LOGINจินซูซินทั้งรู้สึกเสียหน้าและเสียใจในคราวเดียวกัน ยามได้ยินคำพูดของคู่หมั้นหนุ่มที่เอื้อนเอ่ยว่านางมีสถานะเป็นเพียงแขกของฮูหยินเฉิน มิได้มีความสำคัญอันใดต่อเขา ทั้งที่แท้จริงแล้วนางเป็นถึงคู่หมั้นที่อีกไม่นานจะตบแต่งมาเป็นฮูหยินของเขา
ผิดกับลู่หนิงอวี่ที่ค่อย ๆ คลายมือที่กำไว้ราวกับว่าเข้าใจบางสิ่งบางอย่างผิดไป
งานเลี้ยงครั้งนี้จัดใหญ่โตสมเกียรติสกุลลู่ หากนับจำนวนแขกเหรื่อที่มาร่วมงานครั้งนี้เห็นทีคงนับไม่หมด เพราะดูท่าแล้วสกุลลู่คงส่งเทียบเชิญให้บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ทั้งเมืองหลวงแน่
จินซูซินเดินตามลู่หนิงอวี่เข้ามาในห้องโถงจัดงานฝั่งสตรี ส่วนท่านแม่ทัพได้แยกตัวไปอีกฝั่ง
“แม่นางท่านนี้เป็นใครกันหรือ เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”
“นั่นสิ นางเป็นใครกัน”
“ท่านแม่ทัพเฉินบอกว่านางเป็นแขกของฮูหยินเฉินน่ะเจ้าค่ะ” เป็นลู่หนิงอวี่ที่ถือวิสาสะตอบแทนนาง โดยที่นางยังไม่ทันได้ร้องขอ
“งั้นหรือ”
“แม่นางเจ้าชื่ออะไร มาจากตระกูลไหนงั้นหรือ”
“ข้าชื่อจินซูซินเจ้าค่ะ”
“แซ่จินนี้ในเมืองหลวงข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีสกุลจินอยู่ด้วย”
“นางอาจมาจากตระกูลขุนนางใหม่ที่เพิ่งถูกแต่งตั้งให้เข้ารับราชการก็เป็นได้” ฮูหยินเสิ่นออกความเห็น พร้อมกับเหยียดตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความดูถูกอยู่ในที
“ฮูหยินเสิ่นช่างมีจินตาการล้ำเลิศนัก ถึงได้คิดเองเออเองเก่งเช่นนี้ ไม่แปลกที่พวกท่านจะไม่รู้จักนาง เดิมทีสกุลจินอยู่ที่เมืองหนานจิงเห็นว่าเป็นตระกูลใหญ่ของที่นั่น ส่วนแม่นางคงเป็นสตรีเลื่องชื่อผู้นั้นกระมัง” ฮูหยินเซี่ยเอ่ยขึ้นอีกคน
“สตรีเลื่องชื่อที่ว่าหมายความเช่นไร”
“พวกท่านไม่เคยได้ยินหรือ ว่ามีสตรีนางหนึ่งที่ได้ชื่อว่างามล่มเมืองอยู่เมืองหนานจิงนามว่าจินซูซิน ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าท่านตอนนี้อย่างไรเล่า”
“เป็นเจ้าเองงั้นหรือ”
“เอ่อ” จินซูซินไม่รู้ว่าจะเอ่ยตอบอันใด เพราะฉายาที่ได้รับมาเป็นเพียงคำพูดผู้อื่นอื่นที่เรียกขานกัน มิใช่เป็นเพราะนางตั้งขึ้นเอง
“ข้าว่าท่านคงจำผิดคนแล้วเจ้าค่ะ ใบหน้าของนางใช่ว่าจะงดงามจนถึงขั้นทำให้บุรุษทั้งหลายลุ่มหลงได้ตั้งแต่แรกเห็นเสียหน่อย” คุณหนูจากสกุลเผิงขัดขึ้นเสียงดังด้วยความริษยา เหตุเพราะไม่อาจทนฟังผู้ใดเอ่ยชมนางได้อีก
“ข้าเห็นด้วยกับแม่นางเผิง ที่เมืองหนานจิงนางอาจงดงามที่สุด แต่หากเทียบกับสตรีในเมืองหลวงก็ถือว่าหน้าตาธรรมดา มิได้มีอันใดน่าสนใจ และยิ่งไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับแม่นางลู่ได้”
“ใช่ ๆ ในหมู่สตรีที่ยังไม่ออกเรือนแม่นางลู่หนิงอวี่งดงามที่สุดแล้ว คนบ้านนอกอย่างนางน่ะหรือจะริอาจมาเทียบเคียงได้”
จินซูซินถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างข่มอารมณ์กรุ่นโกรธไว้ในอก ดูเหมือนว่าสังคมสตรีชนชั้นสูงของที่นี่คงชอบข่มเหงให้ผู้อื่นด้อยกว่าตนเองไม่ต่างจากที่นางเคยพานพบมาสักเท่าใดนัก
“แม่นางจินอย่าได้ถือสาคำพูดของพวกนางเลยนะเจ้าคะ เชิญนั่งเถิด” ลู่หนิงอวี่แสร้งส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้นาง ก่อนเอ่ยแกมบังคับให้นางนั่งลงได้แล้ว ซึ่งที่นั่งของนางอยู่ด้านหลังสุดในหมู่สตรีที่มาร่วมงาน นี่สินะที่เขาเรียกว่าคนมีอำนาจมักชอบรังแกคนที่ด้อยกว่า
“ชานี้ฮองเฮาทรงพระราชทานให้ข้านำมาให้พวกท่านลิ้มรสในงานวันเกิดลูกสาวข้าในครั้งนี้ เชิญทุกคนดื่มให้เต็มที่” เสียง ฮูหยินลู่ผู้กุมอำนาจในจวนเอ่ยขึ้นเสียงดัง เพื่อให้แขกทุกคนหันมาสนใจงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ แทนที่จะมาสนใจตัวประกอบอย่าง จินซูซินที่ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง
ตัวเอกของงานย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะนำชาเลิศรสไปยังฝั่งบุรุษที่มีบิดาของตนนั่งอยู่ตรงกลางห้องโถง ในใจของนางคาดหวังอยากสนทนากับท่านแม่ทัพเฉินเฟยฉี บุรุษที่เป็นที่หมายปองของสตรีในเมืองหลวง ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวนางเองด้วยที่ชอบพอเขาอยู่ก่อนแล้ว แต่ยังต้องไว้ตัวอยู่บ้างแม้จะสนใจเขามากเพียงใดก็มิอาจแสดงออกได้มากนัก เพราะเกรงว่าอาจมีคนนำไปนินทาว่าร้ายว่านางให้ท่าเขาจนพาลทำให้ตระกูลลู่เสื่อมเสีย
“ท่านพ่อ ข้านำชามาให้เจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามาก”
ใต้เท้าลู่กล่าวขอบคุณบุตรสาว แต่ไม่เห็นว่านางจะกลับไปฝั่งของสตรีจึงได้ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“มีอะไรงั้นหรือ”
“ปะ...เปล่าเจ้าค่ะ เช่นนั้นลูกขอตัวก่อน” เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยถาม ถึงได้รู้ตัวว่าไม่ควรอยู่ที่นี่นานเกินไป ขณะที่กำลังก้าวเท้าเดินผ่านบุรุษแต่ละคนลู่หนิงอวี่ไม่ได้ชายตามองผู้ใด นอกจากท่านแม่ทัพเฉินที่นางหมายปอง ครั้นเดินมาถึงตรงหน้าชายหนุ่มนางยกยิ้มให้เขาเล็กน้อย ก่อนก้มหัวให้แล้วเดินกลับไปยังห้องโถงจัดงานเลี้ยงของสตรี
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าทราบข่าวว่าบุตรชายกลับมาจากสนามรบแล้วจึงได้เรียกให้ทุกคนมาพบที่เรือน ยกเว้นเสียแต่หลานทั้งสอง “แค่ก ๆ” นับวันอาการป่วยของนางยิ่งหนักขึ้นทุกวัน จนบัดนี้ไม่สามารถลุกออกไปเดินเหินข้างนอกได้อีก จึงได้รู้ตัวว่าตัวเองอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ “ท่านแม่ ท่านป่วยหนักหรือขอรับ เหตุใดถึงไม่มีคนบอกข้า” เขารุดตัวลงไปนั่งข้าง ๆ มารดาด้วยความเป็นห่วง “ข้าแก่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจ็บป่วย” “ท่านเรียกพวกเรามาทำไมหรือเจ้าคะ” อี้เหรินถามขึ้น เพราะนางเพิ่งเสียลูกไปได้ไม่นาน