Mag-log inเมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่
ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่า
เสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."
คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด
ระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขา
มือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม
"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าปกติ มันไม่ได้ดังกังวาน ทว่ากลับกดทับลงบนโสตประสาทอย่างหนักหน่วง "ว่าชูฝางคือเขตหวงห้าม"
"ข้าเป็นภรรยาของท่าน ตามข้อตกลงข้ามีหน้าที่จัดการบัญชีทั้งหมด การเข้ามาหาตำรากฎหมายเพื่อปกป้องการค้าของข้า ก็ถือเป็นการรักษาผลประโยชน์ที่เราตกลงกันไว้มิใช่หรือเจ้าคะ" เสิ่นจือเวยเถียงกลับ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก ทว่านางเลือกที่จะใช้ 'ข้อตกลง' มาเป็นเกราะกำบัง
กู้ถิงเหิงจ้องมองริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังเอ่ยถ้อยคำอวดดีเหล่านั้น แววตาของเขามืดมิดลงอีกระดับ ร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวที่ถูกควบคุมไว้อย่างยากลำบากวาบผ่านนัยน์ตาสีหมึก
เขาโกรธ ไม่ใช่เพราะนางเข้ามาในห้องหนังสือ แต่โกรธที่ความลับที่เขาเฝ้ารักษามาหกปีเกือบจะถูกเปิดเผยต่อหน้านาง โกรธที่ตนเองสูญเสียความเยือกเย็นเพียงเพราะได้รับรายงานจากองครักษ์เงาว่า 'ฮูหยินแอบเข้าไปในชูฝาง' จนเขาต้องทิ้งการประชุมสำคัญที่อวี้สื่อไถแล้วควบม้ากลับมาอย่างบ้าคลั่ง
เขาไม่พร้อม... เขายังไม่พร้อมให้นางรับรู้ความจริง ว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่ข้อตกลงทางธุรกิจที่นางเป็นผู้คุมเกม แต่มันคือกับดักที่เขาวางไว้เพื่อจับนกน้อยตัวนี้มาขังไว้ข้างกายตลอดกาล
หากนางเห็นใบเทียบดวงชะตานั้น หากนางรู้ว่าเขาส่งคนไปสืบดวงชะตาของนางตั้งแต่หกปีก่อน และเฝ้ารอให้นางเป็นม่ายเพื่อจะได้ครอบครองนาง นกน้อยที่รักอิสระและเกลียดการถูกบงการผู้นี้ จะต้องมองว่าเขาเป็นคนวิปริตและน่าหวาดกลัว นางจะโกรธเกลียดเขา และหาทางฉีกข้อตกลงทิ้งเพื่อหนีไปให้ไกลที่สุด
"ผลประโยชน์..." กู้ถิงเหิงทวนคำนั้นเบาๆ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ชิดจนปลายจมูกแทบจะชนกัน สายตาของเขาเลื่อนจากริมฝีปากขึ้นมาสบตากับนางตรงๆ
"ข้าอนุญาตให้เจ้าจัดการบัญชี ข้าอนุญาตให้เจ้าใช้ป้ายชื่อตระกูลกู้เพื่อข่มขู่ศัตรู" เสียงของเขากระซิบพร่าอยู่ชิดริมฝีปากนาง แฝงความอันตรายที่สั่นคลอนจิตใจ "ทว่าข้าไม่เคยอนุญาตให้เจ้าก้าวล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่ข้าไม่ได้เปิดรับ"
เสิ่นจือเวยกลั้นหายใจ ความใกล้ชิดนี้มันมากเกินไป มากกว่าคืนเข้าหอที่พวกเขานอนร่วมเตียงเดียวกันเสียอีก สายตาของเขาในยามนี้ไม่ได้เย็นชาดุจพญายม ทว่ามันแฝงความร้อนแรงบางอย่างที่นางอ่านไม่ออก มันคือความหวงแหน ความกดดัน และความโหยหาที่ถูกบีบอัดจนแทบระเบิด
"อย่าเข้ามาในห้องนี้โดยไม่บอกกล่าวอีก" เขาเอ่ยคำสั่งสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ "สิ่งใดที่เปิ่นกวนซ่อนไว้ ย่อมหมายความว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าควรเห็น"
พูดจบ เขาก็ดันตัวออกห่าง ดึงมือที่ทาบอยู่บนชั้นหนังสือกลับไป บรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออกคลายตัวลงในพริบตา
กู้ถิงเหิงหมุนตัวเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตน เขาดึงฎีกาเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่านด้วยท่วงท่าราบเรียบ ราวกับพายุอารมณ์เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา "ได้ตำราที่ต้องการแล้วก็ออกไปเสีย ข้ามีงานต้องสะสาง"
เสิ่นจือเวยยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นางมองใบหน้าด้านข้างที่กลับมาเย็นชาไร้อารมณ์ของเขา มือของนางกระชับกอดตำรากฎหมายต้าซ่งในดวงใจแน่น
นางไม่พูดสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงแค่ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการรับคำ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากชูฝางไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อบานประตูห้องหนังสือปิดลง กู้ถิงเหิงละสายตาจากฎีกาที่ตนไม่ได้อ่านแม้แต่ตัวอักษรเดียว เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ดึงกล่องไม้จันทน์แดงเก่าคร่ำคร่าออกมาวางลงบนโต๊ะ
นิ้วมือยาวลูบไปตามรอยมนโค้งของมุมกล่องอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีหมึกของเขาทอประกายลึกล้ำ
นางเกือบจะเห็นมันแล้ว... สติปัญญาอันเฉียบแหลมของนาง หากได้เห็นกระดาษปาจื้อเพียงแวบเดียว นางย่อมต้องเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ในไม่ช้า
เกราะทองคำที่เขาสร้างขึ้นเพื่อล่อลวงนางเข้ามา เริ่มมีรอยร้าวที่เขาต้องรีบหาทางอุดมันให้มิดชิด ก่อนที่นางจะรู้ตัวว่า แท้จริงแล้วนางไม่ได้กำลังร่วมทุนกับพันธมิตรที่ไร้หัวใจ ทว่านางกำลังเดินเข้ามาในถ้ำของนักล่าที่หิวโหยและรอคอยนางมาถึงหกปีเต็ม
...
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







