LOGINมู่หยางรีบเดินตามท่านเสิ่นออกมาจากโถงทันใด
ท่านเสิ่นและฮูหยินเข้ามาสอบถามเหตุการณ์ขายหน้าที่เกิดขึ้น วันนี้วันดีแท้ ๆ ทว่าบุตรสาวของพวกเขากลับตีคนส่งเดชอีกแล้ว
ท่านเสิ่นเอ่ยเสียงเย็น
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
สาวใช้ไม่พูดจารีบคุกเข่าน้ำตานองหน้า ในขณะที่หลี่ซินส่งเสียงร่ำไห้เอ่ยสะอึกสะอื้นตอบเบา ๆ ปกป้องสาวใช้ของตนเองทันใด
“เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะท่านลุงท่านป้าสะใภ้ ที่ทำให้น้องหลันเอ๋อร์ไม่พอใจ ไม่เกี่ยวกับสาวใช้ของข้านะเจ้าคะ”
เสิ่นอวี้หลันไม่สนใจผู้อื่น นางกลับจับจ้องบุรุษร่างสูงหล่อเหลาที่อยู่ตรงหน้า ทว่าสายตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้านองน้ำตาของหลี่ซิน
จู่ ๆ เสิ่นอวี้หลันก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก
“หลันเอ๋อร์เจ้าทำอันใดหรือ”
เสิ่นอวี้หลันเม้มปาก มองสตรีสองคนที่ร้องไห้ราวกับญาติเสียตรงหน้า ถิงถิงจึงเอ่ยแทนว่า
“เรียนฮูหยิน บ่าวของคุณหนูหลี่กล่าววาจากำเริบเสิบสานคุณหนูเลยสั่งสอนไปเล็กน้อยเจ้าค่ะ บ่าวเองก็ไม่เข้าใจว่าเรื่องเพียงเท่านี้คุณหนูหลี่จะร้องไห้ด้วยเหตุผลใด คุณหนูหลี่มิได้ถูกตบเสียหน่อย”
หลี่ซินรีบพูด
“เป็นข้าที่สั่งสอนสาวใช้ไม่ดี อีกทั้งยังความผิดของข้าเองเจ้าค่ะที่อ่อนแอ เพียงเห็นสาวใช้ถูกทำร้ายข้าก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว”
เสิ่นอวี้หลันหันขวับไปมองหลี่ซินกล่าววาจาเหี้ยมเกรียม
“ถูกทำร้ายหรือ หึ พูดจาให้เรื่องราวใหญ่โตเก่งเสียจริง ข้าก็แค่ตบสั่งสอนบ่าวที่นายมันไม่เคยเสี้ยมสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูง”
ท่านเสิ่นจำต้องรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย เขาเองก็รักและสงสารหลานสาวอยู่มากจึงถือหางไม่น้อย ทว่าคนที่เขารักมากกว่าผู้ใดก็ย่อมเป็นบุตรสาวของเขาเอง
เขาขับไล่สาวใช้คนนั้นไปให้พ้นตา พร้อมกับบอกให้หลี่ซินไปรอที่โถงรับรองแขก
“เจ้าค่ะท่านลุง”
จากนั้นจึงหันมาบอกกับบุตรสาว
“หลันเอ๋อร์เจ้ากลับไปก่อนวันนี้พ่อมีแขก เรื่องนี้เล็กน้อยเจ้าอยากจัดการสาวใช้อย่างไรก็ทำเถิดแต่อย่ามาก่อเรื่องตรงนี้ให้พ่อขายหน้าเลย”
“ท่านพ่อมู่หยางโหวเขามาสู่ขอหลี่ซินหรือเจ้าคะ”
“ใช่ เป็นเช่นนั้น”
เสิ่นอวี้หลันถึงกับพูดไม่ออก ที่มู่หยางโหวบอกว่าแล้วจะได้พบกันบ่อย ๆ นั่นแสดงว่าเขากับหลี่ซินรู้จักกันมาก่อนใช่หรือไม่
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับนางแม้แต่น้อย เป็นนางที่เข้าใจผิดไปเอง
เสิ่นอวี้หลันร่างกายสั่นระริก น้ำตาแทบไหล ถิงถิงรีบเข้ามาประคองสาวใช้ผู้ภักดีก็ตกใจที่ได้ยินเรื่องสู่ขอจนพูดไม่ออกเช่นกัน
