Masukเสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์คันสีดำค่อย ๆ ดับลงใต้ร่มไม้ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย คินถอดหมวกกันน็อกออกช้า ๆ ก่อนเสยผมขึ้นลวก ๆ แล้วเงยหน้ามองรั้วมหาลัยตรงหน้า เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่อีก ทั้งที่เมื่อคืนตั้งใจไว้แล้วว่าจะเลิกสนใจ เลิกคิดถึง เลิกยุ่งกับคนอย่างธีรแต่สุดท้ายขาของเขากลับพามาที่นี่เอง
คินถอนหายใจเบา ๆ พลางพิงตัวกับรถ สายตาคมกริบมองเข้าไปในมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยนักศึกษาเดินขวักไขว่ มันเป็นโลกที่แตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง เสียงหัวเราะสดใส กลุ่มเพื่อนที่นั่งกินข้าวด้วยกัน คนที่เดินถือหนังสือ วิ่งเข้าเรียน พูดคุยเรื่องงาน เรื่องสอบ เรื่องอนาคต เป็นโลกธรรมดา โลกที่เขาไม่เคยมีตั้งแต่เด็ก ชีวิตของคินเต็มไปด้วยการถูกจับตามอง กฎระเบียบ ความคาดหวังและคำว่าต้องแข็งแกร่ง ถึงบ้านของเขาใหญ่โตหรูหรา แต่เงียบจนบางครั้งเหมือนสุสาน ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีมื้ออาหารพร้อมหน้า ไม่มีใครถามด้วยซ้ำว่าเขาเหนื่อยไหม คินหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมา แต่ยังไม่ทันจุด สายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนเสียก่อน
คนคนนั้นก็คือธีร์คนที่ทำให้ภายในใจของคินสับสนวุ่ยวายมาหลายวัน เจ้าตัวกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างตึกคณะ รอบตัวมีทั้งเพื่อน รุ่นน้อง และเอกสารกองเต็มพื้น คินชะงักไปทันทีเมื่อเห็นว่าธีร์ในวันนี้ต่างจากวันที่อยู่กลางวงตีกันอย่างสิ้นเชิง เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวถูกพับขึ้นถึงข้อศอก ผมสีดำยุ่งเล็กน้อยเพราะลม ใบหน้าหล่อสะอาดดูผ่อนคลายกว่าทุกครั้ง และที่สำคัญเขากำลังยิ้ม รอยยิ้มอ่อนโยน อบอุ่น จนคนที่มองอยู่ไกล ๆ ยังสัมผัสได้
“พี่ธีร์ ตรงนี้ผมคิดยังไงก็ไม่ได้”
รุ่นน้องคนหนึ่งพูดพลางชี้โจทย์คณิตศาสตร์ในสมุด ธีร์หัวเราะเบา ๆ ก่อนขยับเข้าไปใกล้
“ดูนะ ถ้าตรงนี้เราแทนค่า x ก่อน แล้วค่อยแยกสมการ มันจะง่ายขึ้น”
น้ำเสียงนุ่มนวลและใจเย็นไม่มีความรำคาญ ไม่มีอารมณ์หงุดหงิดทั้งที่รุ่นน้องถามซ้ำหลายรอบ คินยืนนิ่งสายตามองภาพตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว เขาเห็นธีร์ค่อย ๆ อธิบายทีละขั้น ใช้นิ้วเขียนลงกระดาษพลางยิ้มเวลารุ่นน้องเริ่มเข้าใจ
“อ๋อออ แบบนี้นี่เอง!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบตัวธีร์ยิ้มกว้างกว่าเดิม
“เห็นไหม ไม่ยากหรอก”
ภาพนั้นทำให้คินรู้สึกแปลกแปลกจนเขาอธิบายไม่ถูก โลกของธีร์ดูอบอุ่นเกินไป อบอุ่นจนเหมือนอยู่คนละโลกกับเขา คินก้มมองมือตัวเองช้า ๆ มือที่เต็มไปด้วยรอยแผล รอยช้ำ จากการต่อยตีมาตลอดหลายปี มือที่พ่อเคยบอกว่า “ถ้าจะอยู่ในโลกนี้ ต้องให้คนกลัว”
แต่ตอนนี้เขากลับมองมือของธีร์ที่กำลังถือปากกา เขียนสมการลงกระดาษ แล้วรู้สึกว่ามันต่างกันเกินไป
