เข้าสู่ระบบงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายในความรู้สึกของจินซูซิน จนกระทั่งงานเลี้ยงเลิกถึงได้ขอตัวออกจากห้องโถงจัดงานแล้วออกมาสูดอากาศด้านนอก ขณะที่นางกำลังมองทิวทัศน์โดยรอบอย่างเลื่อนลอยก็ได้ยินเสียงสตรีสามคนดังเข้าหู
“จินซูซินผู้นั้น นางกล้าดีอย่างไรถึงได้บากหน้ามาเข้าร่วมงานเลี้ยงในจวนของท่านกัน” เผิงซิ่วอิงเปิดบทสนทนา
“นางมากับท่านแม่ทัพเฉิน ตระกูลลู่ของเราจะกล้าไล่นางกลับไปได้เช่นไร” ลู่หนิงอวี่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรให้นางเข้ามานั่งร่วมกับพวกเรานะเจ้าคะ เป็นแค่ลูกสาวขุนนางบ้านนอกแท้ ๆ แต่กลับคิดอยากมาเชิดหน้าชูตากับพวกเรา” เหลียงเจียเหรินเอ่ยออกมาบ้างด้วยความริษยาที่เห็นจินซูซินมีใบหน้างดงามกว่าตัวเอง
“แม้เจ้าจะพูดเช่นนั้นแต่นางก็ถือว่าเป็นแขกคนหนึ่ง อีกทั้งนางยังมีใบหน้าที่งดงามจนผู้คนต้องเหลียวมอง”
“หน้าตาของนางเทียบท่านไม่ได้สักนิด ยิ่งคิดถึงชาติตระกูลยิ่งไม่อาจเทียบท่านได้” ถ้าจะมีใครสักคนที่นางยอมแพ้ให้คงมีเพียงลู่หนิงอวี่ที่นางจะยอมหลีกทางให้
“จริงอย่างที่แม่นางเผิงพูด ในเมืองหลวงนี้มีเพียงท่านที่งดงามที่สุด”
“พวกเจ้าชมข้ามากเกินไปแล้วกระมัง ใช่ว่าที่นี่จะมีเพียงข้าที่เพียบพร้อมผู้เดียว พวกเจ้าทั้งสองก็งดงามและเพียบพร้อมไม่ต่างจากข้า” ลู่หนิงอวี่แสร้งเอ่ยชมสตรีทั้งสอง เพราะรู้นิสัยของทั้งคู่ ต่อหน้ากล่าวชมเชยแต่ลับหลังกลับใส่ร้ายริษยา
“ว่าแต่วันนี้ท่านแม่ทัพเฉินช่างหล่อเหลายิ่งนัก ข้าอยากรู้นักว่าเขาจะเลือกแต่งคุณหนูบ้านไหนเป็นฮูหยิน”
“นั่นสิ ตอนนี้อายุของท่านแม่ทัพถึงวัยออกเรือนแล้วมิใช่หรือ ฮูหยินเฉินมักเอ่ยกับฮูหยินคนอื่นอยู่บ่อย ๆ ว่าเขายังไม่คิดเรื่องแต่งงานจึงปล่อยเวลาล่วงเลยผ่านไปเรื่อย ๆ เช่นนี้”
“บางทีท่านแม่ทัพอาจมีงานสำคัญที่ต้องจัดการกระมังถึงได้ไม่สนใจเรื่องนี้”
“แม่นางลู่ ท่านบอกว่าจินซูซินผู้นั้นเป็นแขกของฮูหยินเฉินมิใช่หรือ แล้วเหตุใดฮูหยินถึงได้ปล่อยให้ท่านแม่ทัพอยู่ตามลำพังกับนางที่จวน”
“ข้า...” นางกำลังจะเอ่ยตอบ แต่ก็หยุดชะงักเสียก่อน เรื่องนี้น่าสงสัยเหมือนดั่งที่เหลียงเจียเหรินเอ่ย เห็นทีนางคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วกระมัง
“นี่เจ้าแอบฟังพวกเราพูดคุยกันหรือ!” แม่นางเผิงพูดเสียงดัง เมื่อเหลือบไปเห็นร่างของจินซูซินที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“ไร้มารยาท ไม่มีใครสอนมารยาทเจ้ารึถึงได้มาแอบฟังผู้อื่นเช่นนี้” เจียเหรินได้ทีเอ่ยซ้ำเติม
“ใครกันแน่ที่ไร้มารยาท ข้ายืนอยู่ที่นี่ก่อนพวกเจ้าเสียอีก”
“เหอะ ดูก็รู้ว่าเป็นคำแก้ตัว”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมข้าต้องแก้ตัวด้วยเล่า”
