LOGINวิวาห์รอหย่า : เมื่อเธอกับลูกไม่สำคัญ เขาก็ควรปล่อยกันไปเสียที : : : : “เธอต้องเป็นตัวแทนของลลิษ” ทิวัตถ์บอกด้วยน้ำเสียงที่เข้มกว่าปกติ แต่สายตายังว่างเปล่าเหมือนเคย “โปรดตัวเล็กกว่าเธอ” ปรีดิทารู้สึกขมปร่าไปทั้งลำคอ แต่ก็พยายามแจกแจงให้คนตรงหน้าได้หวนคิดสักนิดว่า เธอกับผู้หญิงคนนั้นต่างกัน “ไม่ติด” ทิวัตถ์ยกไหล่สูง “เธอขาวกว่าโปรด” หญิงสาวยังพยายามอธิบาย “แต่ก่อนยังกระเดือกได้” คนใจร้ายเบ้ปากนิดๆ ตาจ้องปรีดิทาก่อนตอบ “โปรดไม่เหมือนเธอ” เธอยังย้ำพร้อมมองไปทั่วร่างกายของตัวเอง แล้วได้ยินคำย้ำกลับมาให้เจ็บสะท้าน “ก็ไม่เคยบอกว่าเหมือน ก็แค่ตัวแทนปะวะ” ประโยคท้ายถูกกล่าวออกไปด้วยเสียงหนัก เป็นการยืนยันสถานะอย่างชัดเจน แค่ตัวแทน
View Moreบทนำ
“ไปโดนอะไรมาคะ”
เสียงของนางพยาบาลดังขึ้นพร้อมปรี่เข้าไปช่วยจับร่างของว่าที่คุณแม่ โดยมีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ช่วยประคองเข้ามาหน้าห้องฉุกเฉิน
“เท้าเหยียบเศษแก้วมาค่ะ” หญิงสาวที่มาพร้อมกับอาการเจ็บและกลิ่นคาวของเลือดที่ฝ่าเท้าเอ่ยตอบ หน้าก้มต่ำไปมองรอยบาดแผล สิ่งที่ปะทะกับสายตาคู่ที่มีความกังวลนิดๆ เป็นหน้าท้องที่ยื่นนูนด้วยอายุครรภ์ที่ใกล้คลอดเต็มที ถ้าเป็นแต่ก่อนแค่แผลเล็กน้อย เธอสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ไม่อาจทำได้
“คุณหมอออกเวรไปหรือยังแหวน” นางพยาบาลคนหนึ่งหันไปเอ่ยถามกับรุ่นน้องที่ทำหน้าที่อยู่คู่กัน ดวงตาดึงไปมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่ตรงเคาน์เตอร์
“กำลังจะออกเวรแล้วค่ะ”
“แล้วหมอนัทมาหรือยัง” เมื่อได้คำตอบ คำถามต่อมาก็ดังขึ้น
“ยังค่ะ” พยาบาลรุ่นน้องเอ่ยบอกพร้อมขยับตัวไปช่วยประคองว่าที่คุณแม่ขึ้นเตียง สายตาสังเกตบาดแผลเบื้องต้น
“งั้นไปตามหมอไท่กลับมาก่อน”
“ค่ะ”
พยาบาลรุ่นน้องรีบปลีกตัวไปยังห้องพักของคุณหมอคนดังกล่าว ด้านคนที่ทำหน้าที่มานานนั่งยองๆ ลงดูรอยแผลอีกรอบ ถือว่าโชคดีที่ไม่ได้ร้ายแรง แค่ทำแผลก็เพียงพอ ไม่ต้องถึงขั้นเย็บ จังหวะหนึ่งก็เงยหน้าไปมองคนเจ็บราวกับคุ้นหน้า เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ฝ่ายว่าที่คุณแม่บนเตียงเม้มปากเข้าหากันแน่นด้วยความตกใจผสมไปด้วยความรู้สึกแปลบปลาบในอก เพราะชื่อของบางคนหลุดเข้ามากระทบใจ ส่วนนางพยาบาลใหม่เอี่ยมผลักประตูห้องให้เปิดกว้างหลังได้รับคำอนุญาต
