LOGINบทที่ 1
หย่า “ไงคะ ยัยหนูลูกแม่”ความนุ่ม ความบอบบางที่ได้สัมผัสสู่อ้อมกอดทำให้คนเป็นแม่ยกยิ้มกว้าง ยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ ตื้นตันจนน้ำตาคลอหน่วย
“เดี๋ยวคุณแม่ลองให้น้องดูดนมดูนะคะ”
“ค่ะ”
คุณแม่มือใหม่เอี่ยมค่อยๆ ประคองเจ้าตัวเล็กแนบชิดกับอก แล้วทำตามวิธีที่เธอได้ศึกษามาคร่าวๆ บวกกับความรู้ที่เคยผ่านตามาบ้างจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ดวงตากลมโตเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหว เป็นภาพที่ปรีดิทาไม่สามารถสรรหาคำใดมาอธิบายได้ ในวันนี้เธอได้เรียนรู้ในคำว่าแม่มากขึ้น
รอยยิ้มที่เคยจางหายไปนานได้หวนคืนมา ยิ้มอย่างมีความสุข พร้อมหันไปส่งความรู้สึกนั้นให้กับหญิงวัยห้าสิบสามปีที่ยืนอยู่ไม่ห่างอย่างนงลักษณ์ หรือว่าป้านง คนสนิทที่ยังอยู่ข้างๆ กันแม้ในวันที่เธอไม่เหลืออะไร
ก๊อก ก๊อก
ไม่ถึงอึดใจก็มีผู้มาใหม่มายืนเคาะประตูอยู่หน้าห้อง คุณแม่มือใหม่จัดเสื้อให้เข้าที่ตามเดิม แล้วเป็นนงลักษณ์ที่เป็นฝ่ายเดินไปเปิดประตู
“พี่นัท”
ปรีดิทายิ้มทักทาย คิดไว้แล้วว่าคงไม่พ้นนครินทร์ คนที่ช่วยจัดการทุกอย่างให้กับเธอเมื่อหลายวันก่อน
“น่าเอ็นดูมากครับ ตาสวยเหมือนโปรดเลย” นครินทร์ชะโงกหน้าไปมองยัยเด็กตัวเล็กที่ต้องอยู่ในตู้อบเสียหลายวัน เพราะคลอดก่อนกำหนด ก่อนหน้านี้เขาได้แวะเวียนไปดูอยู่บ่อยครั้ง
ปรีดิทาดึงตากลับมามองสายเลือดในอ้อมอก ปากนุ่มระบายยิ้มอีกอย่างมีความสุข ก่อนได้ยินคำถามให้ร้องตอบ
“โปรดตั้งชื่อลูกไว้หรือยัง”
“โปรดตั้งไว้แล้วค่ะ โปรดจะให้แกชื่อ ปราณปรียา”
เพราะลูกคือลมหายใจ ลูกคือชีวิตของเธอ ชื่อนี้จึงเหมาะสมกับเจ้าตัวเล็กมากที่สุด วินาทีถัดมาก็ได้ยินคำถามที่ส่งผลต่อหัวใจอยู่ไม่น้อย
“มันไม่มาเลยใช่ไหม” หลายวันที่ผ่านมาเขาเห็นเพื่อนสนิทมาทำงาน แต่ไม่เคยเห็นมันแวะเวียนมายังอาคารนี้เลย
หญิงสาวปล่อยให้ความเงียบเป็นคำตอบ แต่หากถามว่าเธอเฝ้ารอเขาไหม
เธอไม่รอ...อีกแล้ว และหลังจากนี้ก็จะจัดการทำทุกอย่างให้มันจบ
“ถ้าโปรดออกจากที่นี่วันไหน บอกพี่นะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
“ขอบคุณค่ะ แต่โปรดกลับกับป้านงได้ โปรดจะให้พี่แท็กซี่เจ้าประจำมารับค่ะ พี่นัทไม่ต้องห่วงนะคะ” เธอนึกขอบคุณนครินทร์ที่หยิบยื่นน้ำใจมาให้ แต่เรื่องใดที่ไม่ลำบากหรือเหลือบ่ากว่าแรง เธอก็อยากยืนด้วยตัวเอง