มู่หยางโหวมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสงบ เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปสอดเพราะเป็นเรื่องภายในสกุลเสิ่น
แต่ยามนี้ได้เห็นถึงความร้ายกาจของคุณหนูเสิ่นกับตาอีกครั้งจึงได้แต่คิดว่าหลี่ซินอยู่ที่นี่คงถูกรังแกมาไม่น้อย เขาต้องรีบพาหลี่ซินออกจากสกุลเสิ่นให้เร็วที่สุดเพื่อให้พ้นเงื้อมมือของสตรีนางนี้
เสิ่นอี้หลันมองบิดาแล้วเอ่ยว่า
“ท่านพ่อท่านพูดจริงหรือเจ้าคะ”
บิดากระซิบแผ่วเบาเพราะไม่รู้ว่าบุตรสาวของเขาบัดนี้ได้ปักใจให้ท่านโหวผู้หล่อเหลาคนนี้ไปแล้ว
“จริงแท้แน่นอน วันนี้ท่านโหวมาสู่ขอญาติผู้พี่ของเจ้าด้วยตัวเองอย่างไรเล่า พ่อเองก็ได้ตกปากรับคำไปแล้ว อย่างไรนางก็จะออกเรือนแล้วไม่อยู่เกะกะขวางหูขวางตาของเจ้าอีกครานี้เจ้าก็อย่าได้เอาแต่ใจ บ่าวไพร่สั่งสอนไปแล้วก็แล้วต่อกันเถิด”
เขาย่อมรู้ว่าบุตรสาวไม่ถูกชะตากับหลี่ซินที่ผ่านมาก็พยายามให้หลีกเลี่ยงอยู่เสมอ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องกันในวันสำคัญเช่นนี้
ในฐานะท่านลุงของหลี่ซินเขาจึงต้องดูแลและส่งหลานสาวคนนี้ไปถึงฝั่งให้ไกลที่สุด
ทว่าบัดนี้เสิ่นอวี้หลันนั้นยืนนิ่งอยู่กับที่ไปแล้วด้วยอาการตกใจ เรื่องที่นางมีใจให้กับมู่หยางนั้นยังปิดบังบิดามารดาเอาไว้ ทั้งท่านเสิ่นและฮูหยินจึงไม่รู้ความจริงว่านางได้ทำสิ่งใดลงไปบ้าง
“หลันเอ๋อร์มากับแม่เถิด ไยหน้าซีดเพียงนี้”
มารดาเห็นสีหน้าบุตรสาวไม่ค่อยดีจึงคิดจะพานางกลับเข้าเรือน ทว่าเสิ่นอวี้หลันกลับยืนนิ่งไม่ขยับ
นางเสียใจจนอยากร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา
และในยามนั้นนั่นเองเจียวกงกงก็นำพระราชโองการเข้ามาถึงคฤหาสน์สกุลเสิ่น
ทุกคนล้วนแปลกใจว่าด้วยเรื่องอันใดกัน กระทั่งเจียวกงกงเห็นมู่หยางโหวจึงได้เอ่ยว่า
“เรื่องเร่งด่วนยิ่ง เดิมทีข้าไปพบท่านโหวที่จวนแต่ไม่เจอ ดียิ่งนักที่พบว่าท่านอยู่ที่นี่ ท่านเองก็ได้รับพระราชโองการเช่นเดียวกัน”
“ข้าหรือ”
“ใช่ขอรับ เป็นท่านกับคุณหนูใหญ่เสิ่นที่ฝ่าบาทพระราชทานพระราชโองการลงมา”
เจียวกงกงกล่าวจบจากนั้นจึงหันมาทางท่านเสิ่นและฮูหยินพร้อมกับกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม
“ท่านหญิง ท่านเสิ่น คุณหนูเสิ่น อยู่พร้อมหน้ากันพอดี ข้าน้อยขอคารวะ”
หมิงหลันคือท่านแม่ของเสิ่นอวี้หลันยามนี้นางยิ้มทักทายเจียวกงกงซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่ช่วยไทเฮาเลี้ยงดูนางมาตั้งแต่ยังเยาว์
“รบกวนเจียวกงกงแล้ว จู่ ๆ ฝ่าบาทมีพระราชโองการเร่งด่วนเช่นนันเชิญเจียวกงกงที่โถงรับรองเถิด”
ท่านแม่ของเสิ่นอวี้หลันถึงจะสละฐานันดรองค์หญิงแล้ว ทว่าไทเฮายังคงแต่งตั้งเป็นท่านหญิงให้มียศสูงกว่าสามัญชนโดยทั่วไป นางยังคงเป็นที่ยำเกรงของคนในวังหลวง
