تسجيل الدخول
หอโคมเขียวเทียนสรวงยามนี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงนับร้อยดวง เสียงดนตรีคึกคักดังผสมเสียงหัวเราะและกลิ่นสุราแรงโชยไปทั่ว บนโต๊ะไม้กลมใหญ่ตรงกลางหอ เต็มแน่นด้วยอาหารนานาชนิด ทั้งเป็ดย่าง หมูกรอบ ปลานึ่งซีอิ๊ว และสุราหอมแรงที่ล้นขอบจอก
ทุกคนรอบโต๊ะหน้าแดงก่ำด้วยความเมา แต่ไม่มีใครสู้หญิงตัวอ้วนในชุดแพรสีชมพูอ่อนที่กำลังหัวเราะเสียงดังลั่นได้เลย
“ฮ่าๆๆๆๆ ไหลๆๆๆๆๆ สุราดีสุราดีดนตรีเพราะ”
เยว่จือสนมอันดับที่ 87 ในวังหลวง กำลังอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า
เมาไม่รู้เหนือรู้ใต้ นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสำราญ มือขวากอดหนุ่มรูปงามไว้แน่น มือซ้ายก็โอบอีกคนไว้พลางหัวเราะงอหาย หนึ่งคนช่วยนวดไหล่ให้นาง อีกคนคุกเข่านวดขาอยู่ข้างเก้าอี้ ซ้ายมืออีกคนรินสุราไม่หยุด ส่วนคนขวาป้อนเนื้อเป็ดย่างหอมกรุ่นเข้าปากทีละคำ
เยว่จือยกจอกสุราขึ้นเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของนางดังก้องไปทั่วหอ
“พี่สาวน้องสาวทุกท่าน และหนุ่มหล่อทุกคน ไม่เมาไม่กลับ ไม่หลับไม่เลิกดื่ม วันนี้ดื่มกินเต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเยว่จือมาด้วยตัวเอง ถึงเงินจะน้อยแต่น้ำใจล้นหลาม”
เสียงโห่ฮาดังลั่นทันที
“ไม่เมาไม่กลับไม่หลับไม่เลิกดื่ม”
ดื่ม ดื่ม” สุราไหลรินเป็นสายน้ำ ทุกคนเฮฮากันสุดเสียงราวกับวันนี้เป็นวันปีใหม่
ท่ามกลางเสียงครึกครื้น เถ้าแก่ฉิน เจ้าของหอโคมเขียวร่างท้วมหน้ากลมเต็มไปด้วยเหงื่อ เดินวนไปวนมาหลายรอบก่อนจะรวบรวมความกล้าเข้าไปใกล้โต๊ะใหญ่ เขามองอาหารและสุราที่พร่องไปแล้วมากกว่าครึ่ง ด้านข้างยังมีคนทยอยเข้ามาอีกเรื่อย ๆ ใจนึกหวาดหวั่นกลัวว่าวันนี้จะไม่มีใครจ่าย
“คุณหนู...เอ่อ ท่านหญิง...คือ...” เถ้าแก่ฉินยกมือขยี้ผ้าเช็ดหน้าด้วยความลำบากใจ
เยว่จือหันมามองตาปรือ ใบหน้าแดงก่ำยิ้มกว้าง
“อ้อ เถ้าแก่ฉิน ท่านไม่ต้องห่วงน่าา คนอย่างข้า สนมของฮ่องเต้ลำดับที่ 87 ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย...”