นครินทร์กดหน้ารับ เขารู้ว่าปรีดิทามีความแกร่งอยู่ไม่น้อย แถมยังเป็นคนที่มีความเก่งและฉลาดร่วมด้วย แต่หลังจากเจ้าตัวสูญเสียบิดาไปเมื่อหลายเดือนก่อนทำให้ความอ่อนแออ่อนไหวขยับพื้นที่เข้ามายึดใจดวงน้อยอยู่มาก ไหนจะเรื่องที่ถูกสามีหมางเมินนั่นอีก แล้วไม่วายทิ้งท้ายความห่วงใยก่อนปลีกตัวกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
“ถ้าโปรดขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้นะ พี่พร้อมช่วย”
ปรีดิทายิ้มรับแล้วทุ่มความสนใจทั้งหมดมาอยู่ที่แก้วตาดวงใจ ใครจะไม่รัก ไม่เหลียวแลแกก็ไม่เป็นไร เพราะเธอคนนี้จะดูแลลูกสุดความสามารถ จะเติมเต็มให้แกไม่ให้รู้สึกขาด
“แม่รักหนูที่สุดเลยนะลูก”
คุณแม่มือใหม่ยังมีรอยยิ้ม นับจากนี้ไปเธอจะกลับมายิ้มให้ได้เหมือนก่อน จนวันเวลาล่วงผ่านมาถึงวันที่เฝ้ารออีกครั้ง
“เรากลับบ้านกันนะคะ” วันนี้เธอจะได้พาดวงใจกลับไปยังบ้านหลังเล็กๆ ที่จะเป็นที่พักกายพักใจ จะเป็นสนามเด็กเล่น เป็นสถานที่หัดคลานหัดเดินของปราณปรียา
หญิงสาวโอบอุ้มแก้วตาดวงใจเดินตรงไปยังด้านนอกของอาคาร มีนงลักษณ์ช่วยหอบหิ้วของเดินตามหลังมา พอไปหยุดเท้าอยู่ด้านหน้าก็เห็นรถแท็กซี่มิเตอร์คันที่คุ้นตาจอดเทียบท่ารอรับอยู่
“สวัสดีค่ะพี่กันต์ ขอบคุณที่มารับโปรดนะคะ” ปรีดิทากล่าวทักทายเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือกันตลอดมาตั้งแต่เธอย้ายออกจากบ้านหลังใหญ่มาอยู่ในบ้านที่แม้จะเล็กแต่ก็ไม่ได้ทำให้ลำบากอะไร
“ไม่เป็นไรจ้ะ พี่ซื้อของมารับขวัญหลานด้วยนะ” ผู้ที่ถูกเรียกว่าพี่กันต์เอี้ยวตัวไปตอบเพื่อนบ้านที่น่ารักที่กำลังนำลูกสาวใส่คาร์ซีตที่เตรียมมา โดยเขาเองก็มีลูกเล็กไม่ต่างกัน
“ขอบคุณนะคะที่เอ็นดูแก”
ปรีดิทายิ้มกว้างขอบคุณชายตรงหน้า จากนั้นรถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออก นำพาเธอ ลูกสาว และคนเก่าคนแก่กลับบ้านหลังเล็กที่เป็นบ้านจัดสรรชั้นเดียว เป็นบ้านหลังเก่าที่เธอเคยอยู่กับบิดา
ปรีดิทายิ้มเจื่อนลงเมื่อนึกถึงคนที่เคยโอบกอด ความคิดถึงมากมายลามล้นอก ความทรงจำก็เช่นกัน
ใช้ระยะเวลาไปเพียงครู่ก็ถึงจุดหมายปลายทาง ปรีดิทาหันไปกล่าวคำขอบคุณโชเฟอร์แท็กซี่เจ้าประจำอีกครั้ง แล้วเดินเข้าไปด้านในบ้าน
