่นนานตอบรับจุมพิตอันร้อนผ่าวของเหอชางอยู่พักใหญ่ หม่าเจี่ยซินที่ถูกเขาดูดลิ้นตวัดรัดเกี่ยวพัวพันไปมาก็เริ่มหายใจไม่ทัน นางจึงตบไหล่เขาไปหลายครั้งเพื่อขอร้องให้ปล่อยตนก่อนยามที่เหอชางถอนริมฝีปากออก นางจึงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อและแดงก่ำราวกับสีของผิงกั่วเหอชางคลึงริมฝีปากของนางยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สายตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขาจับจ้องนางนิ่ง ก่อ
หม่าเจี่ยซินอาบน้ำสวมเสื้อผ้าเสร็จ เหอชางก็เข้ามายกน้ำที่นางใช้แล้วออกไปเททิ้ง จากนั้นเขาถึงได้กลับเข้าห้องมาอีกครั้งตอนที่เขาเข้ามานางกำลังนั่งเช็ดผมยาวที่เปียกของตนเองอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขาถือหนังสือมาด้วยจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านจะอ่านหนังสือรึ”สองคืนมานี้เหอชางมักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน นางจึงเอ่ยถามเขาว่าจะทำเช่นเดิมอีกหรือไม่“อืม อ่านไม่กี่หน้าก็นอนแล้ว ไม่นานหรอก”ตั้งแต่อายุสิบสองเหอชางก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอนจนเป็นนิสัย มีเพียงหลายคืนมานี้ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น สองคืนมานี้เขาจึงอยากจะอ่านหนังเสียหน่อยแล้วค่อยเข้านอน มิเช่นนั้นเขามักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปนี่มิใช่เพราะกังวลเรื่องสอบถงเซิงในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ แต่มันคือความเคยชินของเหอชาง เขาจึงต้องการเปิดหนังสือสักสามหน้าแล้วค่อ
“เหอ เหอหยวน”ไม่เสียเวลาคิดนาน หม่าเจี๋ยซินก็เอ่ยเรียกชื่อของบุรุษตัวโตที่ยังคงทำนาอย่างขยันขันแข็งแม้เวลานี้ใกล้จะค่ำแล้ว“เรียกข้ารึ”เหอหยวนเงยหน้ากลับขึ้นมาถามนางคล้ายไม่แน่ใจ“ใช่”“มีอะไร”“ท่าน.. ช่วยจับปลาในน้ำให้ข้าสักตัวได้หรือไม่”หม่าเจี่ยซินไม่แน่ใจนักว่าเหอหยวนจะทำตามคำขอของนางหรือเปล่า แต่เพราะหลิวซื่อเคยบอกกับนางว่าบุตรชายของนางล้วนมิใช่คนเลวร้าย หม่าเจี่ยซินจึงลองขอเขาดู“ปลา... เจ้าอยากกินปลารึ”“อื้ม”“น้ำที่นี่ค่อนข้างตื้น ปลาพวกนี้ล้วนเหม็นโคลน รสชาติไม่ได้อร่อยเหมือนกับปลาที่ขายในเมือง เจ้ายังต้องการอยู่อีกหรือไม่”
ณ หุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เวลาในแต่ละวันราวกับถูกหมุนไปข้างหน้าช้าลง ชีวิตอันราบเรียบที่ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอด ทำให้หม่าเจี่ยซินได้มีเวลาพินิจพิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองและเจ้าของร่างเดิมอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ร่างกายที่บอบช้ำของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆทุกเช้าหลังเหอชางลุกจากที่นอน หม่าเจี่ยซินก็มักจะลืมตาตื่นตามเขา แต่นางยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงต่ออีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บเตียงนอนแล้วออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาเหอชางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะให้หม่าเจี่ยซินช่วยงานครัว ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงไปนั่งเฝ้าเขาทุกเช้า แล้วนั่งกินอาหารร่วมกันเท่านั้น ห้องครัวจึงกลายเป็นสถานที่ที่เขาและนางใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ“หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านปู่เลย เขาไปไหนรึ”นอกจากวันแรกที่มาถึง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าหลาย
ก่อนจะมาแต่งงานกับบุตรชายทั้งสามของตระกูลเหอ หลิวซื่อเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ท่านหนึ่ง แต่ด้วยครอบครัวถูกใส่ร้ายป้ายสี บิดาต้องโทษถูกประหาร บุรุษในครอบครัวถูกเนรเทศไปไกลสามพันลี้ หญิงสาวในครอบครัวถูกขายให้กับหอนางโลม หลิวซื่อที่แอบหลบหนีออกมาได้บังเอิญไปพบกับเหอคังเข้าหลังเหอคังยื่นมือเข้าช่วยหลิวซื่อ เขาก็พานางกลับมายังบ้านของตระกูลเหอ ตอนแรกหลิวซื่อซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากและตั้งใจจะตอบแทนเหอคังด้วยร่างกาย เพราะนอกจากร่างกายแล้วนางก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอย่างอื่นติดกายแต่เมื่อได้รู้ว่าหากคิดอยากจะเป็นคนของเขาจำต้องยอมรับน้องชายทั้งสองของเขาด้วย หลิวซื่อที่ไม่เคยได้พบเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อนเกิดความหวาดกลัวจนถึงขั้นหลบหนีแต่สุดท้ายนางก็หนีไปไม่รอด เพราะชีวิตของนางไม่เหลืออะไรอีกแล้ว หากกลับออกไปด้านนอกย่อมต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงด้วยความกลัวว่าจะถูกคนจากหอนางโลมจับตัวกลับไปในสักวันหนึ่ง