“ขอรับ”
จากนั้นทุกคนจึงรวมตัวกันอยู่ในโถงเรือนรับรอง ทว่าคนที่ถูกเจียวกงกงขานชื่อเป็นคนแรกก็คือมู่หยางโหว
“มู่หยางโหวรับราชโองการ”
ทุกคนล้วนคุกเข่า มู่หยางโหวเอ่ยตอบรับ
“พ่ะย่ะค่ะ”
“มู่หยางโหวมีความดีความชอบช่วยเหลือคุณหนูเสิ่นอวี้หลันจากโจรชั่ว ซึ่งเป็นบุตรสาวของท่านหญิงหมิงหลันอันเป็นเชื้อสายของไทเฮาผู้สูงศักดิ์ ฝ่าบาทจึงทรงยกย่องความดีนี้มอบที่ดินพร้อมกับทองคำหนึ่งร้อยหีบ รวมทั้งมอบเมืองจิ้งโหยวให้อยู่ในปกครองเก็บกินศักดินา ให้ออกเดินทางหลังจากนี้หนึ่งเดือนให้หลัง อีกทั้งฝ่าบาทเห็นว่าสวรรค์เปิดทางส่งให้วีรบุรุษช่วยสาวงาม จึงทรงพระราชทานสมรสให้มู่หยางโหวและคุณหนูเสิ่นอวี้หลัน อยู่ครองคู่เป็นสามีภรรยาขอให้เร่งจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุด”
มู่หยางได้ยินพระราชโองการที่เจียวกงกงอ่านอย่างชัดถ้อยชัดคำถึงกับร่างแข็งค้าง เขาย่อมตกใจที่จู่ ๆ ได้รับสมรสพระราชทานในวันที่เขามาสู่ขอหญิงงามในดวงใจด้วยตนเอง
เขาหันไปมองเสิ่นอวี้หลันพบว่าสตรีนางนั้นมีสีหน้าสงบนิ่งไม่ได้แปลกใจแต่ประการใด
หรือว่าเรื่องนี้นางจะรู้อยู่แล้วในเรื่องสมรสพระราชทานครานี้
และคนที่แทบจะล้มพับลงตรงนั้นก็คือหลี่ซิน ร่างกายของหญิงสาวสั่นเทา ปากซีดมือสั่นเกือบจะรั้งตนเองไม่ให้ล้มลงไปเอาไว้ไม่ไหว
“ท่านโหวรับราชโองการเถิด”
มู่หยางโหวกัดฟัน ราชโองการของฝ่าบาทเขาไม่อาจขัดได้ เขาเป็นเพียงข้าราชสำนักที่ไม่ได้มีเส้นสายอันใดผิดแผกจากคนสกุลเสิ่นที่คนหนุนหลังเป็นถึงผู้ครองแคว้น
ถึงเขาจะไม่เต็มใจและยังรู้สึกรังเกียจคุณหนูเสิ่นผู้มีจิตใจโหดเหี้ยม ทว่าพระราชโองการเขาไม่อาจขัดได้สุดท้ายจำใจต้องยอมรับ
“มู่หยางขอบพระทัยฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี”
ม้วนผ้าสีทองอันเป็นพระราชโองการสมรสพระราชทานอยู่ในมือของเขาแล้ว เขากำม้วนผ้าในมือแน่น หันไปมองหลี่ซินที่บัดนี้น้ำตาคลอกลั้นสะอื้น แล้วเอ่ยเบา ๆ
“คุณหนูหลี่ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า”
หลี่ซินพยายามฝืนยิ้ม น้ำตาไหลหยดลงมาราวเม็ดไข่มุก ดูบอบบางและน่าสงสารจนมู่หยางรู้สึกปวดใจ
“เสิ่นอวี้หลันรับราชโองการ”
เสิ่นอวี้หลันเป็นคนไปทูลขอฝ่าบาทด้วยตนเอง ย่อมรู้เรื่องมาก่อน ยามนี้นางจึงเกิดลังเลเมื่อมู่หยางผู้นั้นมาสู่ขอญาติผู้พี่ของตนเองแล้ว
แต่นางเป็นคนไปขอสมรสนี้ด้วยตนเอง ไม่อาจปัดป้องเป็นเด็กเอาแต่ใจ เสิ่นอวี้หลันรับพระราชโองการมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและสับสน
ความยินดีและความสุขที่นางเคยฝันเอาไว้บัดนี้ล้วนสูญสลายไปจนหมดสิ้น