“ป้าขอไปเตรียมธูปมาจุดบอกเจ้าที่เจ้าทางก่อนนะคะ” นงลักษณ์ที่วางกระเป๋าเสื้อผ้าไว้บนโต๊ะกลางบ้านหันไปเอ่ยบอกกับคุณหนูที่เธอดูแลมาแต่อ้อนแต่ออก
คุณแม่มือใหม่ว่าไปตามความเชื่อของนงลักษณ์ เห็นอีกฝ่ายเดินไวๆ ไปยังตู้เก็บของเพื่อหยิบธูป แต่ดูเหมือนว่าของที่ต้องการจะไม่ครบตามจำนวนที่ต้องมี
“ป้าออกไปซื้อเถอะค่ะ” เห็นถึงความกังวลของนงลักษณ์จึงเอ่ยบอก ไม่อยากให้ไม่สบายใจ
นงลักษณ์ทำสีหน้าลังเลใจ ไม่อยากปล่อยคุณหนูให้อยู่ตามลำพัง เพราะหนที่แล้วที่เธอออกไปทำธุระสำคัญก็เกิดเรื่องเกิดราวขึ้น โชคดีที่มีเพื่อนบ้านใจดีนำพาไปส่งโรงพยาบาล
“ป้าไปเถอะค่ะ โปรดเองก็อยากไหว้เหมือนกัน อีกอย่างร้านก็อยู่ใกล้ๆ นี่เอง” อะไรที่ทำให้เกิดความสบายใจ เธอเองก็อยากทำ และมันก็ไม่ได้สร้างความเสียหายตรงไหน
“ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวป้ามานะคะ”
หลังเห็นคนที่รักตอบกลับมา นงลักษณ์จึงพลิกตัวเดินไวๆ ไปคว้าจักรยานคู่ใจปั่นออกจากบ้านไปยังร้านขายของจิปาถะที่ตนนั้นเป็นลูกค้าประจำ
ปรีดิทามองตามจนคนที่รักพ้นระยะสายตาก็หันกลับมามองยัยหนูน้อยในวงแขน รอยยิ้มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วมุ่งหมายจะพาแกเดินลึกเข้าไปในห้องนอนที่เธอได้เตรียมของใช้จำเป็นไว้บางส่วนแล้ว
แต่สิ่งแรกที่เธอควรทำคือพาลูกไปไหว้คุณตา สองเท้าก้าวไปหยุดยังหน้ารูปภาพสีขาวดำ
“พ่อคะ...”
ปรีดิทาพยายามยิ้ม ไม่อยากให้คนเป็นพ่อต้องกังวล ไม่ทันจะเอ่ยคำต่อไปกลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหน้าบ้าน
ดวงหน้าหวานหันขวับไปมองด้วยความกังวล เสียงที่ได้ยินไม่ใช่ฝีเท้าเพียงคู่เดียว นั่นย่อมหมายถึงว่าคงไม่ใช่นงลักษณ์ที่ซื้อของกลับมา ไม่ถึงอึดใจใครบางคนก็ถือวิสาสะเข้ามาภายในบ้านของเธอ
“ท่านมาทำไมกันคะ” เจ้าของบ้านตั้งคำถามโดยพลัน หลังเห็นหน้าของแขกไม่ได้รับเชิญ แขกที่เธอไม่อยากพบหรือเสวนาด้วย
“ส่งเด็กนั่นมาให้ฉัน”
ผู้มาใหม่บอกความต้องการแบบไม่อ้อมค้อม ไม่อยากพูดมากให้เสียเวลา ปรีดิทากระชับอ้อมกอดแน่นกว่าเดิมอีกนิด ความกังวลพุ่งปรี๊ด เพราะเธอรู้ดีว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับบุคคลตรงหน้าและมีเปอร์เซ็นต์แพ้แบบราบคาบ“ถอยออกไปจากบ้านของโปรดค่ะ” แต่ความเป็นแม่ เธอเองไม่คิดถอย ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมองไปยังผู้ให้กำเนิดของเขาคนนั้น