“หมอไท่คะ มีเคสค่ะ คนท้องเหยียบเศษแก้วมาค่ะ”
“ครับ”
หมอไท่หรือทิวัตถ์ตอบกลับด้วยท่าทางนิ่งเรียบ มือที่กำลังเอื้อมไปหยิบสมาร์ตโฟนเปลี่ยนไปหยิบชุดกาวน์มาสวมใส่แทน
นางพยาบาลที่นำสารมาแจ้งถอยร่นเปิดทางให้คุณหมอ สองเท้าก้าวตามหลังไป แต่ก็ไม่วายลอบมองใบหน้าที่มีความหล่อเหลาโดดเด่น มาพร้อมกับผิวที่ขาวละเอียด ดวงตาคมเฉี่ยวคงได้มาจากเชื้อสายชาวจีน แต่ความเป็นไทยก็มีมากเช่นกัน เดินไปไม่นานก็กลับไปยังห้องฉุกเฉินอีกครั้ง
“คุณหมอมาแล้วค่ะ”
คำรายงานนั้นทำให้มีคนชะงักแม้จะรู้ก่อนหน้าแล้ว ต่างจากผู้มาใหม่อย่างคุณหมอคนเก่งที่เป็นแพทย์ศัลยกรรมมือดีที่ยังหน้านิ่งเรียบได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ยืดเท้าหน่อยครับ” ทิวัตถ์เอ่ยเสียงเข้มขึ้นเมื่อคนเจ็บหดเท้าหนี ดวงหน้าเงยขึ้นไปมองราวหนึ่งนาทีถ้วน
“คุณแม่คะ ยืดเท้าหน่อยค่ะ”
นางพยาบาลมากประสบการณ์จำเป็นต้องสะกิดต้นแขนว่าที่คุณแม่เบาๆ เพราะราวกับอีกฝ่ายตกอยู่ในภวังค์บางอย่างที่เอาแต่มองจ้องหน้าคุณหมอ
“ค่ะ”
คนที่เวลานี้เจ็บปวดทางกายน้อยกว่าทางใจดึงตัวเองกลับมา หัวใจที่ซ่อนอยู่ในอกซ้ายเต้นไว แม้พยายามหักห้าม แต่สายตายังเอาแต่มองการกระทำที่คุ้นเคย ไม่นานก็ต้องดึงความสนใจไปอยู่ที่หน้าท้อง มือยกขึ้นลูบเบาๆ ราวกับปลอบ
“ถีบเก่งเชียวค่ะ” คำชวนคุยดังออกจากปากของนางพยาบาลคนเดิม ขณะคุณหมอคนเก่งกำลังทำความสะอาดแผล
ว่าที่คุณแม่ยิ้มรับ ช่วงนี้ยัยหนูน้อยของเธอถีบเก่ง สงสัยเพราะดีใจที่ใกล้จะได้เจอหน้ากันแล้ว อีกไม่เกินหนึ่งเดือน ก่อนเลือกกลับไปมองคนเบื้องหน้าอีกหน คนที่ตอนนี้ไม่ยอมแตะมีดผ่าตัดที่แสนรัก คนที่ทิ้งความเป็นหมอศัลยกรรมไว้ด้านหลัง
ในชั่วครู่หนึ่งทุกอย่างก็เสร็จสิ้น
“ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ และต้องล้างแผลทุกวัน” สิ้นคำพูดร่างของคุณหมอก็เดินไวๆ จากไป ส่งไม้ต่อให้กับพยาบาลทั้งสองช่วยประคองคนเจ็บลงจากเตียง
“คุณพ่ออยู่ไหนแล้วคะ เดี๋ยวพยาบาลจะไปตามให้ค่ะ”
สายตากวาดมองหาผู้ชายที่เห็นว่ามาพร้อมคนเจ็บ ไม่รู้ตอนนี้หายไปไหนแล้ว
คนที่ถูกถามส่งยิ้มเจื่อนมาก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ทันจะได้อธิบายใดๆ เสียงเรียกหนึ่งก็ดึงให้หันไปสนใจ
“หมอ...น้องโปรด”