คนในสกุลเสิ่นทุกคนล้วนตกตะลึง ในยามที่เจียวกงกงกลับไปนั้นบรรยากาศในโถงรับรองจึงดูกระอักกระอ่วนเป็นอย่างยิ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินข่าว รีบออกมาที่โถงนั่งอยู่ตรงกลางเป็นประธานด้วยสีหน้าสุขุม
“พระราชโองการไม่อาจขัดรับสั่ง ท่านโหวจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับหลี่ซินหลานสาวของข้า”
“ข้าอย่างไรก็จะแต่งกับหลี่ซินขอรับ”
ใจของมู่หยางเจ็บปวด หลี่ซินปาดน้ำตาของตัวเองช้า ๆ นางยังหันมามองเสิ่นอวี้หลันด้วยแววตาสั่นระริก ท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่น ในขณะที่เสิ่นอวี้หลันยังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเองไม่ได้สนใจมองผู้ใด
มู่หยางยิ่งเห็นท่าทางหลี่ซินกลัวเสิ่นอวี้หลันเช่นนั้นยิ่งไม่ต้องการให้หลี่ซินอยู่ที่นี่อีกแม้แต่วันเดียว
สตรีนางนั้นคงกลั่นแกล้งหลี่ซินคนดีของเขาจนหวาดผวา
ท่านเสิ่นถอนหายใจยาว
“ฐานะของหลี่ซินไม่อาจจะเป็นภรรยาเอกของท่านโหวได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากท่านโหวตัดสินใจยอมรับ ข้าจะยกหลานสาวของข้าผู้นี้ให้เป็นภรรยารองของท่านโหว”
จากนั้นท่านเสิ่นจึงหันไปถามหลี่ซิน
“หลี่ซินเจ้ายินดีหรือไม่หากต้องแต่งเป็นภรรยารองของท่านโหว”
ถ้าพูดถึงเรื่องความเหมาะสม หลี่ซินคือบุตรสาวพ่อค้าสามัญชนการจะแต่งให้ท่านโหวนั้นจึงทำได้เป็นเพียงภรรยารองหรืออนุเท่านั้น
ผิดกับเสิ่นอวี้หลันซึ่งแม้บิดาจะเป็นพ่อค้าแต่มารดาเดิมมีฐานะเป็นองค์หญิง ทั้งยังมีเสด็จยายเป็นไทเฮา เสด็จลุงเป็นฮ่องเต้ ต่อให้แต่งกับท่านอ๋องผู้หนึ่งเสิ่นอวี้หลันก็ยังสามารถอยู่ในตำแหน่งพระชายาได้โดยที่ไม่ผิดธรรมเนียมและไม่มีผู้ใดดูถูก
มู่หยางหันไปมองหลี่ซิน นางก้มหน้าแล้วเอ่ยอ่อนหวาน
“ข้ายินดีเจ้าค่ะ ข้ารักท่านโหวแม้จะเป็นเพียงอนุของท่านโหวข้าก็ยินดีอยู่ข้างกายเขา”
เสิ่นอวี้หลันได้แต่นิ่งงัน คำบอกรักของมู่หยางที่มีต่อหลี่ซินและคำบอกรักของหลี่ซินที่มอบให้แก่มู่หยางนั้นคล้ายจะตอกย้ำว่านางเป็นเพียงแค่คนนอกเท่านั้น และบัดนี้รอยยิ้มของท่านโหวก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนผู้ใดเอาค้อนมาทุบที่หัวจนมึนงงและปวดร้าว
ท่านหญิงหมิงหลันมารดาของเสิ่นอวี้หลันจึงเอ่ยว่า
“แล้วลูกเล่าหลันเอ๋อร์ ถึงจะเป็นสมรสพระราชทานทว่าฝ่าบาทคงไม่ได้รู้ถึงเรื่องของหลี่ซินกับท่านโหว ดังนั้นหากลูกไม่เต็มใจแม่จะเข้าวังทูลกับฝ่าบาทด้วยตนเอง”
เสิ่นอวี้หลันเป็นคนวิ่งไปขอสมรสพระราชทานด้วยตนเองเรื่องนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หากจู่ ๆ จะเอาแต่ใจวิ่งไปขอให้พระองค์ยกเลิกพระราชโองการเสียก็ดูจะเป็นการกระทำที่เอาแต่ใจและหมิ่นเบื้องสูง
ทว่านางเจ็บปวดนักมิใช่หรือแล้วจะทำอย่างไร
