Masuk“จับคุณโปรดไว้”
ในทันใดชายอีกสองคนก็เข้ามาล็อกตัวของปรีดิทา ส่วนตรีพยายามแกะมือนุ่มให้พ้นจากเด็กที่กำลังร้องเสียงดัง
แง้งงง
ปรีดิทาปวดหัวใจฉับพลัน เนื้อตัวเริ่มสั่น น้ำตาที่พยายามห้ามไม่ให้อ่อนแอรินไหล เพราะหากเธอยื้อไว้ คนที่จะเจ็บมากที่สุดไม่พ้นลูกสาว ฝ่ายตรงหน้าไม่มีท่าทางจะอ่อนข้อเลยจนสุดท้ายเธอต้องเป็นฝ่ายปล่อยมือ
“ฮื่อ” ปล่อยทั้งน้ำตา หัวใจนั้นเจียนจะขาด
“ถ้าอยากได้เด็กนี่คืน เอาใบหย่ามา ฉันจะรออยู่ที่บ้าน” หยางจินเหยียดยิ้มเมื่อคนสนิทกลับมายืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับเด็กตัวเล็กที่มีใบหน้าคล้ายลูกชายคนเล็กของเขาอยู่ไม่น้อย
“ในวันหนึ่งคุณจะเป็นคนที่ไม่เหลือใคร” ปรีดิทาพูดออกมาเสียงเย็น เธอไม่ได้สาปแช่ง แต่เชื่อว่าผลกรรมจะทำให้
หยางจินไม่เหลือใครในไม่ช้านี้หรอก
“ฉันจะรอให้วันนั้นมาถึงละกัน” หยางจินนึกตลก คนอย่างเขาไม่มีวันนั้นแน่ แล้วพลิกตัวเดินหายออกจากบ้านไปอย่างเร็วไว เฝ้ารอที่จะได้ตามสิ่งที่ต้องการ แม้รู้ว่าการกระทำของเขาจะมีผลกระทบตามมา เพราะเขากำลังผิดสัญญาชัดเจน
แต่ว่าใครสนกัน ขอแค่ได้ในสิ่งที่หวังก็พอ
ปรีดิทาต้องประคองตัวเองไม่ให้ทรุดลงพื้น เธอไม่มีเวลามาอ่อนแอ เธอต้องไปหาเขาคนนั้น เพื่อทำตามความปรารถนาของหยางจิน
“คุณโปรดเกิดอะไรขึ้นกันคะ แล้วคุณหนูล่ะคะ” นงลักษณ์วิ่งหน้าตื่นเข้ามาภายในบ้าน เธอปั่นจักรยานมาถึงหน้าบ้านตอนที่เห็นรถสองคันขับออกไป รู้ได้ทันทีว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น“เขาเอาลูกโปรดไปแล้วค่ะ”
“ใครกันคะ”
“หยางจิน” ปรีดิทาตอบเสียงแข็ง มือยกขึ้นป้ายน้ำตาออกจากดวงหน้า
“พ่อของคุณไท่น่ะหรือคะ แบบนี้มันชุบมือเปิบ ตอนที่คุณโปรดท้องไม่เห็นทางนั้นจะมาเหลียวแล แต่พอหลานคลอดกลับอยากได้ไปเลี้ยงดู” นงลักษณ์ไม่นึกว่าหยางจินจะชุบมือเปิบเช่นนี้ เธอเคยพบหน้าอีกฝ่ายอยู่หนึ่งหน ตอนฝ่ายนั้นโผล่มาในงานศพเจ้านายของเธอ
“เขาไม่ได้เอ็นดูหนูปราณหรอกค่ะ เขาเอาลูกของโปรดไปเป็นข้อต่อรอง” คุณหมอสาวส่ายหน้า ในสายตาของ
หยางจินไม่ได้มีความเอ็นดูแม้แต่เศษเสี้ยว
“ข้อต่อรองอะไรคะ” นงลักษณ์มีความกังวลที่มากขึ้น
“ให้โปรดหย่ากับคุณไท่ค่ะ” ปรีดิทากล่าวชัดเจน หัวใจสั่นและกระตุกอยู่บ้าง แต่เทียบกับเรื่องของลูกไม่ติด และเธอยินดีจะหย่า ยินดีจะตัดขาด แต่เป็นเขาต่างหากที่กักขังเธอไว้
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ เราแจ้งความได้ไหม”