เถ้าแก่ฉินถึงกับสะดุ้งเฮือก
“อะไรนะขอรับ โถ่พระสนมเห็นใจข้าน้อยเถอะ”
เยว่จือรีบพูดต่อ ประโยคยังไม่จบดี
“...นั่นไม่ใช่ข้าคนอย่างข้าไม่มีก็ขายของจ่าย และไม่มีหนี ท่านอยากพบข้าก็เชิญที่วังหลวงได้ทุกโมงยาม ลงบัญชีวังหลวงไว้ได้เลยถ้าข้าไปมาจ่าย”
เสียงรอบโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกันอีกระลอก เยว่จือหัวเราะลั่นกอดคอหนุ่มทั้งสองข้างแน่น
“พวกเจ้าสุดหล่อของข้า สั่งอาหารเพิ่มอีกไหม เต็มที่เลย ไม่ต้องเกรงใจข้า ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ”
เถ้าแก่ฉินรีบพยักหน้าหงึกหงักส่งซิกให้เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ สองคนวิ่งปรู๊ดออกไปทางหน้าหอ ก่อนจะตะโกนเสียงลั่นถนน
“วันนี้ หอโคมเขียวเทียนสรวงของเรามีสนมเอกที่ฝ่าบาทโปรดปรานใจป้ำเลี้ยงสุราอาหาร เชิญทุกท่านเข้ามากินฟรี วันนี้พระสนมเลี้ยงไม่อั้นไหลๆๆๆ เร่เข้ามาเร่เข้ามา”
เสียงนั้นดังไปจนถึงหัวถนน คนที่เดินผ่านไปมาพากันหันขวับ บางคนเบิกตาโตด้วยความตกใจ บางคนตาเป็นประกายด้วยความดีใจ
“กินฟรีสนมเอกของฝ่าบาทมาเองเลยเหรอ”
ไม่นานนักหอโคมเขียวก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน ทั้งชายหญิง วัยหนุ่มสาวและเฒ่าชรา ต่างแย่งกันเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ สุรารินไม่หยุด อาหารออกจากครัวจนควันคลุ้งราวกับตลาดยามเช้า
บางคนกระซิบกับเพื่อนเสียงเบา
“สนมเอกที่ฝ่าบาทโปรดปราน ทำไมถึงมาหอโคมเขียวแบบนี้กันนะ...”
อีกคนรีบยกจอกขึ้นหัวเราะ
“ช่างเถอะ เจ้าจะสงสัยไปทำไม เห็นไหมต้องโปรดปรานอย่างแน่ๆ จึงวกินอิ่มนอนหลับตัวอ้วนตุ๊บแล้วยังมีเงินมาเลี้ยงดูพวกเราอีก พระสนมมีจิตใจเมตตาอยากเลี้ยงสุราอาหาร เจ้าก็รับน้ำใจไว้เถอะ ไปๆๆ อย่าช้า เดี๋ยวจะไม่ทันเขา”
เสียงหัวเราะ เสียงจอกสุราเคาะกันดังระงม จนหอโคมเขียวเทียนสรวงในค่ำคืนนั้นแทบกลายเป็นงานรื่นเริงใหญ่ประจำเมือง
ในขณะที่เยว่จือยังคงหัวเราะเริงร่า นั่งกอดหนุ่มซ้ายขวาอย่างสำราญใจ โดยไม่รู้เลยว่าเรื่องที่คิดว่าเล็กๆ ที่ก่อขึ้นคืนนี้...กำลังลามไปถึงหูของฝ่าบาท
ภายในหอโคมเขียวเทียนสรวง เสียงหัวเราะที่เมื่อครู่ยังครึกครื้นหายไปราวกับนัดไว้ เมื่อประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างแรง เสียง โครม ดังสนั่นสะเทือนพื้นไม้ ผู้คนที่ยังคงถือจอกสุราในมือชะงักงันไปทั้งหอ
