Masuk“นางเด็กอัปมงคล! โบยให้ตาย เอาร่างนางยัดใส่โลงฝังไปซะ! แล้วรีบไปดับไฟ!”
สติของอินมี่เอินดับวูบลงไปพร้อมกับคำสั่งนั้น...
...นางไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด รู้เพียงความรู้สึกอึดอัดจนแทบขาดใจและกลิ่นโคลนชื้นแฉะที่อัดแน่นจนรู้สึกว่าอากาศที่มีน้อยนิดนัก นางส่ายหน้าไปมาอยากจะหาอากาศหายใจ จนกระทั่งโสตประสาทได้ยินเสียงบางอย่างขึ้น
ปัง! ปัง! ปัง! เสียงงัดแงะดังขึ้นเหนือหัว ก่อนที่แสงสว่างจากคบเพลิงและความเย็นของสายฝนจะสาดกระทบใบหน้าอีกครั้ง
“โถ... คุณหนูของบ่าว! สวรรค์มีตา ท่านยังไม่ตายจริง ๆ ด้วย!” ชิวกุ้ยแม่นมคนสนิทของมารดาร่ำไห้โฮ พยายามงัดร่างที่บอบช้ำของเด็กน้อยขึ้นมาจากก้นหลุม กังวลแทบตายกลัวจะไม่ทันการ
“กุ้ยมามา... เกิดอันใดขึ้นกันแน่” แม้มีคำถามเป็นร้อยเป็นพัน แต่สตินางนึกได้เพียงเท่านี้
“ฮึก...คุณหนู” กุ้ยมามาสะอื้นไห้น้ำตานองหน้าก่อนจะเอ่ยต่อ “ฮูหยินถูกลอบวางยาจนตกเลือดสิ้นใจเจ้าค่ะ! ข้าน้อยแอบได้ยินหมอหลวงกับหมอตำแยพูดคุยกัน แต่ไม่รู้เหตุใดนายท่านถึงบอกว่าคุณหนูเป็นคนผลัก และบ่าวรับใช้ในเรือนพูดไปทางเดียวกัน ตอนนั้นบ่าวไปเก็บบัญชีร้านค้าให้ฮูหยินไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น...จึงไม่รู้ที่มาที่ไป”
ชิวกุ้ยประคองร่างเล็กของคุณหนูใหญ่ขึ้นสำรวจร่างกาย ก่อนจะพบว่าร่างกายแค่...โดนโบยเท่านั้น แขนขาไม่ได้หัก จึงเอ่ยต่อ
“แต่ที่น่าแปลก ศพฮูหยิน...ยังไม่ทันเย็น นายท่านก็เปิดศาลบรรพชนแต่งตั้งเซวียอี๋เหนียงขึ้นเป็นฮูหยินเอก สวมชุดแดงรับตำแหน่งในคืนนี้แล้วเจ้าค่ะ บ่าวอาศัยช่วงที่ทุกคนในจวนกำลังวุ่นวายออกมาซุ่มดูคนที่นำร่างคุณหนูใส่โลงไปฝังแล้วก็รอให้พวกมันกลับไป” พูดแล้วกุ้ยมามาเจ็บปวดใจยิ่งนัก นางเห็นเรื่องขัดแย้งในเรือนหลังมาก็มาก แต่ไม่มีครั้งไหนรุนแรงเท่านี้
“... คุณหนู เราหนีไปอยู่ที่บ้านในชนบทของบ่าวเถิดนะเจ้าคะ!”