หยาง...จิน ชายที่สามีของเธอชังจับใจ จังหวะหนึ่งต้องแค่นยิ้ม คงต้องเติมคำว่าอดีตเข้าไปด้วย
“ตัวเล็กอย่างกับมดกล้ามาออกคำสั่ง” หยางจินหัวเราะเต็มเสียงใส่มดที่คิดจะปล่อยหมัดใส่ราชสีห์อย่างเขา
ปรีดิทาพยายามกลบเกลื่อนความกลัว เธอไม่มีทางปล่อยลูกออกจากอ้อมกอด ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมาทำความรู้จักหรือเหลียวแล ไยกันถึงจะกล้ามาพรากลูกไปจากอกของเธอ
“ไปเอานังเด็กตัวเล็กมา” คนอย่างหยางจินเบื่อการเจรจา ไม่ชอบอะไรที่มากเรื่องมากความสักเท่าไร จึงออกคำสั่งแบบไร้การต่อรอง
“อย่ามายุ่งกับหนูปราณ” ปรีดิทาประกาศกร้าว สองเท้าถอยห่างออกไปอีกนิด นาทีถัดมาก็ได้ยินถ้อยคำให้เธอมองนิ่งๆ กลับไป
“ชื่อไม่เห็นเหมือนพ่อของมัน”
หัวใจของหยางไม่ได้หงุดหงิด ก็แค่แปลกใจนิดๆ ไม่เหมือนก็ดีจะได้ไม่ยุ่งยาก แล้วกรอบหน้าก็หันไปสั่งทางสายตากับลูกน้องคนสนิททั้งสองอย่างตรีและทศให้รีบจัดการ
ชายทั้งสองที่มีส่วนสูงไล่เลี่ยกันกดหน้ารับ แล้วบอกให้ลูกน้องสามคนที่ติดตามมารุกเข้าหาปรีดิทาทันที
“ถอยออกไปนะ”
หญิงสาวต้องก้าวเท้าถอยหลังไปมากกว่าเดิม ใบหน้าหันมองซ้ายมองขวาหาทางรอด จะหยิบจับอะไรมาป้องกันตัวก็ไม่ถนัดนักเมื่อเธอไม่สามารถปล่อยลูกสาวให้พ้นอ้อมกอดได้ ความหวังในตอนนี้ไม่พ้นร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย...”
หญิงสาวพยายามร้องสุดเสียง หวังว่าบ้านข้างๆ จะได้ยิน แม้ความหวังจะน้อยนิด เพราะเวลานี้ส่วนใหญ่เพื่อนบ้านจะออกไปทำงานกันหมดแล้ว ทางพี่กันต์คนสนิทก็ออกรถไปวิ่งรับผู้โดยสารต่อ ทางรอดจึงริบหรี่เสียเหลือเกิน“ถ้ามากเรื่องก็กระชากมา แขนหลุดก็ค่อยหาหมอหรือไม่ก็ให้พ่อมันมาต่อให้” หยางจินเอ่ยหน้านิ่ง
“เลว”
คำสั่งการนั้นทำให้คนเป็นแม่บริภาษออกไป ดวงตามองหยางจินด้วยความเกลียดชัง จังหวะนั้นเองฝ่ามือหยาบใหญ่ของชายคนหนึ่งก็ยื่นมาจับดวงใจของเธอ ปรีดิทารีบเบี่ยงตัวหลบ แต่ทำได้ยาก เพราะกลัวว่ายัยหนูจะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็พยายามจะถ่วงเวลาไว้รอนงลักษณ์กลับมา หากอีกฝ่ายเห็นต้องรู้แน่ว่าคนพวกนี้ไม่มาดี จะได้รีบไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ที่อยู่ละแวกนี้
“ปล่อยเถอะครับ”
“ไม่”
ตรีผู้เป็นมือขวาเอ่ยขอ เขาเองไม่อยากทำให้เด็กบริสุทธิ์ต้องเจ็บไปด้วย แต่ปรีดิทานั้นดื้อรั้นเหลือเกินจึงสั่งการกับลูกน้องเสียงเหี้ยม
“จับคุณโปรดไว้”