เสียงทุ้มอบอุ่นมาพร้อมกับร่างสูงขาวผู้ที่ดูแค่ผิวเผินก็รู้ว่าเจ้าตัวทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ในตำแหน่งคุณหมอไม่ต่างจากผู้ที่ผละห่างจากไป
“เป็นอะไรครับนั่น” ทันทีที่สองเท้าสืบไปใกล้ว่าที่คุณแม่ เสียงเอ่ยถามด้วยความห่วงใยก็ดังขึ้น
“โปรดเผลอเหยียบเศษแก้วเข้าน่ะค่ะพี่นัท”
คนที่ถูกเรียกว่าหมออย่างปรีดิทา หัวใจกระตุกนิดๆ นานหลายเดือนแล้วที่ไม่ได้ยินคำคำนี้ มีความคิดถึงวิ่งมาควบคู่กับความเจ็บปวด
“แล้วมากับใครครับ” หมอนัทหรือนครินทร์ยังยิงคำถาม
“โปรดนั่งแท็กซี่มาค่ะ”
“ทำไมคุณสามีถึงปล่อยให้มาคนเดียวล่ะคะ ท้องก็โตมากแล้ว ใกล้คลอดแล้วใช่ไหมคะเนี่ย”
พยาบาลรุ่นน้องไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้ คราแรกคิดว่าผู้ชายที่ช่วยประคองอีกฝ่ายเข้ามาเป็นสามี แท้จริงแล้วคงจะเป็นโชเฟอร์แท็กซี่
ว่าที่คุณแม่ยิ้มชืด ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี กระทั่งมีผู้ชิงตอบแทน
“คุณแหวนครับ ฝากดูแลโปรดสักครู่นะครับ ผมจะไปตามสามีของคนไข้”
“สามีคุณโปรดอยู่ที่นี่หรือคะ แหวนไปตามให้เองก็ได้ค่ะ” นางพยาบาลรุ่นน้องขันอาสา ส่วนอีกคนนิ่งเงียบไปเพราะเริ่มจำได้แล้วว่าเคยเห็นหรือรู้จักว่าที่คุณแม่คนนี้จากที่ไหน
“งั้นช่วยไปที่ห้องหมอไท่ให้ทีครับ”
“หมอไท่หรือคะ แต่เมื่อกี้คุณหมอเป็นคนทำแผลให้เองนะคะ” คนฟังทำสีหน้าทั้งตกใจและประหลาดใจ
“ปีศาจยังต้องกลัวหัวใจของมันครับ ใจดำฉิบหาย”
นครินทร์ร้องเหอะในลำคอก่อนปล่อยประโยคเปรียบเปรย ไม่นึกเลยว่าเพื่อนของเขาจะมีหัวใจที่มืดดำขนาดนี้ ส่วนสาเหตุนั้นเขาตอบไม่ได้ มันไม่เคยปริปากออกมาเลยสักครั้ง คนที่รู้ก็คงมีแค่มันกับคนที่ถูกทิ้งถูกขว้างตรงหน้า พลางเอ่ยเสียงเข้มออกไป
“โปรดรอแป๊บนะ เดี๋ยวพี่มา”
สิ้นคำนครินทร์เดินไวๆ ตรงไปยังห้องพักของเพื่อนทันที
“มึงจะออกเวรแล้ว?” นครินทร์ยืนพิงตัวอยู่กับกรอบประตู แล้วคำถามเข้มๆ ที่มีความจริงจังก็ถูกปล่อยออกไปทันทีทันใด
“อื้อ”
คนต้องตอบขานรับแล้วเก็บของใส่กระเป๋าต่อ แม้จะได้ยินประโยคถัดมา แต่กลับปล่อยให้มันเป็นเหมือนอากาศ รู้ว่ามีแต่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน
“ไปส่งน้องโปรดด้วย”
คนที่เฝ้ามองปฏิกิริยาของเพื่อนขยับตัวเข้าไปใกล้ แล้วเอ่ยถามหนึ่งประโยค