“แม้มันจะยาก แต่โปรดจะทำค่ะ โปรดจะแจ้งความ” คนที่เป็นรองแทบทุกด้านเอ่ยบอก หยางจินนั้นถือได้ว่าเป็นผู้ทรงอำนาจคนหนึ่ง คนที่เป็นเจ้าของท่าเรือขนส่ง เป็นเจ้าของโรงพยาบาล มีหุ้นส่วนธนาคาร และธุรกิจอีกหลายอย่างใน
นามหยางจินกรุ๊ป แต่เธอก็ไม่คิดหวั่นเพื่อลูก
“โปรดจะไปหาคุณไท่ค่ะ”
“ป้าไปเป็นเพื่อนค่ะ”
“ป้านงรออยู่ที่นี่ดีกว่าค่ะ และเก็บกระเป๋ารอโปรด ถ้าโปรดได้ลูกคืนแล้ว เราจะไปจากที่นี่กันค่ะ”
“แต่...ก็ได้ค่ะ ป้าจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อม”
นงลักษณ์นึกห่วง แต่ก็พร้อมจะทำตามความต้องการ ฝ่ายปรีดิทาสูดอากาศเข้าปอด เธอห้ามอ่อนแอ แม้เส้นทางที่เลือกเดินจะมืดมนก็พร้อมเผชิญ แล้วก้าวไวๆ หยิบกระเป๋าออกจากบ้านไปหาคนที่เธอเคยตกหลุมรัก
ใช้เวลาไปสักพักหนึ่ง รถแท็กซี่มิเตอร์ก็นำพาหญิงสาวไปถึงหน้าบ้านขนาดสองชั้น ที่รั้วสีขาวแบ่งพื้นที่ชัดเจน มือเรียวเล็กกดกริ่งแจ้งบอกถึงการมา
“คุณโปรด” ไม่กี่นาทีเสียงของจารวีหรือว่าเนมก็ดังขึ้นพร้อมก้าวเท้ามาชิดประตูรั้ว อีกฝ่ายเป็นคนที่มีหน้าที่คอยดูแลทุกอย่างภายในบ้าน
“คุณไท่อยู่ไหมเนม” ปรีดิทาตั้งคำถามในสิ่งที่ต้องการ
“อยู่ค่ะ”
จารวีรีบเปิดประตูเชิญคนสำคัญของเจ้านายเข้าด้านใน แล้วเห็นปรีดิทาสืบเท้าไวๆ ตรงไปหาคนที่ต้องการ
“โปรดจะมาหย่าค่ะ” หญิงสาวหยุดเท้าที่ห้องนั่งเล่น พบเขาคนนั้นนั่งอ่านหนังสืออยู่ เป็นกิจกรรมที่เขาชอบทำ
เขาหลงใหลในตัวอักษร ครั้งหนึ่งเธอเองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาหลงใหล
“เราต้องไปหย่ากันวันนี้เลยค่ะ” เมื่อความเงียบคือสิ่งที่เขาตอบกลับมา เธอจึงย้ำไปอีกครั้ง น้ำเสียงหนักแน่น ไม่มีแววลังเล
“รอ” เจ้าของบ้านละสายตาจากหนังสือไปเอ่ยคำสั้นๆ คำเดิม
“โปรดไม่อยากรอแล้ว โปรดต้องการหย่าวันนี้ เดี๋ยวนี้”
ดวงหน้าที่มีแต่ความตึงเครียดจดจ้องใบหน้าที่มีความโดดเด่นของคนที่เธอยกใจให้ไปทั้งดวง แต่สุดท้ายแล้วเขากลับวางใจเธอลงบนพื้นแล้วเดินข้ามไปอย่างไม่เหลียวแล และเธอนั้นไม่อยากฟังคำว่ารออีกแล้ว ไม่รู้เลยว่าเขาจะให้เธอรอไปทำไม เพื่อทรมานเธออย่างนั้นหรือ
แล้วทำไมคนที่เคยดี เคยรักกันถึงเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ เพราะปัญหาที่บิดาของเธอทำไว้หรืออย่างไร เพราะหนี้พนันของท่านที่เขาต้องรับผิดชอบใช่ไหม
ทิวัตถ์กดหน้าลงไปอ่านหนังสือต่อราวกับคำพูดนั้นไร้ความหมาย ปรีดิทาจึงขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นวอนขอ
“จะให้โปรดกราบก็ได้ค่ะ” สองมือน้อยๆ พนมขึ้น เธอยอมทุกอย่าง ศักดิ์ศรีแม้สำคัญ แต่น้อยค่าหากเทียบกับสายเลือดในอก นาทีถัดมาก็ได้ยินคำโต้ตอบที่ทำให้เจ็บยิ่งกว่าเดิม