ในขณะที่เสิ่นอวี้หลันกำลังชั่งใจอยู่นั้น นางกลับมองเห็นประกายบางอย่างในดวงตาของหลี่ซิน
สายตานั้นกลับทำให้เสิ่นอวี้หลันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง จู่ ๆ นางก็บังเกิดความห่วงใยบุรุษผู้นั้นขึ้นมา
แม่ดอกบัวขาวที่แสร้งทำอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นดูจะมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ สิ่งที่เสิ่นอวี้หลันเดาไม่ออกว่าคือสิ่งใดกันแน่
และในเวลานั้นนางก็ตัดสินใจทันใด
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ายินดีทำตามพระประสงค์แต่งกับท่านโหวเจ้าค่ะ”
ท่านแม่ย่อมไม่อยากให้นางแต่งออกไปจึงได้เอ่ยรั้งเอาไว้
“แต่หากลูกแต่งงานกับเขา จำต้องออกจากเมืองหลวงติดตามสามีไปยังเมืองจิ้งโหยวห่างจากเมืองหลวงมากนัก อย่างไรก็ไม่ใช่เมืองหลวงยังเป็นเมืองชายแดนที่แม้จะไม่ลำบากแต่เทียบกับที่นี่แล้วความสะดวกสบายย่อมมีน้อยยิ่งนัก เจ้าจะทนได้หรือ เฮ้ย หากมีสิ่งใดลำบากใจคิดจะกลับมาหาพ่อกับแม่ก็ลำบากแล้ว”
บิดามารดาย่อมไม่อยากให้ลูกสาวที่รักแยกห่าง ทว่าพวกเขาย่อมรู้ดีว่าเสิ่นอวี้หลันเป็นคนเด็ดเดี่ยวเพียงใด หากนางต้องการไปอย่างไรก็ห้ามไม่ได้
เสิ่นอวี้หลันใคร่ครวญ นางย่อมรู้ว่าพวกเขารักกัน แต่แล้วอย่างไรในเมื่อนางเองก็รักเขาเช่นกันและไม่คิดว่าตนเองจะรักมู่หยางน้อยกว่าผู้ใด
ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดว่าเมื่อเป็นฮูหยินของเขาแล้วนางจะมีโอกาสที่จะครอบครองหัวใจของเขาได้อย่างแน่นอน นางจึงตอบบิดาออกไปด้วยหัวใจที่แน่วแน่
“ท่านพ่อลูกยินดีรับพระราชโองการเจ้าค่ะ แต่งให้มู่หยางโหว”
หลังจากที่มู่หยางหายดี ก็ถึงเวลาที่เขาต้องพาภรรยากลับจิ้งโหยว เสิ่นอวี้หลันจึงกลับจวนไปกล่าวลาบิดามารดาหลังได้รับคำอวยพรนางจึงจากลามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม การเดินทางไปจิ้งโหยวครานี้ล้วนดียิ่งนักเพราะสามีนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกันกับนางไม่ห่างจากกายของนางเลยแม้แต่น้อยเมื่อไปถึงจิ้งโหยว จางเฟิ่นก็มารายงานว่าหลี่ซินกินยาพิษฆ่าตัวตายไปได้หลายวันแล้ว หลังจากที่นางได้ข่าวว่าพี่ชายของนางได้ตายไปในตอนเกิดเหตุการณ์แย่งชิงตัวประกันในครานั้นเสิ่นอวี้หลันคิดถึงความฝันของตนเอง ในฝันยามนั้นหลี่ซินใช้มีดแทงท่านโหวเพราะบอกว่าพี่ชายของนางตายด้วยเงื้อมมือของท่านโหวตอนนี้ความฝันของนางก็เป็นจริงเรื่องหนึ่งคือพี่ชายของนางถูกท่านโหวสังหารและตายไปแล้วจริง ๆเพราะกลับไปเมืองหลวงนาน เมื่อกลับมาท่านโหวจึงมีงานค่อนข้างมาก ยามนี้เขาไปที่ชายแดนเพื่อสะสางปัญหาโจรร้ายเสิ่นอวี้หลันอยู่กับแม่สามีและถิงถิงอย่างมีความสุข มู่หยางไม่ได้โกหกนางเรื่องที่เขาเปลี่ยนจวนสกุลมู่ที่จิ้งโหยวให้กลายเป็นสวนดอกไห่ถังไปแล้วดอกไห่ถังนานาชนิดจึงถูกปลูกเอาไว้ที่นี่ ทั้งเขายังปลูกดอกไม้ต้นไม้ที่ทนความหนาวหลายชนิดไว้จนเต็มจวนตื่นเช้าม