กุ้ยมามาสงสารคุณหนูจับใจ แต่จนใจที่ไร้อำนาจจะเรียกร้องความยุติธรรมให้คุณหนู
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ายังไม่ตาย” อินมี่เอินกว่าจะดึงสติได้หลังจากฟังกุ้ยมามาไปครู่ใหญ่ แล้วถามสิ่งที่สงสัยว่าเหตุใดจึงมาช่วยนางได้ทันเวลา
“บ่าวในจวนคนหนึ่งพบว่าท่านยังมีลมหายใจ แต่พ่อบ้านรีบให้ใส่โลงเพราะเกรงว่านายท่านจะโกรธ ตอนนั้นนายท่านรีบเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างรีบร้อนเจ้าค่ะ แล้วกลับมาที่จวนเปิดศาลบรรพชนแต่งตั้งฮูหยินคนใหม่ทันที”
อินมี่เอินได้ยินเช่นนั้น หยาดน้ำตาก็พลันเหือดแห้งไปจากดวงตา เด็กหญิงก้มมองสองมือที่เปื้อนโคลนและเลือดของตนเอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คับแค้นจนกุ้ย มามาต้องเสียวสันหลังวาบ
“ปิดฝาโลงแล้วกลบดินเสียเถิด... อินมี่เอิน บุตรสาวโง่งมของตระกูลอิน ได้ตายไปแล้วจริง ๆ”
เจ็ดปีต่อมา...
ณ หอชิงโหยว สถานที่เริงรมย์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงฉางอันที่เลื่องชื่อที่ถูกก่อตั้งมานานกว่าสามปีแล้วเปิดรับลูกค้าจากทั่วทุกสารทิศ
ท่ามกลางเสียงดนตรีไพเราะที่ขับกล่อมให้กับแขกผู้มาเยือนได้ผ่อนคลาย มีกลิ่นสุราหมักดอกกุ้ยฮวาลอยอบอวลราวกับเชิญชวนให้เข้ามาชิม
ภายในหอชิงโหยวแบ่งเป็นชั้นต่าง ๆ ได้ถึงห้าชั้น โดยมีบนดินสามชั้น ใต้ดินอีกสองชั้น และแน่นอนว่าทุกศาสตร์และศิลป์ รวมทั้งความบันเทิงเริงรมย์ล้วนครบจบที่นี่ที่เดียว
ชั้นใต้ดินเหมาะสำหรับเหล่าบุรุษนักเสี่ยงโชค และผู้ชื่นชอบการต่อสู้ รวมทั้งมีการเดิมพันอย่างถูกกฎหมายและส่งภาษีให้ทางการถูกต้อง
ส่วนชั้นหนึ่งมีการร้องเพลง ร่ายรำ และเล่าเรื่องผ่านการแสดงหุ่นละครเงาเสียดสีราชสำนักและเรื่องเล่าซุบซิบตระกูลขุนนางชั้นสูง กระทั่งเรื่องลับ ๆ ในวังก็ไม่เว้น
ส่วนชั้นสองเป็นห้องรับรองส่วนตัวต้อนรับเหล่าขุนนางและคนที่มีเงินหนากระเป๋าหนัก ใช้เงินมือเติบ มีเหล่าสตรีดูแลต้อนรับอย่างดี
ส่วนชั้นบนสุดที่ห้ามคนนอกเข้า เป็นที่พักของนายหญิงชิงโหยวเจ้าของหอชิงโหยว โดยแขกที่มาเที่ยวไม่มีใครรู้โฉมหน้าแท้จริงของนางสักคนเดียว เพียงแต่มองผ่านฉากกั้นผ้าแพร หรือยามเดินลงไปด้านล่างจะมีผ้าแพรผูกปิดไว้ครึ่งหน้าระหว่างสนทนา
นางปล่อยข่าวลือเสียหายผ่านบทละครหุ่นเงาหลอกล่อบิดาโง่เขลามาติดกับดักที่นางวางเอาไว้ สุดท้ายภรรยาที่เขายกฐานะจากอนุเซวียมาอาละวาดโวยวายชื่อเสียงเสียหายจนบิดาต้องการหย่า และนี่คือสิ่งที่นางกำลังรอเวลาอยู่นานแล้ว
ยามนี้ เซวียหว่านโหรวกำลังจนตรอก สตรีที่เย่อหยิ่งจองหองเมื่อถูกต้อนให้จนมุม ย่อมพร้อมที่จะกัดทุกคนไม่เลือกหน้าเพื่อเอาตัวรอด และนี่คือโอกาสทองที่ชิงโหยวเฝ้ารอมาตลอดเจ็ดปี!