“มึงรู้ไหมว่าน้องใกล้คลอดแล้ว” นครินทร์อยากเตือนและย้ำซ้ำๆ ให้แทรกซึมเข้าไปถึงหัวใจแข็งเหมือนหิน
แต่ผลที่ได้คือความเงียบที่ปราศจากความสนใจ
“มึงต้องรู้สิก็มึงเป็นหมอ และเป็นคนทำน้องท้องนี่วะ”
นครินทร์เป็นฝ่ายตอบคำถามของตัวเอง ดวงตามองเพื่อนที่กำลังหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดดู จึงได้เห็นหลายการแจ้งเตือนที่ปรากฏบนหน้าจอ ความไม่พึงพอใจเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
“ไอ้ไท่ น้องโทร.หามึงเป็นสิบสายเลยนะ แต่มึงไม่ยอมรับ น้องเลยต้องนั่งแท็กซี่มาคนเดียวทั้งที่ท้องแปดเดือนแล้ว มึงเป็นคนหรือเปล่าวะ”
เขาไม่รู้จะสรรหาคำใดมานิยามในความเย็นชาที่แผ่ไอเย็นออกมาจากหัวใจของเพื่อน ขนาดเขายังหนาวขนาดนี้ แล้วปรีดิทาล่ะจะรู้สึกขนาดไหน
“ถ้าไม่รักน้องโปรดก็หย่าไปเลยสิวะ เดี๋ยวกูจะไปเป็นพยานให้เอง วันนี้เลยก็ได้” มันคือทางออกที่ง่ายที่สุด ไม่รักก็หย่าขาดกันไป แต่เพื่อนของเขากลับยังคงสถานะสามีภรรยาไว้ เคยเอ่ยถามถึงสาเหตุมาแล้วหลายครั้งแต่มันไม่เคยตอบ
“รอ”
ทิวัตถ์หย่อนสมาร์ตโฟนใส่กระเป๋ากางเกง ปากได้รูปเอ่ยตอบสั้นๆ เป็นคำเดิมๆ ที่เขาพูดมาหลายเดือน แล้วหันไปบอกเพื่อนอีกเพื่อหยุดประโยคถัดไป
“เด็กนั่นต้องรอเท่านั้น”
เสียงไม่ทันจางหายสองเท้าหนักๆ ของทิวัตถ์ก็เดินออกจากห้องไป นครินทร์ได้แค่ผ่อนลมหายใจแรงๆ เขาจะทำอะไรได้ นอกจากเดินคอตกกลับไปหาปรีดิทา
“น้องโปรดหายไปไหนแล้วครับคุณแหวน” พอไปถึงสายตาก็ต้องกวาดมองหา เพราะไม่เห็นว่าที่คุณแม่เสียแล้ว
“เธอไปแล้วค่ะ ออกไปเมื่อกี้นี่เองค่ะคุณหมอ”
เธอพยายามบอกให้อีกฝ่ายรอแล้วแต่ไม่อาจทัดทานได้ นครินทร์พยักหน้าเข้าใจ แล้วดึงตัวเองกลับมาสู่โหมดทำงาน ไม่ทันจะได้ขยับไปไหนเสียงหนึ่งก็แว่วเข้ามาให้หันมอง
“ช่วยด้วยครับ…ช่วยด้วย”
“เสียงโวยวายอะไรกันครับนั่น”
ผู้คนด้านในหันไปมองเป็นตาเดียว ไม่ถึงนาทีก็เห็นบุรุษพยาบาลเข็นร่างหนึ่งที่นั่งอยู่บนวีลแชร์เข้ามาด้านในพร้อมกับเสียงร้องบอกอีกรอบ
“คุณผู้หญิงคนนี้น่าจะกำลังจะคลอดครับ เธอน้ำคร่ำแตกแล้ว”
นครินทร์รีบปรี่เข้าไปดู ในทันใดดวงตาก็ต้องขยายกว้างเมื่อพบว่าคนบนวีลแชร์คือคนที่เขาเพิ่งถามหา
“น้องโปรด”
นครินทร์แทรกตัวเข้าไปประชิดวีลแชร์ เห็นชัดถึงสีหน้าตกใจของปรีดิทา แม้จะเป็นหมอ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ย่อมนึกกลัว ก่อนเขาจะมองตามสายตาของน้อง สายตาที่มุ่งไปหาใครบางคนที่กำลังจะเดินสวนออกไป