นายกองคนนั้นที่ห้ามเสิ่นอวี้หลันไม่ให้ไปพบมู่หยางโหวจึงอาสานำทางด้วยตนเองหวังทำความดีลบล้างความผิด เขาจึงรีบวิ่งตามเสิ่นอวี้หลันและนำทางสตรีนางนั้นอย่างนอบน้อมฝ่าบาทเองไม่ได้มาที่ค่ายทหารนอกวังหลวงนานแล้ว ค่ายแห่งนี้เป็นกองกำลังที่ตั้งเอาไว้คอยปกป้องวังหลวงเป็นด่านสุดท้ายเพื่อไม่ให้ศัตรูรุกรานเข้ามาพระองค์ทรงเดินดูรอบ ๆ ค่าย ยังให้เหล่านายกองเข้าเฝ้าใกล้ชิดร่วมดื่มสุราด้วยกันโดยไม่ถือพระองค์แม้แต่น้อยเพียงแต่สีหน้าของฝ่าบาทอ่อนเพลียยิ่งนัก เมื่อคืนทรงงานหนักทั้งคืนหลานสาวตัวดีก็คอยนั่งเฝ้าเช้ามาวันนี้พระองค์ไม่ได้ออกว่าราชการ เสิ่นอวี้หลันกลับกล้าหาญลากพระองค์มาที่นี่เพื่อพบคนเห็นแก่ความชอบของมู่หยางโหวที่ครานี้จับตัวการใหญ่สายลับซึ่งเป็นหัวหน้าและมีตำแหน่งเป็นถึงองค์ชายแห่งแคว้นเหลียนได้สำเร็จ พระองค์จึงทรงอยากมาเยี่ยมเขาด้วยตนเองประตูห้องพักของมู่หยางถูกเปิดออก ก่อนที่เขาจะได้รับคำสั่งให้ไปกินที่ดินศักดินาที่จิ้งโหยวเขาเคยคุมค่ายแห่งนี้มาก่อนถึงอำนาจจะเปลี่ยนมือแล้วทว่าทุกคนในค่ายทหารก็เคารพเขาประดุจเขาคือผู้ปกครองค่ายเช่นเดิมนางถลาเข้าไปภายในนายกองผู้นั้นก็สั่งให้ทหารที่คอย
เกือบสิบวันต่อมามู่หยางโหวก็ยังไม่กลับจวน เขาส่งข่าวให้นางเพียงแต่ว่าสบายดีทว่าเสิ่นอวี้หลันก็ยังร้อนรนยิ่งนัก และในที่สุดนางก็รู้แล้วว่ามู่หยางอยู่ที่ใด ที่แท้เป็นซู่หยวนที่หลุดปากเอ่ยออกไปยามมาเยี่ยมนางมู่หยางได้รับบาดเจ็บสาหัสที่แผ่นหลัง ไม่อยากให้นางกังวลจึงแอบรักษาตัวในค่ายทหารนอกเมืองหลวง หวังให้แผลทุเลาก่อนค่อยจะกลับมาหานางเสิ่นอวี้หลันเดือดดาลนักที่ทุกคนปกปิดข่าวเรื่องเขาได้รับบาดเจ็บไม่ให้นางรู้หลายวันมานี้นางได้แต่นอนกระสับกระส่ายเพราะเป็นห่วงเขาจนเกือบจะกรีดร้องออกมาคล้ายคนบ้าและแล้ววันนี้หลังรู้ว่าสามีของนางอยู่ที่ใดนางจึงไม่ทนแล้ว“ถิงถิงข้าจะไปค่ายทหารนอกเมือง”ถิงถิงสั่งให้คนขับรถม้าของจวนพาเสิ่นอวี้หลันออกไป ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธคำขอของเสิ่นอวี้หลันได้พวกเขาจึงพานางออกจากจวนพร้อมด้วยหน่วยอารักขานับร้อยที่ล้อมหน้าล้อมหลังขบวนของนางยิ่งใหญ่กว่าขบวนเสด็จของท่านอ๋องผู้หนึ่งเสียอีกเสิ่นอวี้หลันไปถึงค่ายทหารที่มู่หยางโหวพักรักษาตัวในเวลาเย็นย่ำทว่านางไม่อาจเข้าไปได้เพราะค่ายทหารแห่งนี้ไม่อนุญาตให้สตรีคนใดเข้าไป“แม้แต่ฮองเฮาก็ไม่อาจเข้าไปได้หากไม่มีคำสั่งจากฝ่าบาทขอ