โอกาสที่จะบีบคั้นให้เซวียหว่านโหรวคายความจริงเรื่องการตายของมารดาออกมา และลากตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนลงนรกขุมที่ลึกที่สุดไปพร้อม ๆ กัน!
“ปันเซี่ย...” ชิงโหยวเอ่ยเสียงเรียบ “เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เช้า... เราจะไปเยือนศาลบรรพชนตระกูลอินกัน”
พวกเขาเร่งเดินทางคืนทั้งวันแต่กลับไม่ทันการ ยิ่งการจัดงานศพที่ลวก ๆ ยิ่งรู้ว่าต้องมีเบื้องหลังแน่ ๆ ...แต่กลับเรียกร้องความเป็นธรรมอะไรไม่ได้เลย...ซูมั่วไป๋ถอนหายใจหนึ่งสายก่อนจะได้ยินเสียงที่ปลุกให้นางหลุดจากภวังค์“คิดอะไรอยู่หรือ...” ซูมั่วไป๋นั่งอยู่บนชั้นสุดมีชิงช้าอยู่แต่ก็ดันคิดถึงแต่อดีต โดยที่เจียงเย่หลินนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และพบว่าฮ่องฉู่เหยียนเจาลอบออกจากวังมาหอชิงโหยวอีกแล้ว“ข้าคิดถึงวันเก่า ๆ ของพวกเรา” ซูมั่วไป๋ยอมรับว่าละวางอดีตไม่ได้ นางมีสหายเพียงสองคนที่รักกันมาก แม้จะได้ล้างแค้นแต่ก็ยังคิดถึงพวกนางอยู่ดี“แล้วเจ้าคิดถึงข้าบ้างหรือไม่” เสียงนุ่มเอ่ยถามออกไป ทำให้ซูมั่วไป๋น้ำตารื้นนางตั้งใจกลั้นมันเอาไว้ แต่ทว่าครั้งนี้กลับกลั้นเอาไว้ไม่ได้จึงผินหน้าหนี‘คิดสิ...ท่านเป็นคนเดียวที่ข้าคิดถึงเสมอ’ แต่นางพูดออกมาไม่ได้แต่กลับตอบอีกอย่างแทน“ไม่”“แต่ข้าคิดถึงเจ้านะ...คิดถึงมาตลอด” ฉู่เหยียนเจาไม่ปิดบังเขายกมือเชยคางมนของนางให้หันมาสบตา พบว่านางมีดวงตาที่ไหวระริก และรู้ว่านางโกหก“ท่าน...”“เจ้ามีใจให้ข้าเหตุใดต้องโกหกและผลักไสข้า”ซูมั่วไป๋ในใจเต้นระส่ำ นี่เ
บันทึกการรักษาลับสุดยอดระบุชัดเจนว่า ฮ่องเต้ฉู่เซ่าเยวียน... ‘เป็นหมัน!’ เขาไม่สามารถให้กำเนิดมังกรน้อยได้อีกต่อไป!แต่เพื่อความมั่นคงของบัลลังก์ ฮ่องเต้จำเป็นต้องมีสายเลือดสืบทอด และเป้าหมายที่เขาเลือกใช้เป็นเครื่องมือในการตั้งครรภ์สายเลือดจอมปลอมก็คือ เผยกุ้ยเฟย สตรีคนแรกที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่และมีตระกูลบัณฑิตหนุนหลัง!ฉู่เซ่าเยวียนวางแผนอย่างอำมหิต เขาเตรียมการให้ ‘หวังเต๋อเฉวียน’ คนสนิทที่เป็นเพียงขันทีปลอม ยังไม่ได้ถูกตอน แอบลอบเข้าไปขืนใจเผยเยว่ฉีในยามวิกาล โดยจัดฉากให้สตรีผู้น่าสงสารเข้าใจผิดว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าบาทที่เสด็จตำหนักนางเป็นคนแรก‘เดรัจฉาน! เลวทรามต่ำช้าเกินมนุษย์!’ซูมั่วไป๋โกรธจนแทบกระอักเลือดหลังจากลอบฟังเสียงที่พูดคุยของคนชั่วช้า นางรีบพุ่งตัวพริ้วไหวไปตามแนวหลังคามุ่งหน้าสู่ตำหนักของเผยกุ้ยเฟยทันที นางจะยอมให้สหายรักต้องแปดเปื้อนและถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเช่นนั้นไม่ได้!ทว่าในระหว่างที่นางกำลังพรางตัวอยู่ใต้เงาไม้เบื้องหน้าตำหนักนั้นเอง สายตาของนางกลับปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่ง ที่กำลังแอบลอบมองเข้าไปในตำหนักในเช่นเดียวกัน เขากำลังมาตามหาบางสิ