“โง่ฉิบหาย เด็กคนเดียวยังดูแลไม่ได้” ทิวัตถ์ดึงตากลับไปสนใจปรีดิทา ภายในมีแต่ความว่างเปล่า
“โปรดอยากได้ลูกคืน”
ปรีดิทาสะอึกในคำต่อว่า แต่พยายามโฟกัสอยู่ที่เรื่องของลูก แม้ความเจ็บจะกรีดลึกกลางใจ คำพูดของเขาสื่อได้ชัดว่ารู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับยังเฉย
ไร้หัวใจสิ้นดี เธอรักผู้ชายคนนี้ไปได้อย่างไรกัน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมานั่งหาเหตุผล ปากนิ่มเอ่ยออกไปอีก
“โปรดยอมทุกอย่าง ให้โปรดตายก็ได้” อะไรก็ได้ที่เขาต้องการ ช่วยบอกเธอมาสักอย่างเพื่อแลกกับลูกที่ไม่ต้องอยู่ในอำนาจของหยางจิน สิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มหยันๆ
“อยู่ทรมานต่อไปเถอะ”
ทิวัตถ์ขยับตัวลุกขึ้น แล้วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเหมือนเดิม เย็นชา เยือกเย็น
“รอ”
แต่คำว่ารอครั้งนี้มีความหมายต่างจากทุกครั้ง คล้ายๆ ว่าเขาจะทำตามที่ปรีดิทาขอ แล้วขยับตัวเดินออกจากบ้านไป ปล่อยให้คนช้ำยืนขาตายอย่างนึกกลัว
เธอไม่อยากรอ แต่หากไม่มีใบหย่าไปด้วยก็ไร้ประโยชน์ คนอย่างหยางจินไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้แน่ ปรีดิทาพยายามตั้งสติ
เธอจะรอเขา แต่แค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ได้แค่หวังว่าเขาจะไม่ใจชืดใจดำมากจนเกินไป แต่จะให้รออยู่เฉยๆ คงทำไม่ได้ มีหนึ่งสิ่งที่เธอควรทำ แม้รู้ว่ามันอาจจะไร้ประโยชน์
ปรีดิทาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นกดเข้าแอปพลิเคชันของกล้องวงจรปิด เธอจะนำภาพที่เกิดขึ้นไปแจ้งความ แล้วก้าวไวๆ ออกจากบ้านอย่างรีบร้อน สายตามองหารถแท็กซี่มิเตอร์เพื่อนำพาเธอไปสถานีตำรวจ
ปิ๊นๆ
ในจังหวะที่มองหาอยู่นั้นเสียงแตรของรถยนต์ก็ทำให้เธอหันไปมอง แล้วเห็นรถแท็กซี่มิเตอร์คันหนึ่งเคลื่อนตัวมาจอด
“พี่กันต์”
“มาทำอะไรแถวนี้โปรด”
“โปรดมาทำธุระค่ะ พี่กันต์ช่วยพาโปรดไปสถานีตำรวจหน่อยได้ไหมคะ” ปรีดิทายิ้มคลายกังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นรถคันคุ้นตา ผู้อยู่หลังพวงมาลัยคือเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรและก็เป็นคนที่พาเธอไปส่งโรงพยาบาลในวันนั้น
ที่จริงวันนั้นอีกฝ่ายก็จอดรถรออยู่ที่ด้านหลังโรงพยาบาล แต่เธอเดินกลับไปไม่ถึง พลันยิ้มขอบคุณในคำตอบ
“ได้สิ โปรดขึ้นรถมาได้เลย”