ช่วงสายของวันสตรีร่างเล็กก็ไม่ยอมตื่น เขาปลุกนางเพราะห่วงกลัวนางจะหิว ช่วยปรนนิบัติให้นางล้างหน้าบ้วนปากด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเสิ่นอวี้หลันถูกสามีกอดประคองป้อนข้าวป้อนน้ำราวกับเด็กทารก เขาป้อนเสร็จก็จุมพิตนางหนึ่งครั้ง ป้อนน้ำเสร็จก็จูบนางอีกหลายที กินเสร็จแล้วนางก็นอน แทบไม่ขยับร่างกายด้วยความรู้สึกปวดเอวเจ็บสะโพกเมื่อคืนท่านโหวเห็นว่านางยินยอม เขาเองก็ติดใจยิ่งนักจึงได้ทำกับนางอีกหลายหนตอนทำครั้งแรกเจ็บยิ่ง ตอนหลังชักจะรู้สึกดีและสนุกคาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์ในวันนี้จะทำให้นางรู้สึกปวดร้าวเหมือนจะมีไข้นางยังแสบช่วงระหว่างขา นั่นเพราะความใหญ่โตของเขาที่นางฝืนรับเข้ามาจึงทำให้คล้ายจะมีอาการป่วยท่านหมอซู่หยวนถูกเรียกเข้าจวน ทว่าเมื่อเสิ่นอวี้หลันรู้ว่าเป็นผู้ใดมารักษานาง มู่หยางก็ถูกนางปาหมอนใส่หน้าทันใดเขาปิดประตูแล้วอุ้มหมอนออกไปนอกห้อง เอ่ยอย่างร้อนรน“พี่ซู่ หลันเอ๋อร์ไม่ยอมให้ท่านตรวจร่างกาย ข้าไม่เข้าใจแค่ตรวจภายนอกเท่านั้น ไม่ได้ตรวจภายในสักหน่อย”ซู่หยวนหัวเราะ มองใบหน้าที่ถูกภรรยาข่วนของเขาแล้วเอ่ยว่า“ท่านโหว นางอายเพียงนั้นจะยอมให้ข้าตรวจได้อย่างไร ทว่าข้าจัดยานี่ไว้ให้นางแ
เขาไม่รอช้าตวัดผ้าห่มออกจากร่างบางทันใด เสิ่นอวี้หลันตั้งหลักไม่ทันทว่าถูกเขาทาบทับลงมาแล้ว“คนดีของข้า เจ้าช่างงดงามไปทั้งร่างกาย”น้ำเสียงของท่านโหวแหบพร่าบ่งบอกอารมณ์ที่ปะทุจนไม่อาจข่มไว้ได้อีกต่อไป เขาประทับจุมพิตบดเบียดริมฝีปากหอมกรุ่น ครานี้ลิ้นดุดันรุกรานแยกริมฝีปากบางออกจากกัน ลิ้นอุ่นลื่นฉกฉวยดูดดึงลิ้นอ่อนหวานของนางอย่างดูดดื่มหยอกเย้ายามนี้แสงสว่างกำลังเล็ดลอดเข้ามา แม้จะมองเห็นนางไม่ได้เต็มที่ทว่านางก็ทำให้เขาร้อนรุ่มยิ่งนักเสิ่นอวี้หลันยกมือปิดใบหน้าตนเอง อับอายแทบมุดแผ่นดินหนีเขาแสดงความห่วงใย“ข้าจะตามเจ้าแล้ว ถอดเป็นเพื่อนเจ้า ไม่ต้องกลัวข้าย่อมรักษาสัญญา”การรักษาสัญญานี้ดียิ่งนักสำหรับเขา แต่ทำให้ร่างกายของนางยิ่งกลายเป็นสีชมพูเข้มอับอายจนพูดไม่ออกผู้ใดต้องการคำสัญญาถอดเสื้อผ้าของท่านกันเล่า!หลังจากนางเห็นร่างกายอันงดงามของสามีก็ต้องตกตะลึง รูปร่างของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามงดงามได้สัดส่วน ทั้งยังสูงโปร่งหล่อเหลาจนไม่อาจละสายตานางตกใจดวงตาเบิกค้างเมื่อไต่สายตาลงมาเรื่อย ๆ จนพบเห็นสินค้าชิ้นใหญ่ที่กำลังถูไถอยู่ตรงหน้าขาของนาง“ทะ ท่านโหว ขะ แข็งยิ่ง”“อืม ข้าดีใจท
