تسجيل الدخولเริ่มต้นวันแรกของการเข้าสู่โลกรั้วมหาวิทยาลัย แม้จะช้าไปหนึ่งปี แต่มันไม่มีคำว่าสายเกินไป
ร่างบางในชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมยืนหมุนตัวเช็กความเรียบร้อยหน้ากระจกอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกดเปิดโทรศัพท์ ถ่ายเซลฟี่ภาพตัวเองแบบครึ่งตัวและเต็มตัวแล้วกดส่งรายงานผู้ใหญ่ใจดีที่อุตส่าห์ไปซื้อชุดนักศึกษาจนมืดค่ำ ห้าวันแล้วที่เธอไม่ได้เจอเขา แต่เราก็คุยกันผ่านแชตบ้างเป็นบางคราว ให้รับรู้ว่าเรายังอยู่ข้อตกลงร่วมกัน CHAT June : ส่งรูป Boom : ขอพิกัดร้านซักชุดนักศึกษาหน่อย จูนเลิกคิ้วนิด เหลืองมองตัวเลขบอกเวลา ตอนนี้เป็นเวลา 7.30 น. เขาอ่านแล้วตอบทันที ไม่ฝึกซ้อมหรืออย่างไร June : เอาไปทำไมเหรอ BOOM : อยากจะรู้ว่าทำยังไงชุดถึงได้หดลง นึกว่าชุดเด็กอนุบาล นักศึกษาสาวยิ้มขำก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปสั้น ๆ June : กัปตันบูมคะ หวง พิมพ์แบบนี้ค่ะ Boom : คืนนี้ไปหานะ เรียวคิ้วสวยย่นเข้าหากันทันที กับข้อความไม่คาดคิด วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี เขาไม่ฝึกซ้อมหรือยังไง อย่าบอกนะว่าเห็นเธอใส่ชุดนักศึกษาแล้วอยากมาเป็นอาจารย์สอนคลาสเพศศึกษา จูนพิมพ์ถามเขาไปว่าทำไมถึงมาวันนี้ แต่เธอตัดสินใจลบออก หากเขาอยากจะมาหา เธอก็แค่ทำหน้าที่ต้อนรับ อย่าได้สงสัยอะไรจนอีกฝ่ายรำคาญ June : OK จ้า BOOM : ตอบแค่นี้ พิมพ์ตั้งนาน เขารออยู่หน้าแชตเลยใช่ไหมถึงได้รู้ว่าเธอพิมพ์ได้ครึ่งทางแล้วลบน่ะ June : ไม่นานนะ พี่ใจร้อนเอง Boom : คงงั้น… พี่อาจจะเข้าไปดึกหน่อย แวะเข้าบ้านก่อน June : รับทราบค่ะ เทศกาลเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยคึกคักเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ ทำเอาเด็กใหม่ถึงกับมึนหัวเพราะไม่รู้ว่าควรพาตัวเองไปทางไหน “กำลังหาตึกเรียนอยู่เหรอ” เสียงใสกังวานดังอยู่ข้างหลัง จูนหันไปมองก็พบผู้หญิงหน้าตาน่ารักกำลังส่งยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร สำรวจมองเครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายเหมือนกับตัวเอง เธอน่าจะอยู่ปีหนึ่งเหมือนกัน “ใช่ เรากำลังหาตึก 21” “ตึกนี้แหละ” นีน่าบุ้ยปากข้ามไหล่ไปยังด้านหลังของเพื่อนใหม่คนสวยก่อนจะแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงสดใส “เราชื่อนีน่า” “เราจูน” จูนยิ้มน้อย ๆ ทักทายกลับ “ปีหนึ่งใช่ปะ” “อื้อ เธอก็ปีหนึ่งใช่ไหม” “ใช่ เราเดินไปคุยไปเถอะ เดี๋ยวเข้าห้องสาย” จูนมีเพื่อนใหม่คนแรกในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว นีน่าเป็นเด็กชลบุรี ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันทำให้จูนรู้สึกอุ่นใจ แม้พวกเธอจะมาจากคนละจังหวัด “ประเดิมคลาสแรกก็เจออาจารย์โหดเลยแฮะ” จูนหันไปคุยกับเพื่อนเสียงเบา พวกเธอเลือกนั่งเก้าอี้แถวกลาง ๆ “อาจารย์ก็แกล้งโหดไปงั้นแหละ แต่ความจริงแกเป็นคนใจดีนะ” นีน่าเอ่ยชมอีกฝ่าย “หืม นีน่ารู้จักอาจารย์มาก่อนเหรอ” “แกเป็นรุ่นน้องพ่อน่ะ น่าจะเรียกเขาว่าคุณอา” “อ้อ แบบนี้นี่เอง” จูนรับคำ เธอไม่ได้ถามต่อ เธอกับนีน่าเพิ่งรู้จักกัน การละลาบละล้วงถามเรื่องส่วนตัวมากเกินไป อาจจะไร้มารยาทไปสักหน่อย คลาสเรียนวันแรกไม่มีอะไรมาก อาจารย์แนะแนวทางการสอนเพียงสามสิบนาทีก็ปล่อยให้นักศึกษาออกจากห้อง แต่ที่บอกว่าอาจารย์โหดเพราะเกณฑ์ตัดเกรดโหดมาก อาจารย์แจ้งก่อนล่วงหน้าให้นักศึกษาเตรียมใจเลยว่าจะจัดสอบควิซเก็บคะแนนดิบทุกอาทิตย์ ใครบอกว่าเลือกเรียนบริหารแล้วจะสบาย ไม่ต้องตรากตรำท่องหนังสือให้หนัก ส่งงานน้อย เธอว่าไม่ใช่แล้ว ข้อมูลผิดแน่ ๆ “จูนไปกินข้าวที่โรงอาหารกันไหม” นีน่าเอ่ยชวน “ไปสิ” จูนตอบรับทันที ท้องน้อย ๆ ของเธอเริ่มส่งเสียงประท้วง วันนี้เธอตื่นเช้าก็จริง แต่ก็ยังไม่ทันกินข้าวเช้าอยู่ดี เพราะเอาแต่ตื่นเต้นกลัวขึ้นรถไฟฟ้าผิดสาย ฉะนั้นเธอจึงออกจากคอนโดแต่เช้า มุ่งหน้าเดินทางมามหาวิทยาลัยอย่างเดียว พอมาถึงได้สำเร็จแต่ดันเดินหาตึกเรียนไม่เจออีก สุดท้ายเธอก็ไม่ได้กินข้าว จูนกับนีน่าเดินมาถึงโรงอาหารส่วนกลาง เสียงพูดคุยดังระงมทั่วทิศทางเหมือนงานชุมนุม แต่ละร้านมีคนรอต่อคิวยาวมาก คนที่กำลังหิวมาก ๆ รู้สึกท้อใจขึ้นมาทันที “คนเยอะมาก จะมีที่นั่งไหมเนี่ย” นีน่าบ่นพึมพำขณะจับมือเพื่อนใหม่ให้เดินไปด้วยกัน “อะ เจอเพื่อนพอดี เราไปนั่งกับพวกเขาเถอะ” จูนยังไม่ทันได้ถามว่าเพื่อนของนีน่าคือใคร นีน่าก็จับจูงมือเธอไปยังโต๊ะยาวซึ่งอยู่ด้านหน้าร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ กลุ่มคนที่นั่งอยู่สวมเสื้อช็อปสีเลือดหมูกันทั้งโต๊ะ พวกเขาต่างหันมามองคนมาใหม่เป็นตาเดียว จูนคิดว่าพวกเขาน่าจะอยู่ปีสูงกันแล้ว “อ้าว น่า” หนุ่มวิศวะเสื้อช็อปที่นั่งใกล้สุดเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มดีใจ “ดีมึง ขอกูกับเพื่อนนั่งด้วยสิ คนเยอะมาก ไม่มีที่นั่งเลย” นีน่าใช้สรรพนามคุยกับหนุ่มหล่ออย่างสนิทสนม “ได้ ๆ พวกมึงขยับให้เพื่อนกูหน่อย” เพื่อนนีน่าหันไปบอกเพื่อนคนอื่น ๆ ในโต๊ะ ทุกคนต่างขยับขยายพื้นที่นั่งซึ่งเป็นแบบม้านั่งตัวยาวให้คนมาใหม่ได้นั่ง “จูนนั่งเลย” นีน่าให้เพื่อนนั่งก่อน ส่วนตัวเองค่อยนั่งปิดท้าย “คนนี้ใครวะ” ผู้ชายคนเดิมถามพร้อมกับส่งยิ้มทักทายจูน “ชื่อจูน เพื่อนใหม่กูเอง เรียนคณะเดียวกัน ส่วนจูน นี่อังคาร เพื่อนน่า” อังคาร หนุ่มเดือนวิศวกรรมศาสตร์เอกโยธาปีสอง เพื่อนสมัยเด็กของนีน่า ทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่เรียนชั้นประถม สายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสิบสามปี “หวัดดี” จูนทักทายอีกฝ่าย “ได้เพื่อนใหม่เร็วดีนี่ ไหนมึงบอกว่ากลัวไม่มีเพื่อนไง” อังคารหันไปแซวเพื่อน ก่อนหน้านี้เขากับนีน่าคุยแชตกัน เธอกังวลว่าจะไม่มีเพื่อน ด้วยอีกฝ่ายเริ่มต้นเรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ต้องพักรักษาตัวเกือบครึ่งปี “ก็บังเอิญเจอคนอายุรุ่นเดียวกัน” นีน่าหันมายิ้มให้เพื่อนใหม่ คราแรกเธอไม่คิดว่าจะได้เพื่อนรวดเร็วตั้งแต่วันเปิดเทอมเหมือนกัน ตอนแรกที่เห็นจูนก็รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก จูนเป็นคนสวยแบบที่ละสายตาไม่ได้เลย แถมยังดูเป็นคนเข้าถึงง่ายด้วย เธอก็เลยเข้าไปทักทายอยากทำความรู้จัก ถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายอายุเท่ากัน “ฝากจูนช่วยคบเพื่อนเราไปนาน ๆ นะ มันอาจจะดูล้น ๆ ไปบ้างแต่มันก็เป็นคนดี มีน้ำใจมาก” “มึงชมยังไงให้กูรู้สึกเหมือนโดนประชด” นีน่าบ่นจมูกใส่เพื่อน “เราต่างหากที่พูดคำนั้น” จูนก็ไม่ใช่คนที่จะสนิทกับใครได้ง่าย แต่เมื่อสนิทแล้วก็หวังว่าจะคบกันไปยาว ๆ หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ จูนกับนีน่าลุกไปซื้อข้าวโดยมีอังคารนั่งเฝ้าโต๊ะไว้ให้ ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ของเขาทยอยลุกจากโต๊ะออกจากโรงอาหารไปแล้ว จูนเลือกซื้อข้าวร้านอาหารตามสั่ง เธอเลือกร้านนี้เพราะคนต่อแถวน้อยสุด ส่วนจูนเดินแยกออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ซึ่งอยู่ถัดไปอีกสามล็อก คิวยาวมาก แต่นีน่าบอกว่าร้านนี้รีวิวเยอะ เธออยากลองกินประเดิมเปิดเทอมวันแรก จูนกลับมาพร้อมกับข้าวคะน้าหมูกรอบ เธอวางจานไว้บนโต๊ะแล้วนั่งลงเงียบ ๆ อังคารก้มหน้าเล่นโทรศัพท์พลันช้อนสายตามองแล้วยิ้มให้ก่อนจะมองหาเพื่อนของเขา “ยังต่อแถวซื้อก๋วยเตี๋ยวอยู่เลย” จูนบอกอีกฝ่าย ตอนนี้ทั้งโต๊ะมีแค่เธอกับเขานั่งกันสองคน “แถวโคตรยาว จะได้กินกี่โมง” อังคารถอนหายใจใส่คนเพื่อน เห่ออยากกินอะไรก็ไม่รู้ “นีน่าบอกว่าคนรีวิวเยอะก็เลยอยากลอง” จูนคุยกับอีกฝ่ายแล้วตักข้าวคำแรกเข้าปาก ดวงตาโตพลันเบิกกว้างนิด ๆ ไม่คิดว่าคะน้าหมูกรอบจะอร่อยขนาดนี้ ถึงพริกถึงเครื่องสุด ๆ หมูกรอบก็กรอบมาก เนื้อกับมันอย่างละครึ่ง คำที่สองส่งเข้าปากอย่างรวดเร็ว ตามด้วยคำต่อ ๆ ไป อังคารมองเพื่อนใหม่เงียบ ๆ มองเพลินจนลืมกดเข้าเกมรอบใหม่ กระทั่งคนถูกมองเงยหน้าขึ้นจากจานข้าว ดวงตาใสแป๋วมองเขาอย่างฉงน วินาทีนั้นเขาเหมือนโดนสะกดให้ตกหลุมความน่ารักของเธออย่างเข้าจัง “อะไรเหรอ” จูนถามคนตรงหน้า เขามองเธอเหมือนมีอะไรติดอยู่บนใบหน้าแล้วไม่กล้าบอกยังไงอย่างนั้น “เปล่า ๆ เธอกินเผ็ดเก่งนะ” คะน้าหมูกรอบเคลือบด้วยพริกเม็ดสีเขียวกับสีแดง หน้าตาอาหารจัดจ้าน ทำเอาคนไม่กินเผ็ดอย่างเขารู้สึกเผ็ดแทน “เรื่องแบบนี้ชมกันได้ด้วยเหรอ” จูนถามพลางหัวเราะเบา ๆ อีกฝ่ายดูตะลึงนิด ๆ ราวกับไม่เคยเห็นคนกินเผ็ด “ตอนอยู่ขอนแก่น เราเคยแข่งกินเผ็ดด้วยนะ” เธอไม่อยากจะอวดเลยว่าตัวเองเข้ารอบชิงชนะเลิศ เธอสามารถกินพริกความเผ็ดเลเวลสิบได้เลย “แล้วชนะไหม” อังคารถามอย่างสนใจ ภาพลักษณ์ของเธอไม่เหมือนคนที่จะลงแข่งขันอะไรพวกนี้เลย ถ้าบอกว่าแข่งประกวดที่ใช้หน้าตาสวย ๆ ก็ว่าไปอย่าง “แพ้รอบชิงอะ สำลักพริกก็เลยหยิบน้ำก่อน เสียดายชะมัด” จูนนึกถึงการแข่งขันครั้งนั้นก็รู้สึกเสียดายเงินรางวัลมากกว่า ตอนนั้นไม่น่ารีบกินเลย แต่เธอต้องทำเวลาเพราะต้องไปทำงานร้านสเต๊กต่อ “ได้ที่สองก็สุดยอดแล้วนะ” อังคารชมจากใจจริง ยิ่งคุยกัน ยิ่งน่าสนใจ “เราก็ว่างั้นแหละ ถ้ามีโอกาสจะกลับไปลงแข่งแก้มือใหม่ ต้องชนะให้ได้” จูนตั้งมั่นเอาไว้แล้วตั้งแต่จบการแข่งขัน ทว่าเธอยังไม่มีแพลนกลับบ้านเร็ว ๆ นี้ “ชอบการแข่งขันเหรอ” “เปล่า แต่ชอบเงินรางวัล” จูนยิ้มกว้างอย่างจริงใจ “รางวัลที่หนึ่งกับที่สองต่างกันตั้งสองหมื่นเลยนะ” “ต่างเยอะมาก” “ใช่ไหมล่ะ” จูนตักข้าวเข้าปากพลันเหลียวมองนีน่า ตอนนี้เธออยู่ลำดับที่สามแล้ว จูนพยายามกินข้าวให้ช้าลงเพื่อรอเพื่อน “ว่าแต่จูนมีแฟนยัง” คำถามจากคนตรงหน้าดึงสายตาของเธอกลับมามองสบตากันอีกครั้ง จูนนิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง วินาทีนั้นคำว่าฉิบหายลอยมาติดหน้าผากตัวเบ้อเริ่มอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนเป็นชุดนอนเสร็จออกมาด้านนอกห้องนอนชุดนอนของเธอเรียกสายตาของพ่อครัวจำเป็นได้ทันทีทันใด เสื้อสายเดี่ยวพอดีตัวกับกางเกงขาสั้นจนเห็นแก้มก้นขาว