ปรีดิทารีบขึ้นรถ แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ ความกลัว ความกังวลเกาะกุมเต็มหัวใจ เพราะเธอเหมือนหนูที่ต่อกรกับราชสีห์
แต่หนูตัวนี้จะไม่ยอมแพ้ ไม่นานนักสีหน้าก็มีความกังวลเพิ่มขึ้น
“ทำไมเหมือนรถคันนั้นขับตามเรามา” กันต์ที่มองกระจกหลังมาระยะหนึ่งแล้วเลิกคิ้วสงสัย
ปรีดิทาหันขวับไปมอง เธอว่าไม่พ้นคนของหยางจิน รถคันนั้นยังขับตามมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าสถานีตำรวจ ผู้ชายที่ปรีดิทาเพิ่งได้พบหน้าไปหมาดๆ ก็ก้าวเท้าลงจากรถตรงมาหาโดยทันที
“ผมว่าคุณโปรดควรคิดให้ดีก่อน”
บทส่งท้าย6 ปีต่อมา “ป๊ะป๋า” เสียงเล็กๆ ใสๆ ดังมาก่อนตัวเสมอ คนที่ถูกเรียกหันมองตามเสียงฝีเท้ารัวๆ ที่กำลังมุ่งหน้ามาหา แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก “ป๊ะป๋าขา” “ขา” ทิวัตถ์หัวใจอ่อนยวบ เขาแพ้คำนี้ แพ้จนหมดหัวใจ แล้วหันไปขานรับกับลูกสาววัยเจ็ดขวบครึ่ง ในวันนี้ปราณปรียาโตขึ้น ผมยาวประบ่า ผิวนั้นขาว และตัวสูงนิดหน่อย พลันละมือจากตะหลิวไปช่วยประคองลูกสาวที่กำลังปีนป่ายขึ้นมาชะโงกหน้ามองสิ่งที่เขาทำ “หิวจังค่ะ ป๊ะป๋าทำใกล้เสร็จหรือยังคะ” เสียงอ้อนร้องถาม แล้วพยายามชะโงกหน้าดูของในกระทะที่ป๊ะป๋าของเธอกำลังลงมือทำอยู่ “ป๊ะป๋าทำจะใกล้เสร็จแล้วค่ะ เหลือแค่ใส่ไส้กรอกกับผักอีกนิดหน่อย หนูปราณรออีกนิดได้ไหมคะ” ชายหนุ่มอธิบายกับลูก เวลาที่เขาทำอาหารปราณปรียามักมาคอยถามอยู่เสมอ จึงหาเก้าอี้มาตั้งไว้ห่างออกไป “ได้ค่ะ แต่ว่าหนูขอกินอันหนึ่งได้ไหมคะ” ปราณปรียาหยุดคิดไปชั่วครู่ราวกับทบทวนว่าท้องน้อยๆ จะทนได้หรือไม่ สายตามองไปยังไส้กรอก แล้วกลืนน้ำลายลงคอ “ได้สิคะ” ชายหนุ่มหยิบไส้กรอกที่เขาทอดแยกไว้ให้แ
พอไปถึงก็ขึ้นไปยังชั้นบนสุด หยุดเท้ายังหน้าเคาน์เตอร์ของโรงหนังเพื่อซื้อบัตร โชคดีที่กำลังมีรอบฉายอีกไม่เกินสิบนาที แม้จะกินเค้กมาแล้ว แต่ปรีดิทาก็ยังซื้อพ็อปคอร์น เพราะทิวัตถ์ชอบกินเวลาดูหนัง พอถึงเวลาหนังฉายก็เดินเข้าไปด้านใน เธอกับเขาซื้อเป็นที่นั่งโซฟาไว้ แต่ไม่นานปรีดิทาก็ต้องหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะคนตัวโตที่นั่งอยู่ข้างๆ ขยับตัวเข้ามาชิดใกล้ หนังกำลังมีเสียงดนตรีที่น่ากลัว และเป็นฉากที่มีผีค่อยๆ คลานออกมา “นั่นแน่ กลัวผีเหมือนเดิมเลยนะคะพี่ไท่” ทิวัตถ์ที่ถูกเย้าหันไปส่งค้อนให้ภรรยา เขาชอบดูหนังผี แต่ก็แอบกลัวนิดๆ ก็ซาวด์เอฟเฟกต์น่ากลัวเสียขนาดนั้น คนเราก็ต้องมีตกใจกันบ้าง แล้วหยิบพ็อปคอร์นมาจ่อใส่ปากภรรยาเพื่อไม่ให้ถูกล้ออีก ปรีดิทาได้แต่แอบขำ แล้วยกมือขึ้นกอดแขนแกร่งไว้ จากนั้นพิงศีรษะไปซบ ทิวัตถ์ยิ้มกว้าง “ถ้ากลัวก็กอดพี่แน่นๆ นะ” ชายหนุ่มว่า “ค่า” หญิงสาวถึงกับต้องลากเสียงยาว เธอต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น แล้วดึงตากลับไปสนใจหนังที่กำลังถึงจุดพีก เธอนั้นหวีดร้องออกไปหลายครั้ง ส่วนทิวัตถ์บีบมื