“แม่ง…”
คินพึมพำเบา ๆ สายตายังละไปไม่ได้ จังหวะนั้นเองธีร์เงยหน้าขึ้นโดยบังเอิญสายตาสองคู่สบกัน คินชะงักแต่คนที่ชะงักกว่าดูจะเป็นธีร์ ดวงตากลมเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ ก่อนจะหลุดยิ้มบาง ๆ คินรีบเบือนหน้าหนีทันทีอย่างไม่รู้ตัว ทั้งที่ปกติเขาไม่เคยหลบสายตาใคร เสียงหัวเราะของรุ่นน้องดังขึ้น
“พี่ธีร์ มองใครอะ”
“เปล่า” ธีร์ตอบเร็วเกินปกติ
แต่รอยยิ้มยังไม่หายไปคินขบกรามเบา ๆ ก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นสูบ ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้อยากสูบเลยด้วยซ้ำ หัวใจเขาเต้นแรงแปลก ๆ แรงจนหงุดหงิด
“บ้าชะมัด…”
เขาสบถในใจว่าเพียงแค่รอยยิ้มทำไมถึงรบกวนเขาได้ขนาดนี้ คินพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง อาจเพราะเขาไม่เคยเห็นใครยิ้มให้คนอื่นแบบนั้น อาจเพราะธีร์ดูเป็นคนที่มีทุกอย่างที่เขาไม่มี หรืออาจเพราะคินเงียบไปไม่ยอมคิดต่อ แต่ในขณะเดียวกัน ธีร์ก็ลุกขึ้นเดินออกมาจากกลุ่มรุ่นน้อง
“เดี๋ยวพี่มานะ”
เขาพูดก่อนเดินตรงมาทางรั้วมหาลัยคินเห็นแบบนั้นก็รีบตั้งท่าจะขึ้นรถ แต่ยังไม่ทันสตาร์ตเครื่อง
“มาทำอะไรแถวนี้”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นใกล้ ๆ คินหันไปธีร์ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว แสงแดดยามบ่ายตกกระทบใบหน้าจนดูอบอุ่นกว่าปกติคินยกคิ้วนิดหนึ่ง
“ผ่านมาพอดี”
คำโกหกหน้าตายถูกพูดออกมาอย่างลื่นไหลธีร์หัวเราะเบา ๆ
“ผ่านมา… หน้า มหาลัยผม สองวันติดเนี่ยนะ”
คินเงียบก่อนจะหันหน้าหนีเล็กน้อย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ธีร์ยิ้มกว่าเดิม
“นายสอนเก่งดี” คินพูดเปลี่ยนเรื่องธีร์ชะงักนิดหนึ่งก่อนตอบ
“ก็… เป็นสิ่งที่อยากทำน่ะ”
“อยากเป็นครู”
“อืม”
ธีร์พยักหน้าดวงตาเป็นประกายเล็ก ๆ ตอนพูดถึงมัน
“ผมชอบเวลาที่มีคนเข้าใจอะไรสักอย่างเพราะเราสอน”
“แค่เห็นเขายิ้มได้ ผมก็รู้สึกว่ามันคุ้มแล้ว”
คินนิ่งไปคำพูดนั้นเรียบง่ายมาก แต่กลับกระแทกอะไรบางอย่างในใจเขา เขาไม่เคยมีอะไรแบบนั้น ไม่เคยทำอะไรแล้วรู้สึกคุ้ม ชีวิตเขามีแต่คำว่าหน้าที่ ความคาดหวัง และการพิสูจน์ตัวเอง
“โลกนายแม่งดีเนอะ”
คินหลุดพูดออกมาเบา ๆ ธีร์มองเขาสายตานิ่งลงเล็กน้อย
“โลกของนายก็อาจมีเรื่องดี ๆ อยู่เหมือนกัน”
“ไม่มีหรอก”
คินตอบทันทีเร็วเกินกว่าจะปิดบังความรู้สึกทัน ธีร์เงียบไปลมบ่ายพัดผ่านระหว่างทั้งคู่ คินเม้มปากก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ฉันไปละ”
เขาหันไปสตาร์ตรถแต่ก่อนจะขี่ออกไป เสียงของธีร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“คิน” เขาชะงัก
“ถ้าวันหลัง… อยากมานั่งดูอีกก็ได้นะ”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของคินกระตุกแรง เขาหันกลับไปมองธีร์กำลังยิ้มรอยยิ้มแบบเดิม อบอุ่น อ่อนโยน และจริงใจ รอยยิ้มที่ทำให้โลกวุ่นวายในใจของเขายิ่งสับสนกว่าเดิม คินรีบหันกลับกลบเกลื่อนความรู้สึกด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ใครบอกว่าฉันอยากดู”