“พี่...ไท่”
ข้อมือบางที่โอบหน้าท้องของตัวเองเอาไว้พยายามยกขึ้นเพื่อจะเอื้อมไปจับมือของคนที่เธอเรียกว่าพี่ไท่ คนที่เป็นสามี คนที่เธอเฝ้ารอ ทว่าความเจ็บทางใจนั้นวิ่งคู่มาพร้อมกับอาการปวดท้องเมื่อเขาคนนั้นกำลังเดินผ่านไปแบบไร้เยื่อใย
เขาหันมอง แต่ไม่สนใจ ทำราวเธอกับลูกไม่มีตัวตน สายตาคู่นั้นก็ฟ้องชัดว่าเธอไม่สำคัญอีกแล้ว ถึงอย่างนั้นปากยังเอ่ยเรียกด้วยความหวังครั้งสุดท้าย
“พี่...คุณไท่”
เมื่อความหวังที่ก่อมาจากทรายพังทลาย เสียงร้องไห้ก็ดังออกจากปากอิ่ม
“ฮื่อ”
ด้านนครินทร์เอ่ยเรียกเพื่อนเสียงดัง
“ไอ้ไท่ น้องกำลังจะคลอด น้องน่าจะคลอดก่อนกำหนด” เมื่อเพื่อนไม่หยุด เป็นเขาที่วิ่งไวๆ เข้าไปกระชากต้นแขนรั้งไว้แล้วดูคำที่มันตอบกลับมา
“อื้อ” เป็นคำสั้นๆ ที่สื่อถึงความใจดำได้สุดขั้ว
“นั่นลูกเมียมึงนะ”
“แล้วแต่มึงเห็นสมควร”
ทิวัตถ์หยุดเท้าเพื่อตอบและนิ่งไปราวหนึ่งนาทีแล้วก้าวเท้าไวๆ ต่อไปให้พ้นจากอาคารสูงขนาดเจ็ดชั้น ทิ้งให้เพื่อนอ้าปากค้างในความใจร้ายที่เกินจะคาดถึง
“แล้วมึงจะทำไม มึงหึง?” “ตลกว่ะ มึงก็รู้ว่ากูไม่ได้รักลลิษ แล้วมึงล่ะรักลลิษไหม” “ไม่มีเหตุผลที่กูจะไม่รักลลิษ เพราะลลิษไม่เคยทิ้งกูไปไหน ลลิษไม่เคยรังเกียจหรือเลือกปฏิบัติกับกูเลยเผื่อมึงลืม” ลลิษาเป็นคนที่ไม่เคยรังเกียจกันเลย แม้เขาจะเป็นลูกคนรองที่ไม่ได้มีค่าใดๆ กับตระกูล มารดาของเขาก็เช่นกัน เขากับมารดาถูกเก็บซ่อนไว้ในมุมเล็กๆ ไม่เคยได้เชิดหน้าชูตาหรือออกงานสังคม เพราะบารมีไม่ทัดเทียมเท่ามารดาปุริมฉัตร แม้ฝั่งคนของคนเป็นตาจะมีอำนาจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ส่งเสริมหยางจินได้มากเท่าไร และเขาเองยังไม่เคยได้ความเท่าเทียมที่ควรได้ เขามักถูกปฏิบัติต่างจากคนที่เคยเรียกตัวเองว่าพี่ ในตอนนั้นเขาไม่สนใจ ไม่เคยอยากได้ อยากมี ขอแค่มารดามีคว