บทส่งท้าย6 ปีต่อมา “ป๊ะป๋า” เสียงเล็กๆ ใสๆ ดังมาก่อนตัวเสมอ คนที่ถูกเรียกหันมองตามเสียงฝีเท้ารัวๆ ที่กำลังมุ่งหน้ามาหา แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก “ป๊ะป๋าขา” “ขา” ทิวัตถ์หัวใจอ่อนยวบ เขาแพ้คำนี้ แพ้จนหมดหัวใจ แล้วหันไปขานรับกับลูกสาววัยเจ็ดขวบครึ่ง ในวันนี้ปราณปรียาโตขึ้น ผมยาวประบ่า ผิวนั้นขาว และตัวสูงนิดหน่อย พลันละมือจากตะหลิวไปช่วยประคองลูกสาวที่กำลังปีนป่ายขึ้นมาชะโงกหน้ามองสิ่งที่เขาทำ “หิวจังค่ะ ป๊ะป๋าทำใกล้เสร็จหรือยังคะ” เสียงอ้อนร้องถาม แล้วพยายามชะโงกหน้าดูของในกระทะที่ป๊ะป๋าของเธอกำลังลงมือทำอยู่ “ป๊ะป๋าทำจะใกล้เสร็จแล้วค่ะ เหลือแค่ใส่ไส้กรอกกับผักอีกนิดหน่อย หนูปราณรออีกนิดได้ไหมคะ” ชายหนุ่มอธิบายกับลูก เวลาที่เขาทำอาหารปราณปรียามักมาคอยถามอยู่เสมอ จึงหาเก้าอี้มาตั้งไว้ห่างออกไป “ได้ค่ะ แต่ว่าหนูขอกินอันหนึ่งได้ไหมคะ” ปราณปรียาหยุดคิดไปชั่วครู่ราวกับทบทวนว่าท้องน้อยๆ จะทนได้หรือไม่ สายตามองไปยังไส้กรอก แล้วกลืนน้ำลายลงคอ “ได้สิคะ” ชายหนุ่มหยิบไส้กรอกที่เขาทอดแยกไว้ให้แ
พอไปถึงก็ขึ้นไปยังชั้นบนสุด หยุดเท้ายังหน้าเคาน์เตอร์ของโรงหนังเพื่อซื้อบัตร โชคดีที่กำลังมีรอบฉายอีกไม่เกินสิบนาที แม้จะกินเค้กมาแล้ว แต่ปรีดิทาก็ยังซื้อพ็อปคอร์น เพราะทิวัตถ์ชอบกินเวลาดูหนัง พอถึงเวลาหนังฉายก็เดินเข้าไปด้านใน เธอกับเขาซื้อเป็นที่นั่งโซฟาไว้ แต่ไม่นานปรีดิทาก็ต้องหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะคนตัวโตที่นั่งอยู่ข้างๆ ขยับตัวเข้ามาชิดใกล้ หนังกำลังมีเสียงดนตรีที่น่ากลัว และเป็นฉากที่มีผีค่อยๆ คลานออกมา “นั่นแน่ กลัวผีเหมือนเดิมเลยนะคะพี่ไท่” ทิวัตถ์ที่ถูกเย้าหันไปส่งค้อนให้ภรรยา เขาชอบดูหนังผี แต่ก็แอบกลัวนิดๆ ก็ซาวด์เอฟเฟกต์น่ากลัวเสียขนาดนั้น คนเราก็ต้องมีตกใจกันบ้าง แล้วหยิบพ็อปคอร์นมาจ่อใส่ปากภรรยาเพื่อไม่ให้ถูกล้ออีก ปรีดิทาได้แต่แอบขำ แล้วยกมือขึ้นกอดแขนแกร่งไว้ จากนั้นพิงศีรษะไปซบ ทิวัตถ์ยิ้มกว้าง “ถ้ากลัวก็กอดพี่แน่นๆ นะ” ชายหนุ่มว่า “ค่า” หญิงสาวถึงกับต้องลากเสียงยาว เธอต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น แล้วดึงตากลับไปสนใจหนังที่กำลังถึงจุดพีก เธอนั้นหวีดร้องออกไปหลายครั้ง ส่วนทิวัตถ์บีบมื