บทพิเศษ 4 “สวัสดีค่ะคุณหมอ” คำทักทายนี้ยังคงทำให้ปรีดิทาระบายยิ้มได้เหมือนเคยเมื่อมาถึงโรงพยาบาล การทำงานของเธอในแต่ละวันยากง่ายไม่เหมือนกัน วันไหนเจอเคสหนักๆ ก็อาจจะเหนื่อยสักหน่อย มีล้าไปบ้าง แต่พอได้เห็นรอยยิ้มของคนไข้ก็ดีขึ้น รวมถึงได้กำลังใจจากสามีและลูกสาวด้วย วันเวลานั้นผันแปรมาจนตอนนี้ปราณปรียาอายุได้หนึ่งขวบครึ่งแล้ว มีพ่อของแกคอยดูแลทุกอย่าง ชายหนุ่มทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ทั้งหน้าที่ของพ่อและสามี ในตอนนี้ทิวัตถ์ได้เปิดธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ ร่วมกับเพื่อนรักอย่างนครินทร์เรียบร้อยแล้ว พอถึงเวลาเลิกงานมือเล็กก็หยิบกระเป๋าสะพายพาดบ่า ป่านนี้หนุ่มสุดหล่อของเธอคงมารอรับแล้วเหมือนในทุกๆ วันที่ผ่านมา พอเดินออกไปถึงประตูทางออกก็พบเขาจริงๆ แต่มีหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไป นั่นคือยานพาหนะที่เขาเอามารับเธอ ทิวัตถ์ส่งยิ้มไปทักทายภรรยาแสนรัก ขยับตัวจากรถมอเตอร์ไซค์ขนาดสามสูบที่มีดีไซน์เรียบหรูแต่ทันสมัยเดินไปหาคนตัวเล็ก “วันนี้ทำงานเหนื่อยไหมโปรด” “ไม่เหนื่อยค่ะ ว่าแต่รถใครกันคะ” เธอส่ายหน้าและไม่
“อื้อ” ครั้งนี้เสียงลอดมาจากปากนุ่มบ้าง ปรีดิทารู้สึกวูบวาบในช่องท้องพร้อมสยิวซ่าน แต่เธอไม่ยอมน้อยหน้าคนตัวโตจึงขยับตัวขึ้น ใช้มือกดหัวไหล่แกร่งเพื่อให้ตนเองเป็นฝ่ายควบคุมการจูบ ทิวัตถ์ชอบใจ เขาพร้อมที่จะเป็นผู้ตาม แล้วทั้งเขาและหญิงสาวก็สอดแทรกปลายลิ้นเข้าหากัน ผลัดกันหาความหวาน มือลูบไล้ไปทั่วกระตุ้นเย้าอารมณ์ ก่อนทั้งเธอและเขาจะผละห่างออกจากกันอย่างรู้ความหมาย ต่างฝ่ายต่างถอดเสื้อผ้าของตัวเองออก เขารีบร้อนแต่หญิงสาวเชื่องช้า ถอดแค่เสื้อยีนออกเท่านั้น เพราะจงใจแกล้ง ทิวัตถ์ต้องเป่าปากแรงๆ “เลิกแกล้งพี่เสียทีเถอะ” ชายหนุ่มอ้อนวอนเสียงสั่น นัยน์ตาก็วอนขอ คนตัวเล็กพยักหน้ายินยอม เธอไม่แกล้งเขาแล้วก็ได้ แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยน เขาต้องเป็นฝ่ายถอดชุดที่เหลือให้เธอ พลันหันหลังให้ บอกถึงความต้องการของตนเอง ชายหนุ่มเข้าใจได้ในทันที มือรีบยื่นไปจัดการกับชุดสวย ตามด้วยแพนตี้และบราเซีย แค่อึดใจเท่านั้นร่างกายของเขาและหญิงสาวก็เปล่าเปลือย สายตาคมกริบไล่มองทุกสัดส่วนของภรรยา เขายังรู้สึกตื่นเต้นได้เส
