LOGINซูซินไม่รู้ว่าจะพูดอะไรจึงไม่ได้ตอบอันใดกลับไป นางเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องเมื่อสิบปีก่อน เหตุใดพบกันครานี้เขาถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ ต่างจากเมื่อก่อนราวคนละคน พี่เฟยฉีที่นางรู้จักเป็นคนอ่อนโยน ทว่าตอนนี้กลับแสดงท่าทีเย็นชาใส่นางเหมือนกับว่ารังเกียจเสียนักหนา
"ซูซิน" เสียงเรียกของฮูหยินเฉินปลูกนางตื่นจากภวังค์ความคิด
"เจ้าคะ"
"นี่ก็เริ่มดึกแล้ว รีบกลับเรือนเถิด"
"เช่นนั้น ซูซินขอตัวลา" ว่าพลางย่อตัวแสดงความเคารพ ก่อนเดินออกจากห้องไป
ตั้งแต่กลับมาจากเรือนมารดา เฉินเฟยฉีเอาแต่ขมวดคิ้วยุ่งในใจคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าถ้าหากบิดาของเขากลับถึงจวนเมื่อใดคงมิพ้นที่ท่านแม่จะให้ท่านพ่อมาขู่เข็ญให้ตนเองแต่งงานกับจิน ซูซินแน่
"คิดอะไรอยู่หรือขอรับ"
"เฮ้อ ข้าไม่ได้ชอบหรือคิดพิศวาสกับคนที่ท่านแม่เลือกให้" เขาตอบบ่าวรับใช้คนสนิท ทั้งยังไม่ยอมเอ่ยชื่อหญิงสาวออกมาจากปาก เพราะรู้สึกกระดากอายที่จะเอ่ยชื่อของนาง
"รอดูไปก่อนเถิดขอรับ หากแม่นางจินมีข้อบกพร่องพอถึงตอนนั้นฮูหยินก็จะรู้เองว่าสตรีที่นางเลือกให้ท่าน ไม่เหมาะที่จะมาเป็นนายหญิงสกุลเฉิน"
"นางบกพร่องรึไม่ ไม่สำคัญ สำคัญที่ท่านแม่พึงใจนางยิ่งนัก ล้วนต้องมองข้ามเรื่องพวกนั้นไปอยู่แล้ว"
"เช่นนั้น ท่านแม่ทัพคิดจะทำเช่นไร"
"ข้าจะรอดูว่านางจะปิดบังธาตุแท้ของตัวเองได้นานสักเท่าใด แล้วค่อยคิดหาทางโน้มน้าวท่านพ่อ"
"แต่ท่านก็น่าจะรู้ดีมิใช่หรือขอรับ ว่าเรื่องในบ้านใต้เท้าเฉินล้วนเชื่อฟังฮูหยินเพียงผู้เดียว"
"ไม่หรอก ท่านพ่อเป็นคนมีเหตุผล ใช่ว่าท่านพ่อจะเชื่อคำพูดท่านแม่ทุกเรื่อง"
"หากท่านแม่ทัพคิดเห็นเช่นนั้น บ่าวก็ไม่มีอะไรจะพูดขอรับ"
นับตั้งแต่เขาอายุได้สิบขวบก็รู้ว่าตัวเองมีคู่หมั้น ยามนั้นเขายังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าใดนัก จนกระทั่งเริ่มเติบโตขึ้นถึงได้รู้ว่าตัวเองได้ถูกพันธนาการไว้กับสตรีนางหนึ่งที่เคยพบครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อน เขารู้สึกเหมือนถูกโซ่ตรวนจองจำเอาไว้ไม่ให้มีอิสระ แม้กระทั่งความรู้สึกรักใคร่ผู้ใดสักคนยังไม่สามารถทำได้ด้วยเพราะมีคู่หมั้นแล้ว และยิ่งรู้ว่าสตรีที่ตัวเองต้องแต่งงานด้วยมิใช่สตรีตามที่เขาใฝ่ฝันเอาไว้ เขาควรตัดไฟเสียแต่ต้นลม นางจะได้ไม่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะได้เขาไปเป็นสามี
ต่างคนต่างไม่ได้รู้สึกรักใคร่กันจะแต่งงานกันได้เช่นไร แม้ว่าจะเป็นธรรมเนียมที่บุตรจะต้องตบแต่งกับคนที่บิดาและมารดาหามาให้ แต่แล้วอย่างไรเล่าเขานี่แหละจะไม่มีวันยอมทำตาม...