บทพิเศษ 4 “สวัสดีค่ะคุณหมอ” คำทักทายนี้ยังคงทำให้ปรีดิทาระบายยิ้มได้เหมือนเคยเมื่อมาถึงโรงพยาบาล การทำงานของเธอในแต่ละวันยากง่ายไม่เหมือนกัน วันไหนเจอเคสหนักๆ ก็อาจจะเหนื่อยสักหน่อย มีล้าไปบ้าง แต่พอได้เห็นรอยยิ้มของคนไข้ก็ดีขึ้น รวมถึงได้กำลังใจจากสามีและลูกสาวด้วย วันเวลานั้นผันแปรมาจนตอนนี้ปราณปรียาอายุได้หนึ่งขวบครึ่งแล้ว มีพ่อของแกคอยดูแลทุกอย่าง ชายหนุ่มทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ทั้งหน้าที่ของพ่อและสามี ในตอนนี้ทิวัตถ์ได้เปิดธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ ร่วมกับเพื่อนรักอย่างนครินทร์เรียบร้อยแล้ว พอถึงเวลาเลิกงานมือเล็กก็หยิบกระเป๋าสะพายพาดบ่า ป่านนี้หนุ่มสุดหล่อของเธอคงมารอรับแล้วเหมือนในทุกๆ วันที่ผ่านมา พอเดินออกไปถึงประตูทางออกก็พบเขาจริงๆ แต่มีหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไป นั่นคือยานพาหนะที่เขาเอามารับเธอ ทิวัตถ์ส่งยิ้มไปทักทายภรรยาแสนรัก ขยับตัวจากรถมอเตอร์ไซค์ขนาดสามสูบที่มีดีไซน์เรียบหรูแต่ทันสมัยเดินไปหาคนตัวเล็ก “วันนี้ทำงานเหนื่อยไหมโปรด” “ไม่เหนื่อยค่ะ ว่าแต่รถใครกันคะ” เธอส่ายหน้าและไม่
“อื้อ” ครั้งนี้เสียงลอดมาจากปากนุ่มบ้าง ปรีดิทารู้สึกวูบวาบในช่องท้องพร้อมสยิวซ่าน แต่เธอไม่ยอมน้อยหน้าคนตัวโตจึงขยับตัวขึ้น ใช้มือกดหัวไหล่แกร่งเพื่อให้ตนเองเป็นฝ่ายควบคุมการจูบ ทิวัตถ์ชอบใจ เขาพร้อมที่จะเป็นผู้ตาม แล้วทั้งเขาและหญิงสาวก็สอดแทรกปลายลิ้นเข้าหากัน ผลัดกันหาความหวาน มือลูบไล้ไปทั่วกระตุ้นเย้าอารมณ์ ก่อนทั้งเธอและเขาจะผละห่างออกจากกันอย่างรู้ความหมาย ต่างฝ่ายต่างถอดเสื้อผ้าของตัวเองออก เขารีบร้อนแต่หญิงสาวเชื่องช้า ถอดแค่เสื้อยีนออกเท่านั้น เพราะจงใจแกล้ง ทิวัตถ์ต้องเป่าปากแรงๆ “เลิกแกล้งพี่เสียทีเถอะ” ชายหนุ่มอ้อนวอนเสียงสั่น นัยน์ตาก็วอนขอ คนตัวเล็กพยักหน้ายินยอม เธอไม่แกล้งเขาแล้วก็ได้ แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยน เขาต้องเป็นฝ่ายถอดชุดที่เหลือให้เธอ พลันหันหลังให้ บอกถึงความต้องการของตนเอง ชายหนุ่มเข้าใจได้ในทันที มือรีบยื่นไปจัดการกับชุดสวย ตามด้วยแพนตี้และบราเซีย แค่อึดใจเท่านั้นร่างกายของเขาและหญิงสาวก็เปล่าเปลือย สายตาคมกริบไล่มองทุกสัดส่วนของภรรยา เขายังรู้สึกตื่นเต้นได้เส
