LOGINเสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลย
เมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเอง
หัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
ภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้
กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรง
ใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้ว และการแต่งงานกับนางก็เป็นเพียงการหาฉากหน้าเพื่อบังหน้าหรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินจริงๆ นางจะไม่ต้องกังวลว่าเขาจะเกิดความรู้สึกผูกพันและล้ำเส้นเข้ามาในชีวิตของนาง
ทว่าทำไม... ลึกๆ ในใจของนาง กลับรู้สึกถึงความวูบโหวงแปลกประหลาด เมื่อคิดว่าในหัวใจของบุรุษผู้กางปีกปกป้องนางอย่างแข็งแกร่งผู้นี้ มีเงาของสตรีอื่นซ่อนอยู่
"นายหญิงเจ้าคะ"
เสียงเรียกของเซี่ยจูดังขึ้น ทำลายภวังค์ความคิดของเสิ่นจือเวย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก "นายหญิง ตำรากฎหมายได้มาแล้วหรือเจ้าคะ"
"อืม ได้มาแล้ว" เสิ่นจือเวยปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยผู้เยือกเย็นดังเดิม นางดึงมือออกจากหน้าอก วางลงบนตักอย่างสง่าผ่าเผย "มีเรื่องอันใดหรือ หน้าตาเจ้าดูตื่นตระหนกนัก"
เซี่ยจูขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา "เมื่อครู่ แม่นมเติ้ง คนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่า มาแจ้งที่หน้าเรือนตะวันออกเจ้าค่ะ บ่งบอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าเรียกนายหญิงไปพบที่ 'เจิ้งถัง' บัดเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ"
คิ้วเรียวพาดเฉียงของเสิ่นจือเวยขมวดเข้าหากันทันที "ท่านแม่เรียกข้าไปพบในยามนี้? มีเรื่องเร่งด่วนอันใด"
ตั้งแต่เหตุการณ์ยกน้ำชาในวันแรกที่กู้ถิงเหิงออกหน้าปกป้องนางอย่างเด็ดขาด แม่สามีผู้นี้ก็อ้างว่าป่วยและเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน ไม่เคยเรียกนางไปพบหรือก้าวก่ายเรื่องการจัดแจงบัญชีในจวนอีกเลย การเรียกตัวกะทันหันในเวลาที่กู้ถิงเหิง(ที่ทุกคนคิดว่า)ไปทำงานที่อวี้สื่อไถ ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
"บ่าวไปสืบถามจากสาวใช้ที่เรือนหลักมาได้ความว่า..." เซี่ยจูอึกอักเล็กน้อย "มีแม่สื่อจากตระกูลขุนนางระดับล่างมาเยี่ยมเยียนฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อเช้านี้เจ้าค่ะ และ... นำรูปวาดของหญิงสาววัยแรกแย้มมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดูด้วยเจ้าค่ะ"
ดวงตากระจ่างใสของเสิ่นจือเวยเย็นเยียบลงในพริบตา
รูปวาดของหญิงสาววัยแรกแย้ม? เป้าหมายของแม่สามีผู้นี้ช่างชัดเจนและไม่ยอมแพ้เสียจริง
แม้กู้ถิงเหิงจะประกาศกร้าวไปแล้วว่าจะไม่รับอนุภรรยา ทว่าฮูหยินกู้ผู้ยึดมั่นในจารีตของตระกูลขุนนางและให้ความสำคัญกับการมีทายาทสืบสกุล ย่อมไม่อาจทนเห็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนต้องใช้ชีวิตร่วมกับหญิงม่ายที่ไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้โดยไม่หาทางแทรกแซง นางเพียงแค่รอจังหวะที่ลูกชายไม่อยู่ เพื่อเรียกตัวลูกสะใภ้ไปกดดันโดยตรง
"ดูเหมือนว่าความสงบสุขของข้าจะสั้นกว่าที่คิด" เสิ่นจือเวยลุกขึ้นยืน นางปัดรอยยับบนกระโปรงของตนให้เรียบกริบ "เซี่ยจู เตรียมตัว เราจะไปที่เจิ้งถัง"
"นายหญิง จะให้บ่าวรีบวิ่งไปแจ้งใต้เท้ากู้ที่อวี้สื่อไถหรือไม่เจ้าคะ" เซี่ยจูเสนออย่างร้อนรน นางรู้ดีว่าหากนายหญิงต้องเผชิญหน้ากับแม่สามีเพียงลำพัง ย่อมถูกจารีตข้ออ้างเรื่องความกตัญญูกดข่มจนโต้เถียงได้ยาก
"ไม่ต้อง" เสิ่นจือเวยปฏิเสธเสียงเฉียบ
นางนึกถึงสายตาที่แฝงความโกรธเกรี้ยวและหวงแหนของกู้ถิงเหิงในชูฝางเมื่อครู่ กำแพงกั้นระหว่างพวกเขาเพิ่งถูกตีให้ห่างออกไป นางจะไม่ยอมวิ่งไปหลบหลังแผ่นหลังของเขาเพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องปัญหาหลังเรือนเช่นนี้
"ใต้เท้ากู้มอบกุญแจทุกดอกในจวนนี้ให้ข้าแล้ว ข้าคือผู้กุมอำนาจจัดการทรัพย์สินและการเบิกจ่ายทั้งหมด หากข้าไม่อาจจัดการกับความวุ่นวายของแม่สามีได้ด้วยตนเอง ข้าก็ไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นเถ้าแก่เนี้ยสกุลเสิ่น"