แต่กลับต้องถ่อสังขารมาหาคนชราถึงที่เรือนทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังไม่หายดี “ตงหยาง แม่มีเรื่องอยากขอร้องเจ้า” “ท่านแม่ว่ามาเถิดขอรับ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงลูกย่อมต้องทำตามแน่” “อี้เหรินเพิ่งเสียลูกไป แม่หวังว่าเจ้าจะดูแลนางดี ๆ และไปหานางที่เรือนให้บ่อยขึ้นหน่อย” “ที่นางต้องเสียลูกไปก็เพราะนางทำตัวเอง” “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเพิ่งเสียลูกไป จิตใจของนางคงบอบช้ำหน้าดู” “ลูกในท้องของนาง ไม่ใช่ลูกของข้าขอ
นับวันอนุอี้ยิ่งเหิมเกริมขึ้น ด้วยคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ทำให้นางไม่ไว้หน้าใครแม้แต่ตัวชวี่อิงเอง “ฮูหยิน ท่านจะปล่อยให้อนุอี้ทำตัวเช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” “ปล่อยนางไปเถิด ข้าอยากรู้นักว่าลูกของนางจะยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันที่ท่านแม่ทัพกลับจวนมาหรือไม่” ว่าขณะจิบชาด้วยความสบายใจ เพราะจากทั้งเทียบยาของนางที่มีหงฮวาผสมอยู่ และยังเครื่องประทินโฉมของนางที่ซูปี้แอบนำชะมดเช็ดไปใส่ไว้ อีกไม่นานนางคงแท้ง ในฐานะที่นางมีลูก เดิมทีเคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปบอกเรื่องนี้แก่อี้เหริน แต่กิริยาก้าวร้าวของหญิงสาวทำให้ชวี่อิงไม่ได้ทำเช่นนั้น หากลูกในท้องของนางไม่ได้เกิดมาคงถือว่าเป็นผลกรรมที่ตัวนางเคยก่อไว้ กรรมนั้นได้นองคืนแก่นางแล้ว โดยที่ชวี่อิงไม่ทันได้ลงมือทำอันใดให้แปดเปื้อนด้วยซ้ำ “โชคดีที่โมว่ซือไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย คิดทำร้ายท่าน นางถึงได้มาบอกกล่าวเรื่องนี้กับพวกเรา” “ต้องยกความดีความชอบให้นาง” “เรียนฮูหยิน มีจดหมายส่งถึงท่านเจ้าค่ะ” “เข้ามาได้” นางเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมาย ที่แท้ก็เป็นจดหมายจากท่านแม่ทัพที่ส
ขณะที่รถม้าของซูปี้กำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนได้ติดตามนางไปห่าง ๆ กระทั่งถึงพื้นที่ป่านอกเขตเมืองหลวงลูกธนูนับสิบได้พุ่งตรงไปที่รถม้าทันทีราวกับรอคอยมานาน พวกเขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องสักสามสี่ครา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป “นางตายแล้วขอรับ” ลูกน้องบอกหัวหน้า เมื่อเข้าไปดูว่าคนข้างในเสียชีวิตแล้วหรือยัง เรือนร่างของซูปี้ล้วนเต็มไปด้วยลูกธนูและจุดที่ทำให้นางตายก็คือตรงคอที่มีลูกธนูปักอยู่ “ข้าต้องเห็นศพของนางเองกับตา” “เอาร่างนางออกมาให้พี่จื่ออวี้ดู” เขาหันไปสั่งลูกสมุนอีกคน ไม่นานนักร่างไร้ลมหายใจของซูปี้ก็ปรากฏตรงหน้า “จัดการให้เรียบร้อยเสีย อย่าทิ้งร่องร้อยไว้แม้แต่นิดเดียว” เขาหันไปสั่งลูกน้อง พลันย้อนนึกถึงเมื่อเกือบสองเดือนก่อนที่ได้รับจดหมายจากผู้มีพระคุณ ซึ่งในจดหมายเขียนกำกับเอาไว้ว่า ‘ข้าอยากให้เจ้ากำจัดคนชั่วผู้หนึ่ง นางคืออนุคนใหม่ของข้า ก่อนที่ข้าจะกลับเมืองหลวงเจ้าจงจัดการให้เสร็จสิ้น อย่าให้มือฮูหยินของข้าต้องเปื้อนเลือดแม้แต่ปลายเล็บ มิเช่นนั้นข้าจะไปทวงความรับผิดชอ