นางเอาสตรีเหล่านั้นมาข่มขู่เพราะลำพังนางตายก็จบสิ้น นางไม่มีคนให้ห่วงใย แต่ว่าสตรีที่เป็นสหายรักทั้งสองไม่ใช่ อีกอย่างนางก็ฝึกวรยุทธ์มาพร้อมกับเขา ตอนที่แอบหนีออกไป เจียงเย่หลินเองก็ด้วย มีเพียงสหายอีกสองคนเท่านั้นที่ไม่สนใจเรื่องต่อสู้ พวกนางรักสวยรักงามและเล่นสนุกไปวัน ๆฉู่เหยียนเจาชะงักฝีเท้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปวดร้าว“ออกไปจากชีวิตข้าเสีย... ตั้งแต่นี้ไป ข้ากับพวกท่านไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก มิตรภาพในวัยเยาว์นั่น... ข้าลืมมันไปหมดแล้ว!”ซูมั่วไป๋ผลักไสเขาออกไปด้วยถ้อยคำที่บาดลึกดุจคมมีด นางเฝ้ามองแผ่นหลังของบุรุษที่นางรักเดินจากไปท่ามกลางความมืดมิด ก่อนจะทรุดกายลงร้องไห้อย่างไร้เสียง นางต้องตัดขาดจากทุกคนเพื่อเป็นเกราะกำบังให้สหายและเขาได้ปลอดภัยเพราะซูมั่วไป๋คือคำสั่งตายและคนที่คิดเรื่องนี้ได้ต้องการกำจัดฉู่เหยียนเจาเช่นกัน นางจึงต้องออกห่างจากทุกคนในคืนที่หิมะเริ่มโปรยปราย ซูมั่วไป๋ตัดสินใจทิ้งหอเริงรมย์ให้คนสนิทดูแล และหนีขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงชันและลับตาคนที่สุด เพื่อฝึกฝนวิชาและวรยุทธ์ชั้นสูงกับตำราที่เหลือไว้จากไทเฮา ที่นางกำนัลคนสนิทมอบให้หลังจากงานพระศพ จนนางถ
ในวันที่ซูมั่วไป๋ก้าวเข้าสู่วัยปักปิ่น ความงดงามของนางเบ่งบานถึงขีดสุด ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะรับกับนัยน์ตาหงส์ที่เยือกเย็นดึงดูดใจอย่างประหลาด ทว่าความงามนั้นกลับกลายเป็นภัยมืดที่คืบคลานเข้ามาหาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อฮองเฮาและบรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักต่างเริ่มจับตามอง และมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าฝ่าบาทมีพระประสงค์จะคัดเลือกซูมั่วไป๋ให้ดำรงตำแหน่ง ‘ไท่จื่อเฟย’ หรือชายารัชทายาท เพื่อความมั่นคงของฐานอำนาจในวังหลังเพราะนางเป็นที่โปรดปรานของเสด็จแม่และเสด็จย่าของฝ่าบาทเผยเยว่ฉีและฮั่วหรูเสวี่ยต่างกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความกังวล พวกนางรู้ดีว่าวังหลวงในยามนี้เปรียบดุจถ้ำเสือที่พร้อมจะขย้ำผู้ที่ก้าวพลาดทุกเมื่อ การขึ้นเป็นไท่จื่อเฟยมิใช่ลาภยศสรรเสริญสำหรับซูมั่วไป๋ แต่มันคือการถูกล่ามโซ่ทองคำไว้ใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยแผนการต่างหาก“มั่วไป๋ เจ้าจะทำเช่นไร หากราชโองการมาถึง... เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ข้างนอกนั่นอีกเลยนะ” เผยเยว่ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะที่ทั้งสามแอบมาพบกันที่เชิงเขาที่เดิม แม้พวกนางเติบโตเป็นสตรีวัยปักปิ่นแต่ไทเฮากลับเรียกตัวพวกนางเข้าวังอยู่ตลอด ทำให้ชี
วันนั้นบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่รวมถึงหลินซี กำลังแอบซุ่มดูและพยายามจะโยนผ้าเช็ดหน้ายั่วยวนเหล่าองค์ชายที่เดินผ่านอุทยาน ซูมั่วไป๋ เผยเยว่ฉี และฮั่วหรูเสวี่ยที่หมั่นไส้จนทนไม่ไหว พวกนางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น เหตุใดจึงขยันทำเรื่องงามหน้าไม่รอให้ถึงเวลา คล้ายกับถูกมารดาสั่งสอนมาให้ทำเช่นนี้ จึงร่วมมือกันวางแผนฮั่วหรูเสวี่ยไปจับงูเขียวไม่มีพิษตัวหนึ่งมาได้ เผยเยว่ฉีเป็นคนกะจังหวะทิศทางลม ส่วนซูมั่วไป๋เป็นคนโยนมันลงไปกลางวงของพวกสตรีเหล่านั้น!“กรี๊ดดดด!!! งู!!!”เสียงหวีดร้องดังก้องอุทยานหลวง บรรดาคุณหนูที่เคยทำตัวอ่อนช้อยต่างกระโดดหนีตายกันอุตลุด วิ่งชนกันจนกระโปรงหลุดลุ่ย ปิ่นปักผมร่วงหล่นกระจัดกระจาย ไม่เหลือเค้าความงามแม้แต่น้อย“ฮ่าๆๆๆ สะใจจริง ๆ หลินซีจอมปากเสียกรีดร้องกระโดดเหยง ๆ เหมือนคนบ้าเลย!” ฮั่วหรูเสวี่ยเอ่ยพลางกุมท้องขบขัน ขณะที่พวกนางทั้งสามพากันวิ่งหลบหนีความผิดขึ้นมาซ่อนตัวอยู่บนเขาหลังวัง“นั่นสิ ข้าเห็นนางสะดุดชายกระโปรงตัวเองล้มหน้าคว่ำด้วย” เผยเยว่ฉีหัวเราะจนน้ำตาเล็ดซูมั่วไป๋มองดูสหายทั้งสอง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะค่อย ๆ คลี่รอยยิ้มออกมา... เป็นรอยยิ้มที่งดงามและสว่างไสวที
...ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ภายในกำแพงวังหลวงที่ฉาบเคลือบไปด้วยความหรูหราโอ่อ่า ทว่าเบื้องหลังกลับซุกซ่อนไปด้วยคลื่นใต้น้ำและการแก่งแย่งชิงดีซูมั่วไป๋ในยามที่ยังเป็นดรุณีน้อย เสมือนดั่งบุปผางามที่เบ่งบานเหนือผู้ใด บิดาของนางคือขุนนางขั้นสี่ที่ไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าแต่ว่าสละชีวิตให้กับสองสตรีในวังหลังพร้อมกับมารดา