Se connecterส่วนเฟยซวนก็เดินไปทักทายบิดากับมารดาที่อยู่ข้าง ๆ ผู้เป็นย่าของตนเช่นกัน “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอโทษด้วยนะขอรับที่ข้าไม่เลือกเป็นขุนนาง”
จางเจิ้นเอ่ยกับบุตรชายด้วยท่าทางสบาย ๆ ไม่ได้ผิดหวังกับสิ่งที่บุตรชายเลือกแต่อย่างใด “ไอหยา เจ้าจะขอโทษพ่อกับแม่ไปทำไมกันเล่าอาซวน นี่เป็นสิ่งที่เจ้าตัดสินใจเลือกด้วยตนเองแล้วมิใช่หรือ ก่อนจะเดินทางไปเมืองหลวงเจ้าเองก็บอกทุกคนไว้ ว่าจะช่วยซีซีขยายกิจการให้กว้างขวางต่อให้เจ้าจะไม่เข้าสอบพวกเราก็ไม่เคยคิดโทษเจ้าหรอกนะ” “พ่อเจ้าพูดถูกถึงลูกแม่จะไม่เป็นขุนนางแต่เจ้ายังมีตำแหน่งบัณฑิตระดับจิ้นซื่อ ที่บ่งบอกว่าเจ้ามีฐานะสูงส่งกว่าคนสามัญทั่วไปมิใช่หรือ” นางเซี่ยกล่าวกับบุตรชายที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่ที่เข้าใจข้าขอรับ” เพียงแต่ความภูมิใจที่บุตรหลานประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่การงาน ยังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไปทันทีเมื่อความสงสัยของผู้เฒ่าจางได้รับความกระจ่าง “อาหยาง อาเหยา มีเรื่องหนึ่งที่พ่อไม่เข้าใจอยากให้พวกเจ้าสองคนช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม” “ท่านพ่อตาไม่เข้าใจเกี่ยวกับอันใดหรือขอรับ?” “ก็เมื่อครู่ก่อนจะเข้ามาได้ยินกู้เฟิงกับม่ายเซียนเรียกซีซีว่า ‘ท่านหญิง’ มันหมายความว่าอย่างไรหรือ” ผู้เฒ่าจางถามออกไปตรง ๆ พอทุกคนได้ยินคำถามของผู้เฒ่าคนที่ไม่รู้ก็สงสัยอยากรู้ด้วยทันที ส่วนคนที่รู้ก็ช่วยเฟิงหยางตอบคำถามกันยกใหญ่ “เรื่องนี้เองหรอกหรือขอรับท่านปู่ ข้าขอเตือนให้ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อและท่านแม่ตั้งสติให้ดี ๆ กับคำตอบที่จะได้รับเสียตอนนี้ดีกว่า หากพวกท่านไม่เตรียมตัวเกรงว่าพอได้ฟังจะเป็นลมล้มพับเอาได้นะ” เฟยซวนเอ่ยก่อนใคร “เหตุใดเจ้าถึงพูดเหมือนกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายไปได้เล่าอาซวน ถ้าเจ้าไม่อยากพูดก็ให้คนอื่นพูดแทนก็แล้วกัน” จางเจิ้นหมั่นไส้บุตรชายที่ทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ถึงชีวิต “เอาล่ะ ๆ ทุกคนไม่ต้องเถียงกันไปมานะเจ้าคะความสงสัยของท่านตาซีซีจะเป็นคนตอบเอง ท่านตาคำที่ท่านได้ยินกู้เฟิงกับม่ายเซียนใช้เรียกซีซี ความหมายของมันก็ตรงตัวอยู่แล้วนะเจ้าคะ เพราะยามทำงานอยู่ที่เมืองหลวงซีซีได้ช่วยเหลือพี่ชายคนหนึ่งไว้ และพวกเราก็ทำความรู้จักจนสนสนิทสนมกัน พอได้พบเจอคนในครอบครัวของพี่ชายท่านนั้นทุกคนต่างรักใคร่และเอ็นดูซีซีอย่างมาก จนกระทั่งความลับที่พวกเราไม่เคยรู้ได้เปิดเผยในวันที่เปิดกิจการโรงหมอของตระกูลจาง ว่าแท้จริงแล้วคนที่ซีซีช่วยเหลือคือพระโอรสของฮ่องเต้ ด้วยพระเมตตาพระองค์จึงรับซีซีเป็นบุตรบุญธรรม และพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นอวิ๋นเยว่เซวี่ยนจวินหรือที่ทุกคนมักจะเรียกว่าท่านหญิง ทั้งนี้ยังมีป้ายหยกประจำตัวพร้อมทหารองครักษ์อีกสิบคน ตอนนี้ตระกูลจางมิได้มีเพียงขุนนางแต่ยังมีท่านหญิงอย่างซีซีด้วยนะ คิ ๆ ๆ” “หา!! /อะไรนะ!! /บุตรบุญธรรมของฮ่องเต้!! /ซีซีเป็นท่านหญิงรึ!!” “นะ นะ นี่ตระกูลจางของข้าในชาติก่อนเคยทำบุญด้วยอันใดกันแน่ ชาตินี้ถึงมีบุตรหลานช่วยส่งเสริมตระกูลที่ต่ำต้อยกลายเป็นตระกูลชั้นสูงได้” “ละ ละ หลานสาวของข้าเป็นถึงบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้เชียวหรือนี่ อาเอินเจ้าว่าพวกเรากำลังฝันกลางวันกันอยู่ใช่ไหม” จางเจิ้นตะลึงจนไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นเรื่องจริง นางเซี่ยยิ้มกว้างจับมือสามีและตอบคำถามด้วยการหยิกไปที่แขนของเขาแรง ๆ หมับ “โอ๊ย ๆ ๆ อาเอินเจ้าหยิกข้าทำไม...อูย เจ็บนะ” “อ้าว ข้าก็ช่วยยืนยันกับท่านพี่อยู่นี่อย่างไรล่ะ ว่ากำลังอยู่ในความฝันหรือว่าอยู่ในโลกของความจริง ตอนนี้ได้คำตอบแล้วหรือยังเล่า ฮึ” “ฮ่า ๆ ๆ ท่านลุงข้าขอยืนยันนอนยันกับพวกท่านว่าเรื่องที่ซีซีกลายเป็นบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ และยังมีตำแหน่งท่านหญิงขั้นสูงสุดคือเรื่องจริงแน่นอนขอรับ” จื่อหานเห็นท่าทางไม่เชื่อของผู้เป็นลุงจึงต้องช่วยยืนยันอีกคน แม้แต่เฟิงหยางกับซูเหยาที่ถูกสายตาหลายคู่จ้องมองเพื่อขอคำยืนยัน ทั้งสองยังอดยิ้มพร้อมกับพยักหน้าว่าคือเรื่องจริงตอบกลับไป คราวนี้คนที่เพิ่งได้รับรู้ข่าวดีของอวิ๋นซีถึงกับคุกเข่าโขกศีรษะกล่าวสรรเสริญฮ่องเต้กันยกใหญ่ “โอ้ ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงมีพระเมตตากับบุตรหลานของข้าผู้นี้ พวกเราตระกูลจางขอสัญญาว่าจะหมั่นทำความดีและทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อบ้านเมืองจนกว่าชีวิตจะหาไม่” “ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่น หมื่นปี” “ทุกคนเจ้าคะไหน ๆ วันนี้พวกเราได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว ยกเว้นพี่หรงจวินที่กำลังทำหน้าที่ขุนนางให้กับราชสำนัก ซีซีว่าเรามาฉลองให้กับการเลื่อนสถานะของตระกูลดีหรือไม่เจ้าคะ” อวิ๋นซีเห็นว่าทุกคนกำลังอยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข จึงชักชวนทำสิ่งที่คนในครอบครัวจะได้ทำร่วมกัน “ข้าเห็นด้วยขอรับ พวกเราควรฉลองให้กับเรื่องดี ๆ ที่ตระกูลจางได้รับ” เฟยซวนย่อมสนับสนุนเพราะอาหารที่อยากกิน “ข้าก็ด้วย ๆ” “ดี! พวกเรามาฉลองต้อนรับสิ่งดี ๆ ที่เข้ามาสู่ตระกูลจางกัน” ผู้เฒ่าจางไม่คัดค้านความต้องการของบุตรหลานอยู่แล้ว ในเมื่อทุกอย่างที่ได้มาล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น “วู้ ๆ ๆ ท่านแม่ซีซีจะกินหม้อไฟเจ้าค่ะ” “ท่านแม่ข้าก็อยากกินผัดเปรี้ยวหวานขอรับ” “ท่านอา ๆ ของข้าเป็นปลาราดพริกนะขอรับ” “ได้ ๆ ๆ พวกเจ้าอยากกินอะไรต้องได้กินดีหรือไม่” “ฮ่า ๆ ๆ” บรรยากาศของความสุขยามได้อยู่ร่วมกันหลาย ๆ คนกลับมาอีกครั้ง ถึงแม้ครั้งนี้จะขาดหรงจวินผู้ที่กำลังทำตามความฝันในการเป็นขุนนางของตน การเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จของกิจการก่อสร้างถือว่าเป็นเพียงก้าวแรกของตระกูลจางเท่านั้น เพราะหลังจากนี้ถึงจะเป็นการเผชิญกับความจริงเกี่ยวกับจิตใจของคน ซึ่งอวิ๋นซีได้วางแผนไว้ว่าจะเพิ่มพูนความรู้ให้กับครอบครัวเพื่อใช้ในการเจรจายามมีคนต้องการมาเป็นคู่ค้า หากพวกเขามองคนที่เข้าหาไม่ขาดจะกลายเป็นฝ่ายตนเองที่ต้องแบกรับปัญหาทันที“จะเป็นใครอีกล่ะหากไม่ใช่คุณหนูจางอวิ๋นซีที่เจ้ายืนด่าพวกเจ้าคนนี้ ไม่เพียงเท่านั้นท่านหญิงอวิ๋นเยว่ยังเป็นบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ เจ้ากับพ่อแม่รู้หรือไม่หากข้าไม่ห้ามเจ้าแล้วปล่อยให้ทำร้ายท่านหญิง โทษของพวกเจ้าสามคนย่อมเป็นการประหารชีวิตในข้อหาทำร้ายเชื้อพระวงศ์” เรื่องนี้ซือเฉินพูดด้วยเสียงที่ดังยิ่งกว่าเดิมเพื่อให้ได้ยินกันถ้วนหน้าตุบ ตุบ ตุบ หลังจากได้ยินอย่างแน่ชัดแล้วว่าฐานะของอวิ๋นซีนั้นสูงส่ง ชาวบ้านที่เคยยืนรายล้อมก็ลงไปคุกเข่าก้มหน้าไม่กล้าพูดอีกต่อไป“ปะ ปะ เป็นไปได้ยังไงที่พวกมันจะได้ดีถึงขั้นนี้”เฟิงหยางไม่ได้รู้สึกสงสารหรือเห็นใจคนบ้านหลิ่งทั้งสามคนแม้แต่น้อย เขาเอ่ยถามบุตรสาวเรื่องการลงโทษแทนการขอความเห็นใจ“ซีซีพ่อเห็นด้วยกับซือเฉินนะเจ้าคิดจะลงโทษคนตระกูลหลิ่งอย่างไร ฝ่าบาททรงประทานอำนาจเรื่องนี้แล้วมิใช่หรือ ถ้าหากฝ่าบาททรงทราบว่าเจ้าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บบางทีพวกเขาอาจรับโทษประหารชีวิตก็ได้นะ”“หึ ซีซีอยากให้คนเช่นนี้ถูกประหารชีวิตไปได้ยิ่งดีเจ้าค่ะท่านพ่อ คนสันดานไม่ดีไม่มีทางแก้ไขให้กลับมาดีได้อีกแล้ว แต่ในเมื่อความผิดที่เกิดขึ้นยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง เช่นนั้นซือเฉินเจ้
เพียงแต่เรื่องน่ายินดีก็เป็นอันต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงแหลมบาดหูตะโกนมาแต่ไกล จากน้ำเสียงที่ได้ยินบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ากำลังไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่สำคัญคนที่วิ่งไปตามเจ้าของเสียงยังยืนมองอย่างสนุกสนานอีกด้วย“ไหน เจ้าลูกอกกตัญญูมันอยู่ไหน ไปได้ดีมีฐานะร่ำรวยก็ลืมบุญคุณคนเป็นพ่อแม่แล้วรึ เจ้าเฟิงหยางอยู่ตรงไหนโผล่หัวของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”“เจ้าลูกเลี้ยงไม่เชื่องออกมาคุกเข่าโขกหัวขอขมาข้ากับแม่ของเจ้าซะ! ถ้ายังไม่ยอมโผล่หัวออกมาข้าจะป่าวประกาศให้ทั่วว่าเจ้ามันคือลูกทรพี”“พี่รองท่านร่ำรวยแล้วก็ควรส่งเงินมาให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ใช้บ้างสิ ถึงจะตัดขาดกันแต่อย่าลืมว่าผู้ใดคือคนที่ให้กำเนิดท่านนะพี่รอง”ชาวบ้านเปิดทางให้คนบ้านหลิ่งและไม่มีใครออกหน้าช่วยให้เฟิงหยาง จะมีเพียงหัวหน้าซ่งที่พยายามห้ามปรามแต่มีหรือคนอย่างบ้านหลิ่งจะยอมฟัง“นี่ตาเฒ่าหลิ่ง นางหลิว พวกเจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนะเพราะพวกเจ้าตัดขาดกับอาหยางทุกอย่างแล้ว จะมาเรียกร้องเงินทองจากอาหยางไม่ได้...”“เจ้าหุบปากไปเลยไม่ต้องมายุ่งเรื่องของครอบครัวข้าเลยนะตาเฒ่าซ่ง ถ้าไม่อยากถูกข้าด่าไปถึงบรรพบุรุษของเจ้าก็อยู่เงียบ ๆ เข้าใจไหม” นางหลิว
การทำงานในหมู่บ้านชิงสุ่ยดำเนินต่อไปด้วยความสามัคคีจากทุกคน ส่วนอวิ๋นซีกับบิดาที่สามารถใช้ความเร็วในการเดินทาง ในที่สุดทั้งสองคนก็มาถึงหมู่บ้านหวงถูโดยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามกว่า ๆ เท่านั้นเพียงแค่รถม้าคันใหญ่และงดงามส่วนด้านหน้ามีป้ายชื่ออวิ๋นเยว่ติดไว้ วิ่งเข้าไปด้านในหมู่บ้านกลุ่มคนที่มักจะนั่งพูดคุยกันต่างมองตามตาไม่กระพริบ บางคนทนไม่ไหวถึงกับรีบเดินตามไปดูว่ารถม้าคันดังกล่าวจะไปหยุดอยู่ที่ใดจนกระทั่งถึงที่หมายอย่างบ้านของซ่งเหวยหัวหน้าหมู่บ้านหวงถูแห่งนี้ รถม้าของอวิ๋นซีถึงได้หยุดนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับการดูแลจากม่ายเซียนกับกู้เฟิง ด้วยการวางบันไดให้เจ้านายเดินลงมาอย่างสง่าผ่าเผยคนที่จำเฟิงหยางได้ก็กระซิบกระซาบกันใหญ่‘เอ๊ะ นั่นมิใช่อาหยางบุตรชายคนรองของบ้านหลิ่งหรอกหรือ’‘ใช่จริง ๆ ด้วย แต่ทำไมถึงแต่งตัวเหมือนคนร่ำรวยไหนจะลงมาจากรถม้าคันใหญ่โตนั่นอีก’‘หรือว่าพอตัดขาดกับบ้านหลิ่งแล้วจะไปทำงานจนร่ำรวยเงินทอง หรือได้อยู่ในจวนขุนนางจนได้รับความไว้วางใจกระมัง’‘เรื่องนั้นข้าไม่รู้หรอกอย่างเดียวที่ข้ารู้ก็คือ ถ้าบ้านหลิ่งรู้ว่าเจ้าเฟิงหยางมีเงินทองกินใช้อย่างสุขสบายละก็ วันนี้คงมีเ
เรื่องที่อวิ๋นซีจะสร้างโรงงานทำก้อนอิฐและยังรับคนในหมู่บ้านชิงสุ่ย รวมถึงคนในหมู่บ้านหวงถูบางส่วนที่เคยดีกับพวกตนมาทำงาน ก็ได้บอกกับเหล่าสตรีทั้งสามของครอบครัวให้รับรู้ก่อนถึงมื้ออาหารเย็นแม้ความคิดนี้ของบุตรหลานตัวน้อยจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าคนที่รู้สึกเป็นกังวลถ้าหากสามีกับบุตรสาวต้องกลับไปหมู่บ้านหวงถู ซูเหยากลัวว่าคนตระกูลหลิ่งจะมาวุ่นวายและสร้างปัญหา จึงมีท่าทีอึดอัดใจจนอวิ๋นซีต้องยืนยันว่าสามารถรับมือได้“ท่านพี่ถ้าไปหมู่บ้านหวงถูเกิดคนพวกนั้นเข้ามาเรียกร้องผลประโยชน์จนทำให้เรื่องวุ่นวายจะทำอย่างไรเจ้าคะ”“ท่านแม่ท่านอย่าได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องคนตระกูลหลิ่งนั่นไปเลยเจ้าค่ะ ต่อให้เอาเรื่องบุญคุณการเป็นบิดามารดามาข่มขู่ท่านพ่อ ซีซีเชื่อว่าท่านพ่อไม่มีทางใจอ่อนยอมยกโทษให้พวกเขาแน่นอนอีกอย่างพวกเราก็มีหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์เป็นหลักฐานในมือ ถ้าเตือนแล้วยังไม่ยอมหยุดก็พาตัวไปที่ว่าการให้ท่านนายอำเภอตัดสินโทษเสีย ดูสิว่าหากต้องได้รับโทษกันทั้งตระกูลยังจะหาเรื่องพวกเราอีกหรือไม่”“อาเหยาเจ้าไม่ต้องคิดมากคนเห็นแก่เงินอย่างตระกูลหลิ่งก็เก่งแต่ปาก เอาเข้าจริงพอข่มขู่อย่างที่ซีซีพูดมา