“ไม่จริง ตงหยางน่ะหรือจะมอบของสิ่งนี้ให้เจ้า” เมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่เชื่อ ก่อนเปิดอ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบุตรชาย ‘ข้า ซ่งตงหยางขอมอบอำนาจทุกอย่างในสกุลซ่งให้ฮูหยินเป็นคนดูแลทั้งหมด หากผู้ใดฝืนคำสั่งต้องถูกลงโทษตามกฎของตระกูล ไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั่งมารดาของข้า’ ส่วนท้ายของจดหมายลงนามชื่อของลูกชายนางชัดเจนพร้อมกับประทับตราส่วนตัวลงไปด้วย ทำให้หลันซินถึงกับเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ซูปี้ที่เห็นท่าทีของทั้งอนุอี้และฮูหยินผู้เฒ่าจึงยกยิ้มพอใจ ยามคิดว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางในสิ่งที่นางคาดหวัง “ท่านแม่” อี้เหริน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขอให้ช่วย “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ข้าไม่อาจให้เจ้าลงโทษนางได้” “ท่านแม่มีเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ” ชวี่อิงถามกลับทันที “เพราะนางตั้งท้อง เด็กในท้องเป็นลูกหลานสกุลซ่ง ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำร้ายนางกับลูกแน่” “อี้เหริน ท้องงั้นหรือ” นางแสร้งถามด้วยสีหน้าตกใจ จนทำให้อนุอี้ย่ามใจว่าตนจะไม่ถูกเฉดหัวให้เป็นอยู่ที่ลานเกษตรแน่ “เจ้าค่ะ ข้
จื่อเหยาไม่ทำให้นางผิดหวังเช่นเคย นางใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับมารายงานว่าเมื่อเช้าอนุซูไปป้วนเปี้ยนอยู่กับจดหมาย ชวี่อินยกยิ้มขึ้นทันที เมื่อคิดว่าอดีตสาวใช้ของตัวเองคิดยืมมือหวังให้นางกำจัดอนุอี้แทนตัวเอง “ช่างกตัญญูจริง ๆ” “อนุอี้ช่างร้ายกาจนัก แต่ก่อนข้าคิดแค่ว่านางเป็นแค่สตรีธรรมดาที่หลงรักบุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น แต่พอเห็นนางทำเช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าฮูหยินได้เลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกายโดยที่ไม่รู้ตัว” “เจ้าคิดว่านางเป็นงูเห่ามากพิษ แต่สำหรับข้านางเป็นเพียงไส้เดือนดินที่เห็นแล้วไม่ได้มีความรู้สึกใด นอกเสียจากขยะแขยง” “ฮูหยินจะจัดการอนุเช่นไร” “ปล่อยนางไปก่อนเถิด เป้าหมายข้าในตอนนี้คือกำจัดอี้เหริน” “นี่ท่านจะทำให้นางสมหวังอย่างนั้นหรือ” “ข้าจะไม่ให้ผู้ใดสมหวัง...นอกจากตัวข้าเอง” ข้าวของต่าง ๆ ภายในเรือนของอี้เหรินถูกขนย้ายออกมา สิ่งของมีค่าล้วนถูกนำไปเก็บไว้ที่โกดังใหญ่ติดกับเรือนรับรองตามคำสั่งของนายหญิง “นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร!” อนุอี้ที่กลับมายังเรือนของตัวเองโวยวายขึ้น แต่บ่าวทุ