“พอเถิด ข้าต้องขอโทษแม่นางจินแทนพวกนางด้วยนะเจ้าคะ” ลู่หนิงอวี่ห้ามปราม เพราะมองเห็นแม่ทัพเฟยฉีอยู่ลาง ๆ จึงไม่อยากเสียเวลาที่จะได้พูดคุยกับบุรุษที่ตนชอบพอ
“แม่นางทั้งสาม ข้าขอตัวก่อน”
คล้อยหลังเจ้าของงานไม่นานนักเผิงซิ่วอิงได้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมาดร้ายชัดเจนว่า
“ฝากไว้ก่อนเถิด พบกันครั้งหน้าข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าอยากพบหน้าพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ หึ ไร้สาระสิ้นดี”
“นี่เจ้า!”
“แม่นางเผิงพวกเราไปกันเถิด คนเช่นนางหาได้คู่ควรที่จะนำไปใส่ใจ”
“แม่นางท่านนี้พูดถูกต้องแล้ว คนอย่างข้าไม่ได้มีค่าพอที่คนสูงส่งเหมือนฝูงกาอย่างพวกเจ้าจะมาใส่ใจ” ซูซินแขวะเบา ๆ แล้วทำท่าจะเดินผ่านไป ทว่ากลับคิดสิ่งหนึ่งได้เสียก่อน
“โอ๊ย!” เสียงร้องโอดโอยของเผิงซิ่วอิงดังขึ้น เพราะถูกนางเหยียบเข้าที่ฝ่าเท้าเต็มแรง
“มดกัดเท้าหรือ ทำไมถึงได้ร้องเหมือนถูกเชือดเช่นนั้น” จิน ซูซินมิวายเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนเดินหนีไปอีกทางด้วยความสะใจ หากถูกกลั่นแกล้งแล้วไม่เอาคืนคงมิใช่ตัวนาง
ครั้นเดินออกจากจวนสกุลลู่เพื่อขึ้นรถม้ากลับจวน นางกลับได้เห็นภาพบาดตาเข้า นางเห็นลู่หนิงอวี่กับท่านแม่ทัพกำลังพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข รอยยิ้มของเขาที่ส่งให้สตรีอื่นที่ไม่ใช่นางอีกทั้งน้ำเสียงนุ่มนวลนั่นอีก แม้แต่นางที่เป็นถึงคู่หมั้นยังมิอาจเคยได้ยินจากปากของเขาสักคราเดียว มีเพียงน้ำเสียงกรุ่นโกรธและเสียดแทงเท่านั้นที่เขาเอื้อนเอ่ยกับนาง
เห็นทีคราวนี้นางคิดไม่ผิดที่ติดตามมาด้วย เพราะดูเหมือนว่าทั้งคู่จะชอบพอกันไม่น้อย แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นตัวนางไม่คิดที่จะหลีกทางให้สตรีแซ่ลู่ผู้นี้ ท่านพี่เฟยฉีเป็นคนที่นางรักมาตั้งแต่ยังเยาว์มีหรือที่นางจะยอมปล่อยเขาให้คนอื่นที่มาทีหลังอย่างลู่หนิงอวี่ได้เขาไปครอบครอง
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าทราบข่าวว่าบุตรชายกลับมาจากสนามรบแล้วจึงได้เรียกให้ทุกคนมาพบที่เรือน ยกเว้นเสียแต่หลานทั้งสอง “แค่ก ๆ” นับวันอาการป่วยของนางยิ่งหนักขึ้นทุกวัน จนบัดนี้ไม่สามารถลุกออกไปเดินเหินข้างนอกได้อีก จึงได้รู้ตัวว่าตัวเองอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ “ท่านแม่ ท่านป่วยหนักหรือขอรับ เหตุใดถึงไม่มีคนบอกข้า” เขารุดตัวลงไปนั่งข้าง ๆ มารดาด้วยความเป็นห่วง “ข้าแก่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจ็บป่วย” “ท่านเรียกพวกเรามาทำไมหรือเจ้าคะ” อี้เหรินถามขึ้น เพราะนางเพิ่งเสียลูกไปได้ไม่นาน แต่กลับต้องถ่อสังขารมาหาคนชราถึงที่เรือนทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังไม่หายดี “ตงหยาง แม่มีเรื่องอยากขอร้องเจ้า” “ท่านแม่ว่ามาเถิดขอรับ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงลูกย่อมต้องทำตามแน่” “อี้เหรินเพิ่งเสียลูกไป แม่หวังว่าเจ้าจะดูแลนางดี ๆ และไปหานางที่เรือนให้บ่อยขึ้นหน่อย” “ที่นางต้องเสียลูกไปก็เพราะนางทำตัวเอง” “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเพิ่งเสียลูกไป จิตใจของนางคงบอบช้ำหน้าดู” “ลูกในท้องของนาง ไม่ใช่ลูกของข้าขอ
นับวันอนุอี้ยิ่งเหิมเกริมขึ้น ด้วยคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ทำให้นางไม่ไว้หน้าใครแม้แต่ตัวชวี่อิงเอง “ฮูหยิน ท่านจะปล่อยให้อนุอี้ทำตัวเช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” “ปล่อยนางไปเถิด ข้าอยากรู้นักว่าลูกของนางจะยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันที่ท่านแม่ทัพกลับจวนมาหรือไม่” ว่าขณะจิบชาด้วยความสบายใจ เพราะจากทั้งเทียบยาของนางที่มีหงฮวาผสมอยู่ และยังเครื่องประทินโฉมของนางที่ซูปี้แอบนำชะมดเช็ดไปใส่ไว้ อีกไม่นานนางคงแท้ง ในฐานะที่นางมีลูก เดิมทีเคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปบอกเรื่องนี้แก่อี้เหริน แต่กิริยาก้าวร้าวของหญิงสาวทำให้ชวี่อิงไม่ได้ทำเช่นนั้น หากลูกในท้องของนางไม่ได้เกิดมาคงถือว่าเป็นผลกรรมที่ตัวนางเคยก่อไว้ กรรมนั้นได้นองคืนแก่นางแล้ว โดยที่ชวี่อิงไม่ทันได้ลงมือทำอันใดให้แปดเปื้อนด้วยซ้ำ “โชคดีที่โมว่ซือไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย คิดทำร้ายท่าน นางถึงได้มาบอกกล่าวเรื่องนี้กับพวกเรา” “ต้องยกความดีความชอบให้นาง” “เรียนฮูหยิน มีจดหมายส่งถึงท่านเจ้าค่ะ” “เข้ามาได้” นางเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมาย ที่แท้ก็เป็นจดหมายจากท่านแม่ทัพที่ส
ขณะที่รถม้าของซูปี้กำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนได้ติดตามนางไปห่าง ๆ กระทั่งถึงพื้นที่ป่านอกเขตเมืองหลวงลูกธนูนับสิบได้พุ่งตรงไปที่รถม้าทันทีราวกับรอคอยมานาน พวกเขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องสักสามสี่ครา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป “นางตายแล้วขอรับ” ลูกน้องบอกหัวหน้า เมื่อเข้าไปดูว่าคนข้างในเสียชีวิตแล้วหรือยัง เรือนร่างของซูปี้ล้วนเต็มไปด้วยลูกธนูและจุดที่ทำให้นางตายก็คือตรงคอที่มีลูกธนูปักอยู่ “ข้าต้องเห็นศพของนางเองกับตา” “เอาร่างนางออกมาให้พี่จื่ออวี้ดู” เขาหันไปสั่งลูกสมุนอีกคน ไม่นานนักร่างไร้ลมหายใจของซูปี้ก็ปรากฏตรงหน้า “จัดการให้เรียบร้อยเสีย อย่าทิ้งร่องร้อยไว้แม้แต่นิดเดียว” เขาหันไปสั่งลูกน้อง พลันย้อนนึกถึงเมื่อเกือบสองเดือนก่อนที่ได้รับจดหมายจากผู้มีพระคุณ ซึ่งในจดหมายเขียนกำกับเอาไว้ว่า ‘ข้าอยากให้เจ้ากำจัดคนชั่วผู้หนึ่ง นางคืออนุคนใหม่ของข้า ก่อนที่ข้าจะกลับเมืองหลวงเจ้าจงจัดการให้เสร็จสิ้น อย่าให้มือฮูหยินของข้าต้องเปื้อนเลือดแม้แต่ปลายเล็บ มิเช่นนั้นข้าจะไปทวงความรับผิดชอ
