LOGINเจ้าปลาหลีฮื้อตัวอวบอ้วนกำลังไหว้ทวนน้ำในโหลแก้วไปมา ฉือหวั่นโหรวนั่งเท้าคางมองมันพลางใช้นิ้วหยอกล้อ
“สามี นี่เจ้าเป็นสามีข้าแล้วรู้ตัวหรือไม่” พูดไปแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
วันนี้แม้แต่เจ้าบ่าวตัวจริงก็ไม่ยอมออกมาพบนาง ชื่อเสียงเหม็นโฉ่ที่ฉือหวั่นโหรวเคยสั่งสมไว้ไม่เลวทีเดียว ทำให้คนเกลียดได้เช่นนี้มิน่าอายุของนางถึงได้สั้นนัก อย่างน้อยก็ยังโชคดีที่ได้โอกาสกลับมาแก้ไข
กระนั้นการเป็นสตรีร้ายกาจคงไม่อาจถูกใครเขารัก เช่นนั้นการได้แต่งงานกับเจ้าปลาที่ไม่อาจพูดได้ก็ไม่เลวเช่นเดียวกัน
“ฮูหยินเจ้าคะ”
“ใคร?” ฉือหวั่นโหรวละสายตาจากเจ้าปลาน้อย พลันเหลียวมองไปยังหน้าบานประตู
“คือ บ่าว…บ่าวได้รับหน้าที่มาปรนนิบัติท่านเจ้าค่ะ”
“เข้ามา”
เสียงห้วนเล็กที่ตอบกลับมานั้นทำให้สาวใช้หน้าห้องสะดุ้งโหยง ฮูหยินที่กล้าแต่งกับปลาผู้นี้จะมีนิสัยแปลกพิสดารเพียงใดกัน แค่คิดก็รู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง
ฉือหวั่นโหรวกวาดตามองสตรีร่างบอบบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้านางด้วยซ้ำ
“เงยหน้าขึ้น”
หญิงสาวยังคงก้มหน้าไม่กล้าขยับ แม้แต่ลมหายใจยังไม่อาจพ่นแรง
“เจ้าหูไม่ดีรึ ข้าบอกให้เงยหน้าขึ้น”
สตรีร่างเล็กทิ้งกายลงบนพื้นแข็งกระด้างทันควัน “ฮูหยินไว้ชีวิตบ่าวด้วย วันนี้ท่านโหวน้อยอาการไม่ค่อยดีจึงไม่ได้มาที่ห้องหอ ดังนั้นท่านโหวน้อยจึงส่งบ่าวมาปรนนิบัติท่านเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย” ฉือหวั่นโหรวแค่นเสียง
เฟิงไป๋หลางสามีในนามผู้นี้ชิงชังนางเข้าไส้ก็ช่างปะไร ชาติก่อนมีรักไปก็ล้มเหลว ชาตินี้ต่อให้คนพิการผู้หนึ่งรังเกียจนาง ฉือหวั่นโหรวย่อมไม่ถือสา นางขอแค่ได้ใช้อำนาจของจวนโหวให้คุ้มค่าก็เพียงพอ อย่างน้อยตำแหน่งที่สูงส่งของเขาก็จะช่วยให้สกุลฉือรอดพ้นจากความอัปยศอดสู
หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นแช่มช้า ทว่าเปลือกตายังหลุบมองต่ำ
“เจ้านามว่าอะไร”
“บ่าวนามว่าฟู่ลี่เจ้าค่ะ”
“ฟู่ลี่ เจ้ามองหน้าข้าให้ดี ข้าน่าเกลียดดั่งปีศาจเพียงนั้นเชียวหรือ”
ฟู่ลี่กล้า ๆ กลัว ๆ นางช้อนเปลือกตาขึ้นแช่มช้า ไม่นานก็ประสานเข้ากับดวงตาเปล่งประกายดั่งดวงดาว หญิงสาวรีบหลุบตาลงต่ำ
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ฮูหยินงดงามมาก เป็นบ่าวเองที่เสียมารยาท”
“รู้ตัวก็ดี ในเมื่อมาปรนนิบัติข้าก็ช่วยปลดเสื้อผ้าหนักอึ้งพวกนี้ออกให้ที”
“เจ้าค่ะ”
ฟู่ลี่กุลีกุจอเข้าช่วยเจ้านายคนใหม่ เพราะมือสั่นเทานางจึงเผลอทำให้ฉือหวั่นโหรวได้รับบาดเจ็บ
“โอ๊ย”
“ขะ…ขออภัยเจ้าค่ะ”
ปิ่นทองวาววับที่ถอดออกมามีเส้นผมสีดำขลับติดมาด้วย ฟู่ลี่ตกใจจนแทบสิ้นสติ ฉือหวั่นโหรวมองท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของหญิงสาวก็รู้สึกเหนื่อยใจ
“ถอยไป ข้าทำเอง”
ฟู่ลี่รีบถอยหลังกลับ จากนั้นคุกเข่าลงทันควัน “ฮูหยินไว้ชีวิตบ่าวด้วยเจ้าค่ะ บ่าวไม่ทันระวังทำท่านบาดเจ็บ”
ฉือหวั่นโหรวส่ายหัวเอือมระอาพลางกวาดสายตามองใบหน้าของตนผ่านคันฉ่องสีอำพัน จากนั้นหันมองซ้ายขวาพลางฉีกยิ้มประหลาด
“ข้า…น่าเกลียดขนาดนั้นเชียว”
ฟู่ลี่ตัวสั่นเทา นางเหลือบไปเห็นอีกฝ่ายกำลังปั้นยิ้มไปมาผ่านหน้าคันฉ่องก็ยิ่งหวาดกลัว ใบหน้าของฉือหวั่นโหรวงดงามก็จริงอยู่ กระนั้นนิสัยที่ผู้คนเล่าลือกลับตรงกันข้าม
ว่ากันว่าคุณหนูใหญ่ฉือหวั่นโหรวผู้นี้ เคยลงโทษบ่าวไพร่เพียงเพราะทำอาหารไม่ถูกปากด้วยการกดหัวอีกฝ่ายลงน้ำจนเกือบขาดอากาศตาย
ดังนั้นฟู่ลี่ที่เคยได้ฟังเรื่องนี้มาก่อนจึงรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก
“เจ้าไปเตรียมน้ำให้ข้าที”
ฟู่ลี่ได้ยินเช่นนั้นก็ร้องไห้น้ำตานองหน้า “ฮื่อ…ฮูหยินน้อยเจ้าคะ บ่าวผิดไปแล้ว ต่อไปจะระวังให้มากเจ้าค่ะ อย่าทำโทษบ่าวเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะ”
ฉือหวั่นโหรวคิ้วกระตุก หญิงสาวหันหลังกลับ “เป็นอะไรของเจ้า ข้าไม่ได้จะฆ่าแกงเจ้าเสียหน่อย”
“แล้ว…เหตุใดฮูหยินน้อยถึงให้บ่าวเตรียมน้ำเจ้าคะ ท่านไม่ได้จะทำโทษบ่าวด้วยน้ำหรือ”
ฉือหวั่นโหรวหน้ากระตุก ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข่าวลือสาดเสียเทเสียพวกนั้นล้วนถูกผู้คนนำไปเล่าใส่สีตีไข่เสียจนสนุกปาก เรื่องทำโทษทารุณบ่าวไพร่พรรคนั้นฉือหวั่นโหรวไม่เคยทำเลยสักนิด
แม้นางจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่นางก็มิใช่หญิงกักขฬะ ผู้ใดร้ายมานางก็ร้ายตอบ ผู้ใดดีมานางก็ดีกลับเช่นเดียวกัน ดังนั้นไม่ต้องประหลาดใจว่าเหตุใดฉือหวั่นโหรวจึงชอบรังแกพวกอนุและน้องสาวต่างมารดาเหล่านั้น
ในเมื่อชอบเอาดีเข้าตัว โยนความชั่วให้คนอื่น ฉือหวั่นโหรวก็แค่ตอบสนองให้พวกนางสมใจเท่านั้นเอง
เอ่ยเช่นนี้คงพอเข้าใจแล้วกระมัง หากอีกฝ่ายไม่เริ่ม นางจะไปหาเรื่องให้รกสมองเพื่อ
“ยื่นมือมา”
ฟู่ลี่น้ำตานองไม่หยุด แต่ก็ต้องยื่นมือขึ้นเหนือศีรษะด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ดูเหมือนว่ามือของนางจะถูกตีหักก็คราวนี้ คุณหนูใหญ่สกุลฉือโหดร้ายสมคำร่ำลือ
แปะ
เสียงบางอย่างถูกวางลงบนฝ่ามือเล็ก ฟู่ลี่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บแสบเลยสักกระผีกริ้น หญิงสาวแหงนหน้าขึ้น
“อะไรหรือเจ้าคะ”
“น้ำมันหอมระเหยของข้า เวลาอาบน้ำจะต้องผสมมันลงไป ป้องกันผิวแห้งกร้าน เจ้าช่วยผสมลงน้ำอุ่นให้ข้าที อ้อ…อาหารบนโต๊ะนั่นมีแต่ของหวานเลี่ยนข้าไม่ชอบ เจ้าผสมน้ำอาบเสร็จแล้วก็เอาไปกินเถิด”
“หา…” ฟู่ลี่กะพริบตาถี่
“หาอะไร ช่วงนี้คนอายุน้อยหูตึงกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร”
“ฮูหยินน้อยแต่นั่นเป็นอาหารมงคลนะเจ้าคะ”
“มิใช่เจ้าบอกเองหรือว่าท่านโหวไม่มา หรือเจ้าจะให้ข้ากินอาหารมงคลกับเป่าเปาสามีตัวน้อยของข้า”
ฟู่ลี่มองตามสายตาของฉือหวั่นโหรว ความหวาดกลัวของนางถูกแทนที่ด้วยอาการประดักประเดิด นางลืมไปเสียสนิทว่าฮูหยินที่แต่งเข้าจวนโหวในวันนี้เข้าพิธีกับปลาหลีฮื้อ หญิงสาวยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตา ดูเหมือนว่าคุณหนูใหญ่ก็มิได้โหดร้ายเฉกเช่นที่คนโจษจัน
เฟิงไป๋หลางได้ยินทุกคำพูดของหญิงสาว แทนที่นางจะร้องไห้กลับไปฟ้องพ่อ ทว่าอีกฝ่ายกลับยอมอยู่ในห้องหอกับสัตว์เลี้ยงของเขา หนำซ้ำยังเรียกเจ้าเป่าเปาว่าสามีอีก
โจวซานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ท่านโหวน้อย นางไม่เห็นจะโวยวายร้องกลับจวนเหมือนที่ท่านคิดเลยขอรับ หรือว่าเรื่องที่เขาเล่าลือกันจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ฟู่ลี่นางก็มิได้ถูกทุบตีหรือรังแกด้วย”
เฟิงไป๋หลางเองก็คาดไม่ถึง นางใจเย็นยิ่งกว่าที่เขาคิดเสียอีก ปากบอกไม่ให้เขาย้ำยีศักดิ์ศรีของตน กระนั้นกลับยินยอมกราบไหว้ฟ้าดินร่วมกับสัตว์เลี้ยงของเขาโดยไม่อิดออด
“นางอาจเสแสร้งอยู่ก็ได้ รอดูว่าพรุ่งนี้นางจะทนได้จริงหรือเปล่า”
“เอ่อ…แล้วเจ้าเป่าเปาจะเอาอย่างไรดีขอรับ มันอยู่ในโหลแก้วที่คับแคบเพียงนั้นจะอึดอัดหรือไม่”
คิ้วเข้มขมวดจนแน่น เป่าเปาเป็นสัตว์เลี้ยงที่เติบโตกับเขามาตั้งแต่เด็ก เฟิงไป๋หลางย่อมห่วงใยมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก่อนที่เขาจะกังวลใจไปมากกว่านี้ ชายหนุ่มกลับได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักแว่วมาจากด้านใน ซ้ำยังมีเสียงน้ำกระเพื่อมดังลอดมาเป็นระยะ นี่นางถึงกับพาเจ้าปลาน้อยเข้าไปอาบน้ำด้วยหรือ
“ฟู่ลี่ โหลแก้วอันนี้คงทำให้สามีข้าอึดอัด เจ้าช่วยไปหาอ่างมาอีกใบ จากนั้นให้คนไปตักเอาน้ำที่มันเคยอยู่มาด้วย”
“ไม่อย่างนั้นให้บ่าวนำไปคืนท่านโหวน้อยหรือไม่เจ้าคะ”
“เรื่องอะไร เป่าเปาแต่งงานกับข้าแล้ว เช่นนั้นมันก็เป็นของข้า หากเขาอยากได้แน่จริงก็ให้โผล่หน้ามาเอง คนขี้ขลาด ชิ”
“เจ้าค่ะ”
โจวซานเหลือบมองสีหน้าเจ้านายของตนด้วยอาการหลุกหลิก ดูเหมือนเจ้าสัตว์เลี้ยงสุดรักของเฟิงไป๋หลางกลายเป็นตัวประกันไปเสียแล้ว หนำซ้ำเจ้านายของเขายังถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้ขลาด
เฟิงไป๋หลางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขากระแอมกลบเกลื่อน “ให้เป่าเปาอยู่กับนางไปก่อนสักคืนก็แล้วกัน”
“อ้อ…ทราบแล้วขอรับ” โจวซานตอบรับด้วยความประดักประเดิด
เจ้าเป่าเปาตัวนี้แทบไม่เคยห่างจากสายตาของเฟิงไป๋หลางสักครา น่าแปลกที่เขากลับเชื่อใจสตรีที่ถูกมองว่าร้ายกาจ ไม่รู้คืนนี้ท่านโหวน้อยจะข่มตาลงหรือไม่ จะว่าไปก็น่าประหลาดอยู่ทีเดียว
“ถ้าเช่นนั้นให้ชื่อ… เฟิงซืออิ๋งกับเฟิงซือหมิง เป็นอย่างไร”“โหรวเอ๋อร์ เจ้าชอบหรือไม่” เฟิงไป๋หลางหันไปถามความเห็น“เจ้าค่ะ ไพเราะยิ่งนัก ข้าชอบ”“เช่นนั้นโหรวเอ๋อร์ เจ้าพักผ่อนให้มาก เด็ก ๆ ก็ส่งให้แม่นมดูแลต่อ ข้าเองก็จะช่วยดูด้วย” เฟิงหมิงหว่านรีบเอ่ยฉือหวั่นโหรวพยักหน้า “เจ้าค่ะ”ตั้งแต่ฉือหวั่นโหรวให้กำเนิดบุตร ไม่ว่าจะสามปีก่อนหรือตอนนี้ชายหนุ่มก็ดูแลภรรยาของตนเป็นอย่างดี ทุกคนต่างเล่าลือว่าไป๋เซี่ยนเฉินอ๋องนั้นรักพระชายามากเพียงใด แม้ในตอนแรกจะให้นางแต่งกับปลาหลีฮื้อก็ตามนักเล่านิทานหยิบเรื่องนี้ไปเล่าคราใด เป็นต้องเรียกเสียงขบขันจากผู้คนอยู่เสมอ และดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเรื่องของไป๋เซี่ยนเฉินอ๋องกับพระชายาของเขามาก บางคนถึงกับนำความรักของพวกเขาไปเขียนบทละคร ละครที่ถูกใส่สีตีไข่เข้าไปก็ช่างขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าฉือหวั่นโหรวส่ายหน้าพลางดีดขาไปมา “ท่านพี่ ท่านดูสิเจ้าคะ คนพวกนี้ถึงกับเขียนว่าดีที่ข้าไม่ออกลูกเหมือนปลา ไม่เช่นนั้นคงมีลูกจนนับไม่ถ้วน”เฟิงไป๋หลางหัวเราะครืน เขาวางม้วนไม้ไผ่ลงจากนั้นเดินเข้ามาหย่อนกายนั่งลง พลางอุ้มเจ้าของร่างเล็กมานั่งบนตัก“ก็แค่บทละครไม่ใช
สามปีผันผ่าน ณ จวนไป๋เซี่ยนเฉินอ๋อง“พระชายาเบ่งเจ้าค่ะ”“อื้อ…เจ็บ…อื้อ…”เจ้าของร่างสูงเดินวนไปมาด้วยความร้อนใจ คิ้วของเขาแทบจะขมวดเป็นปมหลายชั้น“เจ้าจะเดินให้ปวดหัวไปไย เมื่อก่อนก็ผ่านมาได้ ตอนนี้ก็ต้องได้เหมือนกัน” เฟิงหมิงหว่านรีบปลอบบุตรชาย“ท่านแม่ แต่นางดูทรมานมากเลย ไม่รู้แล้ว ต่อไปนี้ข้าจะไม่ให้นางตั้งท้องอีกแล้ว”“ได้ ๆ แม่ไม่บังคับพวกเจ้าแล้ว เลิกโวยวายเสียที ไปหลานย่าไปหาพ่อของเจ้า” เฟิงหมิงหว่านถอนหายใจ จากนั้นหันไปเอ่ยกับหลานชายวัยสามขวบเด็กน้อยเดินเตาะแตะพลางคว้ามือบิดาเพื่อหวังปลอบโยน “ท่านพ่อ อย่าโมโหเลย”เฟิงไป๋หลางลดตามองอีกฝ่าย ครั้นเห็นดวงตากระจ่างใสไร้เดียงสาจ้องมาที่ตน ความกังวลก็มลายหายไปจนสิ้นสามปีก่อนพวกเขาให้กำเนิดบุตรชายนามว่าเฟิงซูเหมิง แม้อายุเพียงสามขวบทว่าเฟิงซูเหมิงกลับสามารถเขียนอักษรอ่านตำราได้รวดเร็วประหนึ่งอัจฉริยะวัยเยาว์ร่างสูงยอบกายลง จากนั้นอุ้มเจ้าตัวน้อยไว้บนอ้อมแขน “เด็กดี พ่อไม่ได้โมโห พ่อก็แค่เป็นห่วงแม่ของเจ้าเท่านั้น”เฟิงซูเหมิงเหลียวมองไปยังหน้าประตูที่ปิดสนิท เสียงกรีดร้องของมารดายังดังลอดออกมาไม่หยุด “ท่านพ่อ ท่านแม่เป็นอะไรหรือ
เฟิงไป๋หลางคุกเข่าลงทันควัน เขาโคกศีรษะ “ลูกอกตัญญูทำให้ท่านแม่ต้องห่วง…”“เจ้าตัวแสบ ทำอะไร พอเลย ๆ แม่ล้อเจ้าเล่น ไม่โกรธแล้ว” เฟิงหมิงหว่านถลาเข้ามาประคองบุตรชายให้ยืน นางยิ้มออกมาด้วยความอบอุ่น“หากเจ้าไม่กตัญญูใครจะเรียกว่ากตัญญูอีก ลูกของแม่เก่งที่สุด ในเมื่อเรื่องทั้งหมดจบแล้วเช่นนั้นก็…” เฟิงหมิงหว่านคว้ามือฉือหวั่นโหรว จากนั้นนำมาประสานกับมือของบุตรชายตน“เรื่องเดียวที่แม่ต้องการคือรีบมีหลานให้อุ้ม เช่นนี้แล้วทำเพื่อแม่ได้หรือไม่”ฉือหวั่นโหรวเขินหน้าแดงเฟิงไป๋หลางยิ้มตอบมารดา “เรื่องเท่านี้เอง ท่านแม่อยากอุ้มกี่คนก็ได้ทั้งนั้น”เฟิงหมิงหว่านดีใจดั่งลิงโลด “จริงหรือ ในที่สุดเจ้าตัวแสบก็เชื่อฟังแม่แล้ว เช่นนั้นพวกเจ้ารีบไปเถิด เข้าห้องพักผ่อน”“หา…ท่านแม่แต่นี่ยัง…” ฉือหวั่นโหรวกระอักกระอ่วนทว่าเฟิงหมิงหว่านกลับรีบดันหลังให้พวกเขากลับไป “เร็วเข้า หลานข้ารอมาเกิดนานแล้ว ชักช้าจะไม่ทันการณ์ หากฮูหยิน ไม่สิ หากพระชายาไม่ตั้งครรภ์ก็ไม่ต้องออกจากห้อง”บ่าวรับใช้ในจวนต่างก้มหน้างุดลอบอมยิ้มกันอย่างมีความสุขเฟิงไป๋หลางจนปัญญา เขารีบจูงมือฉือหวั่นโหรวออกมา “ไปกันเถอะ”“ท่านพี่ นี่ท