ปราณปรียานั้นกำลังนั่งเล่นอยู่กับรำนำและจารวี โชคดีที่คนรอบตัวเอ็นดูแก พอใกล้ถึงเวลาสำคัญถึงกลับขึ้นห้อง หยิบเสื้อผ้าที่ภรรยาเตรียมไว้ให้ขึ้นมาสวมใส่ แล้วหยิบยางขึ้นมามัดผมไปด้านหลัง พอเสร็จก็เดินกลับลงไปหอมแก้มลูกสาวพร้อมเอ่ยคำฝากฝัง “ฝากด้วยนะ” “ได้ค่ะคุณไท่” จารวีรับอาสาที่จะดูแลคุณหนู ก่อนจะจับมือน้อยๆ โบกให้คุณพ่อของแก ทิวัตถ์ขับรถตรงไปยังโรงแรมและจัดการเช็กอินตามข้อมูลที่ภรรยาส่งมา ส่วนหญิงสาวกำลังขับรถตามมา พอไปถึงภายในห้องพัก สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ ก่อนพาตัวเองไปยืนชิดหน้าต่างที่เป็นกระจกบานใหญ่ ซึ่งมองเห็นวิวของท้องฟ้า มองเห็นแสงไฟที่เริ่มระยิบระยับจากอาคารบ้านเรือน ไฟในห้องอยู่ในโทนสีเหลืองอ่อนๆ กลิ่นของห้องก็หอมราวกับดอกไม้ แต่ไม่ทันจะได้สำรวจมุมอื่น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น สองเท้าก้าวไปเปิดประตูทันที สิ่งแรกที่เห็นไม่พ้นดวงหน้าหวานของภรรยาแล้วสะดุดกับชุดที่หญิงสาวสวม ชุดเดรสสายเดี่ยวสีครีมที่มีเสื้อคลุมสียีนสวมทับอีกที รอยยิ้มของทิวัตถ์กว้างขึ้น เพราะชุดของภรรยาก็เป็นชุดที
บทพิเศษ 3 “มา...ม้า” ถ้อยคำที่ฟังชัดขึ้นมาเล็กน้อยทำให้คนที่นั่งดื่มกาแฟอยู่ในห้องพักของตัวเองยิ้มกว้าง เธอเปิดคลิปนี้เป็นประจำเมื่อมีเวลาว่าง เปิดซ้ำๆ เป็นร้อยครั้งนับจากที่มันถูกส่งมาเมื่อสี่เดือนที่แล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่คำว่ามาม้าคำเดียว แต่คำว่าป๊ะป๋าก็ตามมาด้วย แค่มันอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไร ในตอนนี้ทิวัตถ์เป็นคุณพ่อที่ติดลูกเอามากๆ ปราณปรียาฉลาด รู้ว่าถ้าอ้อนแล้วบิดาไปไหนไม่รอดแน่นอน เธอเองไม่ต่างกัน หญิงสาวพิงแผ่นหลังกับพนักเพื่อผ่อนคลายร่างกาย เพราะวันนี้เธอมีตรวจคนไข้หลายราย ก่อนจะมองสมาร์ตโฟนอีกรอบ เพราะเพื่อนรักติดต่อมาหา “ว่าไงหนูดี” ปรีดิทาถามด้วยน้ำเสียงสดใส ทว่าถ้อยคำของเพื่อนทำให้ขมวดคิ้ว “แกรู้ข่าวออมสินหรือยังโปรด” “ข่าวอะไรเหรอ” ปรีดิทาเอ่ยถาม เมื่อพูดถึงออมสินก็ลอบถอนหายใจหนึ่งหน หลังจากเรื่องของเธอจบลงออมสินยังตามมาระราน ราวี แต่เธอพยายามไม่ใส่ใจ เพราะอยากต่างคนต่างอยู่ แต่ชายหนุ่มไม่ค่อยเห็นด้วย ทว่าเขาก็เคารพการตัดสินใจของเธอที่มองว่าในวันหนึ่งผลของการกระทำจะไล่หลังออมสินเอง แล้วได้ฟังป