บัดนั้นเหล่าขบวนองครักษ์ในชุดเกราะดำเงาวับจากวังหลวงเดินเรียงแถวเข้ามาเป็นระเบียบ ความน่าเกรงขามกลบกลิ่นสุราทั้งห้องในพริบตา ทุกคนที่เมื่อครู่ยังหัวเราะดื่มกินกันอย่างสำราญต่างรีบหลีกทางจนเกิดช่องว่างกว้างกลางหอ เหล่าสาวงามและหนุ่มรูปงามต่างก้มหน้าหลบสายตาหนุ่มรูปงามข้างการเยว่จือรีบถอยห่างสนมคนโปรดของฝ่าบาท
หยวนเซียว หัวหน้าองครักษ์ผู้เคร่งขรึมในชุดดำขลิบทอง เดินออกมายืนตรงหน้าฝูงชน แววตาคมเฉียบจับไปที่หญิงร่างอวบในชุดแพรสีชมพูที่ยังคงยืนโงนเงนอยู่ข้างโต๊ะอาหารที่เละเทะเต็มไปด้วยกระดูกเป็ดและจอกสุรา
เขาประสานมือคารวะแล้วเปล่งเสียงดังชัดเจน
“ข้าน้อยหยวนเซียว รับบัญชาฝ่าบาทมา เชิญพระสนมอันดับที่ 87 เพื่อ……” คำพูดสะดุดลงแค่นั้นเยว่จือยกมือขึ้นห้าม พลางหัวเราะเสียงดัง ตาแดงก่ำปรือจนแทบจะปิด
“เดี๋ยว ช้าก่อน ฮ่า ๆ ๆ”
“ท่านนี่เก่งจริง ๆ จำได้แม้กระทั่ง อันดับสนม ของข้า ฮ่า ๆๆๆ ...87ๆ ป่านนี้คงเพิ่มมา คงมาอีกสักคนสองคน แล้วล่ะใช่ไหม.. อาจจะอยู่ที่อันดับ 90 กว่าๆ แล้วใช่ไหมล่ะ"
ขันทีข้างกายฮ่องเต้แอบอมยิ้มจากคำพูดที่ไม่มีมารยาทของเยว่จื่อพลางพึมพำเบาๆ
"อันดับที่ 130 แล้วต่างหาก” องครักษ์อีกคนที่ยืนข้างๆ หยวนเซียวพูดขึ้นเบาๆ
“ต้ายแล้วววว130เชียวหรือฮ่าาาาใครสน”
เสียงหัวเราะของนางเรียกเสียงซุบซิบรอบหอให้ดังขึ้นอีกครั้ง แต่หยวนเซียวไม่ได้รับมุก เขายังคงยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย
“เชิญพระสนมกลับไปกับพวกเราเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
เยว่จือยกจอกสุรา เดินโซซัดโซเซเข้าหาเขาอย่างคนเมาหนัก
“หืออออ ท่านอย่าเครียดนักเลย มาๆ ข้าเลี้ยงเอง ถึงท่านจะเป็นหัวหน้าองครักษ์ได้เงินเดือนเยอะกว่าข้า แต่ข้าก็ดูแลท่านได้นะ อย่าเกรงใจไปเลย ฮ่าๆๆๆ มามะให้ข้าดูแลท่านเอง”
เสียงหัวเราะของนางดังลั่นหออีกครั้ง ขณะที่ทุกคนรอบข้างเริ่มพูดคุยกันเสียงระงม
“พระสนมถูกจับได้เสียแล้ว”
“แล้วนางจะถูกลงโทษไหม”
“ไม่สิ นางคือสนมเอกคนโปรดนะ จะถูกลงโทษได้หรือ”
“ข้าว่านางโม้ อย่างนางเนี้ยนะสนมเอกคนโปรด ฝ่าบาทจะโปรดนางได้ลงหรืออ้วนเหมือนหมู คอก็อ่อนหญิงงามข้างกายจะต้องงดงามอ่อนหวานเป็นสหายดื่มสุราที่ดีแต่ดูนางสิเมาเลอะเทอะตั้งแต่สามจอกแรก”
“ไม่หรอก เจ้าดูสิ นางคนโปรดนั่นแหละ ถูกเอาใจเลี้ยงดูอย่างดีถึงอวบอั๋นเช่นนี้”