จางเจิ้นรอให้คู่ค้าคนใหม่เดินไปไกลแล้วถึงได้กล่าวชื่นชมหลานสาว ที่สามารถคัดเลือกคนที่มิได้ใช้เพียงอำนาจเข้าข่มขู่ แต่สามารถทำให้พวกเขาโอนอ่อนผ่อนตามด้วยความเต็มใจ “หลานรักเจ้าพัฒนาฝีมือเรื่องการค้าไปอีกขั้นแล้วนะ ดูท่าคู่ค้าของเราทั้งสามคนในวันนี้คงทำให้เรามีเงินอยู่ในมือนับพันตำลึงเงินแน่นอน” “อืม ตาก็เห็นด้วยกับท่านลุงของเจ้านะการเลือกคนมาเป็นคู่ค้าสำคัญกับพวกเรามากจริง ๆ ยังดีที่ซีซีมีแผนรับมือพวกเขาไว้ก่อน” หลังจากไม่มีคนนอกอยู่ในศาลาแล้วอวิ๋นซีก็กลับมาเป็นเด็กน้อยขี้อวดเหมือนเดิม “คิ ๆ ๆ เรื่องอะไรซีซีจะยอมให้คนเจ้าเล่ห์มาเอาเปรียบพวกเราได้ หากไม่ควบคุมพวกเขาไว้เสียแต่ทีแรกแล้วปล่อยให้ขายวัสดุอุปกรณ์ในราคาแพง ชื่อเสียงของตระกูลจางคงถูกพวกเขาทำลายไม่เหลือแน่ ๆ เจ้าค่ะท่านตา” “ท่านพ่อตา พี่ภรรยา สงสัยพวกเราคงต้องเรียนรู้เรื่องนี้ให้มากเสียแล้ว ยามแยกย้ายกันไปจัดการเรื่องงานกับลูกค้าตามที่ต่าง ๆ จะได้ไม่หลงกลถูกพวกเขาหลอกลวงจนรับมือไม่ไหวขอรับ” เฟิงหยางคิดว่าเรื่องนี้บุตรสาวของเขาย่อมมีทางออกให้ทุกคนได้เรียนรู้เพิ่มเติมแน่นอน “อืม เช่นนั้นต้องรบกวนซีซีช่วยสอนเรื่องนี้กับพวกเรา
แขกที่เหลืออีกสามคนต่างรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพอวิ๋นซีทันที เมื่อเห็นถึงผลลัพธ์ที่นายช่างชุนเทียนได้รับ หากครั้งนี้พวกเขาไม่ได้รับการคัดเลือกคงต้องไปหาอาชีพใหม่ทำเป็นแน่ “คารวะท่านหญิงอวิ๋นเยว่!” “พวกท่านนั่งตามสบายเถิด ไม่ต้องเกร็งข้ามิใช่คนที่ใช้อำนาจที่มีมารังแกผู้อื่นได้ตามใจชอบหรอกนะ” อวิ๋นซีใช้น้ำเสียงปกติพูดคุยกับแขกที่ยังเหลือในตอนนี้ “อย่ามองว่าหลานสาวของข้าเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ เชียวนะ ต่อให้นางเป็นเด็กแต่ความสามารถเหนือกว่าผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ เสียอีก” ผู้เฒ่าจางกล่าวทั้งชื่นชมและเตือนทั้งสามเป็นนัย ๆ “ข้าเพ่ยถิงเฟิงมาจากเมืองเจิ้งโจวอยากทำการค้ากับตระกูลจาง หวังว่าท่านหญิงจะให้โอกาสนายช่างธรรมดา ๆ เช่นข้าด้วยขอรับ” “พวกข้าสองคนก็อยากขอโอกาสจากท่านหญิงเช่นกันขอรับ” ขณะนั้นจื่อหานกับเฟยซวนที่ช่วยกันถือสิ่งที่อวิ๋นซีสั่งไว้ออกมาพอดี จึงไม่รู้ว่าก่อนหน้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้างยามมาถึงก็ถามเรื่องคู่ค้าไม่สนเรื่องอื่น “ซีซีพวกพี่นำสิ่งที่เจ้าต้องการมาครบแล้วนะ ว่าแต่พูดคุยเรื่องการค้าไปถึงไหนแล้วล่ะ” “นั่นน่ะสิซีซี นี่ยังไม่มีใครนำตัวอย่างวัสดุของเรามาให้แขกดูบ้างหรื