“ไม่จริง ตงหยางน่ะหรือจะมอบของสิ่งนี้ให้เจ้า” เมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่เชื่อ ก่อนเปิดอ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบุตรชาย ‘ข้า ซ่งตงหยางขอมอบอำนาจทุกอย่างในสกุลซ่งให้ฮูหยินเป็นคนดูแลทั้งหมด หากผู้ใดฝืนคำสั่งต้องถูกลงโทษตามกฎของตระกูล ไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั่งมารดาของข้า’ ส่วนท้ายของจดหมายลงนามชื่อของลูกชายนางชัดเจนพร้อมกับประทับตราส่วนตัวลงไปด้วย ทำให้หลันซินถึงกับเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ซูปี้ที่เห็นท่าทีของทั้งอนุอี้และฮูหยินผู้เฒ่าจึงยกยิ้มพอใจ ยามคิดว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางในสิ่งที่นางคาดหวัง “ท่านแม่” อี้เหริน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขอให้ช่วย “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ข้าไม่อาจให้เจ้าลงโทษนางได้” “ท่านแม่มีเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ” ชวี่อิงถามกลับทันที “เพราะนางตั้งท้อง เด็กในท้องเป็นลูกหลานสกุลซ่ง ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำร้ายนางกับลูกแน่” “อี้เหริน ท้องงั้นหรือ” นางแสร้งถามด้วยสีหน้าตกใจ จนทำให้อนุอี้ย่ามใจว่าตนจะไม่ถูกเฉดหัวให้เป็นอยู่ที่ลานเกษตรแน่ “เจ้าค่ะ ข้
จื่อเหยาไม่ทำให้นางผิดหวังเช่นเคย นางใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับมารายงานว่าเมื่อเช้าอนุซูไปป้วนเปี้ยนอยู่กับจดหมาย ชวี่อินยกยิ้มขึ้นทันที เมื่อคิดว่าอดีตสาวใช้ของตัวเองคิดยืมมือหวังให้นางกำจัดอนุอี้แทนตัวเอง “ช่างกตัญญูจริง ๆ” “อนุอี้ช่างร้ายกาจนัก แต่ก่อนข้าคิดแค่ว่านางเป็นแค่สตรีธรรมดาที่หลงรักบุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น แต่พอเห็นนางทำเช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าฮูหยินได้เลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกายโดยที่ไม่รู้ตัว” “เจ้าคิดว่านางเป็นงูเห่ามากพิษ แต่สำหรับข้านางเป็นเพียงไส้เดือนดินที่เห็นแล้วไม่ได้มีความรู้สึกใด นอกเสียจากขยะแขยง” “ฮูหยินจะจัดการอนุเช่นไร” “ปล่อยนางไปก่อนเถิด เป้าหมายข้าในตอนนี้คือกำจัดอี้เหริน” “นี่ท่านจะทำให้นางสมหวังอย่างนั้นหรือ” “ข้าจะไม่ให้ผู้ใดสมหวัง...นอกจากตัวข้าเอง” ข้าวของต่าง ๆ ภายในเรือนของอี้เหรินถูกขนย้ายออกมา สิ่งของมีค่าล้วนถูกนำไปเก็บไว้ที่โกดังใหญ่ติดกับเรือนรับรองตามคำสั่งของนายหญิง “นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร!” อนุอี้ที่กลับมายังเรือนของตัวเองโวยวายขึ้น แต่บ่าวทุ