เฟิงไป๋หลางใช้เวลารักษาตัวถึงหนึ่งสัปดาห์ เขาไม่ได้บอกความจริงกับมารดาของเขา ทว่าชายหนุ่มเล่าทุกอย่างให้ฉือหวั่นโหรวฟังนับตั้งแต่เขาถูกผลักตกร่องหิมะองค์ชายรองที่เป็นสหายร่วมเรียนของเขาก็ช่วยเฟ้นหาหมอที่ดีที่สุดมารักษา กระทั่งขาทั้งสองหายดี ทว่าเรื่องนี้ยังต้องปิดเป็นความลับยาวนานเพราะเกี่ยวพันกับชีวิตและอนาคตของทั้งเขาและองค์ชายรองในภายภาคหน้าระหว่างนี้เฟิงไป๋หลางก็ทำงานให้องค์ชายรองลับ ๆ มาโดยตลอด ดังนั้นบ่อยครั้งจะมีบาดแผลกลับมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอดทนมาจนบัดนี้เฟิงไป๋หลางก็หาตัวคนที่ทำร้ายตนเองเจอเสียที เพราะเขาเก่งทั้งบุ๋นและบู๊แต่ไม่เคยเลือกฝ่ายรัชทายาท ดังนั้นคนมีฝีมืออย่างเขาเมื่อรัชทายาทนำมาใช้งานไม่ได้ก็ต้องกำจัดคนที่ผลักเขาลงไปก็คือซ่งหลิน เพราะซ่งหลินบังเอิญอยู่กับรัชทายาทในตอนนั้น ซ่งหลินคนนี้ละโมบตั้งแต่วัยเด็ก ครั้นถูกผู้สูงศักดิ์เป่าหูเข้าหน่อยก็ยอมพลีกายถวายหัวนี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า วันร่วมโต๊ะอาหาร ณ จวนสกุลฉือสีหน้าของซ่งหลินร้อนรนจนปิดไม่มิดยามที่ได้เผชิญหน้ากับเฟิงไป๋หลาง เรื่องชั่วช้าแม้จะผ่านนานหลายปีอย่างไรก็มิอาจลบล้างออกได้ ฉือหวั่นโหรวตาแดงก่ำ “คนสารเลว
ฉือหวั่นโหรวรีบก้มหน้างุด นางพลั้งปากไปแล้ว น้ำที่สาดออกมาเอากลับคืนไม่ได้ “ข้า…”ชายหนุ่มยิ้ม “ขอบคุณที่เจ้าไม่เคยรังเกียจข้า ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ที่ข้าเองก็คิดว่า ข้ารักเจ้า”ฉือหวั่นโหรวประสานสายตากับเขา ทั้งสองจ้องตอบกันดั่งช่วงเวลาหยุดหมุน แต่แล้วหญิงสาวก็สะดุดตากับแพรพกในมือของเขา ฉือหวั่นโหรวถาม“นี่ของท่านหรือ”“ใช่”“ข้าขอดูให้ชัดได้หรือไม่”“ได้สิ หากเจ้าชอบข้าก็มอบให้เจ้าได้”ฉือหวั่นโหรวไม่ได้ตอบ แต่นางพลิกหน้าพลิกหลังด้วยความร้อนรน “เหมือนมาก ท่านเคยมีแพรพกแบบนี้มาก่อนหรือไม่”เฟิงไป๋หลางครุ่นคิด ไม่นานก็พยักหน้า “เคยมีนะ แต่ว่ามันหายไปตั้งแต่ข้ายังเด็ก นี่เป็นเส้นไหมทองคำที่ท่านแม่ปักให้ข้าเองกับมือ ตอนนั้นข้าทุกข์ใจเพราะมันหายไป ท่านแม่ก็เลยทำแบบเดียวกันให้กับข้าอีกผืน”ฉือหวั่นโหรวตาเบิกโพลง ความรู้สึกสับสนโถมเข้ามาไม่หยุด “ที่แท้เป็นท่าน เป็นท่านเองหรือ”“เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร”“สิบกว่าปีก่อนท่านเคยช่วยเด็กหญิงคนหนึ่งหรือไม่ นาง…นางเคยจมน้ำที่ธารดอกท้อ”เรื่องนั้นก็นานมาแล้ว เฟิงไป๋หลางจำไม่ค่อยได้ ธารดอกท้อในตอนนั้นเขาเคยไปก่อนที่ตนจะถูกผลักตกร่องน้ำแข็ง ไตร่ตรองไปม