แต่ถึงจะพูดแบบนั้นเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นกลับไม่สามารถกลบเสียงหัวใจของเขาได้เลย เพราะตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่าเขาไม่ได้แค่อยากรู้ว่าธีร์เป็นใคร แต่เขาเริ่มอยากเข้าไปอยู่ในโลกของธีร์ด้วยแม้จะเพียงนิดเดียวก็ตาม
ค่ำคืนปกคลุมทั่วบริเวณเขตอุตสาหกรรมร้าง ลมเย็นพัดผ่านโครงเหล็กเก่า ๆ ของโรงงานที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังเป็นระยะ สร้างบรรยากาศน่าหวาดระแวงจนแทบไม่มีใครอยากเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ยามค่ำคืนแต่คืนนี้แตกต่างออกไปเพราะภายในโกดังร้างหลังหนึ่ง มีคนถูกจับตัวเอาไว้คนคนนั้นก็คือธีร์นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ กลางห้อง มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้านหลัง แม้จะถูกจับตัวมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่เขายังคงพยายามรักษาสติเอาไว้ ใบหน้าของชายหนุ่มมีรอยช้ำเล็กน้อยจากการขัดขืนตอนถูกจับตัว แต่โดยรวมยังไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงเขารู้ดีว่าคนพวกนี้ต้องการอะไร พวกมันไม่ได้ต้องการเขาแต่พวกมันต้องการคิน ชายฉกรรจ์หลายคนยืนเฝ้าอยู่รอบโกดัง บางคนถืออาวุธ บางคนเดินตรวจตราพื้นที่อย่างระมัดระวัง หัวหน้ากลุ่มนั่งอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้าม"แฟนนายคงกำลังตามหาจนหัวหมุนแล้ว"ธีร์มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ "ถ้าฉลาดพอ เขาจะไม่มา"ชายคนนั้นหัวเราะเสียงดัง "งั้นเหรอ... แต่จากข้อมูลที่เราได้มา เขาไม่มีวันทิ้งนายหรอก"คำพูดนั้นทำให้ธีร์เงียบลงเพราะลึก ๆ เขาก็รู้เหมือนกัน คินไม่มีวันปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่เพียงลำพังในเวลาเดียวกั
ถึงจะอยู่ในสถานการณ์คับขันและอันตรายแค่ไหน ธีร์ก็ยังมีสติรีบเปิดระบบติดตามที่คินตั้งไว้ให้ในโทรศัพท์มือ ถึงแม้ตลอดเส้นทางจะมองไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เพียงแค่เปิดสัญญาณติดตามคินก็จะตามมาช่วยเข้าได้ทันที ธีร์ยังใช้จังหวะคนร้ายเผลอส่งข้อความเตือน ไม่ให้คินประมาทและยังบอกด้วยว่า ที่เขาถูกจับตัวมาเป็นแผนของคนร้ายที่ต้องการล่อให้คินตามมาช่วยฝ่ายคินเมื่อได้รับสัญญาณและข้อความจากคนรัก คินจึงได้รีบกลับไปที่เพนท์เฮาส์เพื่อวางแผนช่วยธีร์ ทุกอย่างต้องรอบคอบและรัดกุมที่สุดเสียงเครื่องยนต์ของรถเอสยูวีสีดำดังต่อเนื่องขณะคินน์ขับออกจากบริเวณสนามสอบด้วยความเร็วที่ยังอยู่ในขอบเขตกฎหมาย แต่สีหน้าของเขากลับตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัดหลังจากทราบจากลูกน้องว่าถูกจับธีร์ขึ้นรถตู้สีดำไป เขาก็มั่นใจแทบจะทันทีว่าต้องเป็นคนของแก๊งศัตรูแน่ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขายังพอควบคุมสติได้ คือระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ของธีร์เมื่อหลายเดือนก่อนหลังจากเหตุลอบทำร้ายคินน์ครั้งนั้น ธีร์เป็นคนบ่นว่าคินน์ระแวงเกินเหตุ แต่สุดท้ายก็ยอมติดตั้งแอปพลิเคชันติดตามฉุกเฉินตามคำขอของเขา และตอนนี้แอปนั้นกำลังส่งสัญญาณมาหน้าจอโท