ลานกว้างที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่บานสะพรั่งยามเย็น บรรยากาศเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อทุกคนตัดสินใจว่าจะค้างคืนที่นี่ เพื่อสำรวจปล่องภูเขาไฟต่อในวันรุ่งขึ้น ทุกคนต่างมีภารกิจของตัวเองในการเตรียมที่พักและเสบียงสำหรับการเดินทางที่ยังคงดำเนินต่อไปหานเย่ยืนขึ้นจากการนั่งพักผ่อนและหันไปบอกกับทุกคน"ข้ากับโจวชวีและชูอวี่จะไปยิงไก่ป่า พวกท่านอยู่ที่นี่สร้างที่พักกันเถอะ เราจะต้องมีที่นอนให้พร้อมสำหรับคืนนี้"จือจื่อยิ้มตอบ"ดีเลย แต่เก็บผลไม้มาด้วยนะ จะได้ไม่ต้องลำบากในการหาอาหารเพิ่ม" พูดไปพลางกวาดตามองทุกคนที่เริ่มขยับตัวทำภารกิจของตัวเองเหมยจิ้งและถานถานเดินไปยังน้ำตกที่ไหลลงมาจากภูเขาด้านล่าง ทั้งสองก้มลงเก็บน้ำใสสะอาดจากธารน้ำแล้วนำมารองใส่ในกระบอกไม้ไผ่ยื่นให้จือจื่อดื่มเพื่อแก้กระหาย"ขอบใจนะ" จือจื่อพูดเสียงเบาแล้วหันไปพูดกับเหมยจิ้งและถานถาน"น้ำนี้ดูใสสะอาด แต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ หรือปรสิตซ่อนอยู่ไหม เราควรต้มเสียก่อนดีกว่า…"ลุงเฉียวถงที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอบกลับอย่างมีประสบการณ์"ข้าน้อยจะตัดไม้ไผ่ให้ เพื่อรองน้ำแล้วต้มมันให้ทุกคนได้ดื่ม
ทุ่งหญ้าและป่าที่เขียวขจีทอดตัวไปไกลสุดสายตา ด้านล่างมีน้ำตกขนาดใหญ่ไหลจากหน้าผาสูงลงมา สายลมเบาๆ พัดมาอย่างสดชื่น ทุกคนต่างยืนมองทิวทัศน์ที่น่าทึ่งกันอย่างไม่เชื่อสายตาบรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยความสดชื่นและความสงบ จือจื่อและทุกคนต่างเดินสำรวจไปตามทางเดินที่ลาดเอียงไปยังลำน้ำตกที่ไหลผ่านด้านข้าง"ที่นี่กว้างมากเลยนะ" จือจื่อพูดขณะเดินไปตามทุ่งหญ้า "ด้านนี้ข้าสามารถเอื้อมมือไปถึงน้ำตกที่ตกจากหน้าผาได้สบายๆ เลย หากข้าผันน้ำลงไปในแปลงเกษตรได้ที่นี่ คงจะได้ผลผลิตดีมากๆ เลย""จริงค่ะนายหญิง ที่นี่เหมาะมากกับการทำเกษตร แปลงข้าวโพด ผัก หรือแม้แต่ปศุสัตว์ก็ยังทำได้" เหมยจิ้งพูดพร้อมกับเดินข้างๆ จือจื่อสายตาของเหมยจิ้งทอประกายแห่งความสนใจและความหวัง"ลานกว้างขนาดนี้ มีพื้นที่มากเกือบ 20 ไร่เลยนะ ที่นี่จะเป็นแหล่งอาหารและทรัพยากรที่สำคัญมาก หากเราสามารถพัฒนาได้ดี" จือจื่อตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ ดวงตาของนางจับจ้องไปที่แหล่งน้ำที่ไหลมาอย่างสวยงามพร้อมกับวางแผนในใจว่า จะทำอะไรกับที่นี่ในอนาคต"น่าทึ่งจริงๆ" โจวชวีกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน เขาหันไปมองไปยังพวกเพื่อนร่วมทาง "ที่นี่เหมือนจะเป็นสถานที่ที
“ท่านลุงข้าขอดูเข็มทศหน่อย” หยางหลินเอ่ยปากถาม“อ่อ ข้างน้อยไม่ได้พกมาขอรับเพราะเราเดินทางใกล้ๆ” จือจื่อพยักหน้าขึ้นลง“ความจริงแล้วเราควรมีติดไว้นะคะท่านลุง การเดินทางข้างบนสามารถมองเห็นได้ชัดแต่หากว่าเราเดินป่ากันเกรงว่าจะหลง” ท่านลุงหนานซ่ง หยิบเข็มทิิศออกมาจากอกเสื้อ“ข้าน้อยมีมาพอดี” เขายื่นเข็มทิศให้กับหยางหลิน ที่พิจารณาเข็มทิศเพื่อช่วยนำทางให้กับลุงเฉียวถง“เราจะไปทางทิศตะวันตกขอรับ” ลุงเฉียวถงพูดหยางวหลินพยักหน้าขึ้นลงบอลลูนลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ไกลออกไปจากทุ่งนาของเมืองอี้ที่มองเห็นได้ชัดจากมุมนี้ ท่ามกลางลมที่พัดเย็นสบายและท้องฟ้าสีคราม ทุกคนที่อยู่บนบอลลูนต่างมองไปข้างหน้า เมื่อมองไปเบื้องหน้าผ่านทะเลเมฆบางๆ พวกเขาเห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ทอดตัวไปบนทิวเขา สภาพป่ารอบๆ ก็ยังคงอุดมสมบูรณ์ และท่ามกลางป่านั้นยังมีน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาจากหน้าผาหินสูงมองเห็นสีขาวแต่ไกล"นั่นมัน... ปล่องภูเขาไฟจริงๆ ด้วย" หานเย่พูดเสียงเบา ขณะที่ตาเหลือบมองไปที่ภูเขาที่สูงชันที่เคยได้ยินในตำนาน แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันด้วยตาตัวเอง"ใช่แล้ว" จือจื่อตอบพลางมองไปข้างหน้า ดวง
ทุกคนทยอยกันขึ้นไปอยู่ในตะกร้าใบใหญ่ดวงตาจับจ้องไปที่ลุงเฉียวถงที่มีจขือจื่อคอยกำกับอยู่“ค่อยๆ เร่งไฟตามที่เรา ช่วยกันวางแผนไว้เลยค่ะลุง”ลุงหนานซ่งลงมือจดลงไปตามที่จือจื่อพูด บอลลูนค่อยๆ พองตัวเต็มที่ ผืนผ้าขนาดมหึมาขยับไหวรับลมร้อนที่ถูกพ่นขึ้นไปให้ผ้าพองตัว เปลวไฟจากเตาแก๊สพ่นลมร้อนขึ้นสู่ปากบอลลูน เสียงเปลวไฟดังสม่ำเสมอ ตะกร้าไม้ไผ่และโครงเหล็กเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ยกตัวพ้นพื้นดินอย่างช้าๆ ทีละน้อยสูงจากพื้นดินขึ้นเรื่อยๆ"มันลอยแล้วเจ้าค่ะ ลอยจริงๆ ด้วย" ถานถานจับขอบตะกร้าแน่น ดวงตาเป็นประกายเหมยจิ้งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหัวเราะเบาๆ"เหมือนยืนอยู่บนเมฆเลยเจ้าค่ะมันโครงเครงก็น่าตื่นเต้น” มองเห็นข้างล่างมันเล็กลงเรื่อยๆลุงเฉียวถงยืนประจำเตาแก๊ส มือจับวาล์วอย่างมั่นคง สายตาจับจ้องไปยังผืนผ้าเหนือศีรษะจือจื่อเงยหน้ามองบอลลูนยักษ์พร้อมกับรอยยิ้มมันลอยได้จริงๆ รู้สึกภูมิใจอย่างที่สุด สำเร็จไปอีกขั้นสินะ"ลมคงที่ดีมากขอรับ นายหญิง การลอยตัวเสถียร"ลุงเฉียวถงพูดดังๆลุงหนานซ่งกอดสมุดบันทึกไว้แนบอก มองพื้นดินที่ค่อยๆ ถอยห่างออกไป“ข้าน้อยไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้ขึ้นมาสูงขน
ยามสายนั่นเอง"นายหญิงขอรับ บอลลูนของท่านเรียบร้อยแล้วขอรับ ข้าน้อยก็จัดการกับการจัดเก็บแก๊สเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงของบอลลูนเรียบร้อยแล้วด้วย" ลุงเฉียวถงพูดด้วยเสียงตื่นเต้นเขาก้าวเข้ามาพร้อมกับลุงหนานซ่งที่ยิ้มอย่างดีใจเมื่อได้เห็นผลสำเร็จจากการทำงานหนักหลายวันเพื่อเตรียมบอลลูนที่จือจื่อขอมาจือจื่อยิ้มกว้างและยักคิ้ว"เรียบร้อยแล้วหรือ ดีจัง เราทั้งหมดจะได้ไปสำรวจโลกกันแล้ว"ลุงเฉียวถงและลุงหนานซ่งยิ้มอย่างดีใจ ขณะที่พวกเขามองเห็นความฝันของจือจื่อที่ใกล้จะเป็นจริงขึ้นทุกขณะ ท่านลุงเฉียวถงเก็บอาการตื่นเต้นไม่ไหว"ทั้งหมดหรือขอรับนายหญิง…หมายถึงว่า ข้าน้อยด้วยหรือขอรับ" ท่านลุงเฉียวถงถามอย่างลังเล แต่ในแววตาก็มีความหวังที่เต็มไปด้วยความดีใจ"แน่นอนสิ" จือจื่อตอบด้วยความมั่นใจ"ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ส่วนหนุ่มๆ ทั้งสาม โจวอวี ชูอวี่ และหานเย่ ข้าหวังว่าพวกท่านจะเรียนรู้การบังคับบอลลูนจากท่านลุงเฉียวถง เพราะข้าบอกเทคนิคบางอย่างกับท่านลุงไปแล้ว เราจะต้องเรียนรู้ไปพร้อมกันทุกอย่าง เมื่ออยู่บนฟ้านั่น ทุกคนสามารถช่วยกันตัดสินใจได้"ชูอวี่ที่ยืนฟังอยู่ก็ไม่สามารถเก็บอาการดีใจเอาไว้ได้"ขอรับ ข
หยงชิงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะในห้องหนังสือของตำหนัก มองไปที่กระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรที่จือจื่อเขียนเอาไว้ ข้อความที่แยกย่อยออกมาทีละประโยคสะท้อนถึงความรู้สึกที่จือจื่อพยายามจะถ่ายทอด ผ่านคำพูดที่เศร้าหมองและเจ็บปวด เขานั่งนิ่งอยู่กับที่ สายตาจับจ้องไปที่ตัวอักษรนั้นราวกับกำลังพยายามเข้าใจและรับรู้ทุกๆ คำที่นางเขียนไว้"ความเจ็บช้ำนี้ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือได้"คำนี้ทำให้หยงชิงรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงที่หัวใจ ความเจ็บปวดที่จือจื่อกำลังเผชิญอยู่ อาจจะมากมายเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจหรือช่วยบรรเทาให้ได้ "ทำไม" หยงชิงคิดในใจ รู้สึกได้ถึงความห่างเหินที่เริ่มจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของจือจื่อ เขาอาจไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นได้เท่ากับที่นางต้องทนทุกข์"ข้าไม่ได้เกลียด ….ไม่ได้รักแต่ทำไมเจ็บปวด"คำนี้ยิ่งทำให้หยงชิงรู้สึกเจ็บแปลบในอก ความรู้สึกของจือจื่อที่ยังคงติดอยู่กับความรู้สึกที่สับสนและไร้ทิศทาง นางไม่สามารถตัดสินใจได้ชัดเจน ว่าจะรักหรือเกลียดเขาดี ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ทำให้เขารู้สึกสับสนและรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจจะให้สิ่งที่นางต้องการได้"หญิงเช่นเราถวายตัวมาเพื่อนั่งมองหน้าต่างตำ