หลายครั้งที่จินซูซินพยายามเข้าใกล้ชายหนุ่มคู่หมั้น ทว่าเขากลับยิ่งทำตัวห่างเหินไม่พูดไม่จามีเพียงสายตาเย็นชาที่เปรยมองนางเท่านั้น แต่คนอย่างนางน่ะหรือจะนำมาใส่ใจในเมื่ออีกไม่นานนางจะต้องแต่งให้เขาแล้ว
“ท่านพี่ ข้านำชาจากหนานจิงมาให้ท่านลองดื่มเจ้าค่ะ” นางว่า ก่อนวางถ้วยชาอุ่น ๆ ไว้ตรงหน้าเขา
เฉินเฟยฉีไม่ได้มีท่าทีสนใจหญิงสาวตรงหน้าแม้สักนิด จนซูซินยืนจนเมื่อยขาและชาที่นำมาเย็นชืดหมด เขาถึงได้เงยหน้าออกจากกองหนังสือแล้วทำท่ายกชาถ้วยนั้นขึ้นมาดื่ม แต่สุดท้ายก็วางลงที่เดิม
“ชาเย็นชืดเช่นนี้เจ้ากล้านำมาให้ข้าได้อย่างไร” เขาถามเชิงตำหนิ
“หากท่านรีบดื่มตั้งแต่แรกคงไม่เป็นเช่นนี้”
“เจ้าจะโทษว่าเป็นความผิดข้างั้นสิ”
“เปล่าเจ้าค่ะ เป็นความผิดข้าเอง” นางขี้คร้านจะโต้เถียงกับเขาจึงได้บอกปัด พร้อมกับนำชาถ้วยนั้นวางใส่ถาดดังเดิมแล้วให้สาวใช้นำกลับไปที่ครัว
“เดี๋ยว” เขาเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นนางกำลังจะหันหลังเดินออกไป
“มีอะไรหรือเจ้าคะ”
“เจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่อย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“จากนี้ไปอย่าได้เรียกข้าเช่นนั้นอีก ข้าเป็นลูกคนเดียวมิได้มีพี่น้องที่ไหน”
“เช่นนั้นจะให้ข้าเรียกท่านว่าอะไรล่ะเจ้าคะ มารดาของท่านเป็นคนบอกให้ข้าเรียกท่านเช่นนี้เอง”
“เรียกว่าท่านแม่ทัพดังเดิม คนที่สามารถเรียกข้าว่าท่านพี่มีเพียงฮูหยินของข้าเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ” เขาจงใจพูดให้นางได้ยินว่าตัวนางนั้นมิควรอาจเอื้อมคิดมาเป็นฮูหยินของเขา
“เจ้าค่ะ แล้วถ้าหากมารดาของท่านได้ยินเข้าว่าข้าไม่ได้เรียกท่านว่าท่านพี่ นางจะรู้สึกเช่นไร”
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ท่านแม่ย่อมรู้อยู่เต็มอก นางไม่รู้สึกอันใดหรอก ส่วนเจ้าในเมื่อมาอาศัยอยู่ที่จวนสกุลเฉินก็ทำตัวดี ๆ อย่าทำให้คนที่รับเจ้าเข้าจวนเสียหน้า โดยการทำเรื่องที่ไม่ควรกระทำ”
“เรื่องที่ไม่ควรกระทำอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ที่นี่อย่าก่อเรื่องวุ่นวาย มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
“คนเช่นข้าน่ะหรือจะทำเรื่องเช่นนั้น”
“ชื่อเสียงของเจ้าตอนอยู่ที่เมืองหนานจิงใช่ว่าจะดีนักหนา เรื่องนี้เจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ”
“ในสายตาท่านข้าคงเป็นสตรีที่ด่างพร้อยไม่คู่ควรมาเป็นฮูหยินของท่าน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นท่านก็หนีความจริงที่ว่าข้ากับท่านเป็นคู่หมั้นกันไม่พ้นหรอกเจ้าค่ะ”
“จินซูซิน!” เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยเรียกชื่อนางออกมา มิใช่เพราะพิศวาสหรืออยากเรียก แต่เป็นเพราะความโมโหที่ถูกสตรีตรงหน้าต่อล้อต่อเถียงทุกคำ มีสตรีใดบ้างที่กล้าทำเช่นนี้เห็นทีคงมีเพียงคุณหนูสกุลจินผู้นี้ผู้เดียวกระมัง คนเช่นนี้น่ะหรือที่มารดาของเขาเลือกมาเป็นลูกสะใภ้ ในภายภาคหน้านางต้องทำให้สกุลเฉินอับอายแน่
“แม้ท่านจะไม่พึงใจข้า แต่ข้าก็จะเป็นฮูหยินของท่าน” ความอดทนเส้นสุดท้ายของนางขาดผึงไม่มีเหลือ เมื่อได้ยินชายหนุ่มตวาดเรียกชื่อตัวเองเสียงดัง พลันทำให้นางมองเห็นตัวเองในอดีตที่กว่าจะผ่านคืนวันแสนโหดร้ายมาได้ก็ทุกข์ทรมานมากพอสมควร
“ออกไป ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก” เขาพูดพร้อมกับถอนหายใจ ยามมองไปที่นัยน์แดงก่ำของนาง เขาไม่อาจทนมองสตรีใดในใต้หล้านี้ร้องไห้ได้ เพราะถ้าหากเกิดเรื่องเช่นนั้นตัวเขาเองคงไม่ต่างจากบุรุษชั่วช้าที่รังแกแม้กระทั่งสตรี
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าทราบข่าวว่าบุตรชายกลับมาจากสนามรบแล้วจึงได้เรียกให้ทุกคนมาพบที่เรือน ยกเว้นเสียแต่หลานทั้งสอง “แค่ก ๆ” นับวันอาการป่วยของนางยิ่งหนักขึ้นทุกวัน จนบัดนี้ไม่สามารถลุกออกไปเดินเหินข้างนอกได้อีก จึงได้รู้ตัวว่าตัวเองอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ “ท่านแม่ ท่านป่วยหนักหรือขอรับ เหตุใดถึงไม่มีคนบอกข้า” เขารุดตัวลงไปนั่งข้าง ๆ มารดาด้วยความเป็นห่วง “ข้าแก่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจ็บป่วย” “ท่านเรียกพวกเรามาทำไมหรือเจ้าคะ” อี้เหรินถามขึ้น เพราะนางเพิ่งเสียลูกไปได้ไม่นาน แต่กลับต้องถ่อสังขารมาหาคนชราถึงที่เรือนทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังไม่หายดี “ตงหยาง แม่มีเรื่องอยากขอร้องเจ้า” “ท่านแม่ว่ามาเถิดขอรับ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงลูกย่อมต้องทำตามแน่” “อี้เหรินเพิ่งเสียลูกไป แม่หวังว่าเจ้าจะดูแลนางดี ๆ และไปหานางที่เรือนให้บ่อยขึ้นหน่อย” “ที่นางต้องเสียลูกไปก็เพราะนางทำตัวเอง” “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเพิ่งเสียลูกไป จิตใจของนางคงบอบช้ำหน้าดู” “ลูกในท้องของนาง ไม่ใช่ลูกของข้าขอ
นับวันอนุอี้ยิ่งเหิมเกริมขึ้น ด้วยคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ทำให้นางไม่ไว้หน้าใครแม้แต่ตัวชวี่อิงเอง “ฮูหยิน ท่านจะปล่อยให้อนุอี้ทำตัวเช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” “ปล่อยนางไปเถิด ข้าอยากรู้นักว่าลูกของนางจะยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันที่ท่านแม่ทัพกลับจวนมาหรือไม่” ว่าขณะจิบชาด้วยความสบายใจ เพราะจากทั้งเทียบยาของนางที่มีหงฮวาผสมอยู่ และยังเครื่องประทินโฉมของนางที่ซูปี้แอบนำชะมดเช็ดไปใส่ไว้ อีกไม่นานนางคงแท้ง ในฐานะที่นางมีลูก เดิมทีเคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปบอกเรื่องนี้แก่อี้เหริน แต่กิริยาก้าวร้าวของหญิงสาวทำให้ชวี่อิงไม่ได้ทำเช่นนั้น หากลูกในท้องของนางไม่ได้เกิดมาคงถือว่าเป็นผลกรรมที่ตัวนางเคยก่อไว้ กรรมนั้นได้นองคืนแก่นางแล้ว โดยที่ชวี่อิงไม่ทันได้ลงมือทำอันใดให้แปดเปื้อนด้วยซ้ำ “โชคดีที่โมว่ซือไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย คิดทำร้ายท่าน นางถึงได้มาบอกกล่าวเรื่องนี้กับพวกเรา” “ต้องยกความดีความชอบให้นาง” “เรียนฮูหยิน มีจดหมายส่งถึงท่านเจ้าค่ะ” “เข้ามาได้” นางเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมาย ที่แท้ก็เป็นจดหมายจากท่านแม่ทัพที่ส
ขณะที่รถม้าของซูปี้กำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนได้ติดตามนางไปห่าง ๆ กระทั่งถึงพื้นที่ป่านอกเขตเมืองหลวงลูกธนูนับสิบได้พุ่งตรงไปที่รถม้าทันทีราวกับรอคอยมานาน พวกเขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องสักสามสี่ครา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป “นางตายแล้วขอรับ” ลูกน้องบอกหัวหน้า เมื่อเข้าไปดูว่าคนข้างในเสียชีวิตแล้วหรือยัง เรือนร่างของซูปี้ล้วนเต็มไปด้วยลูกธนูและจุดที่ทำให้นางตายก็คือตรงคอที่มีลูกธนูปักอยู่ “ข้าต้องเห็นศพของนางเองกับตา” “เอาร่างนางออกมาให้พี่จื่ออวี้ดู” เขาหันไปสั่งลูกสมุนอีกคน ไม่นานนักร่างไร้ลมหายใจของซูปี้ก็ปรากฏตรงหน้า “จัดการให้เรียบร้อยเสีย อย่าทิ้งร่องร้อยไว้แม้แต่นิดเดียว” เขาหันไปสั่งลูกน้อง พลันย้อนนึกถึงเมื่อเกือบสองเดือนก่อนที่ได้รับจดหมายจากผู้มีพระคุณ ซึ่งในจดหมายเขียนกำกับเอาไว้ว่า ‘ข้าอยากให้เจ้ากำจัดคนชั่วผู้หนึ่ง นางคืออนุคนใหม่ของข้า ก่อนที่ข้าจะกลับเมืองหลวงเจ้าจงจัดการให้เสร็จสิ้น อย่าให้มือฮูหยินของข้าต้องเปื้อนเลือดแม้แต่ปลายเล็บ มิเช่นนั้นข้าจะไปทวงความรับผิดชอ
“ไม่จริง ตงหยางน่ะหรือจะมอบของสิ่งนี้ให้เจ้า” เมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่เชื่อ ก่อนเปิดอ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบุตรชาย ‘ข้า ซ่งตงหยางขอมอบอำนาจทุกอย่างในสกุลซ่งให้ฮูหยินเป็นคนดูแลทั้งหมด หากผู้ใดฝืนคำสั่งต้องถูกลงโทษตามกฎของตระกูล ไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั่งมารดาของข้า’ ส่วนท้ายของจดหมายลงนามชื่อของลูกชายนางชัดเจนพร้อมกับประทับตราส่วนตัวลงไปด้วย ทำให้หลันซินถึงกับเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ซูปี้ที่เห็นท่าทีของทั้งอนุอี้และฮูหยินผู้เฒ่าจึงยกยิ้มพอใจ ยามคิดว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางในสิ่งที่นางคาดหวัง “ท่านแม่” อี้เหริน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขอให้ช่วย “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ข้าไม่อาจให้เจ้าลงโทษนางได้” “ท่านแม่มีเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ” ชวี่อิงถามกลับทันที “เพราะนางตั้งท้อง เด็กในท้องเป็นลูกหลานสกุลซ่ง ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำร้ายนางกับลูกแน่” “อี้เหริน ท้องงั้นหรือ” นางแสร้งถามด้วยสีหน้าตกใจ จนทำให้อนุอี้ย่ามใจว่าตนจะไม่ถูกเฉดหัวให้เป็นอยู่ที่ลานเกษตรแน่ “เจ้าค่ะ ข้
จื่อเหยาไม่ทำให้นางผิดหวังเช่นเคย นางใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับมารายงานว่าเมื่อเช้าอนุซูไปป้วนเปี้ยนอยู่กับจดหมาย ชวี่อินยกยิ้มขึ้นทันที เมื่อคิดว่าอดีตสาวใช้ของตัวเองคิดยืมมือหวังให้นางกำจัดอนุอี้แทนตัวเอง “ช่างกตัญญูจริง ๆ” “อนุอี้ช่างร้ายกาจนัก แต่ก่อนข้าคิดแค่ว่านางเป็นแค่สตรีธรรมดาที่หลงรักบุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น แต่พอเห็นนางทำเช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าฮูหยินได้เลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกายโดยที่ไม่รู้ตัว” “เจ้าคิดว่านางเป็นงูเห่ามากพิษ แต่สำหรับข้านางเป็นเพียงไส้เดือนดินที่เห็นแล้วไม่ได้มีความรู้สึกใด นอกเสียจากขยะแขยง” “ฮูหยินจะจัดการอนุเช่นไร” “ปล่อยนางไปก่อนเถิด เป้าหมายข้าในตอนนี้คือกำจัดอี้เหริน” “นี่ท่านจะทำให้นางสมหวังอย่างนั้นหรือ” “ข้าจะไม่ให้ผู้ใดสมหวัง...นอกจากตัวข้าเอง” ข้าวของต่าง ๆ ภายในเรือนของอี้เหรินถูกขนย้ายออกมา สิ่งของมีค่าล้วนถูกนำไปเก็บไว้ที่โกดังใหญ่ติดกับเรือนรับรองตามคำสั่งของนายหญิง “นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร!” อนุอี้ที่กลับมายังเรือนของตัวเองโวยวายขึ้น แต่บ่าวทุ
ทัพใหญ่ตั้งค่ายทหารอยู่ใกล้เมืองหางโจว ศึกครั้งนี้ใกล้จบลงแล้ว เพราะซ่งตงหยางสั่งให้ทหารล้อมเมืองหางโจวทั้งเมืองเอาไว้ หากเสบียงอาหารของกองทัพเหลียวใกล้หมดลงเมื่อใดเขาจะสั่งโจมตีทันที “ท่านแม่ทัพ มีจดหมายส่งถึงท่านขอรับ!” เสียงทหารที่ยืนเฝ้าอยู่นอกกระโจมรายงาน แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าให้สือซวนไปรับเอาจดหมายนั้นมา “นี่ขอรับ” ซ่งตงหยางเปิดอ่านเนื้อหาข้างในจดหมายก็พบว่ามาจากจวนของตนที่เมืองหลวง ครั้นอ่านจบเขาขย้ำจดหมายทิ้งทันที แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทั้งอี้เหรินและซูปี้จะต้องหาโอกาสกำจัดฝั่งตรงข้าม แต่ไม่คาดคิดว่าพวกนางทั้งสองจะคิดทำร้ายตงเฉิง “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของบ่าวรับใช้คนสนิท แต่ลงมือเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับ “ข้าจะส่งจดหมายไปเมืองหลวงสองฉบับ ฉบับแรกมอบให้คนของเราที่อยู่เมืองหลวง อีกฉบับส่งให้อี้เหริน แต่อย่าให้ถึงมือนาง” “ท่านแม่ทัพพูดหมายความเช่นไรขอรับ บ่าวงงไปหมดแล้ว” สือซวนถามด้วยความไม่เข้าใจ “สาวใช้ที่คิดปีนเตียงเจ้านายตัวเอง มิหนำซ้ำยังกล้าคิดทำร้ายลูกชายของข้า หากปล่อยไว
“ทำได้แค่นี้เองรึ สตรีเมืองหนานจิงมีดีแค่นี้เองหรอกหรือ” น้ำเสียงยียวนปนยิ้มเยาะดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จินซูซินเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนชนเข้ากับแผงอกแข่งแกร่งของใครบางคนเข้าด้วยความไม่ตั้งใจ “แม่นางจิน เจ็บรึไม่” น้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนให้ลุ่มหลงดังขึ้นจากปากของบุรุษแปลกหน้า
งานเลี้ยงค่ำคืนนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายในความรู้สึกของจินซูซิน จนกระทั่งงานเลี้ยงเลิกถึงได้ขอตัวออกจากห้องโถงจัดงานแล้วออกมาสูดอากาศด้านนอก ขณะที่นางกำลังมองทิวทัศน์โดยรอบอย่างเลื่อนลอยก็ได้ยินเสียงสตรีสามคนดังเข้าหู “จินซูซินผู้นั้น นางกล้าดีอย่างไรถึงได้บากหน้ามาเข้าร่วมงานเลี้ยงใ
จินซูซินทั้งรู้สึกเสียหน้าและเสียใจในคราวเดียวกัน ยามได้ยินคำพูดของคู่หมั้นหนุ่มที่เอื้อนเอ่ยว่านางมีสถานะเป็นเพียงแขกของฮูหยินเฉิน มิได้มีความสำคัญอันใดต่อเขา ทั้งที่แท้จริงแล้วนางเป็นถึงคู่หมั้นที่อีกไม่นานจะตบแต่งมาเป็นฮูหยินของเขา ผิดกับลู่หนิงอวี่ที่ค่อย ๆ คลายมือที่กำไว้รา
“รอให้แผลของนางหายดีก่อนเถิด ข้าจะรอดูว่าพวกนางทั้งสองคนจะใช้แผนการอะไรเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด” “แม่นางจินเป็นคนเถรตรง ไม่น่ามีเล่ห์เหลี่ยมอันใด ส่วนหลีโม่วหรานมองออกไม่ยากขอรับ อย่างมากคงมีเพียงลูกไม้ตื้น ๆ” “ข้ารอดูหลีซวนต่างหาก ว่าเขาจะหาข้ออ้างอันใดมาหว่านล้อมข้า”