หยางจินอยากให้ลูกชายกลับไปจับมีดผ่าตัด เพราะความสามารถของมันมีประโยชน์ จากที่สังเกตในวันนี้หลายคนมีแววตาชื่นชม จึงอยากจะผลักดันให้ทิวัตถ์ทำในสิ่งที่รักและทำงานให้เขาควบคู่กันไปด้วย “ผมไม่ได้ตามเช็ดตามล้างให้ใคร ผมทำเพราะพวกมันทำผมก่อน แต่ว่าผมจะไม่ยุ่งยากเลยถ้าคนของคุณจัดการได้เรียบร้อย ส่วนเรื่องนั้นยังไม่ถึงเวลา” “แต่ฉันเสียดายความเก่งของแก” หยางจินหันมองทศอย่างตำหนิที่เก็บกวาดไม่เรียบร้อย “เสียดายหรืออยากใช้ประโยชน์” ทิวัตถ์กลั้วหัวเราะอย่างรู้ทัน เพราะหากมีผลประโยชน์ดวงตาของหยางจินมักลุกวาว ปากได้รูปบอกย้ำในสิ่งที่หยางจินควรจำและทำ “ผมบอกแล้วเรื่องส่วนตัวของผ
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาทำให้เธอเลือกจะหันมาสนใจที่ลูกอย่างเดียว ทิวัตถ์ไม่ตอบ เขาปฏิเสธง่ายๆ ด้วยการเดินหนีขึ้นห้องไป ฝ่ายหญิงสาวอุ้มลูกเข้าห้องเมื่อแกมีอาการง่วง พอแกตื่นในช่วงเย็นก็พาแกออกมาอยู่ที่ห้องรับแขก ในช่วงเวลาราวหกโมงเย็นบ้านของทิวัตถ์ก็ต้องต้อนรับแขกที่ไม่ใช่คนแปลกหน้า “คุณไท่อยู่ไหนหรือครับ” เสียงของตรี คนสนิทของหยางจินเอ่ยถามทันทีกับจารวี สายตาเบนไปมองปรีดิทาที่อุ้มลูกอยู่ในอ้อมกอดเล็กน้อย หญิงสาวกระชับแขนพร้อมทั้งถอยหลังไปอีกนิด มีรำนำก้าวเท้ามายืนอยู่ข้างๆ เพราะดูรู้ว่าเจ้านายมีความกลัวอยู่ไม่น้อย ก่อนปรีดิทาจะอุ้มลูกกลับเข้าห้อง เธอไม่ควรยืนอยู่ใกล้คนอันตราย อีกอย่างต้องเตรียมการสอน หลังต้องยกเลิกไปหลายคลาส “คุณไท่อยู่บนห้องค่ะ เดี๋ยวเนมไปตามให้นะ
เธอไปสร้างปัญหาอะไรไว้ให้เขาจนแค้นเคืองกัน ทิวัตถ์ยังนิ่ง แม้จะรู้ว่าปรีดิทาจ้องมองตาเขม็งคล้ายว่าคำพูดของหยางจินไม่มีความหมายสักนิด ก็แค่คำปั้นแต่งไปเรื่อย กระทั่งได้ยินคำพูดที่บอกจุดประสงค์การมาของหยางจิน “แล้วแกไปหาออม...ไม่มีอะไร” หยางจินลังเลที่จะกล่าวออกไป แต่สุดท้ายก็ปัดทิ้ง ไม่อยากให้เป็นพิรุธ และเมื่อหมดธุระก็เดินหายออกจากห้อง มีคนสนิทเดินขนาบข้าง “คุณท่านจะให้ผมจัดการยังไงต่อดีครับ” ตรีเอ่ยถามเมื่อเขาเห็นความสัมพันธ์หนึ่งน่าสงสัย หลังฝ่ายหญิงโพสต์อวดลงโซเชียลมีเดีย “จับตาดูออมสินแบบเงียบๆ ไปก่อน อย่าแสดงพิรุธให้ไอ้ไท่รู้” เขายังไม่อยากกระโตกกระตาก หวังว่าลูกชายจะถูกปิดตาต่อไป แม้กังวลไม่น้อยเลย ถ้าเรื่องแดงขึ้นเขานั้นจะมีแต่เสีย แล้วก้าวไวๆ กลับไปยังรถของตัวเอง มุ่งหน้าเข้าบริษัท หลังลูกน้องรายงานเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งมา เรื่องของสองพี่น้องที่ทรยศต่อหยางจินกรุ๊ป ด้านปรีดิทายังมองคนตัวโตอยู่ และแน่นอนว่าทิวัตถ์ก็รู้ตัวดี “มีอะไร” “โปรดทำอะไรให้คุณโกรธ” การที่เขาจะแก้แค้น นั่นหม