ๆ โผล่ออกมาข้าวไข่เจียววางอยู่บนโต๊ะ กลิ่นหอมของมันโชยลอยมาเตะจมูก ทำเอาคนหิวเดินมานั่งเก้าอี้อย่างรวดเร็ว“เอาซอสไหม” บูมเห็นซอสพริกแช่อยู่ในตู้เย็น ไข่เจียวของเขาปรุงรสน้อยมาก เหยาะซอสแค่สี่หยด ตีไข่แดงกับไข่ขาวจนเนียนเป็นเนื้อเดียว ใส่เครื่องปรุงนิดหน่อยให้ชูรสแล้วเทลงกระทะทันที“ไม่เอาค่ะ” จูนตักข้าวกับไข่เจียวหอม ๆ เข้าปากโดยไม่ทันฟังเสียงร้องห้ามว่ามันยังร้อนอยู่ เธอเคี้ยวเร็วๆ กลืนลงคอทันทีทันใด ทำเอาบูมหัวเราะขำกับความโก๊ะแสนน่ารักของเธอ“ร้อนอะ” จูนเอ่ยสั้น ๆ ติดรำคาญตัวเองที่ไม่ระวัง เมื่อครู่เธอรู้สึกเหมือนกลืนก้อนไฟลงคอ ช่องอกร้อนวาบคล้ายโดนไฟลวก“ทำไมไม่คายออกมา” บูมยื่นน้ำอุณหภูมิห้องให้คนตัวเล็กดื่ม อดส่ายหน้าน้อย ๆ หัวเราะขำอีกฝ่ายไม่ได้“ก็คนมันเสียดาย”“แค่ไข่เจียวเอง ไข่ฟองละไม่กี่บาท”“มันใช่ไข่ธรรมดาที่ไหนล่ะ ไข่ของพี่บูมเลยนะ” จูนยิ้มหวานพูดเอาใจ ทำตาอ้อน ๆ ใส่คนตัวโต ลิ้นพังช่างมันไปก่อน ตอนนี้เธอต้องเอา
ความซวยมาจ่อรอหน้าประตูบ้านเลย เธอรับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังเจอปัญหาเข้าให้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอทำอีท่าไหน ถึงได้สะดุดตา สะดุดใจหนุ่มวิศวะได้ผู้ชายมาชมชอบเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ควรเป็นคนในใจของเพื่อนจูนมองปราดเดียวก็รู้ว่านีน่าชอบอังคาร พวกเขาน่าจะอยู่ในวังวนเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ แต่อังคารกลับถามเธอว่ามีแฟนหรือยัง แถมสายตาที่มองมาก็รู้ว่าสนใจแม้ว่าเขาจะมีสิทธิ์ถาม แต่เธอก็ไม่อยากให้ถามเลยเธอเพิ่งจะมีเพื่อนคนแรกในรั้วมหาวิทยาลัยได้แค่ครึ่งวัน หากนีน่ารู้ว่าอังคารกำลังจะจีบเพื่อนที่เธอเพิ่งพามาให้รู้จัก เดาได้เลยว่านีน่าคงอยากจะเลิกคบกันเสียแต่ตอนนี้“มีแล้ว”เมื่อคำตอบหลุดจากปาก รอยยิ้มของคนตรงหน้าค่อย ๆ จางลง ดวงตาคมฉายแววเสียดายมากกว่าผิดหวังบทสนทนาจบลงเท่านั้น นีน่าวางถ้วยก๋วยเตี๋ยวไว้บนโต๊ะแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างกัน“กว่าจะได้กิน คิวยาวมาก” นีน่าบ่นพึมพำพร้อมกับถอนหายใจออกมาหนัก ๆ “มึงไปซื้อน้ำให้กูหน่อยได้ปะ”“อืม เอาอะไรก็ว่ามา กูซื้อน้ำให้มึงเสร็จ กูต้องไปเรียนแล้วนะ”“เอาน้ำเปล่า จูนเอาน้ำอะไร”“น้ำเปล่าก็ได้”คล้อยหลังร่างสูงลุกจากโต๊ะ นีน่าหันมาคุยกับจูนทันที เม
เริ่มต้นวันแรกของการเข้าสู่โลกรั้วมหาวิทยาลัย แม้จะช้าไปหนึ่งปี แต่มันไม่มีคำว่าสายเกินไปร่างบางในชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมยืนหมุนตัวเช็กความเรียบร้อยหน้ากระจกอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกดเปิดโทรศัพท์ ถ่ายเซลฟี่ภาพตัวเองแบบครึ่งตัวและเต็มตัวแล้วกดส่งรายงานผู้ใหญ่ใจดีที่อุตส่าห์ไปซื้อชุดนักศึกษาจนมืดค่ำห้าวันแล้วที่เธอไม่ได้เจอเขา แต่เราก็คุยกันผ่านแชตบ้างเป็นบางคราว ให้รับรู้ว่าเรายังอยู่ข้อตกลงร่วมกันCHATJune : ส่งรูปBoom : ขอพิกัดร้านซักชุดนักศึกษาหน่อยจูนเลิกคิ้วนิด เหลืองมองตัวเลขบอกเวลา ตอนนี้เป็นเวลา 7.30 น. เขาอ่านแล้วตอบทันที ไม่ฝึกซ้อมหรืออย่างไรJune : เอาไปทำไมเหรอBOOM : อยากจะรู้ว่าทำยังไงชุดถึงได้หดลง นึกว่าชุดเด็กอนุบาลนักศึกษาสาวยิ้มขำก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปสั้น ๆJune : กัปตันบูมคะ หวง พิมพ์แบบนี้ค่ะBoom : คืนนี้ไปหานะเรียวคิ้วสวยย่นเข้าหากันทันที กับข้อความไม่คาดคิด วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี เขาไม่ฝึกซ้อมหรือยังไง อย่าบอกนะว่าเห็นเธอใส่ชุดนักศึกษาแล้วอยากมาเป็นอาจารย์สอนคลาสเพศศึกษาจูนพิมพ์ถามเขาไปว่าทำไมถึงมาวันนี้ แต่เธอตัดสินใจลบออก หากเขาอยากจะมาหา เธอก็แค่ทำหน้าที่ต้อนร
“เพื่อนพี่เป็นนักบอลหรือเซียนพระเนี่ย” จูนเลิกคิ้วนิด ๆ หันไปเอ่ยถามเพราะอยากรู้จริง ๆ ตรงกระจกมองหลังมีสร้อยพระแขวนเอาไว้ ขลังสุด ๆ นับคร่าว ๆ สายตาน่าจะเก้าองค์ได้ ตั้งแต่เธอเข้ามานั่งในรถก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง“เป็นนักบอลแต่มีพ่อเป็นเซียนพระ” อิ้งค์เป็นทายาทคนเล็กของเซียนพระระดับประเทศ ตอนเข้าสโมสรใหม่ ๆ เขาก็ได้เจอกับป๊าอิฐ ท่านมาแจกพระให้บรรดานักฟุตบอลบูชา เขาก็ได้มาสององค์ วางบูชาอยู่บนหัวนอน“อ้อ แล้วพ่อพี่ล่ะ” จูนเผลอถามออกไปโดยไม่ทันคิด“พ่อพี่เป็นโค้ชฟุตบอล อดีตเป็นนักฟุตบอล ปัจจุบันนั่งเตะบอลอยู่บนฟ้า” บูมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส เขาไม่ได้รู้สึกเศร้ากับการสูญเสียพ่ออีกแล้ว เพราะเลือกจะเก็บความทรงจำดี ๆ ไว้ในใจ คิดถึงได้โดยไม่เจ็บปวด“ขอโทษค่ะ จูนไม่น่าถามเลย” จูนอยากจะตีปากตัวเองสักที“ไม่เป็นไร พูดถึงได้ พ่อพี่ไม่มาหลอกเราหรอกน่า” บูมเอ่ยขำขันราวกับเป็นเรื่องตลก“จูนไม่ได้กลัวพ่อพี่มาหลอก แต่กลัวพี่เศร้าต่างหาก” เธอไม่น่าปากไวเผลอพูดสะกิดบาดแผลของคนที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปเลย การจากลากันคือสิ่งที่เศร้าที่สุดแล้ว“แล้วพ่อเราล่ะ” บูมถามกลับบ้าง“เป็นผีไปแล้ว”“หืม
คล้อยหลังคนตัวโตหายเข้าไปในห้องน้ำ จูนก็ทิ้งตัวนั่งบนเตียงอย่างระมัดระวัง ดวงตากลมไล่สำรวจเตียงนอนของเขาหมอนหนึ่งใบ ผ้าห่มหนึ่งผืน และเตียงนอนขนาดสามฟุตครึ่ง สื่อถึงความเหงาและโดดเดี่ยวสุด ๆ เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงได้หิวโซเหมือนเสือหิวอดอยากปากแห้งมานาน ก็นอนคนเดียว เหงา ๆ อยู่แบบนี้ไง พอมีผู้หญิงสวย ๆ หุ่นเอ็กซ์แบบเธอมาอยู่ด้วย ไม่แปลกที่เขาจะพุ่งกระโจนใส่เธอแบบนั้นเข้าใจได้ ๆมือเล็กรูดยางรัดผมออก ปล่อยเส้นผมสยายเต็มแผ่นหลัง เธอขยับไปอีกฝั่งแล้วทิ้งตัวนอนตะแคง ดึงผ้าห่มมาคลุมกายจนถึงช่วงเอว ใช้แขนตัวเองเป็นหมอนหนุนแล้วหลับตาลง เขาเปิดแอร์ไว้สักพักแล้วบรรยากาศในห้องจึงเย็นสบายความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ตากแดดตากลมมาทั้งวัน หนังท้องตึงหนังตาเริ่มหย่อน ผสมกับเบียร์ที่ดื่มไปสองแก้ว จากที่คิดจะรับผิดชอบด้วยการรอเขา ความง่วงงุนเอาชนะอย่างง่ายดายรู้สึกตัวอีกก็ตอนที่ได้กลิ่นหอม ๆ ของสบู่กับไออุ่นจากอ้อมอกของคนด้านหลังมาประชิดตัว“ทำไมไม่นอนหนุนหมอน” เสียงทุ้มเอ่ยถามชิดข้างแก้ม“ก็มันเป็นของพี่” คนกึ่งหลับกึ่งตื่นพึมพำตอบ“นอนหนุนแขนตัวเองไม่เมื่อยหรือไง” คราวนี้เขาสอดปลายแขนเข้ามาใต้ท้า
“ไม่ได้บอก แต่ต่อไปจูนก็คงจะได้เจอพวกมันบ่อย ๆ เดี๋ยวพวกมันก็เข้าใจเอง” บูมไม่มีความคิดจะปกปิดที่ตนเองจะเลี้ยงเด็กสักคน แต่เขาไม่ได้เปิดตัวเธออย่างเอิกเกริกเพราะให้เกียรติอีกฝ่าย เขาก็อยากถามความสมัครใจของเธอก่อนว่าอยากให้เรื่องระหว่างเราเป็นความลับ หรือ เปิดเผยต่อคนอื่นได้ส่วนเรื่องที่ไม่ให้ออกมาพร้อมกัน เพราะเขาเป็นกัปตันทีม เรื่องระเบียบวินัยสำคัญ การที่เขาพาผู้หญิงมาที่ห้อง มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัย เขาจำต้องแหกกฎ“จูนอยากไปรู้จักเพื่อนพี่ไหม”“จูนยังไงก็ได้” เธอเป็นเด็กของเขาจริง ๆ จะปกปิดเพื่อให้ตัวเองใช้ชีวิตยุ่งยากเพื่ออะไรกัน “แต่ขอกินข้าวก่อนได้ปะ คือตอนนี้จูนโคตรหิวเลย”“กว่าเขาจะมาตั้งหม้อ กว่าจะต้มอะไรเสร็จ ก็คงอีกครึ่งชั่วโมงย้ายไปนั่งกับพวกพี่ไหม พวกมันใส่ของจนล้นหม้อ ไปช่วยกินหน่อย”“ถ้าพี่โอเค จูนก็ย้ายได้” ตอนนี้เรื่องความหิวมาก่อนทุกอย่างปาร์คกับอิ้งค์หันมามองหน้ากันแล้วส่งสายตาแซวเพื่อน ใครจะคิดว่าบูมจะชวนสาวย้ายมานั่งโต๊ะเดียวกับกลุ่มเพื่อน ปาร์ครีบลุกจากเก้าอี้เพื่อให้น้องคนสวยนั่ง ส่วนตัวเองก็ไปยกเก้าอี้ข้าง ๆ มานั่งแทน“หวัดดีครับ พี่ชื่อ