ทัพใหญ่ตั้งค่ายทหารอยู่ใกล้เมืองหางโจว ศึกครั้งนี้ใกล้จบลงแล้ว เพราะซ่งตงหยางสั่งให้ทหารล้อมเมืองหางโจวทั้งเมืองเอาไว้ หากเสบียงอาหารของกองทัพเหลียวใกล้หมดลงเมื่อใดเขาจะสั่งโจมตีทันที “ท่านแม่ทัพ มีจดหมายส่งถึงท่านขอรับ!” เสียงทหารที่ยืนเฝ้าอยู่นอกกระโจมรายงาน แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าให้สือซวนไปรับเอาจดหมายนั้นมา “นี่ขอรับ” ซ่งตงหยางเปิดอ่านเนื้อหาข้างในจดหมายก็พบว่ามาจากจวนของตนที่เมืองหลวง ครั้นอ่านจบเขาขย้ำจดหมายทิ้งทันที แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทั้งอี้เหรินและซูปี้จะต้องหาโอกาสกำจัดฝั่งตรงข้าม แต่ไม่คาดคิดว่าพวกนางทั้งสองจะคิดทำร้ายตงเฉิง “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของบ่าวรับใช้คนสนิท แต่ลงมือเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับ “ข้าจะส่งจดหมายไปเมืองหลวงสองฉบับ ฉบับแรกมอบให้คนของเราที่อยู่เมืองหลวง อีกฉบับส่งให้อี้เหริน แต่อย่าให้ถึงมือนาง” “ท่านแม่ทัพพูดหมายความเช่นไรขอรับ บ่าวงงไปหมดแล้ว” สือซวนถามด้วยความไม่เข้าใจ “สาวใช้ที่คิดปีนเตียงเจ้านายตัวเอง มิหนำซ้ำยังกล้าคิดทำร้ายลูกชายของข้า หากปล่อยไว
จินซูซินทั้งรู้สึกเสียหน้าและเสียใจในคราวเดียวกัน ยามได้ยินคำพูดของคู่หมั้นหนุ่มที่เอื้อนเอ่ยว่านางมีสถานะเป็นเพียงแขกของฮูหยินเฉิน มิได้มีความสำคัญอันใดต่อเขา ทั้งที่แท้จริงแล้วนางเป็นถึงคู่หมั้นที่อีกไม่นานจะตบแต่งมาเป็นฮูหยินของเขา ผิดกับลู่หนิงอวี่ที่ค่อย ๆ คลายมือที่กำไว้รา
“รอให้แผลของนางหายดีก่อนเถิด ข้าจะรอดูว่าพวกนางทั้งสองคนจะใช้แผนการอะไรเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด” “แม่นางจินเป็นคนเถรตรง ไม่น่ามีเล่ห์เหลี่ยมอันใด ส่วนหลีโม่วหรานมองออกไม่ยากขอรับ อย่างมากคงมีเพียงลูกไม้ตื้น ๆ” “ข้ารอดูหลีซวนต่างหาก ว่าเขาจะหาข้ออ้างอันใดมาหว่านล้อมข้า”
“เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ข้าเห็นนางถูกรังแกจึงได้ให้นางมาคอยรับใช้ข้าที่นี่” “แม่นางจินอย่าได้ใส่ใจ เดิมทีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ” “ท่านแม่ทัพกับฮูหยินเฉินทราบเรื่องหรือไม่” นางถามกลับ ยามได้ยินว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดาผิดกับที่จวนของนางที่ไม
“ใครกัน! กล้ามาทำร้ายข้า” “จะใครเล่า ถ้าไม่ใช่ข้า” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมตอบกลับทันควัน ผิดกับใบหน้างดงามของนาง ถ้าหากผู้ใดได้พบเข้าคงลุ่มหลงไปตาม ๆ กัน “มะ...แม่นางจิน” “พวกเจ้ากล้ารังแกนางได้อย่างไรกัน มิรู้หรือว่านางเป็นสาวใช้ของข้า” “นางจะเป็นสาวใ