เสิ่นจือเวยเชิดคางขึ้น แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและแข็งกร้าว นางก้าวเดินออกจากเรือนตะวันออก มุ่งหน้าสู่โถงใหญ่ของจวนกู้เพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นลมระลอกใหม่ โดยไม่รู้เลยว่า การปฏิเสธความช่วยเหลือของเขาในครั้งนี้ จะนำไปสู่การท้าทายขอบเขตความอดทนของพญายมในบทต่อไป
กลิ่นหมึกหินต้วนเหยียนที่ฝนทิ้งไว้จนข้นคลั่ก ลอยอวลอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของกู้ถิงเหิง ณ ศาลาว่าการสำนักตรวจการอวี้สื่อไถ
แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษ ทาบทับลงบนกองฎีกาที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบไร้ที่ติบนโต๊ะไม้จันทน์ดำ บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงพู่กันขนหมาป่าตวัดลงบนกระดาษเซวียนจื่ออย่างหนักแน่นและทรงพลัง กู้ถิงเหิงประทับนั่งหลังตรงดุจคันศรที่ถูกง้างจนสุด ดวงตาสีหมึกดำมืดดุจห้วงน้ำลึกกวาดมองข้อความในรายงานการทุจริตของขุนนางท้องถิ่น ใบหน้าคมคายหล่อเหลานั้นราบเรียบเยือกเย็น ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ
เหล่าผู้อาวุโสในห้องต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงพึมพำเห็นพ้องต้องกันประหนึ่งฝูงกาที่รุมล้อมซากเหยื่อ"ถูกต้องแล้วสะใภ้ใหญ่ สตรีไร้บุตรย่อมไร้ที่พึ่งพิงในบั้นปลาย การรับคังเอ๋อร์เป็นบุตรมีแต่จะสร้างเกียรติยศให้นาง""ร้านผ้าไหมและโรงย้อมของเจ้า มีผู้หญิงคอยดูแลย่อมไม่สะดวก ให้คังเอ๋อร์และคนในตระกูลช่วยดูแล ย่อมปลอดภัยกว่าเงินทองตกไปอยู่ในมือคนนอก"เสิ่นจือเวยฟังคำลวงโลกเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย หากแต่นัยน์ตากลับเย็นยะเยียบประดุจน้ำแข็งใต้บึงลึก นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่างามและเด็ดเดี่ยวแผ่กระจายออกมาจนเด็กชายหลี่คังถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว"เกียรติยศหรือเจ้าคะ? หรือว่าเป็นเกียรติยศที่แลกมาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อของข้า?"เสียงของนางตัดผ่านเสียงพึมพำของคนทั้งโถงจนเงียบกริบ"ตามประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหมวดทรัพย์สินครอบครัว... 'สตรีม่ายที่ไร้บุตร หากพ้นกำหนดไว้ทุกข์ ย่อมมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการนำสินเดิม (Zhuanglian) ทั้งหมดที่นำติดตัวมาแต่บ้านเดิมกลับคืนไปได้ และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตัดส
เสียงผ้ากระสอบหยาบกรีดผ่านผิวเนื้อยามที่เสิ่นจือเวยปลดสายรัดเอวสีขาวหม่นออก เป็นเสียงที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็มกลิ่นควันธูปที่อบอวลอยู่ในโถงบรรพชนของสกุลหลี่เริ่มจางคลายลงไปพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เสิ่นจือเวยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ชุนเถา—สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเสิ่นตั้งแต่เยาว์วัย—ค่อยๆ บรรจงถอดชุดไว้ทุกข์ตัวนอกที่ทำจากผ้าป่านหยาบกร้านออกไปทีละชิ้น ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าทั้งสองข้างประหนึ่งศิลาแลงดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับอาภรณ์สีขาวหม่นผืนนั้นเบื้องหลังผ้าป่านผืนหนา คือชุดเป้ยจื่อตัวยาวตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม ปักลวดลายกิ่งเหมยสีเงินเรียบหรูทว่าเคร่งขรึม ชายเสื้อทิ้งตัวพลิ้วไหวตามทรวดทรงที่ซ่อนเร้นความงามสะพรั่งของสตรีวัยยี่สิบหกปีไว้ได้อย่างมิดชิด หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนในเมืองเปี้ยนจิงย่อมเห็นเพียงสตรีม่ายที่เพิ่งพ้นมลทินแห่งความตาย ทว่าหากพินิจลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่นั้น จะพบเพียงประกายคมปลาบประดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบสามปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่หลี่ซิว อดีตสามีผู้มีต
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห







