Se connecter
จางอวิ๋นซีผู้มาเกิดใหม่ในร่างเด็กหญิงวัยแปดหนาวในโลกที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ผู้พาครอบครัวก่อร่างสร้างตัวจากสิ่งของจากยุคสมัยที่นางจากมา ทั้งนางยังเป็นแรงผลักดันในการสอบขุนนางของญาติผู้พี่จนประสบความสำเร็จ
หลังจากการเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อทำงานตามสัญญาจ้างงาน อวิ๋นซีที่ได้ยื่นมือช่วยเหลือองค์ชายสิบผู้เป็นโอรสที่ฮ่องเต้โปรดปรานเอาไว้ ที่สำคัญนางยังได้รับความเอ็นกลายเป็นบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้กับฮองเฮา
ยามอยู่ใกล้ผู้มีอำนาจกลุ่มคนที่ไม่พอใจย่อมเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ และเฝ้ารอให้อวิ๋นซีเดินทางออกจากเมืองหลวง จากนั้นคนหลายกลุ่มจึงได้คิดแผนการกำจัดนางกับครอบครัว แต่ยังมีบางกลุ่มที่อยากครอบครองกิจการของนางในการกอบโกยเงินทอง
“ท่านหญิงต้องการให้พวกข้าจัดการกับคนที่คิดกำจัดท่านอย่างไร ไม่ว่าจะสังหารในดาบเดียวหรือทรมานให้อยู่มิสู้ตายข้าล้วนทำได้ทั้งสิ้นขอรับ”
“เรื่องคอขาดบาดตายข้าย่อมไม่ปล่อยให้พวกนั้นกลับมาทำร้ายข้าเป็นครั้งที่สองได้แน่ ไม่ว่าจะส่งคนมาเท่าไหร่พวกเจ้ากำจัดทิ้งให้หมดก็พอ”
“ซือเฉินความปลอดภัยของน้องสาวข้าคืออันดับหนึ่ง การกำจัดไม่ให้เหลือซากคือทางออกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว” จื่อหานที่เติบโตกลายเป็นชายหนุ่มผู้เก่งกาจด้านการค้า ยังคงเข้าข้างอวิ๋นซีและไม่เคยแย้งการตัดสินใจของนางเช่นเดิม
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับคุณชายใหญ่”
ท่ามกลางปัญหาที่มีศัตรูคอยจ้องกิจการของอวิ๋นซีเพราะสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแล้วนั้น ยังมีบุรุษอยู่อีกคนหนึ่งที่แยกย้ายกันไปเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้เขารั้งตำแหน่งรองแม่ทัพด้วยผลงานการปราบปรามผู้รุกราน จากเผ่าเหยียนซาให้ถอยร่นกลับไปตั้งหลักยังดินแดนของตน
แต่กว่าจะใช้ความสามารถในการได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพมาอยู่ในมือ หวงซวี่หนานหรือองค์ชายสิบต้องเอาชีวิตเข้าแลกนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังต้องคอยระวังและรับมือกับคนจากตระกูลต้วนที่อยากสังหารตน
ดังนั้นยาที่องค์ชายสิบได้รับจากอวิ๋นซีตลอดมา จึงเป็นสิ่งที่ช่วยยื้อชีวิตของเขาจากมือยมทูตมาหลายครั้ง จู่ ๆ วันหนึ่งองค์ชายสิบได้รับภารกิจจากแม่ทัพมู่ ให้เร่งเดินทางไปยังเมืองซานชิงเพื่อสืบข่าวสายลับของเผ่าเหยียนซา
ซึ่งการเดินทางขององค์ชายสิบครั้งนี้กลับมีความบังเอิญเสียเหลือเกิน เพราะคนที่เขาไม่ได้พบหน้ามาเกือบแปดปีเดินทางมาทำงานที่เมืองซานชิง และการที่องค์ชายสิบจดจำได้ว่าหญิงสาวคนดังกล่าว คือคนเดียวที่อยู่ในใจมาตลอดย่อมเป็นเสียงที่ดังจากการเดินของนาง
กรุ๋ง...กริ๋ง ๆ ฟิ้วววว กึก...
‘เสียงกระพรวนนี่มัน...คือเสี่ยวซีเช่นนั้นหรือ?’
“ท่านหญิงจะรีบไปที่ใดเจ้าคะถึงได้เร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าทุกที หรือว่าท่านพบเจอเรื่องที่น่าสนใจอีกแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ม่ายเซียนเอ่ยรั้งเจ้านายที่ยามนี้เติบโตเป็นหญิงสาวใกล้ถึงวัยปักปิ่นเต็มทีและยังงดงามน่ามอง แต่นิสัยนั่นน่ะหรือยังคงเป็นเหมือนตอนยังเด็กไม่มีผิดเพี้ยน
อวิ๋นซีตอบคำถามของม่ายเซียนโดยไม่ได้หยุดฝีเท้าของตนหรือชะลอให้ช้าลงแต่อย่างใด
“ก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่ข้างหน้าน่ะสิม่ายเซียน หากข้ายังชักช้าอาจมองไม่เห็นเรื่องสนุก ๆ ก็ได้นะ”
“ท่านหญิงจะไปดูเรื่องสนุกก็ได้แต่ท่านต้องระวังอันตรายด้วยสิขอรับ” ซือเฉินผู้ติดตามดูแลอวิ๋นซีก็ร้องเตือนด้วยความระอาใจ ที่เจ้านายของตนช่างเป็นคนซุกซนเสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ
สิ้นเสียงการเอ่ยเตือนของซือเฉินไม่ทันไรอวิ๋นซีก็สะดุดร่องถนนจนได้ ขณะที่ร่างบางกำลังจะหน้าคะมำลงกับพื้นก็มีแขนกำยำพุ่งมาคว้าร่างของนางไว้ได้ทัน
“อร้ายยย!! เจ็บตัวอีกแล้ว”
“เสี่ยวซี!!...” พรึบ! หมับ!
อวิ๋นซีที่ตกอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษร่างกายกำยำยังคงรู้สึกงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไหนจะคำเรียกที่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเรียกนางเช่นนี้ได้ พอเรียกสติกลับมาก็พยายามซักถามผู้มีพระคุณอยู่เช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้คำตอบ
องค์ชายสิบที่มั่นใจแล้วว่าหญิงสาวในอ้อมแขนของเขาก็คือคนที่คิดถึงมาตลอดหลายปี จึงอยากกลั่นแกล้งนางเสียหน่อยและอยากรู้ว่า อวิ๋นซีจะจำได้หรือไม่ว่าเขาก็คือพี่ชายจื้ออวี่ของนาง
นิยายเรื่องนี้เป็นจินตนาการของผู้เขียน ชื่อตัวละครหรือสถานที่ต่าง ๆ ในนิยายไม่ได้อิงประวัติศาสตร์ใด ๆ ทั้งสิ้น
“จะเป็นใครอีกล่ะหากไม่ใช่คุณหนูจางอวิ๋นซีที่เจ้ายืนด่าพวกเจ้าคนนี้ ไม่เพียงเท่านั้นท่านหญิงอวิ๋นเยว่ยังเป็นบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ เจ้ากับพ่อแม่รู้หรือไม่หากข้าไม่ห้ามเจ้าแล้วปล่อยให้ทำร้ายท่านหญิง โทษของพวกเจ้าสามคนย่อมเป็นการประหารชีวิตในข้อหาทำร้ายเชื้อพระวงศ์” เรื่องนี้ซือเฉินพูดด้วยเสียงที่ดังยิ่งกว่าเดิมเพื่อให้ได้ยินกันถ้วนหน้าตุบ ตุบ ตุบ หลังจากได้ยินอย่างแน่ชัดแล้วว่าฐานะของอวิ๋นซีนั้นสูงส่ง ชาวบ้านที่เคยยืนรายล้อมก็ลงไปคุกเข่าก้มหน้าไม่กล้าพูดอีกต่อไป“ปะ ปะ เป็นไปได้ยังไงที่พวกมันจะได้ดีถึงขั้นนี้”เฟิงหยางไม่ได้รู้สึกสงสารหรือเห็นใจคนบ้านหลิ่งทั้งสามคนแม้แต่น้อย เขาเอ่ยถามบุตรสาวเรื่องการลงโทษแทนการขอความเห็นใจ“ซีซีพ่อเห็นด้วยกับซือเฉินนะเจ้าคิดจะลงโทษคนตระกูลหลิ่งอย่างไร ฝ่าบาททรงประทานอำนาจเรื่องนี้แล้วมิใช่หรือ ถ้าหากฝ่าบาททรงทราบว่าเจ้าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บบางทีพวกเขาอาจรับโทษประหารชีวิตก็ได้นะ”“หึ ซีซีอยากให้คนเช่นนี้ถูกประหารชีวิตไปได้ยิ่งดีเจ้าค่ะท่านพ่อ คนสันดานไม่ดีไม่มีทางแก้ไขให้กลับมาดีได้อีกแล้ว แต่ในเมื่อความผิดที่เกิดขึ้นยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง เช่นนั้นซือเฉินเจ้
เพียงแต่เรื่องน่ายินดีก็เป็นอันต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงแหลมบาดหูตะโกนมาแต่ไกล จากน้ำเสียงที่ได้ยินบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ากำลังไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่สำคัญคนที่วิ่งไปตามเจ้าของเสียงยังยืนมองอย่างสนุกสนานอีกด้วย“ไหน เจ้าลูกอกกตัญญูมันอยู่ไหน ไปได้ดีมีฐานะร่ำรวยก็ลืมบุญคุณคนเป็นพ่อแม่แล้วรึ เจ้าเฟิงหยางอยู่ตรงไหนโผล่หัวของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”“เจ้าลูกเลี้ยงไม่เชื่องออกมาคุกเข่าโขกหัวขอขมาข้ากับแม่ของเจ้าซะ! ถ้ายังไม่ยอมโผล่หัวออกมาข้าจะป่าวประกาศให้ทั่วว่าเจ้ามันคือลูกทรพี”“พี่รองท่านร่ำรวยแล้วก็ควรส่งเงินมาให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ใช้บ้างสิ ถึงจะตัดขาดกันแต่อย่าลืมว่าผู้ใดคือคนที่ให้กำเนิดท่านนะพี่รอง”ชาวบ้านเปิดทางให้คนบ้านหลิ่งและไม่มีใครออกหน้าช่วยให้เฟิงหยาง จะมีเพียงหัวหน้าซ่งที่พยายามห้ามปรามแต่มีหรือคนอย่างบ้านหลิ่งจะยอมฟัง“นี่ตาเฒ่าหลิ่ง นางหลิว พวกเจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนะเพราะพวกเจ้าตัดขาดกับอาหยางทุกอย่างแล้ว จะมาเรียกร้องเงินทองจากอาหยางไม่ได้...”“เจ้าหุบปากไปเลยไม่ต้องมายุ่งเรื่องของครอบครัวข้าเลยนะตาเฒ่าซ่ง ถ้าไม่อยากถูกข้าด่าไปถึงบรรพบุรุษของเจ้าก็อยู่เงียบ ๆ เข้าใจไหม” นางหลิว
การทำงานในหมู่บ้านชิงสุ่ยดำเนินต่อไปด้วยความสามัคคีจากทุกคน ส่วนอวิ๋นซีกับบิดาที่สามารถใช้ความเร็วในการเดินทาง ในที่สุดทั้งสองคนก็มาถึงหมู่บ้านหวงถูโดยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามกว่า ๆ เท่านั้นเพียงแค่รถม้าคันใหญ่และงดงามส่วนด้านหน้ามีป้ายชื่ออวิ๋นเยว่ติดไว้ วิ่งเข้าไปด้านในหมู่บ้านกลุ่มคนที่มักจะนั่งพูดคุยกันต่างมองตามตาไม่กระพริบ บางคนทนไม่ไหวถึงกับรีบเดินตามไปดูว่ารถม้าคันดังกล่าวจะไปหยุดอยู่ที่ใดจนกระทั่งถึงที่หมายอย่างบ้านของซ่งเหวยหัวหน้าหมู่บ้านหวงถูแห่งนี้ รถม้าของอวิ๋นซีถึงได้หยุดนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับการดูแลจากม่ายเซียนกับกู้เฟิง ด้วยการวางบันไดให้เจ้านายเดินลงมาอย่างสง่าผ่าเผยคนที่จำเฟิงหยางได้ก็กระซิบกระซาบกันใหญ่‘เอ๊ะ นั่นมิใช่อาหยางบุตรชายคนรองของบ้านหลิ่งหรอกหรือ’‘ใช่จริง ๆ ด้วย แต่ทำไมถึงแต่งตัวเหมือนคนร่ำรวยไหนจะลงมาจากรถม้าคันใหญ่โตนั่นอีก’‘หรือว่าพอตัดขาดกับบ้านหลิ่งแล้วจะไปทำงานจนร่ำรวยเงินทอง หรือได้อยู่ในจวนขุนนางจนได้รับความไว้วางใจกระมัง’‘เรื่องนั้นข้าไม่รู้หรอกอย่างเดียวที่ข้ารู้ก็คือ ถ้าบ้านหลิ่งรู้ว่าเจ้าเฟิงหยางมีเงินทองกินใช้อย่างสุขสบายละก็ วันนี้คงมีเ
เรื่องที่อวิ๋นซีจะสร้างโรงงานทำก้อนอิฐและยังรับคนในหมู่บ้านชิงสุ่ย รวมถึงคนในหมู่บ้านหวงถูบางส่วนที่เคยดีกับพวกตนมาทำงาน ก็ได้บอกกับเหล่าสตรีทั้งสามของครอบครัวให้รับรู้ก่อนถึงมื้ออาหารเย็นแม้ความคิดนี้ของบุตรหลานตัวน้อยจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าคนที่รู้สึกเป็นกังวลถ้าหากสามีกับบุตรสาวต้องกลับไปหมู่บ้านหวงถู ซูเหยากลัวว่าคนตระกูลหลิ่งจะมาวุ่นวายและสร้างปัญหา จึงมีท่าทีอึดอัดใจจนอวิ๋นซีต้องยืนยันว่าสามารถรับมือได้“ท่านพี่ถ้าไปหมู่บ้านหวงถูเกิดคนพวกนั้นเข้ามาเรียกร้องผลประโยชน์จนทำให้เรื่องวุ่นวายจะทำอย่างไรเจ้าคะ”“ท่านแม่ท่านอย่าได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องคนตระกูลหลิ่งนั่นไปเลยเจ้าค่ะ ต่อให้เอาเรื่องบุญคุณการเป็นบิดามารดามาข่มขู่ท่านพ่อ ซีซีเชื่อว่าท่านพ่อไม่มีทางใจอ่อนยอมยกโทษให้พวกเขาแน่นอนอีกอย่างพวกเราก็มีหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์เป็นหลักฐานในมือ ถ้าเตือนแล้วยังไม่ยอมหยุดก็พาตัวไปที่ว่าการให้ท่านนายอำเภอตัดสินโทษเสีย ดูสิว่าหากต้องได้รับโทษกันทั้งตระกูลยังจะหาเรื่องพวกเราอีกหรือไม่”“อาเหยาเจ้าไม่ต้องคิดมากคนเห็นแก่เงินอย่างตระกูลหลิ่งก็เก่งแต่ปาก เอาเข้าจริงพอข่มขู่อย่างที่ซีซีพูดมา
จางเจิ้นรอให้คู่ค้าคนใหม่เดินไปไกลแล้วถึงได้กล่าวชื่นชมหลานสาว ที่สามารถคัดเลือกคนที่มิได้ใช้เพียงอำนาจเข้าข่มขู่ แต่สามารถทำให้พวกเขาโอนอ่อนผ่อนตามด้วยความเต็มใจ “หลานรักเจ้าพัฒนาฝีมือเรื่องการค้าไปอีกขั้นแล้วนะ ดูท่าคู่ค้าของเราทั้งสามคนในวันนี้คงทำให้เรามีเงินอยู่ในมือนับพันตำลึงเงินแน่นอน” “อืม ตาก็เห็นด้วยกับท่านลุงของเจ้านะการเลือกคนมาเป็นคู่ค้าสำคัญกับพวกเรามากจริง ๆ ยังดีที่ซีซีมีแผนรับมือพวกเขาไว้ก่อน” หลังจากไม่มีคนนอกอยู่ในศาลาแล้วอวิ๋นซีก็กลับมาเป็นเด็กน้อยขี้อวดเหมือนเดิม “คิ ๆ ๆ เรื่องอะไรซีซีจะยอมให้คนเจ้าเล่ห์มาเอาเปรียบพวกเราได้ หากไม่ควบคุมพวกเขาไว้เสียแต่ทีแรกแล้วปล่อยให้ขายวัสดุอุปกรณ์ในราคาแพง ชื่อเสียงของตระกูลจางคงถูกพวกเขาทำลายไม่เหลือแน่ ๆ เจ้าค่ะท่านตา” “ท่านพ่อตา พี่ภรรยา สงสัยพวกเราคงต้องเรียนรู้เรื่องนี้ให้มากเสียแล้ว ยามแยกย้ายกันไปจัดการเรื่องงานกับลูกค้าตามที่ต่าง ๆ จะได้ไม่หลงกลถูกพวกเขาหลอกลวงจนรับมือไม่ไหวขอรับ” เฟิงหยางคิดว่าเรื่องนี้บุตรสาวของเขาย่อมมีทางออกให้ทุกคนได้เรียนรู้เพิ่มเติมแน่นอน “อืม เช่นนั้นต้องรบกวนซีซีช่วยสอนเรื่องนี้กับพวกเรา
แขกที่เหลืออีกสามคนต่างรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพอวิ๋นซีทันที เมื่อเห็นถึงผลลัพธ์ที่นายช่างชุนเทียนได้รับ หากครั้งนี้พวกเขาไม่ได้รับการคัดเลือกคงต้องไปหาอาชีพใหม่ทำเป็นแน่ “คารวะท่านหญิงอวิ๋นเยว่!” “พวกท่านนั่งตามสบายเถิด ไม่ต้องเกร็งข้ามิใช่คนที่ใช้อำนาจที่มีมารังแกผู้อื่นได้ตามใจชอบหรอกนะ” อวิ๋นซีใช้น้ำเสียงปกติพูดคุยกับแขกที่ยังเหลือในตอนนี้ “อย่ามองว่าหลานสาวของข้าเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ เชียวนะ ต่อให้นางเป็นเด็กแต่ความสามารถเหนือกว่าผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ เสียอีก” ผู้เฒ่าจางกล่าวทั้งชื่นชมและเตือนทั้งสามเป็นนัย ๆ “ข้าเพ่ยถิงเฟิงมาจากเมืองเจิ้งโจวอยากทำการค้ากับตระกูลจาง หวังว่าท่านหญิงจะให้โอกาสนายช่างธรรมดา ๆ เช่นข้าด้วยขอรับ” “พวกข้าสองคนก็อยากขอโอกาสจากท่านหญิงเช่นกันขอรับ” ขณะนั้นจื่อหานกับเฟยซวนที่ช่วยกันถือสิ่งที่อวิ๋นซีสั่งไว้ออกมาพอดี จึงไม่รู้ว่าก่อนหน้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้างยามมาถึงก็ถามเรื่องคู่ค้าไม่สนเรื่องอื่น “ซีซีพวกพี่นำสิ่งที่เจ้าต้องการมาครบแล้วนะ ว่าแต่พูดคุยเรื่องการค้าไปถึงไหนแล้วล่ะ” “นั่นน่ะสิซีซี นี่ยังไม่มีใครนำตัวอย่างวัสดุของเรามาให้แขกดูบ้างหรื