ระหว่างที่คินกำลังขับรถเข้าบริษัทก็มีข้อความจากเพื่อนสนิทอย่างเขตส่งมารัว ๆ จนคินต้องจอดรถข้างทางเพื่อนอ่าน พอเปิดดูก็เป็นข้อมูลเบื้องหลังของบริษัทคู่แข่งของเขานั้นเอง แต่สิ่งที่น่าตกใจคือบริษัทคู่แข่งเป็นบริษัทบังหน้าของแก๊งศัตรูของพ่อเขานั้นเอง คินจึงไม่แปลกใจที่ทำไมเวลาประมูลราคางานทีไรบริษัทนี้จะตั้งราคามาเพื่อตัดราคาบริษัทเขาตลอด พออ่านข้อมูลจบคินก็เริ่มเป็นห่วงคนรักขึ้นมาทันที คินได้นัดกับธีร์ไว้ก่อนออกจากบ้านว่า ธีร์สอบเสร็จเที่ยงพอดีคินจะไปรับคนรักไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน แต่ดูเหมือนต้องส่งคนไปคุ้มกันเพิ่มแล้ว ถึงแม้จะมีลูกน้องคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ แต่ตอนนี้เริ่มจะชะล่าใจไม่ได้แล้ว คินรีบโทรหาเซนมือขวาและพ่วงตำแหน่งเลขาของเขา เพื่อสั่งให้เพิ่มคนคุ้มกันอีกเท่าตัวเสียงกริ่งประกาศหมดเวลาสอบดังขึ้นภายในห้องสอบ ธีร์วางปากกาลงช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงในที่สุดก็สอบเสร็จแล้วตลอดห้าเดือนที่ผ่านมา เขาทุ่มเทให้กับการเตรียมตัวสอบอย่างเต็มที่ อ่านหนังสือแทบทุกวัน ทบทวนเนื้อหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำข้อสอบเก่าจนนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างน้อยเขาก็มั่น
หลังจากพิธีรับปริญญาผ่านพ้นไป ชีวิตของธีร์ก็เข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญอีกครั้ง อีกห้าเดือนต่อมาก็เข้าสู่ช่วงหาสอบบรรจุตามสถานศึกษาทั่วประเทศที่เปิดสอบ เป้าหมายต่อไปของเขาไม่ใช่การเรียนจบไม่ใช่การรับปริญญา แต่เป็นการสอบบรรจุครู ความฝันที่เขาตั้งใจเอาไว้มาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่คณะครุศาสตร์เช้าวันหนึ่งหลังจากรับปริญญาได้ไม่นาน ธีร์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานภายในห้องนอน หนังสือสอบกองสูงวางเรียงอยู่เต็มโต๊ะ ทั้งวิชาความรู้ความสามารถทั่วไป กฎหมายการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา หลักสูตรการสอน และวิชาเฉพาะทาง คินเดินผ่านห้องมาเห็นก็ถึงกับยกคิ้ว"ธีร์จะอ่านทั้งหมดนี่จริง ๆ เหรอ"ธีร์เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ "จริง""เยอะมากนะ""สอบครั้งเดียวก็ต้องเอาให้เต็มที่"คินพยักหน้าอย่างเข้าใจตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ธีร์แทบจะใช้ชีวิตอยู่กับหนังสือทุกเช้าเขาตื่นตั้งแต่หกโมง ออกกำลังกายเล็กน้อย รับประทานอาหารเช้า แล้วเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่เจ็ดโมงอ่านจนถึงเที่ยง พักรับประทานอาหารจากนั้นกลับมาอ่านต่อในช่วงบ่าย บางคืนอ่านจนเกือบเที่ยงคืน หลายครั้งที่คินเปิดประตูเข้ามาเห็นอีกฝ่ายกำลังนั่งจดสรุปด้วยสีหน้าจริงจัง"พักบ้างไหม"