วันนี้เสิ่นอวี้หลันอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง นางตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของมู่หยาง เอ่ยทักทายเขาบนเตียงเป็นครั้งแรกในชีวิต“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ ท่านโหว”“หลันเอ๋อร์อรุณสวัสดิ์”นางฟังเสียงนุ่มทุ้มของเขาด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ จากนั้นนางก็ทำท่าจะลุกขึ้นอย่างขัดเขิน เมื่อคืนนี้เขาไม่ล่วงเกินนางอันใดนอกจากเฝ้าวนเวียนจุมพิตและนอนกอดเอาไว้แนบอกก่อนหน้านี้อยู่กับเขามาเนิ่นนานนางกลับไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นเพียงนี้ บัดนี้นางสับสนและวุ่นวายหัวใจจนไม่รู้ว่าจะวางมือวางเท้าไว้ที่ใดเมื่อนางลุกขึ้นจู่ ๆ เขาก็คว้าเอวของนางมากอดและทาบทับเอาไว้เขาจูบที่ริมฝีปากของนางแผ่วเบาพร้อมกับอมยิ้ม“อากาศหนาวยิ่งฟ้าเพิ่งสางจะรีบตื่นไปที่ใดหรือ”เสิ่นอวี้หลันไปอยู่กับเขามาเป็นปี แม้นางอยากจะตื่นสายแต่ร่างกายเคยชินที่จะตื่นเช้าไปแล้วดังนั้นทุกวันนางจึงจะตื่นเช้ามารดน้ำพรวนดินดอกไม้ กินอาหารเช้าแล้วค่อยมางีบตอนกลางวัน“ขะข้าจะไปล้างหน้าแล้วไปรดน้ำดอกไห่ถัง”เขากระตุกมือเล็กน้อย พริบตาเดียวก็ล้มลงบนที่นอนและปล่อยให้เขากกกอดทาบทับเสียแล้ว“เรื่องพวกนั้นให้บ่าวทำเถิด”“ขะ ข้า”“น้องหญิงอยู่กับพี่นอนให้สบายเถิด”นางยกมือดันเ
ยามเช้าวันนี้เสิ่นอวี้หลันไม่ได้ออกมาส่งเขาเช่นทุกวัน เขามองหานางด้วยความเคยชินกระทั่งมีบ่าวคนหนึ่งมารายงาน“ท่านโหว ฮูหยินล้มป่วยขอรับ ฮูหยินอันให้ข้าน้อยมาตามท่านไปดูอาการขอรับ”สีหน้ายามแรกที่ได้ยินข่าวดูเหมือนจะตกใจอยู่บ้าง ทว่าเวลาต่อมาก็สีหน้าก็ราบเรียบเย็นชาเช่นเดิม“ป่วยหรือ ไยป่วยได้”“เมื
ทั้งหมดนี้ล้วนทำเพื่อบุรุษเพียงคนเดียวนั่นก็คือมู่หยางโหวสามีที่ไม่เคยแตะต้องนางเลยแม้แต่คราเดียวเสิ่นอวี้หลันทำตามคำพูดของตนเอง บัดนี้นางเปลี่ยนตนเองครั้งใหญ่เพื่อให้เขาเห็นนางอยู่ในสายตากระทั่งถิงถิงสาวใช้ที่เติบโตมาพร้อมกันกับนางยังอดที่จะชื่นชมในความรักอันบ้าคลั่งของคุณหนูไม่ได้วันนี้มู่หยาง
หลังจากวันนั้นถิงถิงก็ไปคุกเข่าขอร้องฮูหยินใหญ่เงียบ ๆ เพื่อให้ช่วยสั่งสอนคุณหนูของตน“เจ้าเป็นบ่าวที่ดียิ่งนัก เอาเถิดอย่างไรนางก็เป็นลูกสะใภ้ ข้าเห็นนางยังพอขัดเกลาได้ด้วยเพราะมีใจให้แก่บุตรชายข้าจนยอมทำทุกสิ่ง เรื่องพวกนี้เจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว ข้าจะสั่งสอนนางเอง เจ้ากลับไปดูแลคุณหนูของเจ้าเถิด”ถ
เช้าวันนี้ถิงถิงสาวใช้คนสนิทเข้ามาปลุกเสิ่นอวี้หลันแต่เช้ามืด“คุณหนูวันนี้ต้องไปคารวะแม่สามีนะเจ้าคะ”เสิ่นอวี้หลันนอนหันหลังยังคลุมโปง นางง่วงจนเกินทนกระทั่งถิงถิงเอ่ยว่า“คุณหนูเพิ่งแต่งวันแรกจะใช้นิสัยเดิมไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านบอกจะทำให้ท่านโหวรักท่านมิใช่หรือ ตื่นเถิดเจ้าค่ะมิเช่นนั้นจะแพ้ญาติผู้