ทัพใหญ่ตั้งค่ายทหารอยู่ใกล้เมืองหางโจว ศึกครั้งนี้ใกล้จบลงแล้ว เพราะซ่งตงหยางสั่งให้ทหารล้อมเมืองหางโจวทั้งเมืองเอาไว้ หากเสบียงอาหารของกองทัพเหลียวใกล้หมดลงเมื่อใดเขาจะสั่งโจมตีทันที “ท่านแม่ทัพ มีจดหมายส่งถึงท่านขอรับ!” เสียงทหารที่ยืนเฝ้าอยู่นอกกระโจมรายงาน แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าให้สือซวนไปรับเอาจดหมายนั้นมา “นี่ขอรับ” ซ่งตงหยางเปิดอ่านเนื้อหาข้างในจดหมายก็พบว่ามาจากจวนของตนที่เมืองหลวง ครั้นอ่านจบเขาขย้ำจดหมายทิ้งทันที แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทั้งอี้เหรินและซูปี้จะต้องหาโอกาสกำจัดฝั่งตรงข้าม แต่ไม่คาดคิดว่าพวกนางทั้งสองจะคิดทำร้ายตงเฉิง “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของบ่าวรับใช้คนสนิท แต่ลงมือเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับ “ข้าจะส่งจดหมายไปเมืองหลวงสองฉบับ ฉบับแรกมอบให้คนของเราที่อยู่เมืองหลวง อีกฉบับส่งให้อี้เหริน แต่อย่าให้ถึงมือนาง” “ท่านแม่ทัพพูดหมายความเช่นไรขอรับ บ่าวงงไปหมดแล้ว” สือซวนถามด้วยความไม่เข้าใจ “สาวใช้ที่คิดปีนเตียงเจ้านายตัวเอง มิหนำซ้ำยังกล้าคิดทำร้ายลูกชายของข้า หากปล่อยไว
“ทำได้แค่นี้เองรึ สตรีเมืองหนานจิงมีดีแค่นี้เองหรอกหรือ” น้ำเสียงยียวนปนยิ้มเยาะดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จินซูซินเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนชนเข้ากับแผงอกแข่งแกร่งของใครบางคนเข้าด้วยความไม่ตั้งใจ “แม่นางจิน เจ็บรึไม่” น้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนให้ลุ่มหลงดังขึ้นจากปากของบุรุษแปลกหน้า
งานเลี้ยงค่ำคืนนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายในความรู้สึกของจินซูซิน จนกระทั่งงานเลี้ยงเลิกถึงได้ขอตัวออกจากห้องโถงจัดงานแล้วออกมาสูดอากาศด้านนอก ขณะที่นางกำลังมองทิวทัศน์โดยรอบอย่างเลื่อนลอยก็ได้ยินเสียงสตรีสามคนดังเข้าหู “จินซูซินผู้นั้น นางกล้าดีอย่างไรถึงได้บากหน้ามาเข้าร่วมงานเลี้ยงใ
“รอให้แผลของนางหายดีก่อนเถิด ข้าจะรอดูว่าพวกนางทั้งสองคนจะใช้แผนการอะไรเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด” “แม่นางจินเป็นคนเถรตรง ไม่น่ามีเล่ห์เหลี่ยมอันใด ส่วนหลีโม่วหรานมองออกไม่ยากขอรับ อย่างมากคงมีเพียงลูกไม้ตื้น ๆ” “ข้ารอดูหลีซวนต่างหาก ว่าเขาจะหาข้ออ้างอันใดมาหว่านล้อมข้า”
“เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ข้าเห็นนางถูกรังแกจึงได้ให้นางมาคอยรับใช้ข้าที่นี่” “แม่นางจินอย่าได้ใส่ใจ เดิมทีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ” “ท่านแม่ทัพกับฮูหยินเฉินทราบเรื่องหรือไม่” นางถามกลับ ยามได้ยินว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดาผิดกับที่จวนของนางที่ไม







