Mag-log inทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
กู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา"
"มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"
พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที
"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย
"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"
อากาศในห้องทำงานพลันเย็นเยียบลงหลายส่วน กู้ถิงเหิงวางพู่กันลงบนแท่นหยกอย่างเชื่องช้า นิ้วมือยาวลูบคลึงแหวนหยกบนนิ้วหัวแม่มือ มารดาของเขายังคงไม่ยอมแพ้ แม้เขาจะประกาศกร้าวไปแล้วว่าจะไม่รับอนุภรรยา แต่มารดากลับฉวยโอกาสยามที่เขาออกมาว่าราชการ เรียกเสิ่นจือเวยไปกดดันเพียงลำพัง
"นางเป็นอย่างไรบ้าง" กู้ถิงเหิงถาม เสียงของเขาราบเรียบ ทว่าเจิ้งอวี่ที่ติดตามมานานย่อมรู้ดีว่าภายใต้ความราบเรียบนั้นคือพายุที่กำลังก่อตัว "นางตื่นตระหนกหรือไม่"
เขาเพิ่งสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์กับนางเมื่อวานนี้ที่ชูฝาง นางเพิ่งระแวงว่าเขามีความลับซ่อนอยู่ในกล่องไม้จันทน์แดง หากวันนี้นางต้องมาเผชิญหน้ากับการบีบคั้นให้รับหญิงอื่นเข้าจวน นกน้อยที่หวงแหนอิสรภาพและพื้นที่ของตนเองอย่างนาง อาจจะทนไม่ไหวและฉีกสัญญาหนีไป
"มิได้ขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่รีบตอบ พร้อมกับแววตาที่ฉายแววเลื่อมใสออกมาอย่างปิดไม่มิด "ฮูหยินไม่ได้ตื่นตระหนกและไม่ได้ให้สาวใช้วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากนายท่านที่นี่เลยขอรับ ฮูหยินเดินเข้าไปในเจิ้งถัง นั่งลงจิบชาอย่างใจเย็น ก่อนจะขอดูรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวี"
คิ้วเข้มของกู้ถิงเหิงเลิกขึ้นเล็กน้อย "นางขอดูรูปวาด?"
"ขอรับ ฮูหยินพิจารณารูปวาดแล้วกล่าวกับแม่สื่อตระกูลสวีว่า 'รูปโฉมงดงาม ทว่าดูบอบบางยิ่งนัก จวนสกุลกู้กำลังอยู่ในช่วงรัดเข็มขัด หากตระกูลสวียินดีส่งบุตรสาวมาเป็นอนุ โดยไม่เรียกร้องสินสอด และยอมให้ข้าหักเงินค่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือนของเรือนหลักลงครึ่งหนึ่งเพื่อนำมาเป็นค่าเสื้อผ้าเครื่องประทินโฉมของอนุผู้นี้ ข้าก็ยินดีประทับตราอนุญาต' ขอรับ"
กู้ถิงเหิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากซึ่งเคยกดลึกเป็นเส้นตรงจะค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา... รอยยิ้มที่ไม่ได้เสแสร้ง ทว่ามาจากความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด
"แล้วมารดาข้าว่าอย่างไร"
"ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนหน้าดำหน้าแดงขอรับ กล่าวหาว่าฮูหยินตระหนี่ถี่เหนียวเกินไป ฮูหยินจึงกางสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายของจวนกู้ที่เพิ่งสะสางเสร็จเมื่อคืนออกให้ดูทีละหน้า ชี้แจงให้เห็นว่าเบี้ยหวัดของนายท่านไม่เพียงพอจะเลี้ยงดูคนเพิ่ม หากจะรับอนุ ก็ต้องใช้เงินจากกำไรของร้านผ้าไหมอวี้หลาน ซึ่งเป็นสินเดิมของฮูหยิน... ฮูหยินกล่าวปิดท้ายว่า 'ใต้เท้ากู้เพิ่งประกาศต่อหน้าฟ้าดินว่ารักความสงบ หากข้าใช้เงินสินเดิมของข้า ไปซื้อความวุ่นวายเข้ามารบกวนการทำงานของสามี ข้าย่อมมีความผิดฐานไม่รู้จักดูแลจวนให้สงบสุข' ขอรับ"
เจิ้งอวี่กลั้นหัวเราะ "แม่สื่อตระกูลสวีเห็นท่าไม่ดี ทั้งเรื่องจะไม่ได้สินสอดและเรื่องที่นายหญิงกุมอำนาจเงินเบ็ดเสร็จ จึงรีบเก็บรูปวาดและขอตัวกลับไปทันที ฮูหยินผู้เฒ่าก็อ้างว่าปวดศีรษะและให้คนประคองกลับห้องพักไปแล้วขอรับ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ถิงเหิงกว้างขึ้นอีกนิด มันคือรอยยิ้มของบุรุษที่ค้นพบว่า สตรีที่เขาเลือกมายืนเคียงข้างนั้น ไม่ใช่ดอกไม้บอบบางที่ต้องคอยกางร่มบังฝนให้ตลอดเวลา ทว่านางคือต้นไม้ใหญ่ที่สามารถหยั่งรากลึกและยืนหยัดต้านทานพายุได้ด้วยลำต้นของนางเอง
นางใช้ 'ข้อตกลง' เรื่องการจัดการบัญชี และใช้ 'คำพูด' ของเขาที่ประกาศไว้ มาเป็นเกราะกำบังสะท้อนการโจมตีของมารดาได้อย่างหมดจด นางไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ร้องไห้เรียกร้องความยุติธรรม แต่นางใช้สมองและตัวเลขในการเชือดเฉือนศัตรูอย่างมีชั้นเชิง
นี่แหละคือเสิ่นจือเวย สตรีที่เขามองเห็นทะลุแสงโคมไฟเมื่อหกปีก่อน
"ตอนนี้นางอยู่ที่ใด" กู้ถิงเหิงลุกขึ้นยืน เขาปลดสายรัดแขนเสื้อออกและจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ไม่มีความคิดที่จะสะสางฎีกาบนโต๊ะอีกต่อไป
"หลังจากจัดการเรื่องในเจิ้งถังเสร็จ ฮูหยินก็สั่งให้บ่าวเตรียมรถม้า ออกเดินทางไปตรวจบัญชีที่ร้านผ้าไหมอวี้หลานทางทิศตะวันออกแล้วขอรับ"
"เตรียมม้า" กู้ถิงเหิงออกคำสั่งเสียงเรียบ ทว่าแฝงความเด็ดขาด "เปิ่นกวนจะออกไปตรวจตราย่านการค้าเสียหน่อย"
"รับทราบขอรับ!"
...
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