คืนนี้เป็นอีกคืนที่ฉือหวั่นโหรวอยู่เพียงลำพัง ทว่าภายในใจกลับรู้สึกร้อนรุ่มเป็นพิเศษ คงเพราะหลายวันที่ผ่านมานางมีเรื่องให้คิดให้ทำจนชิน แต่วันนี้ทุกอย่างมันจบสิ้นแล้ว อยู่ ๆ ความกังวลก็โถมเข้ามาอย่างแปลกประหลาดฉือหวั่นโหรวมองลอดบานหน้าต่างไปยังห้องตำรา นางยังเห็นแสงจากเปลวเทียนสว่างไสวเช่นทุกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเฟิงไป๋หลางภารกิจรัดตัวอะไรหนักหนา ทั้งที่เขามีเพียงบรรดาศักดิ์โหวน้อยแต่กำเนิด ทว่ากลับมิได้เป็นขุนนางในราชสำนักด้วยซ้ำอากาศราตรีนี้เย็นยะเยือกกว่าทุกวันนางจึงรู้สึกเป็นห่วงเขา แม้ไม่อยากทำตัวจู้จี้แต่ก็อยากดูแลเฟิงไป๋หลางให้สมกับการเป็นฮูหยินสักครั้ง ฉือหวั่นโหรวคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาห่อร่าง หากแต่ไม่ทันที่นางจะได้ออกไปไหนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาที่หน้าบานประตูก่อนคิ้วสวยเคลื่อนเข้าชิดกัน “ใครกัน หรือจะเป็นท่านพี่”ขาเสลารีบมุ่งหน้าไปปลดสลักลง หญิงสาวถึงกับผงะเมื่อกลิ่นคาวโลหิตโชยปะทะเข้ามาจนแสบจมูก ขาเล็กถอยกรูดไปเบื้องหลัง เพราะความมืดมิดทำให้นางมองผู้มาเยือนไม่ค่อยชัดนัก“เจ้าเป็นใคร?”เจ้าของร่างสูงขยับใกล้เข้ามา กระทั่งแสงจากโคมไฟที่ฉือหวั่นโหรวถือไว้ส่องกระทบห
หลังจากยกน้ำชาในเช้าของวันนี้ฉือหวั่นโหรวก็ไม่พบหน้าสามีของตนอีก ดูเหมือนโหวน้อยคนนี้ชอบทำตัวประหนึ่งเทพมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง หรือไม่เขาก็คงรังเกียจนางมากแม้กระทั่งใบหน้าก็ไม่อยากมองเขาไม่ยอมโผล่มาก็ช่างเถิด นางจะได้ครองที่นอนให้สบายใจแต่เพียงผู้เดียว ฉือหวั่นโหรวนอนตีขาพลิกร่างไปมา จากนั้นย้ายสา
“โหรวเอ๋อร์คารวะท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ” ร่างระหงยอบกายนอบน้อม“เด็กดีไม่ต้องมากพิธี” เฟิงหมิงหว่านเอ่ยพร้อมรอยยิ้มนางกวาดสายตามองฉือหวั่นโหรวด้วยความเอ็นดู ไม่นานคิ้วงดงามก็เคลื่อนเข้าชิดกัน “เจ้าตัวแสบหายไปที่ใด”แม่นมจี้รีบตอบ “ฮูห
ขบวนเกี้ยวแปดคนหามกำลังมุ่งหน้าไปยังจวนโหว ดนตรีซึ่งบรรเลงอย่างสนุกสนานกับสินเดิมที่ตามหลังเกี้ยวเจ้าสาวเรียงยาวหลายสิบลี้ [1] ทำให้ผู้คนสองข้างถนนตาโต“หยุด…”เกี้ยวที่โคลงเคลงไม่เคลื่อนไหวต่อ เสียงใสลอดออกมาจากด้านใน “ถึงแล้วหรือ”“คุณหนูถึงแล้วเจ้าค่ะ ทว่าประตูจวนโหวไม่เปิด”คิ้วสวยเคลื่อนเข้าชิ
ฉือหวั่นโหรวเป็นบุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมพระคลังฉือเทา ว่ากันว่านางถูกบิดาถือหาง ทำให้นิสัยของนางจองหองร้ายกาจ เที่ยวรังแกน้องสาวต่างมารดาไม่พอ ยังคอยกดขี่ทุบตีบรรดาอนุของบิดาทว่าวันนี้กลับทำให้บุรุษหลายคนอกสั่นขวัญแขวน เนื่องจากคุณหนูใหญ่ฉือหวั่นโหรวกำลังจะออกเรือน แน่นอนว่าภาพเหมือนของเหล่าคุณชาย