ปราณปรียานั้นกำลังนั่งเล่นอยู่กับรำนำและจารวี โชคดีที่คนรอบตัวเอ็นดูแก พอใกล้ถึงเวลาสำคัญถึงกลับขึ้นห้อง หยิบเสื้อผ้าที่ภรรยาเตรียมไว้ให้ขึ้นมาสวมใส่ แล้วหยิบยางขึ้นมามัดผมไปด้านหลัง พอเสร็จก็เดินกลับลงไปหอมแก้มลูกสาวพร้อมเอ่ยคำฝากฝัง “ฝากด้วยนะ” “ได้ค่ะคุณไท่” จารวีรับอาสาที่จะดูแลคุณหนู ก่อนจะจับมือน้อยๆ โบกให้คุณพ่อของแก ทิวัตถ์ขับรถตรงไปยังโรงแรมและจัดการเช็กอินตามข้อมูลที่ภรรยาส่งมา ส่วนหญิงสาวกำลังขับรถตามมา พอไปถึงภายในห้องพัก สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ ก่อนพาตัวเองไปยืนชิดหน้าต่างที่เป็นกระจกบานใหญ่ ซึ่งมองเห็นวิวของท้องฟ้า มองเห็นแสงไฟที่เริ่มระยิบระยับจากอาคารบ้านเรือน ไฟในห้องอยู่ในโทนสีเหลืองอ่อนๆ กลิ่นของห้องก็หอมราวกับดอกไม้ แต่ไม่ทันจะได้สำรวจมุมอื่น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น สองเท้าก้าวไปเปิดประตูทันที สิ่งแรกที่เห็นไม่พ้นดวงหน้าหวานของภรรยาแล้วสะดุดกับชุดที่หญิงสาวสวม ชุดเดรสสายเดี่ยวสีครีมที่มีเสื้อคลุมสียีนสวมทับอีกที รอยยิ้มของทิวัตถ์กว้างขึ้น เพราะชุดของภรรยาก็เป็นชุดที
บทพิเศษ 3 “มา...ม้า” ถ้อยคำที่ฟังชัดขึ้นมาเล็กน้อยทำให้คนที่นั่งดื่มกาแฟอยู่ในห้องพักของตัวเองยิ้มกว้าง เธอเปิดคลิปนี้เป็นประจำเมื่อมีเวลาว่าง เปิดซ้ำๆ เป็นร้อยครั้งนับจากที่มันถูกส่งมาเมื่อสี่เดือนที่แล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่คำว่ามาม้าคำเดียว แต่คำว่าป๊ะป๋าก็ตามมาด้วย แค่มันอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไร ในตอนนี้ทิวัตถ์เป็นคุณพ่อที่ติดลูกเอามากๆ ปราณปรียาฉลาด รู้ว่าถ้าอ้อนแล้วบิดาไปไหนไม่รอดแน่นอน เธอเองไม่ต่างกัน หญิงสาวพิงแผ่นหลังกับพนักเพื่อผ่อนคลายร่างกาย เพราะวันนี้เธอมีตรวจคนไข้หลายราย ก่อนจะมองสมาร์ตโฟนอีกรอบ เพราะเพื่อนรักติดต่อมาหา “ว่าไงหนูดี” ปรีดิทาถามด้วยน้ำเสียงสดใส ทว่าถ้อยคำของเพื่อนทำให้ขมวดคิ้ว “แกรู้ข่าวออมสินหรือยังโปรด” “ข่าวอะไรเหรอ” ปรีดิทาเอ่ยถาม เมื่อพูดถึงออมสินก็ลอบถอนหายใจหนึ่งหน หลังจากเรื่องของเธอจบลงออมสินยังตามมาระราน ราวี แต่เธอพยายามไม่ใส่ใจ เพราะอยากต่างคนต่างอยู่ แต่ชายหนุ่มไม่ค่อยเห็นด้วย ทว่าเขาก็เคารพการตัดสินใจของเธอที่มองว่าในวันหนึ่งผลของการกระทำจะไล่หลังออมสินเอง แล้วได้ฟังป


![ไฟรักเพลิงสวาท [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