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับปริญญาและใช้เวลาทั้งวันกับครอบครัว ถ่ายรูป รับคำแสดงความยินดี และตอบข้อความจากเพื่อน ๆ จนแทบไม่มีเวลาพัก ในที่สุดช่วงค่ำก็มาถึง บ้านของคินและธีร์เงียบสงบกว่าช่วงกลางวันมาก ครอบครัวของทั้งสองคนต่างแยกย้ายกลับไปพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เหลือเพียงคินกับธีร์ที่อยู่ด้วยกันภายในบ้าน บนโต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่นมีเค้กก้อนเล็ก ๆ วางอยู่ตรงกลาง ข้างกันเป็นอาหารที่ทั้งสองช่วยกันจัดเตรียมอย่างง่าย ๆ ไม่ได้หรูหราเหมือนงานเลี้ยงใหญ่ แต่กลับอบอุ่นกว่าที่ไหน ธีร์นั่งลงบนโซฟาอย่างหมดแรง ก่อนจะปลดกระดุมคอเสื้อออกเล็กน้อย "ในที่สุดก็จบจริง ๆ สักที" คินหัวเราะเบา ๆ พลางยื่นแก้วน้ำผลไม้ให้ "คุณบัณฑิตเหนื่อยไหมครับ" "มาก... ยืนถ่ายรูปทั้งวัน ขายืนจะไม่อยู่แล้ว แต่วันนี้คินยิ้มเยอะนะ... และก็มีความสุขมาก" คินยิ้มตามเขานั่งลงข้าง ๆ แล้วมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ธีร์ยังคงสวมชุดสูทที่ใส่ใต้ครุย ใบหน้าหล่อเหลามีร่องรอยความเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความสุข "มองอะไร" ธีร์ถามเมื่อสังเกตเห็นสายตาของคิน "มองคนเรียนจบ มองบัณฑิตรูปหล่อ" "คินก็เรียนจบแล้ว" "แต่วันน
ห้าเดือนผ่านไปหลังจากวันที่ธีร์ส่งงานชิ้นสุดท้ายและปิดฉากชีวิตนักศึกษาอย่างสมบูรณ์ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ และในที่สุดวันที่สำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งก็มาถึง วันรับปริญญาของธีร์เช้าวันนั้นธีร์ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ความจริงเขาแทบไม่ได้นอนเต็มอิ่มนัก เพราะความตื่นเต้นปะปนกับความรู้สึกหลากหลายที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจเมื่อแต่งกายด้วยชุดครุยบัณฑิตเรียบร้อยแล้ว เขายืนมองตัวเองในกระจกอยู่ครู่หนึ่งภาพสะท้อนตรงหน้าคือชายหนุ่มที่ผ่านการเรียนมาสี่ปีเต็ม ผ่านทั้งการสอบ การทำรายงาน การฝึกสอน และอุปสรรคมากมายกว่าจะมาถึงวันนี้ ภาพความทรงจำสมัยจำให้ธีร์ตกอยู่ในภวังค์ความคิดจนเสียงเคาะประตูดังขึ้น เขาถึงจึงได้ตื่นจากภวังความคิดค์นั้น"พร้อมหรือยังธีร์"เสียงคุณย่าดังมาจากด้านนอก น้ำเสียงของย่าบ่งบอกถึงความตื่นเต้นแทนเขาจนธีร์ต้องหัวเราะเบา ๆ"พร้อมแล้วครับย่า"เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบว่าทั้งครอบครัวกำลังรออยู่ด้านล่าง คุณย่าแต่งตัวสวยเป็นพิเศษในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ส่วนคุณพ่อและคุณแม่ก็อยู่ในชุดสุภาพเรียบร้อย ใบหน้าของทั้งสามคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ"หล่อมาก"คุณย่าพูดทัน