ตัวนางจึงเป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่ไท่หวงไท่โฮ่วและไทเฮาทรงโปรดปรานถึงขั้นรับเข้ามาเลี้ยงดูในตำหนักในตั้งแต่ยังเยาว์วัยเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดบาปที่เป็นต้นเหตุความรักใคร่เอ็นดูที่สตรีผู้ทรงอำนาจที่สุดในวังหลังทั้งสองพระองค์มอบให้นั้น เปรียบเสมือนดาบสองคมที่กรีดแทงซูมั่วไป๋อย่างเงียบเชียบนางได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดีเยี่ยม ทั้งรูปโฉม กิริยามารยาท และศาสตร์ทั้งสี่ล้วนเป็นเลิศ ทว่าสิ่งที่ตามมาคือสายตาริษยาและคำนินทาว่าร้ายจากบรรดาคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่ถูกส่งเข้ามาเป็นสหายร่วมศึกษาท่ามกลางเสียงนกเสียงกาที่คอยจิกกัด ซูมั่วไป๋เลือกที่จะสวมหน้ากากแห่งความเย็นชา นางเชิดหน้าขึ้น ก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม เมินเฉยต่อเสียงเห่าหอนของสุนัขตัวเมียที่เป็นฮูหยินสอพลอ ทว่าลึก ๆ ในใจ ดรุณี
“จุ๊ ๆ ... ดูหน้าผากนี่สิ เนินหน้าผากสูงส่งอิ่มเอิบ หางตาหงส์ตวัดเชิดขึ้น วาสนาแต่กำเนิดเทียมฟ้า... ทว่ากลิ่นอายกลับอับเฉา มีกลิ่นคนตายเกาะกินไม่ปล่อย ชะตากรรมถูกคนสายเลือดเดียวกันใช้ เป็นบันไดให้พวกมันเหยียบย่ำขึ้นสู่อำนาจ... เฮ้อ สงสาร ๆ เด็กน้อยผู้นี้น่าสงสารนัก! เกิดมาสูงส่งแล้วมีประโยชน์อันใด
คราบเลือดที่เปื้อนเสื้อผ้าและสองมือของเด็กน้อย ทำให้องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้ว เขาเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับเพิงขายโจ๊กริมทางที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เถ้าแก่ร้านโจ๊กกำลังยืนตัวสั่นงันงกแอบอยู่หลังเสาไม้ ด้วยความตกใจที่เห็นขบวนทหารและเหตุการณ์ม้าพยศเตลิดเมื่อครู่ ทำให้ยังไม่กล้าก้า
ชายคนขับรถม้าแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองอ๋อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความละโมบเมื่อนึกถึงเงินห้าสิบตำลึงที่จะได้จากการขายเด็กน้อยผู้นี้ ถึงกับยืนจ้องมองไม่วางตารอให้นางตักโจ๊กผสมยาสลายกำลังเข้าปากอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่ทันสังเกตเห็นประกายตาอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตาของดรุณีน้อยวัยแปดหนาวเลยสักนิดค
“ข้าจะไปซื้อเสบียงและโจ๊กมาให้แล้วจะไปซื้อยาที่ร้านขายยาตรงโน้น รออยู่ในนี้ไปก่อนนะ” ชายคนขับรถเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ก่อนจะเดินจากไป ทำให้อินมี่เอินแปลกใจเล็กน้อย ที่เหตุใดคนบังคับม้าถึงได้มีท่าทีเปลี่ยนไปอินมี่เอินพยักหน้าแล้วหลับตาลงคล้ายกับต้องการนอนไม่อยากลุกขึ้นมา แต่นางไม่ได้หลับจ







